Blog

  • ชี้ ครู-ผู้ปกครอง ต้องหยุดตีเด็ก! พร้อมเสนอ 6 มาตรการ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชี้ ครู-ผู้ปกครอง ต้องหยุดตีเด็ก! พร้อมเสนอ 6 มาตรการ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชี้ ครู-ผู้ปกครอง ต้องหยุด ตีเด็ก พร้อมเสนอ 6 มาตรการ

    ปัญหาการลงโทษนักเรียนอย่างรุนแรงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคเสนอกระทรวงศึกษา 6 มาตรการ คุ้มเข้มความรุนแรง สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนอย่างจริงจัง

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข่าวนักเรียนชั้น ป.1 ที่พบว่า แก้มทั้งสองข้างบอบช้ำ จากการที่ถูกครูลงโทษด้วยการตีเด็กด้วยไม่บรรทัดเหล็กนับสิบครั้ง เพียงเพราะความหิวและแอบหยิบขนมครูไปกินโดยไม่รับอนุญาตสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป ปัญหาการใช้ความรุนแรงในการลงโทษนักเรียนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ยังคงเป็นการสร้างบาดแผลเรื้อรังให้กับเด็กและเยาวชน ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนอย่างแท้จริง

    กฎหมายห้ามตี มีแต่ไร้ผล

    นายอรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ชี้ว่า แม้การลงโทษด้วยการตี, การใช้ความรุนแรง, หรือการลงโทษทางร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจะถือเป็นการลงโทษที่ผิดระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ศ. 2548 (และฉบับแก้ไข) ซึ่งกำหนดให้การลงโทษนักเรียนมีเพียง 4 สถาน คือ 1) ว่ากล่าวตักเตือน 2) ทำทัณฑ์บน 3) ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    แต่ข่าวการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการห้ามใช้ความรุนแรงนั้น ยังไร้ประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมีการออกมาตรการว่าให้ครูต้องฝึกวินัยเชิงบวก โดยหลีกเลี่ยงการลงโทษที่จะมีผลต่อร่างกายเด็กก็ตาม เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าครูอาจขาดทักษะการตัดสินในมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับพฤติกรรมผู้เรียนในเชิงบวก ทำให้พวกเขาเลือกใช้วิธีลงโทษแบบเดิมที่ทำมาในอดีต เป็นโจทย์ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องขับเคลื่อน และใช้มาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนหากมีการลงโทษนักเรียนที่เกินกว่าเหตุ และเข้มงวดต่อการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและความปลอดภัยสำหรับนักเรียน

    นอกจากคุณครูที่ห้ามใช้ความรุนแรงแล้ว ผู้ปกครองเองก็ห้ามลงโทษเด็กด้วยการตีเช่นกัน ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2568 หรือ ‘กฎหมายห้ามตีเด็ก’ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ (25 มีนาคม 2568) เป็นต้นไป

    6 ข้อเสนอสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน

    คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ตระหนักถึงสิทธิที่นักเรียนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งร่างกายและจิตใจ จึงได้ยื่น 6 ข้อเสนอ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน ข้อเสนอเหล่านี้มาจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชน ผู้ปกครอง และครู

    • สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย: จัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอ ทั้งสำหรับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงฝึกอบรมครูให้มีทักษะการรับฟังและดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมสร้างระบบติดตามผู้ที่เผชิญปัญหาความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
    • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย: กำหนดมาตรฐานห้องน้ำที่มิดชิดเพื่อป้องกันการล่วงละเมิด พร้อมคุมเข้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยจากบุคคลภายนอก
    • แก้ปัญหาไซเบอร์บูลลี่อย่างเป็นระบบ: บรรจุเนื้อหาเรื่องไซเบอร์บูลลี่และสิทธิในโลกออนไลน์ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถม และจัดอบรมครูให้มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้
    • คุ้มครองสิทธิเด็กและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: จัดตั้งช่องทางร้องเรียนที่เชื่อถือได้ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนและสภานักเรียนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา
    • ส่งเสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต: จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลาน
    • พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและการคุกคามทางเพศ: อบรมครูและนักเรียนในเรื่องเพศศึกษาที่ครอบคลุมสิทธิในร่างกายและความหลากหลายทางเพศ พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและระบบติดตามผลในโรงเรียน

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ ปรับแก้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ในประเด็นความปลอดภัยในสถานศึกษา ขอให้ระบุให้ชัดเจนว่าสถานศึกษาทุกแห่งต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจของผู้เรียน โดยมีระบบดูแลสวัสดิภาพ ความปลอดภัยและคุ้มครองสิทธิของผู้เรียนของสถานการศึกษานั้น ๆ

     “การลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับโลกยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการที่มีกฎหมายบังคับใช้ หน่วยงานรัฐจึงต้องเอาผิดอย่างจริงจังกับผู้กระทำความรุนแรงต่อเด็ก เพื่อสร้างความปลอดภัยและความรับผิดชอบในสถานศึกษา” ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา กล่าวทิ้งท้าย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/severe-punishment/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QBls4w-BPKSVtp_9GTK3l

  • เปิดฤดูกาลปี 2568 เขาช้างเผือก กาญจนบุรี ชมวิวสันคมมีดสุดอลังการ

    เปิดฤดูกาลปี 2568 เขาช้างเผือก กาญจนบุรี ชมวิวสันคมมีดสุดอลังการ

              เขาช้างเผือก 2568 จังหวัดกาญจนบุรี เปิดการท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก เส้นทางยอดนิยมของสายลุยที่เต็มไปด้วยความงามของธรรมชาติและวิวสันคมมีดสุดอลังการ

              เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี 2568 ต้อนรับสายลุยกับกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกล เส้นทางยอดฮิตที่ทั้งสวยและท้าทาย จุดหมายปลายทางในฝันของนักผจญภัยที่อยากสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด ใครที่กำลังมองหาทริปเติมพลังให้หัวใจ เข้ามาเช็กรายละเอียดแล้วเตรียมตัวฟิตร่างกายให้พร้อมได้เลย

    เขาช้างเผือก 2568

    เขาช้างเผือก

    เขาช้างเผือก 2568 เปิดวันไหน

             จากข้อมูลเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park แจ้งประกาศเปิดการท่องเที่ยวกิจกรรมการเดินป่าศึกษาธรรมชาติระยะไกลเขาช้างเผือก ประจำปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

    เขาช้างเผือก 2568 เปิด

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park

    เขาช้างเผือก 2568 เงื่อนไขการจอง

              สำหรับใครที่อยากไปพิชิตเขาช้างเผือก 2568 มีเงื่อนไขในการจองดังนี้

    เขาช้างเผือก 2568 วิธีจอง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park

    • เปิดรับจองลงทะเบียนร่วมกิจกรรมผ่านระบบออนไลน์ Google Form เท่านั้น โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกวันจองตามประกาศเปิดรับจองในแต่ละรอบผ่านระบบออนไลน์ Google Form ได้ที่หน้าเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ-Thongphaphum National Park

    • การจองผ่านระบบออนไลน์ Google Form กำหนดจำนวน 60 คนต่อวัน จองได้ **ครั้งละไม่เกิน 1 คน** 

    • รอบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2568 จะเริ่มเปิดระบบให้จองวันที่ 15 ตุลาคม 2568

    • ประกาศรายชื่อผ่านทางหน้าเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ-Thongphaphum National Park

    เขาช้างเผือก

    เขาช้างเผือก 2568 ข้อปฏิบัติ

    เขาช้างเผือก 2568 ข้อปฏิบัติ

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park

    • ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของอุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

    • เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง คำแนะนำของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

    • ผู้มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติระยะไกล ไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด 

    • ลงทะเบียนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิเท่านั้น

    • ห้ามน้ำภาชนะที่ทำด้วยโฟม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท สัตว์เลี้ยงทุกชนิด และพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ 

    • จัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสัมภาระเท่าที่จำเป็นและเพียงพอเท่านั้น พร้อมตรวจสอบสัมภาระและทรัพย์สินก่อนส่งมอบให้ลูกหาบบริการนำขึ้นเขาช้างเผือก

    • แต่งกายให้รัดกุมเหมาะสมสำหรับการเดินป่า จัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันแดด การขีดข่วน และการดึงโหนเชือกสลิง

    • ใช้เส้นทางเดินเป็นกลุ่มตามเส้นทางเดินที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิกำหนดไว้เท่านั้น

    • ไม่กระทำด้วยกระการใด ๆ อันเป็นการทำลายธรรมชาติ เช่น เก็บพรรณไม้ หรือขีดข่วนข้อความตามต้นไม้ โขดหิน เป็นต้น

    • ห้ามทิ้งขยะมูลฝอยหรือสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ตามเส้นทางเดินและที่พักค้างแรม

    • ห้ามส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นและก่อเหตุทะเลาะวิวาทในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

    • ห้ามเล่นการพนันทุกชนิด

    • หากมีหรือพบเหตุการณ์ผิกปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติโดยทันที

              เขาช้างเผือก 2568 ปีนี้รอสายลุยมาเช็กอินอยู่ เตรียมฟิตร่างกายให้พร้อมแล้วออกไปเดินป่ากัน จะเป็นอีกหนึ่งทริปที่ประทับใจไม่รู้ลืม ^ ^ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ – Thongphaphum National Park หรือโทรศัพท์ 09 8252 0359)

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวกาญจนบุรี ที่เที่ยวธรรมชาติ เส้นทางเดินป่า อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view295527.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cEgupyLT1DEAGeiFqWxQv

  • กทม. เตรียมพร้อมรับมือ 3 สถานการณ์น้ำรุกเมือง น้ำเหนือหลาก น้ำทะเลหนุน และฝนตกหนัก

    กทม. เตรียมพร้อมรับมือ 3 สถานการณ์น้ำรุกเมือง น้ำเหนือหลาก น้ำทะเลหนุน และฝนตกหนัก

    วันนี้, 14:36น.

              ความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเหนือ น้ำหนุน และน้ำฝนของกรุงเทพมหานครนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำสื่อมวลชนลงเรือสำรวจการเตรียมความพร้อมบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าเรือส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เขตพระนคร ตรวจชุมชนนอกแนวบริเวณชุมชนท่าวัง แนวเรียงกระสอบทรายท่าราชวรดิษฐ์ งานปรับปรุงแนวรั่วซึมบริเวณโรงเรียนราชินี เขตพระนคร งานเสริมผนังกั้นน้ำบริเวณกรมอู่ทหารเรือ เขตบางกอกใหญ่ การก่อสร้างเขื่อนแนวฟันหลอบริเวณข้างวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร แนวเรียงกระสอบทรายแนวฟันหลอบริเวณ อู่เรือกัปตัน เขตบางกอกน้อย

     

               ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กรุงเทพมหานครได้ติดตามสถานการณ์และประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำ ที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครได้

              ทั้งนี้ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร แจ้งสภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ (กรุงเทพมหานคร) และพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงวันที่ 9-12 ตุลาคม 2568 เป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูง ฐานน้ำทะเล ระดับ +1.18 ถึง +1.20 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ม.(รทก.) จะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแนวเขื่อนชั่วคราว หรือแนวฟันหลอ ที่ยังไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วมถาวร ทั้งนี้ระดับน้ำดังกล่าว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อแนวป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร

              สถานการณ์ฝนในเดือนตุลาคมนี้ ช่วงวันที่ 6-8 ตุลาคม 2568 จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น จากอิทธิพลหย่อมความกดอากาศต่ำ ที่อ่อนกำลังลงจากพายุ “แมตโม” ช่วงวันที่ 9-14 ตุลาคม 2568 มีฝนกระจาย และฝนตกหนักบางแห่ง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านบริเวณดังกล่าวต้องระวังฝนตกหนัก และฝนตกสะสม โดยเฉพาะพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และลุ่มน้ำต่างๆ อาจมีระดับสูงขึ้น ช่วงวันที่ 15-20 ตุลาคม 2568 และช่วงแรก ๆ โดยภาพรวมถือว่ายังปกติถึงแม้ว่าช่วงกลางเดือนจะมีฝนตกที่ไม่ใช่พายุ ระดับแม่น้ำเจ้าพระยายังคงไม่ถึงภาวะวิกฤต  

    • วาง 2 มาตรการรับมือน้ำเหนือ-น้ำหนุน คู่ 3 มาตรการรับมือน้ำฝน

              กรุงเทพมหานครได้วางมาตรการรับมือน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใน 2 มาตรการ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำเหนือ-น้ำหนุน ประกอบด้วย 1. ตรวจสอบแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงน้ำท่วม 2. การเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และ 3 มาตรการพร้อมรับสถานการณ์น้ำฝน ประกอบด้วย 1. ลดระดับน้ำรองรับสถานการณ์ฝน 2. เตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำ 3. เตรียมความพร้อมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่

    • แนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์

              กรุงเทพมหานครดำเนินการตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา    ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการระบายน้ำจากพื้นที่เหนือกรุงเทพมหานคร ลงสู่อ่าวไทย การบริหารจัดการน้ำเหนือที่ไหลลงมา  มีผลโดยตรงต่อระดับน้ำในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้เมื่อเกิดน้ำทะเลหนุนสูง ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะสูงขึ้นด้วย เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่ กรุงเทพมหานครจึงก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย คลองมหาสวัสดิ์ คลองชักพระ และคลองพระโขนง มีความยาวริมตลิ่งประมาณ 88 กิโลเมตร ซึ่งแบ่งเป็นแนวป้องกันตนเองของเอกชนหรือหน่วยงานอื่น ความยาวประมาณ 3.65 กิโลเมตร แนวฟันหลอ 4.35 กิโลเมตร และเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อสร้างโดยสำนักการระบายน้ำ ความยาวประมาณ 80 กิโลเมตร มีระดับความสูงดังนี้

    – ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพระราม 7 ถึงสะพานกรุงธนบุรี ความสูง +3.50 ม.(รทก.)

    – ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานกรุงธนบุรีถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ความสูง +3.25 ม.(รทก.)

    – ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าถึงสะพานพุทธฯ ความสูง +3.00 ม.(รทก.)

    – ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงสะพานพุทธฯ ถึงบางนา ความสูง +2.80 ม.(รทก.)

    – ริมคลองบางกอกน้อยและคลองมหาสวัสดิ์ ความสูง +3.00 ม.(รทก.)

    • เรียงกระสอบทราย เสริมเครื่องสูบน้ำ สร้างสะพานไม้ เฝ้าระวังชุมชนนอกแนวคันกันน้ำ

              กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ ดำเนินการตรวจสอบแนวป้องกันน้ำท่วมตลอดช่วงฤดูฝนและช่วงน้ำเหนือ น้ำหนุน เฝ้าระวังจุดเสี่ยงเช่น แนวฟันหลอ ปัจจุบันได้ดำเนินการแก้ไขจุดฟันหลอแล้วเสร็จ 22 จุด (จากจำนวนทั้งหมด 32 จุด) คงเหลือแนวฟันหลอ 10 จุด ความยาว 1.18 กม. และเรียงกระสอบทรายในจุดฟันหลอที่ยังไม่แล้วเสร็จและช่องเปิดท่าเรือ (ประมาณ +2.40 ถึง +2.70 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) เพื่อต้านทานแรงดันของมวลน้ำ การเรียงกระสอบทรายประจำปี 2568 ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน 75 จุด ความยาว 3,222 ม. ใช้กระสอบทรายทั้งสิ้น 198,700 ใบ ใช้ทราย 1,656 ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังมีการใช้มาตรการเสริมเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ได้แก่ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบเคลื่อนที่ และการเตรียมพร้อมของเครื่องจักรกลในบริเวณใกล้เคียง เพื่อสูบน้ำฝนหรือน้ำที่อาจรั่วซึมผ่านแนวป้องกันชั่วคราวออกสู่ระบบระบายน้ำหลัก พร้อมทั้งจัดชุดเจ้าหน้าที่ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง

    #กรุงเทพมหานคร

    #รับมือน้ำเหนือ

    #น้ำท่วม68

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155293&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pq4TeQGkiyAfa4DyWG5gg

  • เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียใต้ปี 69 เหตุภาษีทรัมป์ฉุดรั้งอินเดีย : อินโฟเควสท์

    เวิลด์แบงก์หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียใต้ปี 69 เหตุภาษีทรัมป์ฉุดรั้งอินเดีย : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียใต้ในปี 2569 ลงสู่ระดับ 5.8% จากระดับ 6.6% ในปีนี้ เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรที่รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับใช้กับอินเดียได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวมในภูมิภาค โดยอินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียใต้

    ธนาคารโลกระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวในปี 2569 ถือเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 25 ปีของภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งไม่นับรวมช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

    โจฮันเนส ซุทท์ รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้ กล่าวว่า เอเชียใต้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างมาก และยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแห่งนี้จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุกเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกเตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชียใต้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน การหยุดชะงักของแรงงานที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่สงบทางสังคม

    การปรับลดแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียใต้ มีขึ้นในขณะที่การเติบโตในอินเดีย มัลดีฟส์ และเนปาล มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงกดดันในปีหน้า โดยมีสาเหตุมาจากแนวโน้มการส่งออกที่อ่อนแอ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากร โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% เพื่อลงโทษรัฐบาลอินเดียที่ยังคงซื้อน้ำมันของรัสเซีย

    มาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ครอบคลุมสินค้าอินเดียที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ในสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ซึ่งส่งผลกระทบมากที่สุดต่ออุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงาน เช่น สิ่งทอและอัญมณี

    ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอินเดียจะขยายตัว 6.5% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 6.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bs5HDsxEl86bPcRAQQiMW

  • ครม.ไฟเขียวตั้งคกก.นโยบายเศรษฐกิจ-“เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งที่ปรึกษานายกฯ : อินโฟเควสท์

    ครม.ไฟเขียวตั้งคกก.นโยบายเศรษฐกิจ-“เพิ่มพูน ชิดชอบ” นั่งที่ปรึกษานายกฯ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานคณะกรรมการ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นรองประธานฯ

    สำหรับคณะกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ 25 หน่วยงาน และให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการฯ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นผู้ช่วยและรองเลขานุการฯ โดยนายกฯ จะให้ประชุม 2 สัปดาห์ครั้ง ซึ่งจะสามารถประชุมได้ในเร็ว ๆ นี้

    พร้อมกันนี้ มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c_TW4gPR2PgRuiJzAF3YT

  • เศรษฐกิจ-ส่งออกชะลอส่งผลยอดใช้ดีเซลลดลงต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจ-ส่งออกชะลอส่งผลยอดใช้ดีเซลลดลงต่อเนื่อง


    กรมธุรกิจฯชี้ 8 เดือนคนไทยใช้เชื้อเพลิงลดลง 0.5%  โดยเบนซิน-โซฮอล์ ขยับเล็กน้อยหลังรถ EV มาแรง ขณะที่ภาคขนส่งลดใช้ดีเซลจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่แผ่วลง

    นายสราวุธ   แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มีปริมาณอยู่ที่ 155.23 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ร้อยละ 16 ตามด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงร้อยละ 5.0 และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงร้อยละ 2.2

    ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0

    ทั้งนี้ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.64 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.47 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.37 บาท/ลิตร (ราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 1.01 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน

    ด้านการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.61 ล้านลิตร/วัน 5.12 ล้านลิตร/วัน 0.39 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ สาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV HEV และ PHEV) โดยมีสัดส่วนร้อยละ 6.8 ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ไม่เกิน 7 คน รวมถึงการใช้งานระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีการขยายตัวของผู้โดยสารอย่างต่อเนื่องคิดเป็นร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 66.01 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.2 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 65.99 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.02 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคการส่งออกชะลอตัวจากผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการชะลอตัวของการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงหลังจากเร่งไปในช่วงก่อนหน้า

    สำหรับปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.01 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยจำนวนผู้เยี่ยมเยือนทั้งคนไทยและต่างชาติขยายตัวร้อยละ 1.64 รวมไปถึงการขยายตัวของบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ

    ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยสะสม 8 เดือนของปี 2568 มีจำนวน 21.87 ล้านคน ลดลงร้อยละ 6.4 ซึ่งเป็นการลดลงของนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย  ตะวันออกเฉียงเหนือ (โดยเฉพาะจีน) ที่ลดลงร้อยละ 25.95 เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น รวมถึง ททท. ได้มีการปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 40 ล้านคน เหลือ 33.4 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ด้านการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.87 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 5.0 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.68 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.86 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านกก./วัน

    นายสราวุธ  กล่าวถึงปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.39 ล้านกก./วัน ลดลงร้อยละ 16.0 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง และจำนวนสถานีบริการ NGV ที่มีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ปตท. ยังคงช่วยเหลือผ่านโครงการบัตรสิทธิประโยชน์ ให้กับกลุ่มรถแท็กซี่และรถโดยสารสาธารณะ และได้ประกาศปรับขึ้นราคา NGV สำหรับรถทั่วไป 0.22 บาท/กก. ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 17.30 บาท/กก. โดยมีผลระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 และจะมีการพิจารณาทุก ๆ เดือน เพื่อสะท้อนกลไกต้นทุนที่แท้จริง

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,027,738 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 77,969 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 35,408 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 46.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,066 ล้านบาท/เดือน

    ขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 992,330 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 75,903 ล้านบาท/เดือน   โดยการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 142,500 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 16.9 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,820 ล้านบาท/เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ivRRuCUAsd-slnnDyng6c

  • พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    วันนี้เวลา 14.55 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
    ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    เสด็จ ฯ แทนพระองค์ไปยังห้องประชุมมหาจักรีวิทยประสิทธิ อาคาร 60 พรรษา ราชสุดาสมภพ (604) สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567
    ในการนี้ รองศาสตราจารย์ นพ.กำจร ตติยกวี อุปนายกสภาสถาบัน รองศาสตราจารย์
    ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร
    เฝ้าฯ รับเสด็จ

              โอกาสนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จำนวน 100 คน ประกอบด้วยบัณฑิตคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จำนวน 34 คน บัณฑิตคณะเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 22 คน และบัณฑิตคณะบริหารธุรกิจ จำนวน 44 คน

              รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี กล่าวว่า สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ดำเนินงานตามกรอบแนวคิด “สถาบันการศึกษาตามแนวพระราชดำริ เน้นเรียนคู่งาน
    งานคู่เรียน ด้วยการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และปลูกฝังความเป็นจิตรลดาให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้และทักษะตามมาตรฐานวิชาชีพ เป็นคนดี เห็นคุณค่าการประกอบสัมมาอาชีพ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น เป็นพลเมืองดี รักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

    นอกจากนี้สถาบันฯ ให้บริการวิชาการและวิชาชีพแก่ชุมชน พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
    ด้านวิชาชีพ พร้อมทั้งอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย และเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย
    โดยใช้เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx) เป็นแนวทางการพัฒนา

              ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาจำนวน 1,167 คน แบ่งเป็นระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 410 คน ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 132 คน และระดับปริญญาตรีจำนวน 625 คน

    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ประจำปีการศึกษา 2567 — 7 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115747/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26P9ffM-X6fPTQkOqj0SbM

  • บางจากมอบทุนการศึกษาเยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง

    บางจากมอบทุนการศึกษาเยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง

    บางจากมอบทุนการศึกษาเยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง

    วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

    นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาในโครงการมอบทุนการศึกษาเยาวชนบางจาก ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 21 ที่บางจากฯ ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่อาศัยในชุมชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง รวมทั้งนักกีฬาสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจาก และเยาวชนในโครงการเยาวชนคนดีบางจาก ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงปริญญาตรี เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษา สร้างรากฐานทางการศึกษาให้แก่เยาวชน เติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ก้าวทันโลกยุคใหม่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ พร้อมกับเป็นการส่งเสริมเยาวชนที่มีความประพฤติดี รักการเรียน มีจิตอาสาทำประโยชน์ต่อผู้อื่น และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง โดยมีผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม ผู้บริหารโรงเรียน คณาจารย์ คณะกรรมการชุมชน และตัวแทนเยาวชน ร่วมในพิธี ณ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง

    ในปี 2568 นี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรทุนการศึกษาให้เยาวชน รวม 776 ทุน รวมประมาณ 3.6 ล้านบาท แบ่งเป็นนักเรียนในชุมชนรอบโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง 10 ชุมชน โรงเรียนในโครงการอาหารกลางวัน 20 โรงเรียน นักเรียนในเขตบ้านพักทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม นักกีฬาสโมสรฟุตบอลเยาวชนบางจาก และนักเรียนในโครงการเยาวชนคนดีบางจาก

    นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา บางจากฯ ได้มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก พระโขนง รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความตระหนักถึงชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตพร้อมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนอันเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ และสามารถก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว และปลูกฝังจิตสำนึกในการแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น และทำประโยชน์ต่อส่วนรวม

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919420&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05_C0WYUJ7DBx1z1zVBru8

  • จิตอาสาร่วมส่งมอบรถวิลแชร์ไฟฟ้าให้เด็กนักเรียนหญิงพิการ ชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา | TOPNEWS

    จิตอาสาร่วมส่งมอบรถวิลแชร์ไฟฟ้าให้เด็กนักเรียนหญิงพิการ ชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/10/2025 14:20

    จิตอาสาร่วมส่งมอบรถวิลแชร์ไฟฟ้าให้เด็กนักเรียนหญิงพิการ ชั้น ป.1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ครอบครัวสุดดีใจที่น้องจะได้ใช้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ผอ.โรงเรียนเผยเป็นเด็กดี เรียนเก่ง

    วันนี้ (7 ตุลาคม 2568) ที่โรงเรียนบ้านบุไผ่ ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายวิทยา สกลเจริญเวช จิตอาสา 904 จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับนายจักรกฤษณ์ อินทสงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบุไผ่ สิบเอกธงชัย ชัยฉิมพลี ประธานจักรยานเพื่อการท่องเที่ยววังน้ำเขียว นายวัชรพล สังคร สมาชิกสภาเทศบาลศาลเจ้าพ่อ นายนรินทร์ เทศสร หัวหน้า ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ 6 (นครราชสีมา) และนายภาสกร ปั่นแก้ว กลุ่มจิตอาสาเพื่อสังคมวังน้ำเขียว ได้ร่วมกันเป็นตัวแทนส่งมอบรถวีลแชร์ไฟฟ้า จำนวน 1 คัน ให้กับเด็กหญิงเขมมิกา กันนะวงค์ อายุ 6 ปี หรือ น้องแพรวา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านบุไผ่ อ.วังน้ำเขียว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 ซึ่งเป็นเด็กพิการแขน และขามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา น้องแพรวาต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก

    นายจักรกฤษณ์ อินทสงค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบุไผ่ เปิดเผยว่า น้องแพรวาเป็นเด็กที่มีสติปัญญาดีเหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแต่ตัวเด็กมีความพิการที่แขน และขาเท่านั้น และเพื่อให้เด็กได้ดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกขึ้น ตนจึงได้ร้องขอความช่วยเหลือให้ช่วยหารถวีลแชร์ไฟฟ้า โดยได้ประสานงานไปยังจิตอาสา 904 จังหวัดนครราชสีมา ขอรับการสนับสนุนรถวีลแชร์ไฟฟ้าคันดังกล่าวให้กับเด็กดังกล่าว

    ด้านคุณยายของน้องแพรวา กล่าวด้วยความตื่นตันใจว่า ต้องกราบขอขอบคุณผู้ใจบุญทุกท่านที่ช่วยหารถวีลแชร์ไฟฟ้าให้กับหลานสาวของตน ซึ่งป่วยพิการแขนขามาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหลานสาวเป็นเด็กนิสัยดี เรียนเก่ง ร่าเริงสนุกสนานเหมือนกับเด็กปกติทั่วไป ส่วนคุณแม่ของน้องทำงานเป็นแม่ค้าขายข้าวมันไก่ในตลาด ซึ่งหลังที่คุณแม่ของน้องคลอดน้องออกมา แพทย์บอกว่าน้องอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 5 เดือน แต่ทุกคนในครอบครัวก็พยายามเลี้ยงดูน้องมาตลอด จนถึงตอนนี้น้องอายุได้ 6 ขวบแล้ว และยังต้องไปพบแพทย์ตามนัดทุกเดือน เพราะร่างกายของน้องไม่ค่อยแข็งแรง ทั้งนี้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกดีใจมาก ที่หลานสาวได้มีรถวีลแชร์ไฟฟ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะทำให้น้องใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

    ภาพ/ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ตักบาตรประเพณีออกหว่า

    S__2670644

    พล.ต.ต.เมฒาวิศ ประดิษฐ์ผล นำช่อดอกไม้ แสดงความยินดี แก่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี คนใหม่

    ปทุมธานี กำนันคลองควายลุยน้ำท่วมทำCPR ช่วยหนุ่มใหญ่ป่วยพาร์กินสันหมดสตินำส่งรพ.

    นายกฯยื่นคำขาด ลั่น “กัมพูชา” ต้องทำตามเงื่อนไข GBC แบ่งอำนาจจนท.แล้ว ขีดเส้นตาย 10 ต.ค.นี้ ต้องย้ายพ้นบ้านหนองจาน

    “ชาวกันทรลักษ์” ศรีสะเกษ ยิ้มออก แห่กดเงินเยียวยาอพยพเข้าบัญชี เหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยต่อลมหายใจครอบครัว

    “พิพัฒน์” โชว์วิสัยทัศน์ พัฒนาคมนาคมไทย เร่ง 4 เดือน ผลักดันรถไฟรางคู่-ลดค่ารถไฟฟ้า 40 บาท-เปลี่ยนเมล์ร้อนสู่แอร์ราคาถูก ช่วยค่าครองชีพปชช.

    ท่าอากาศยานภูเก็ตครบรอบ 37 ปี จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1346091&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h16ybe86q6SHeWv2_73AE

  • กลยุทธ์สื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินสำหรับองค์กร – คณะบัญชี

    กลยุทธ์สื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินสำหรับองค์กร – คณะบัญชี

    เจาะเกราะองค์กร กลยุทธ์สื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินยุคดิจิทัล

    อัปเดตสกิลขั้นเทพให้องค์กรของคุณรอดพ้นจากมิจฉาชีพออนไลน์ ที่ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาเป็นขบวนการ!

    ในยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ภัยคุกคามทางการเงินไม่ได้มาในรูปแบบของการปล้นธนาคารแบบในหนังอีกต่อไป แต่มันแฝงตัวมาในอีเมล, SMS, หรือแม้กระทั่ง QR Code ที่เราสแกนกันทุกวัน องค์กรใหญ่เล็กต่างก็ตกเป็นเป้าหมายได้ทั้งนั้น ความเสียหายไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ยังรวมถึง ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ที่สร้างมานานอาจพังทลายลงในพริบตา บทความนี้จะพาไปเจาะลึกกลยุทธ์การสื่อสารและสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง โดยผสานความรู้จากบุคลากรคุณภาพ ตั้งแต่ระดับ ปริญญาตรีบัญชี ไปจนถึงผู้บริหารระดับ ปริญญาโท และ ปริญญาเอก เข้ากับเทคโนโลยี Cybersecurity สุดล้ำ

    ภัยการเงินยุค 5G : ทำไมมันถึง โคตรสำคัญ กับธุรกิจ

    ลองจินตนาการว่า…เช้าวันจันทร์ที่สดใส แต่ฝ่ายบัญชีกลับพบว่าเงินหลายล้านบาทถูกโอนไปยังบัญชีปริศนา หรือข้อมูลลูกค้าทั้งหมดถูกล็อกเรียกค่าไถ่ นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ภัยคุกคามที่องค์กรต้องเจอในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ เช่น:

    • Phishing & Spear Phishing: การหลอกลวงผ่านอีเมลที่แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ จนแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม โดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญในองค์กร
    • Ransomware: มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ล็อกไฟล์สำคัญทั้งหมด ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักทันที
    • Business Email Compromise (BEC): การแฮกอีเมลผู้บริหารเพื่อสั่งการให้ฝ่ายการเงินโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ นับเป็นภัยที่สร้างความเสียหายสูงสุด

    การป้องกันภัยเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่ายไอที แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกคนในองค์กร โดยเฉพาะทีมที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขและการเงินโดยตรง

    The Best Combo: เทคโนโลยี + คน คือสูตรสำเร็จป้องกันภัย 

    การมีแค่โปรแกรม Antivirus ดีๆ มันไม่พอ! เกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดเกิดจากการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี (Tech) และ ทรัพยากรมนุษย์ (People) ที่มีความรู้ความเข้าใจ

    ฝั่งเทคโนโลยี (The Tech Shield) 💻

    นี่คือพื้นฐานด้าน Cybersecurity ที่ทุกองค์กรต้องมี ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่:

    • Multi-Factor Authentication (MFA): การยืนยันตัวตนหลายชั้น เป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุด
    • Firewall & Antivirus/Anti-malware: อัปเดตและทันสมัยเสมอ เพื่อป้องกันภัยคุกคามพื้นฐาน
    • ระบบสำรองข้อมูล (Backup): มีแผนสำรองข้อมูลที่ชัดเจนและทดสอบเป็นประจำ เพื่อให้กู้คืนได้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    พลังของทีม: จาก ปริญญาตรีบัญชี สู่ผู้เชี่ยวชาญ Cybersecurity

    เทคโนโลยีจะไร้ความหมายถ้าคนใช้ไม่เป็นหรือไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง บุคลากรคือหัวใจสำคัญ:

    • ด่านหน้า (Frontline): พนักงานที่จบ ปริญญาตรีบัญชี หรือฝ่ายการเงิน คือกลุ่มคนที่ต้องเจอกับใบแจ้งหนี้, คำสั่งโอนเงิน, และอีเมลลวงต่างๆ ทุกวัน การสร้างความตระหนักรู้และทักษะการตรวจสอบให้กับพวกเขา คือการติดอาวุธที่สำคัญที่สุด
      (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรปริญญาตรีบัญชีที่เน้นทักษะดิจิทัล)
    • นักวางกลยุทธ์ (Strategist): ผู้จัดการและผู้บริหารที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาโท (MBA, Finance) หรือ ปริญญาเอก มีบทบาทในการวางนโยบายความปลอดภัยทางการเงิน (Financial Security Policy), กำหนดกระบวนการอนุมัติที่รัดกุม, และจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในเทคโนโลยี Cybersecurity ที่เหมาะสม
    • ผู้เชี่ยวชาญ (Specialist): ทีม IT และผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity โดยตรง ทำหน้าที่ดูแลระบบหลังบ้าน, ตรวจจับความผิดปกติ, และรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    สื่อสารยังไงให้เวิร์ค สร้าง Security Culture ที่แข็งแกร่งทั่วองค์กร 

    การสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” (Security Culture) คือการทำให้เรื่อง Cybersecurity เป็นส่วนหนึ่งของ DNA ขององค์กร ไม่ใช่แค่กฎที่น่าเบื่อ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจและพร้อมใจกันปฏิบัติ

    • อบรมให้สนุก: เปลี่ยนการอบรมประจำปีที่น่าเบื่อให้เป็นการทำ Workshop, การจำลองสถานการณ์ Phishing (Phishing Simulation) หรือแม้แต่การแข่งขัน (Gamification) เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วม
    • สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ: อัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย เช่น Group Chat, อีเมลสรุปรายสัปดาห์ หรือโปสเตอร์ในที่ทำงาน
    • ผู้นำต้องเป็นแบบอย่าง: ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญและปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพนักงาน
    • สร้างช่องทางรายงานที่ชัดเจน: ทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยที่จะรายงานเหตุการณ์น่าสงสัย โดยไม่มีการตำหนิ (No-Blame Culture)

    Roadmap สร้างเกราะป้องกัน: Action Plan ที่ทำได้จริง

    เริ่มต้นสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินให้องค์กรของคุณตั้งแต่วันนี้ ด้วย 5 ขั้นตอนง่ายๆ:

    1. ประเมินความเสี่ยง (Assess): วิเคราะห์ว่าจุดอ่อนขององค์กรอยู่ตรงไหน? แผนกไหนมีความเสี่ยงสูงสุด? กระบวนการใดที่ต้องปรับปรุง?
    2. ลงทุนในเครื่องมือ (Invest): จัดหาเทคโนโลยี Cybersecurity ที่จำเป็นและเหมาะสมกับขนาดขององค์กร ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แต่ต้องครอบคลุมความเสี่ยงพื้นฐาน
    3. ฝึกอบรมคน (Train): จัดโปรแกรมอบรมให้ความรู้พนักงานทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะทีมการเงินและบัญชีที่มีพื้นฐาน ปริญญาตรีบัญชี ควรได้รับการเทรนเรื่องภัยการเงินโดยเฉพาะ
    4. สร้างแผนรับมือ (Plan): จัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Incident Response Plan) ว่าถ้าถูกโจมตีขึ้นมาจริงๆ ใครต้องทำอะไรบ้าง? จะสื่อสารกับลูกค้าและสาธารณะอย่างไร?
    5. ทบทวนและปรับปรุง (Review): โลกไซเบอร์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หมั่นทบทวนและปรับปรุงแผนป้องกันของคุณอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้ทันต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ เสมอ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ETDA Thailand หน่วยงานที่ดูแลธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

    การสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินไม่ใช่โครงการที่มีวันสิ้นสุด แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตขององค์กรในระยะยาว

    Q&A ถาม-ตอบ เคลียร์ทุกข้อสงสัย ❓

    คำถาม: องค์กรเล็กๆ หรือ SME ควรเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันภัยการเงินจากตรงไหน?

    คำตอบ: เริ่มจากจุดที่สำคัญและทำได้ง่ายที่สุดก่อนเลยครับ คือ 1) การเปิดใช้งาน MFA ในทุกบัญชีที่สำคัญ (อีเมล, บัญชีธนาคาร, Social Media) และ 2) การอบรมพนักงาน ให้ตระหนักรู้เรื่อง Phishing Email และการตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง สองอย่างนี้เป็นการลงทุนที่น้อยแต่ให้ผลลัพธ์ในการป้องกันสูงมากครับ

    คำถาม: วุฒิการศึกษาอย่าง ปริญญาตรีบัญชี เกี่ยวข้องกับเรื่อง Cybersecurity โดยตรงอย่างไร?

    คำตอบ: เกี่ยวข้องโดยตรงเลยครับ! เพราะผู้ที่จบ ปริญญาตรีบัญชี คือคนที่ทำงานกับเอกสารทางการเงิน การโอนเงิน และข้อมูลที่ละเอียดอ่อน พวกเขาคือ “ผู้เฝ้าประตู” (Gatekeeper) ด่านสุดท้ายก่อนที่เงินจะออกจากบริษัท การมีความรู้ความเข้าใจในกลโกงต่างๆ จะช่วยให้พวกเขาสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและยับยั้งความเสียหายได้ทันท่วงที ก่อนที่จะคลิกลิงก์หรืออนุมัติการโอนเงินที่น่าสงสัย

    คำถาม: แล้ววุฒิระดับ ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก ล่ะ มีบทบาทสำคัญแค่ไหน?

    คำตอบ: สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับสูงอย่าง ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก ในสาขาบริหารธุรกิจ, การเงิน, หรือการจัดการความเสี่ยง บทบาทจะเปลี่ยนจากการปฏิบัติการ (Operation) ไปสู่การวางกลยุทธ์ (Strategy) ครับ พวกเขาคือผู้ที่ออกแบบ “นโยบายความปลอดภัยทางการเงิน” ของทั้งองค์กร, วิเคราะห์ความเสี่ยงในภาพรวม, กำหนดกรอบการควบคุมภายใน (Internal Control) และตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยี Cybersecurity เพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/77345&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18XN-X0aQ0iz8HnNN7OLCY