Blog

  • เจ๋ง! กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับคน Gen Z

    เจ๋ง! กรุงเทพฯ อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับคน Gen Z

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  (ททท.) เปิดเผยว่า นิตยสาร Time Out ประกาศผลสำรวจว่า กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในโลก สำหรับคนรุ่น Gen Z จากเสียงของคนอายุต่ำกว่า 30 ปี กว่า 18,500 คนทั่วโลก 

    นั่นไม่ใช่เพียง “รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ” ของคนไทย แต่คือ “สัญญาณแห่งอนาคต” ที่บอกกับโลกว่าประเทศไทยกำลังเติบโตในใจของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก

    นี่คือช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่จากทุกมุมโลกมองเห็นประเทศไทย ไม่เพียงเป็นจุดหมายปลายทางของการพักผ่อน แต่คือ “พื้นที่ของการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย”  พื้นที่ที่พวกเขารู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    กรุงเทพฯ เมืองที่คนรุ่นใหม่เลือก เพราะเข้าใจ “จิตวิญญาณของอิสรภาพ”

    ผลสำรวจของ Time Out ไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้นด้วยคำโฆษณา แต่เกิดจาก “ประสบการณ์จริง” ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ
    พวกเขามองเห็นความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

    จากสตรีทฟู้ดริมทางสู่รูฟท็อปบาร์ระดับโลกจากความเก่าแก่ของวัดวาอารามสู่ความร่วมสมัยของคาเฟ่และคอนเทนต์สเปซ จากวิถีดั้งเดิมสู่จิตวิญญาณของการสร้างสรรค์

    กรุงเทพฯ คือเมืองที่ไม่ตัดสินใคร แต่เปิดรับทุกความต่างอย่างมีศิลปะและนั่นคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้คุณค่า อิสรภาพในการเป็นตัวเองโดยไม่ต้องขอโทษใคร

    Soft Power ของไทย คือพลังที่ “ไม่ต้องสร้างเพิ่ม” แต่ “ต้องสื่อสารให้โลกเห็น”

    อันดับ 1 ครั้งนี้ยืนยันว่า “เสน่ห์ของไทย” ไม่ได้เกิดจากสิ่งใหม่ที่เราพยายามสร้างขึ้น แต่เกิดจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว รอยยิ้ม วัฒนธรรม ความมีน้ำใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุล

    สิ่งเหล่านี้คือ Soft Power ที่ฝังอยู่ใน DNA ของคนไทย
    หน้าที่ของ ททท. จึงไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่เพื่อแข่งขัน แต่คือการ “ถอดรหัสสิ่งที่เป็นไทย” แล้วสื่อสารออกไปในแบบที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกเข้าใจและอยากเข้ามามีส่วนร่วม

    เรากำลังผลักดันแนวทาง Value-Based Tourism จากการขายจำนวน มาสู่การขายคุณค่า จากการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน มาสู่การท่องเที่ยวเพื่อเติบโต ทั้งทางจิตใจและทางประสบการณ์ชีวิต

    กรุงเทพฯ ในฐานะ “เมืองต้นแบบของ Future Tourism”

    กรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย แต่กำลังกลายเป็น “ต้นแบบของการท่องเที่ยวแห่งอนาคต” ที่ผสาน เทคโนโลยี + วัฒนธรรม + ความคิดสร้างสรรค์ อย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของคาเฟ่และอาร์ตสเปซของคนรุ่นใหม่ ชุมชนเมืองที่ปรับตัวสู่ Creative Neighborhood
    หรือ Startup สายท่องเที่ยวที่เชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับการเดินทางอย่างยั่งยืน

    สิ่งเหล่านี้คือ “ภาพใหม่ของกรุงเทพฯ” ที่เราในฐานะ ททท. ภูมิใจนำเสนอ เมืองที่เติบโตจากคนในท้องถิ่น และเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก และการท่องเที่ยวแห่งอนาคต ต้องเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน

    ความสำเร็จของกรุงเทพฯ ในการเป็นเมืองที่ Gen Z รัก คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ของ “Sustainable Destination”
    เรามุ่งสร้างประสบการณ์ที่ “ดีต่อใจนักเดินทาง” และ “ดีต่อโลกของเรา”

    ททท. กำลังผลักดันโครงการ Green Tourism, Creative Economy และ Local Empowerment เพื่อให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไทยเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนจริง ไม่ใช่แค่ทางเศรษฐกิจ แต่ในเชิงคุณค่าและจิตวิญญาณของสังคม

    เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่ “การท่องเที่ยว” ไม่ได้หมายถึงการเดินทางไกล แต่หมายถึง การค้นพบตัวเองในสถานที่ที่มีความหมาย และประเทศไทยคือหนึ่งในสถานที่นั้น

    กรุงเทพฯ คือ “เมืองแห่งความเชื่อมั่น” ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก

    สำหรับ ททท. การที่กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Gen Z คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า ประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นใหม่ในระดับโลก

    เรากำลังถูกมองไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่เป็น “ศูนย์กลางของความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และความสุขแบบไทย”

    นี่คือความสำเร็จที่เกิดจากพลังของทุกภาคส่วน จากคนในท้องถิ่นที่สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ นักท่องเที่ยวที่มาเปิดใจสัมผัส ไปจนถึงภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยเป็นพลังบวกของประเทศ

    กรุงเทพฯ อาจได้อันดับ 1 ในปีนี้ แต่ภารกิจของเราไม่ได้จบที่เรตติ้ง

    ภารกิจของ ททท. คือการรักษา “ความเป็นไทย” ไว้อย่างงดงาม และผลักดันให้โลกได้สัมผัสถึงคุณค่านั้นด้วยหัวใจ

    เพราะท้ายที่สุด“สิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ เป็นที่หนึ่งของโลก ไม่ใช่แสงสีเสียงหรือเทคโนโลยีใด แต่คือ ความเป็นมนุษย์ของคนไทย ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า บ้านของฉันอยู่ตรงนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/640783&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mXL7ni0yf_JkY7aezKMVu

  • วัฒนธรรม จ.แม่ฮ่องสอน พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่

    วัฒนธรรม จ.แม่ฮ่องสอน พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่

    วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่ เส้นทางที่ 2 พื้นที่อำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และ อำเภอแม่ลาน้อย ส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนในสื่อโซเชียลต่างๆ ให้แพร่หลาย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    วันที่ 6 ตุลาคม 2568 นางสาวกมลลักษณ์ บุญซื่อ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เปิดเผยว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำนักท่องเที่ยวทั้งหัวหน้าส่วนราชการ นักประชาสัมพันธ์ สื่อมวลชน และ อินฟลูเอนเซอร์ร่วมโครงการ ส่งเสริมพัฒนาประเพณี ฟื้นฟู อนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจังหวัดแม่ฮ่องสอน กิจกรรมหลักพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่ออนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวกลุ่มชาติพันธุ์ชุมชนในพื้นที่ เส้นทางที่ 2 ที่อำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และ อำเภอแม่ลาน้อย ภายใต้กิจกรรม แม่ฮ่องสอน ยลวิถีดินแดนชาติพันธุ์ ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจประกอบด้วย

    วันที่ 28 กันยายน 2568 ช่วงเช้า นางสาวกมลลักษณ์ บุญซื่อ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเที่ยวชม และศึกษาวัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> วัดพระธาตุดอยกองมู วัดพระนอน ศูนย์ไทใหญ่ศึกษา วัดจองคำ-วัดจองกลาง พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ร้านเฮ็ดก้อเหลียว และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ผาบ่อง

    วันที่ 29 กันยายน 2568 ช่วงเช้า ณ หมู่บ้านผาบ่อง ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน นายอมร ศรีตระกูล กำนันตำบลผาบ่อง นำนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ เดินทางท่องเที่ยว ศึกษาข้อมูล วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> ชมนิทรรศการมีชีวิต ณ กาดซ่อกจ่า การทอผ้ากะเหรี่ยง การสานกุ๊บไต การต้องลายปานซอย การตัดตุงใส้หมู และ ชมการแสดงท้องถิ่น รำไต รำกลองมองเซิง รำก้าปั่นก๋อง และก้าลาย

    วันที่ 30 กันยายน 2568 ณ หมู่บ้านละอูบ ต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน นายณัฐพงษ์ ไผ่พันธุ์พฤกษ์ ผู้ใหญ่บ้านละอูบ นำนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ เดินทางท่องเที่ยว ศึกษาข้อมูล วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> สักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ จุดชมวิวบ้านละอูบ ชมนาขั้นบันได ณ ถนนลอยฟ้า ชมการแสดงของชาติพันธุ์ลเวือะ การรำดาบ ชิมอาหารท้องถิ่น โต๊ะสะเบื๊อก พักผ่อนอย่างอบอุ่นที่โฮมสเตย์ของชุมชน ชิมกาแฟสดบ้านรสชาติเยี่ยมของบ้านละอูบ เลือกซื้อผลิตภันฑ์ชุมชน ผ้าทอลเวือะ และสินค้า OTOP ชื่อดัง คือเครื่องเงินบ้านละอูบ
    วันเดียวกันในช่วงบ่าย ณ หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม นายบุญสม เมืองนำโชค ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอขุนยวม นำนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ เดินทางท่องเที่ยว ศึกษาข้อมูล วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต ตามเส้นทางท่องเที่ยว>> วัดต่อแพ ชมนิทรรศการมีชีวิต การต้องลายปานซอย การสานกุ๊บไต การทำจองพารา เลือกซื้อเลือกชมผลิตภัณฑ์ชุมชน จักสาน ถ่านชาโคว์ จานจากใบไม้ การเลี้ยงไข่ผำ และ การประดิษฐ์ตุ๊กตาไทใหญ่ ทำปีกนกกิ่งกะหร่า ชุดส่างลอง และปานกุมส่างลอง

    นางสาวกมลลักษณ์ บุญซื่อ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กล่าวว่า “ การจัดกิจกรรม การท่องเที่ยวชุมชนยลวิถีชาติพันธุ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้ผู้เข้ากิจกรรมได้สัมผัสวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนและนำเสนออัตลักษณ์ที่โดดเด่น และร่วมประชาสัมพันธ์นำเสนอส่งเสริมการท่องเที่ยวของชุมชนในสื่อโซเชียลต่างๆ ให้แพร่หลายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3788102/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3723ZScUA7wjqww8fbNker

  • สัญญาณฟื้น!! Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่งแตะ 1 แสนคน กลับมาครองแชมป์สัปดาห์นี้ : อินโฟเควสท์

    สัญญาณฟื้น!! Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่งแตะ 1 แสนคน กลับมาครองแชมป์สัปดาห์นี้ : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.-5 ต.ค.) นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จากการเข้าสู่การเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) และการมีวันหยุดต่อเนื่องในหลายประเทศ อาทิ วันชาติจีน เทศกาลชูซ๊อกในเกาหลีใต้ และวันคานธีชยัยตีในอินเดีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 1 และเดินทางเข้ามาแตะระดับ 1 แสนคน

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 604,598 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 85,141 คน หรือ 16.39% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 86,371 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 132,021 คน มาเลเซีย 69,815 คน อินเดีย 53,117 คน เกาหลีใต้ 44,321 คน และรัสเซีย 27,908 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ จีน รัสเซีย และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 77.02% 67.02% 32.52% และ 14.63% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 16.76%” น.ส.นัทรียา ระบุ

    *ยอดนทท.สะสมกว่า 24 ล้านคน

    ยอดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-5 ต.ค. 68 ทั้งสิ้น 24,574,177 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,135,250 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,534,028 คน จีน 3,512,253 คน อินเดีย 1,810,837 คน รัสเซีย 1,293,594 คน และเกาหลีใต้ 1,174,537 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (6-12 ต.ค.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eyWuIOjn0hft4UNaa3teZ

  • ตำรวจท่องเที่ยวเมืองลิง เคร่งครัดตามนโยบาย ผบช.ทท. ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจของประชาชน

    ตำรวจท่องเที่ยวเมืองลิง เคร่งครัดตามนโยบาย ผบช.ทท. ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจของประชาชน

    ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรี ภายใต้การนำของ พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เคร่งครัดปฏิบัติตามนโยบาย ผบ.ตร. และ ผบช.ทท.1

    พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศิริเจริญนำ สวญ.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 ได้กำชับการปฏิบัติหน้าที่ของสายตรวจตำรวจท่องเที่ยวลพบุรีให้เคร่งครัดปฏิบัติหน้าที่และให้ช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา

    วันนี้ 7 ต.ค.68 เวลา 10.00 น. ร.ต.ต.กาญจน์ปณิธ จันทรพงศ์ธร รอง สว.(ป.) ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.1 ปฏิบัติหน้าที่
    ร้อยเวรฯ ได้นำสายตรวจออกตรวจตราป้องกันเหตุในแหล่งท่องเที่ยวภายใน อ.เมืองจว.ลพบุรี ตามปกติ ผ่านมาที่บริเวณศาลพระกาฬได้พบเห็นรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับบาดเจ็บ จึงได้เข้าทำการช่วยเหลือและหยุดอำนวยการจราจรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อนประสานกู้ภัยปฐมพยาบาลเบื้องต้น และได้ช่วยแจ้งเหตุให้ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลพบุรี ทราบ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247428&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26c-TMEwql7oxDFDzrz_-0

  • ทน.ภูเก็ต จัดพิธีไหว้พระจันทร์ ประจำปี ร่วมรักษาประเพณีท้องถิ่นอันดีงามของพี่น้องชาวจีน

    ทน.ภูเก็ต จัดพิธีไหว้พระจันทร์ ประจำปี ร่วมรักษาประเพณีท้องถิ่นอันดีงามของพี่น้องชาวจีน

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Town Stabbing Suspect Surrenders, Influencer’s Pet Lion Mauls 2 || Oct 6

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Town Stabbing Suspect Surrenders, Influencer’s Pet Lion Mauls 2 || Oct 6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2599-%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2593%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E-13565.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GRPYoKO5sV_mTudDxLw6L

  • รัฐบาลกางเป้าอัดทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

    รัฐบาลกางเป้าอัดทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

    วันนี้ (7 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.2% โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายไตรมาสที่ 4 ซึ่งจากนี้ไปรัฐบาลจะพยายามออกมาตรการกระตุ้นด้านต่าง ๆ ออกมาทุกสัปดาห์ หลังจากมีการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีโครงการคนละครึ่งพลัสออกมาแล้ว

    ทั้งนี้รัฐบาลประเมินการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 จะขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ภายหลังจากได้อนุมัติการเติมเงินลงไปยังบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละ 2,000 บาท โดยเพิ่มวงเงินลงไปในบัตรอีกคนละ 850 บาท รวม 2 เดือน คือเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยจำนวน 13.4 ล้านคน ซึ่งใช้วงเงินงบประมาณรวม 22,780 ล้านบาท

    เมื่อรวมกับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 20 ล้านคน ซึ่งใช้งบประมาณอีก 44,000 ล้านบาทในส่วนของรัฐบาล และเมื่อรวมเงินของประชาชนที่จะเพิ่มเข้าไปอีกครึ่งคือ 44,000 ล้านบาท จะทำให้มีวงเงินในโครงการนี้รวมกัน 88,000 ล้านบาท และเมื่อรวมทั้งสองโครงการเข้าด้วยกันจะทำให้ในช่วงปลายปี 2568 มีเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจรวมกัน อย่างน้อย 1.1 แสนล้านบาท

    “ในช่วงไตรมาสที่ 4 คิดว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่ติดหล่ม เพราะเงินจากโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีผลต่อ GDP ขั้นต่ำประมาณ 0.6% และจากนี้ไปรัฐบาลจะมีมาตรการอื่นตามมา โดยพยายามจะให้ออกทุกกสัปดาห์ตามมาตรการ Quick Big Win ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 น่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 1% จากมาตรการที่ออกมา” นายเอกนิติ ระบุ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวคนละครึ่งพลัส

    รองนายกฯ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัสที่ออกมาล่าสุดนี้ จะเป็นมาตรการเรือธงของรัฐบาลในการฟื้นเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายเงินที่กระจายตัวมากขึ้น ซึ่งการดำเนินโครงการรอบนี้ได้ปรับรายละเอียดโครงการจากโครงการคนละครึ่ง เฟส 5 ในรัฐบาลก่อน นั่นคือ ขยายช่วงอายุของผู้ที่ได้รับสิทธิจากเดิมกำหนดอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ลดลงเหลืออายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีสิทธิเข้ามาร่วมโครงการ

    ต่อไปคือ การเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายซื้อสินค้าจากเดิมกำหนดให้ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน เป็นไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มวงเงินให้กับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี โดยประชาชนผู้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 หรือ ภ.ง.ด. 95 ในปีภาษี 2567 จะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,400 บาทตอคน ส่วนประชาชนทั่วไปจะได้รับวงเงินสิทธิไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาใช้จ่ายของโครงการ

    นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่เพิ่มกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือไมโครเอสเอ็มอี ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ส่วนใหญ่เป็นร้านขนาดเล็กจริง ๆ ได้เข้าร่วมโครงการได้ รวมไปถึงงวิสาหกิจชุมชน และการเข้ามาร่วมในโครงการครั้งนี้รัฐบาลจะเป็นระบบปิดและเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับ โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไม่ถูกส่งข้อมูลต่อไปเก็บภาษีต่อกับกรมสรรพากรด้วย

    รัฐบาลกางเป้าอัดทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน GDP ปี 68 โตเกิน 2.2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw372ZiD3xGMc67kCmdRgKL-

  • ธนาคารโลกเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือปีนี้โต 2.8% เตือนปีหน้าอาจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือปีนี้โต 2.8% เตือนปีหน้าอาจชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อัฟกานิสถาน และปากีสถาน (MENAAP) ในปี 2568 เป็น 2.8% เพิ่มขึ้นจาก 2.6% ที่เคยคาดไว้ในเดือนเม.ย. อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 โดยอ้างถึงความขัดแย้งและการปรับลดการผลิตน้ำมันในอิหร่านและลิเบีย

    ธนาคารโลกระบุว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์ปีนี้เกิดจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด หลังจากมีการยกเลิกมาตรการลดการผลิตน้ำมันเร็วกว่ากำหนด รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน ขณะที่บรรดาประเทศนำเข้าน้ำมันอื่น ๆ ในภูมิภาคได้รับแรงหนุนจากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่กำลังพัฒนาจะเผชิญกับการชะลอตัวอย่างมากจากผลกระทบของความขัดแย้งและการปรับลดการผลิตน้ำมัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจของอิหร่านจะหดตัว 1.7% ในปีนี้ และหดตัว 2.8% ในปีหน้า ซึ่งสวนทางกับที่เคยคาดว่าจะเติบโต 0.7% ในปีหน้า โดยการชะลอตัวสะท้อนถึงการลดลงทั้งในด้านการส่งออกน้ำมันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกภาคน้ำมัน ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวด รวมถึงการกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติและความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา

    ในเดือนก.ย.นั้น สหประชาชาติได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรและการห้ามขายอาวุธต่ออิหร่าน อันเนื่องมาจากโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ โดยกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มประเทศยุโรปเริ่มดำเนินการ ขณะที่รัฐบาลอิหร่านเตือนว่าจะตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง ซึ่งมาตรการล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นในบางประเทศ แต่ภูมิภาคโดยรวมยังคงได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในซีเรีย เยเมน เลบานอน เวสต์แบงก์และกาซา รวมถึงอัฟกานิสถาน ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม การอพยพจำนวนมาก และเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง รายงานระบุว่า ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้รับผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งด้วยเช่นกัน ทั้งการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ การหลั่งไหลของผู้ลี้ภัย และความไม่มั่นคงที่เพิ่มสูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GulmoFiPpufZt06hO8AJX

  • ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้โต 4.8% ก่อนชะลอตัวปีหน้า : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้โต 4.8% ก่อนชะลอตัวปีหน้า : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 4.8% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.0% แต่เตือนว่าจังหวะการเติบโตอาจชะลอตัวในปีหน้า โดยอ้างถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ตกต่ำ รวมถึงคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ที่อ่อนแอ

    รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจครึ่งปีสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่เผยแพร่ในวันนี้ (7 ต.ค.) ระบุว่า เศรษฐกิจจีนจะเติบโต 4.2% ในปีหน้า จากที่คาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย. ว่าจะเติบโต 4.0%

    ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคจะขยายตัวช้าลง เนื่องจากการชะลอตัวของการส่งออก และความเป็นไปได้ที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐจะลดลง เนื่องจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y-zG1T6ZoYP9CXwQBATNT

  • มติ ครม. 7 ต.ค. เห็นชอบ “คนละครึ่งพลัส”เชื่อมั่นฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นหล่มในไตรมาส 4

    มติ ครม. 7 ต.ค. เห็นชอบ “คนละครึ่งพลัส”เชื่อมั่นฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นหล่มในไตรมาส 4

    “เอกนิติ” นำแถลงมติประชุม ครม. 7 ต.ค. เห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เชื่อมั่นช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มในไตรมาส 4 ได้ ย้ำไทม์ไลน์ลงทะเบียน-เริ่มใช้จ่าย

    วันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเดินมายังตึกบัญชาการ 1 เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าในการติดตามตัวคนร้ายที่ก่อเหตุปล้นทอง ที่ห้างในอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวก่อนเดินขึ้นตึกทันที

    ต่อมาเวลา 12.55 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำแถลงข่าวโครงการคนละครึ่งพลัส โดยมี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมแถลง

    “คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ว่าเราต้องการที่จะแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศในเรื่องของภัยเศรษฐกิจในการฟื้นความเชื่อมั่นคืนความสุขให้พี่น้องประชาชนไทยและเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายให้พี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้มีพลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น”

    วันนี้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบคนละครึ่งพลัสเพื่อต่อสู้กับภัยเศรษฐกิจที่เราเห็นทิศทางชัดเจนว่าในไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มที่จะติดหล่ม การขยายตัวจะชะลอลง เพราะฉะนั้นโครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นโครงการเรือธงหนึ่งที่จะมาเสริมจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เรามีมติเติมเงินไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจกระตุ้นสั้นได้ผลยาวและกระจายตัว

    กระตุ้นสั้น คือเราจะช่วยประชาชน 20 ล้านสิทธิ์ในการลดรายจ่าย จะช่วยร้านค้ารายเล็กรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าจะมีสิทธิ์เพิ่มรายได้จากยอดรายจ่ายที่ประชาชนจะมาจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสมากขึ้น

    ได้ผลยาว คือ เราจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลยาว เราจะมีพลัสใน 2 เรื่องที่สำคัญคือ คนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้เงิน 2,400 บาท ส่วนคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีได้ 2,000 บาท อีกทั้งเป็นเรื่องของการเพิ่มทักษะให้กับพ่อค้าแม่ค้า ทำให้ขายเก่งมากขึ้น โดยใช้ระบบเทคโนโลยี และจะรู้ต้นทุนลดรายจ่ายได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยี รวมถึงเราจะมีโครงการเรียนรู้เพิ่มทักษะเพื่อช่วยในการค้าขายต่างๆ เช่น AI

    คนละครึ่งพลัสจะเป็นโครงการที่รัฐบาลมุ่งเน้นเป็นเครื่องจักรตัวหนึ่งที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดหล่ม พร้อมสรุปว่าแตกต่างจากเดิมอย่างไร

    พลัสที่ 1 จากเดิมให้ประชากรอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ครั้งนี้จะเป็น 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพราะเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้มีกำลังซื้อมากขึ้น ขายของออนไลน์ได้มากขึ้น มีรายได้มากขึ้น

    พลัสที่ 2 จะเพิ่มวงเงินสมทบของรัฐต่อวันจาก 150 บาทเป็น 200 บาทต่อวัน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและภาพรวมเศรษฐกิจในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    พลัสที่ 3 เพิ่มสิทธิให้ผู้อยู่ในระบบภาษีเป็น 2,400 บาท ประชาชนทั่วไปได้ 2,000 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,700 บาท

    พลัสที่ 4 เพิ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือที่เรียกว่า Micro SME ซึ่งมีรายได้ตลอดปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ครั้งนี้เราจะให้ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลเข้าโครงการนี้ได้ด้วย รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน

    พลัสที่ 5 เพิ่มทักษะความรู้ อัปสกิล-รีสกิล ให้ร้านค้าผู้ประกอบการรายย่อย เรียนรู้ทักษะใหม่ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาให้ขายเก่งขึ้น ใช้ AI ในการขยายธุรกิจสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งจากล่างขึ้นบน

    ทั้งหมดนี้เป็นไปตามนโยบายแนวคิดเรื่อง Quick Big Win โดย Quick คือ ต้องทำให้เร็ว เราจะใช้ Application “เป๋าตังและถุงเงิน” ซึ่งมีอยู่และคนคุ้นเคยอยู่แล้ว สามารถนำมาใช้คนละครึ่งพลัสได้ทันที ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที

    ทางด้านแหล่งเงินงบประมาณเราจะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณเดิมที่รัฐบาลได้อนุมัติไว้อยู่แล้วในปี 2569 และใช้งบกลางอีก 19,000 ล้านบาท รวมเป็น 44,000 ล้านบาท (หากรวมในส่วนของประชาชนก็จะเป็น 88,000 ล้านบาท) และหากรวมกับที่ให้ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 23,000 ล้านบาท จะรวมเป็น 100,000 ล้านบาท จะช่วยกระตุ้น GDP 0.3-0.4%

    Big การใช้เม็ดเงินในส่วนนี้จะทำให้ใหญ่พอ ทำให้อย่างน้อยเศรษฐกิจไม่ติดหล่ม ส่วน Win จะช่วยให้ประชาชนพ่อค้าแม่ค้าผู้ประกอบการทั้งหลายที่เป็น Micro SME สามารถที่จะช่วยกระจายตัวไปทั่วประเทศให้กลุ่มประชาชนและร้านค้าได้ประโยชน์

    ย้ำไทม์ไลน์ “คนละครึ่งพลัส”

    • 15 ตุลาคม 2568 จะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ
    • 20-26 ตุลาคม 2568 จะเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการ
    • 29 ตุลาคม เริ่มใช้จ่าย ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    “ผมอยากให้ทุกท่านมั่นใจครับว่าโครงการของรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โครงการคนละครึ่งพลัสจะกระจายให้เกิดความคึกคักกับเศรษฐกิจไทยเพิ่มกำลังจับจ่ายใช้สอยให้กับประชาชนลดรายจ่ายให้กับประชาชนเพิ่มรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้า แล้วก็จะช่วยเพิ่มทักษะให้เขาเก่งขึ้นขายของได้เก่งขึ้นลดต้นทุน เขาใช้เทคโนโลยีได้มากขึ้นและโครงการนี้จะช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงไตรมาสสุดท้ายผมมั่นใจว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการหนึ่งในโครงการเรือธง ซึ่งยังมีอีกหลายโครงการที่จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยจากหล่มในไตรมาสที่ 4”

    ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิ์จะต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้โดนตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไขของโครงการ โดยเชื่อว่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยจากการติดหล่มในช่วงไตรมาสที่ 4 ได้ ส่วนที่ร้านค้ามีความกังวลเรื่องการจัดเก็บภาษีย้อนหลัง นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะไม่มีการนำรายได้จากโครงการนี้เข้าสู่ระบบภาษีแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 สำหรับประชาชนให้ใช้สิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น โดยสั่งอาหารได้ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ของทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส ต้องกดสมัครฟู้ดเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินให้สำเร็จก่อน จากนั้นให้เลือกผูกแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00-23.00 น. เฉพาะร้านค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26JOUQLy72SJhyJqwnW5cG

  • “คนละครึ่งพลัส” เข้าประชุม ครม. 7 ต.ค. 68 “ภราดร” ยันโยกงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจได้

    “คนละครึ่งพลัส” เข้าประชุม ครม. 7 ต.ค. 68 “ภราดร” ยันโยกงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจได้

    ประชุม ครม. 7 ต.ค. 68 “ภราดร” ยันงบกลางวง 1.9 หมื่นล้านบาท ใช้ทำ “คนละครึ่งพลัส” เหตุรัฐบาลเดิมตั้งไว้กระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่กังวลถูกร้องโยกงบ คาดกระตุ้น GDP 0.4%

    วันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการโยกงบประมาณกลางปีมาใช้ในโครงการคนละครึ่งพลัส ว่า เป็นส่วนที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ทั้งหมดมี 99,000 ล้านบาท ส่วนงบประมาณที่ได้ตั้งเอาไว้จากรัฐบาลก่อนที่แยกส่วนไว้ 25,000 ล้านบาท ตั้งใจจะเอามากระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะแต่โครงการคนละครึ่งใช้เงิน 44,000 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้มีเงินในส่วนที่กระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว 25,000 ล้านบาท และยังขาดอยู่อีก 19,000 ล้านบาท จึงต้องไปหยิบมาจากงบกลางฉุกเฉิน

    พร้อมยอมรับว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นคนตั้งงบประมาณ แต่ใช้งบประมาณจากรัฐบาลเดิมที่ตั้งเอาไว้ การทำนโยบายคนละครึ่งก็มีความจำเป็นที่จะต้องไปหาช่องทางเพื่อจะเอาเงินมาเติมเต็มให้นโยบายสมบูรณ์ที่สุด ส่วนจะกระทบกับอนาคตหากเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่นั้น นายภราดร ตอบว่า รัฐบาลได้ดูแล้วว่าในปีปกติแต่ละปี งบกลางในเรื่องช่วยเหลือเยียวยาภาวะวิกฤติต่างๆ รัฐบาลแต่ละรัฐบาลใช้ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท จึงยังมีแนวทางที่จะนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

    ทางด้านคำถามว่ากังวลหรือไม่หากมีคนไปร้องว่านำเอางบประมาณกลางปีมาใช้ นายภราดร ระบุว่า งบกลางเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้สามารถที่จะคิดได้ว่ามันฉุกเฉิน จำเป็น และเร่งด่วน ส่วนงบประมาณ 40,000 ล้านบาท ในการทำโครงการคนละครึ่งพลัส จะสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ประมาณเท่าไหร่ นายภราดร เผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประเมินว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะสามารถขยับตัวเลข GDP ได้ 0.3-0.4% ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งพลัสจะเข้าที่ประชุม ครม. ในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2887481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1He-KBjvWa4w4IZstIDUX3