Blog

  • “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

    “ธรรมนัส-นฤมล” ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง ให้มีสมาธิสอนเต็มที่

    “ธรรมนัส-นฤมล” รับฟังปัญหา 6 โรงเรียนใน จ.นนทบุรี เดินหน้าสร้างขวัญกำลังใจ ย้ำ ครูต้องมีบ้านที่อยู่ได้ สวัสดิการมั่นคง เพื่อให้มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้แก่ลูกศิษย์

    วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส และ นางนฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรีทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครูคือกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และมีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

    “ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริงๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา”

    ขณะที่ นางนฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครูควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888654&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PODYRLyi4hBF2dKF2Ia5Y

  • ‘วินัย ความพึ่งพาตนเอง และบทเรียนการเงินที่ห้องเรียนไม่เคยสอน’ คุยกับเด็กไทยที่เรียนในสิงคโปร์

    ‘วินัย ความพึ่งพาตนเอง และบทเรียนการเงินที่ห้องเรียนไม่เคยสอน’ คุยกับเด็กไทยที่เรียนในสิงคโปร์

    สองเรื่องเล่าของ ‘พลอย’ และ ‘เบลล่า’ เด็กไทยที่เติบโตในระบบการศึกษาสิงคโปร์ – จากห้องสมุดหลังเลิกเรียน สู่การหักออมอัตโนมัติ 40% ตั้งแต่ต้นเดือน จากวัฒนธรรม ‘ติวตัวต่อตัว’ ถึงการปลูกฝังให้รับผิดชอบชีวิตตัวเอง บทเรียนนี้ไม่ใช่แค่การเรียนเก่งขึ้น แต่คือ ‘กรอบคิดเรื่องเงินและเวลา’ ที่ทำให้การเติบโตทางการเงินเป็นเรื่องประจำวัน ไม่ใช่วิชาเลือก

    เมื่อต้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา THE STANDARD WEALTH ได้เข้าร่วมงาน ‘การแข่งขันแผนธุรกิจระดับโลกลี กวน ยู (Lee Kuan Yew Global Business Plan Competition) ครั้งที่ 12 ของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU)’ ในฐานะสื่อแห่งหนึ่งจากประเทศไทย และนอกจากเข้าร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว เรายังได้มีโอกาสพูดคุยกับเด็กไทย 2 คน ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) 

    คนแรกคือ ‘พลอย’ พัชรญาติ์ เจตน์แจ้งจิตต์ นักศึกษาปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ วิชาโทการเงิน และคนที่สองคือ ‘เบลล่า’ วิภา ใจกว้าง นักศึกษาปี 2 คณะบริหารธุรกิจ 

    ทั้งสองคนกำลังเดินเส้นทางแตกต่างแต่ตั้งอยู่บนแกนเดียวกัน ซึ่งก็คือการใช้การศึกษาที่นี่เป็นบันไดสู่ชีวิตที่มั่นคงและอิสระกว่าที่เคยฝันไว้

    ‘พลอย’ พัชรญาติ์ เจตน์แจ้งจิตต์

    พลอยแนะนำตัวเรียบง่าย เธอเรียนเศรษฐศาสตร์ พร้อมทำ Second Major เป็นไฟแนนซ์ เลือกสิงคโปร์ด้วยเหตุผลที่ไม่ซับซ้อน คือ ได้ทุน ปลอดภัย เจริญในภูมิภาค และใกล้บ้านพอให้ครอบครัวสบายใจ 

    ส่วนเบลล่าย้ายตามครอบครัวมาตั้งแต่ม.1 อยู่ที่สิงคโปร์มาราวเจ็ดปีแล้ว จึงทำให้พื้นฐานการเรียนและวิธีคิด ถูกหล่อมาจากมัธยม การเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศเดิมจึงเหมือนต่อจิ๊กซอว์ที่เริ่มเข้ารูป

    ‘เบลล่า’ วิภา ใจกว้าง

    มุมมองต่อสังคมการศึกษาที่สิงคโปร์ของทั้งคู่ มีจุดร่วมคือ ‘วินัยและการพึ่งพาตัวเอง’ ในสิงคโปร์ เด็กส่วนใหญ่ ไป-กลับโรงเรียนเองตั้งแต่เล็กๆ การจัดเวลาไม่ใช่คำคมบนโปสเตอร์ แต่เป็นทักษะเอาตัวรอดจริงจัง 

    “ที่นี่ถ้ารู้ว่ามีสอบอีกสามเดือน ทุกคนเริ่มอ่านแล้ว” เบลล่าแชร์ประสบการณ์ให้เราฟัง โดยเปรียบกับช่วงอยู่ไทย ที่หลายครั้งเริ่มอ่านใกล้สอบกว่า และเสริมว่า ที่สิงคโปร์ หลังเลิกเรียน การไปร้านหนังสือและห้องสมุดเป็นกิจวัตรมากกว่าทริปเดินห้าง 

    ขณะที่พลอยเสริมว่า เพื่อนดีคือแรงส่งชั้นดี โดยก่อนหน้านี้ เธอเคยงงว่าทำไมทุกคนถึงตรงไปห้องสมุดแทนที่จะไปเล่น แต่พอทำตาม กลายเป็นจุดเปลี่ยนนิสัยอ่านหนังสือของตัวเอง และได้ข้อสรุปของตัวเองว่า วินัยไม่ได้เกิดจากคำสั่ง แต่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่คนรอบตัว ‘ทำจริง’

    คำว่า ‘เรียนพิเศษ’ ในสิงคโปร์มีอยู่ แต่โครงสร้างต่างจากไทยอย่างชัดเจน เมื่อโตขึ้นรูปแบบหลักคือ ‘ติวเตอร์ตัวต่อตัว’ ที่บ้าน ไม่ใช่คลื่นแมสที่ทุกคนกรูกันไปศูนย์ใหญ่ ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาของคุณนั้น ‘เฉพาะตัว’ และสมควรได้ทางแก้ที่ ‘เฉพาะคุณ’ เช่นกัน

    ‘การเงินส่วนบุคคล’ แทรกอยู่ในระบบชีวิต

    ทั้งคู่ แชร์ให้เราฟังว่า บทเรียน ‘การเงินส่วนบุคคล’ ไม่ได้ปรากฏเป็นวิชาในตารางเรียน แต่แทรกอยู่ในระบบชีวิต สิงคโปร์มีเงินออมภาคบังคับสำหรับคนทำงาน (เช่น CPF) ที่โยงกับสุขภาพและที่อยู่อาศัย วัฒนธรรม  ดังนั้น การ ‘ซื้อประกันตั้งแต่ลูกเกิด’ จึงไม่ได้ทำเพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อ แต่ทำเพราะค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลคือความจริงที่ต่อรองไม่ได้ 

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสื่อสารเรื่องประกันและวางแผนการเงินผ่านอีเมลและอีเวนต์ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนซื้อทันที แต่เพื่อให้รู้จักผลิตภัณฑ์ เข้าใจสิทธิ และตัดสินใจบนฐานข้อมูล ไม่ใช่อคติ

    ทั้งนี้ พลอย มีอีกชั้นของบทเรียน เธอเคยไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐฯ และได้เรียนวิชาว่าด้วย ‘ภาษี – การลงทุน -เกมจำลองการเงิน’ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว กลับมาแล้วสรุปสั้นๆ ว่า ‘ออมอย่างเดียวสู้เงินเฟ้อไม่ไหว ต้องลงทุน และยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้เปรียบ’ ประโยคนี้ไม่ใช่สโลแกน แต่เป็นเข็มทิศที่เธอใช้จริงในการจัดงบทุนการศึกษาที่ได้รับ เธอเฉลี่ยค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ลดความฟุ่มเฟือย หารายได้เสริมด้วยการสอนออนไลน์ 

    และที่สำคัญ พลอยตระหนักรู้ว่า ‘เงินสำรองยังไม่หนา’ จึงชะลอการลงทุนจริงจังไว้ก่อน ซึ่งนี่คือการบริหารความเสี่ยงที่ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังทำไม่ได้

    ด้านเบลล่า เลือกวิธี ‘หักออมก่อนใช้’ ราว 40% ตั้งแต่ต้นเดือน โยกเข้าบัญชีแล้วไม่แตะต้อง ส่วนการลงทุน เธอกำลังศึกษาจริงจัง ไม่ลงเพราะ ‘เทรนด์’ หรือ ‘ความเท่’ ที่เพื่อนบางคนเผลอตาม ซึ่งเธอได้รับคำเตือนจากพ่อผู้ทำงานด้านการเงินที่ยังดังก้องอยู่ว่า “หุ้นไม่ใช่ของเล่น ข้ามคืนพอร์ตหายได้ อย่าลงเพื่อความเท่ เพราะความเท่ไม่เคยคุ้มค่าความเสี่ยง”

    เมื่อเปรียบไทย-สิงคโปร์ ทั้งคู่เห็นตรงกันว่าจุดที่ระบบการศึกษาไทยควรเร่งคือ ‘ความกระหายใฝ่รู้ นอกห้องเรียน’ ไม่ใช่เพิ่มชั่วโมงติว แต่เพิ่มพื้นที่ให้ลงมือจริง เช่น ชมรม แข่งเคส โปรเจกต์ ลงสนามรู้จักภาษี บัตรเครดิต ดอกเบี้ยบ้าน และเครื่องมือพื้นฐานที่แตะชีวิตทันที 

    วางแผนการเงินไม่ได้เริ่มวันที่มีเงินเดือน แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ใช้เงินก้อนแรก

    ปลายบทสนทนา เราพูดคุยเรื่อง ‘ความฝัน/เป้าหมาย’ เบลล่าเริ่มต้นจากความรักในแฟชั่น-บิวตี้ แต่เมื่อเห็นพลังของการบริหารเงิน เธออยากมี ‘ทักษะจัดการทรัพย์สินให้เติบโต’ มากกว่าถูกตรึงด้วยเส้นทางเดียว 

    ส่วนพลอย เนื่องจากเติบโตมากับครอบครัวชนชั้นกลาง และได้เห็นการหาเช้ากินค่ำที่ยืดหยุ่นน้อยลงตามอายุ เธอเลยตั้งธง ‘อิสรภาพทางการเงิน’ (financial freedom) ตั้งแต่เนิ่นๆ และใช้ทุนการศึกษาเป็น ‘ตั๋ว’ ไปสู่โอกาสที่กว้างกว่าเดิม

    ทั้งหมดนี้ทำให้เรื่องเล่าของทั้งสอง ไม่ใช่นิทานชวนฝันเรื่อง ‘เด็กเก่งเมืองนอก’ แต่เป็นพิมพ์เขียวแบบบ้านๆ ที่ลงมือได้จริง เช่น 

    • เริ่มจากการจัดการเวลาอย่างเข้มข้น ไม่ใช่แค่ตามคำขวัญ 
    • หักออมอัตโนมัติก่อนใช้
    • ศึกษาประกันและสิทธิตัวเอง
    • ลงทุนเมื่อ ‘ความรู้พร้อม’ ไม่ใช่เมื่อ ‘กระแสมา’
    • ใช้เพื่อนดีเป็นแรงขับ และยอมให้สภาพแวดล้อมเข้มงวดปั้นเราให้แกร่งขึ้น

    ในประเทศที่รถไฟฟ้ามาถึงตรงเวลาเกือบทุกนาที สิงคโปร์สอนเราว่า ‘วินัย’ ไม่ใช่เครื่องประดับ แต่เป็นโครงเหล็กของชีวิต เช่นเดียวกันกับเศรษฐกิจส่วนบุคคล ที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่คือเรื่องเล็กๆ ทุกวัน ตั้งแต่ตัดสินใจแวะห้องสมุดหลังเลิกเรียน ไปจนถึงโยกเงินเข้าบัญชีออมอัตโนมัติในเช้าวันเงินเข้า 

    บทเรียนเหล่านี้ไม่ต้องรอให้มหาวิทยาลัยเปิดสอน เพราะมันเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ที่โต๊ะอ่านหนังสือ-โต๊ะทำงานของเราเอง ในกระเป๋าสตางค์ของเราเอง และในนาฬิกาปลุกทุกเช้าที่ดังตรงเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-students-singapore-life-lessons/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22XYzWheX_2xcIfvlcCsWy

  • 7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

    7,850 อปท. จับมือ กสศ. สร้าง ‘ตำบลแห่งโอกาส’ ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

    วันนี้ (12 ตุลาคม) พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง’ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ 

    โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วมทั้งแบบ On-site และ Online การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน หลังจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 หน่วยงาน 11 แห่ง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

    “ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็นหัวใจ และกลไกหลักในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” พัฒนะกล่าว 

    สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

    “การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลัก ลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงและจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” 

    สุรพลกล่าว    

    ศ. วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบและประธานคณะทำงานการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศ. วุฒิสารกล่าว

    การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/opportunity-subdistricts-7850-organizations/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dg96yV9H2q9uy5JJ-DiWR

  • เปิดมุมมอง วัน แบงค็อก “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ”ตอบโจทย์ทุกมิติชีวิตในมหานคร

    เปิดมุมมอง วัน แบงค็อก “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ”ตอบโจทย์ทุกมิติชีวิตในมหานคร

    ในยุคที่การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแสวงหา “เมืองในอุดมคติ” ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครบวงจรและพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกใช้ชีวิต สอดคล้องกับรายงานดัชนีเมืองน่าอยู่ระดับโลก (Global Liveability Index 2025)

    โดย The Economist Intelligence Unit (EIU) ชี้ให้เห็นว่า เมืองชั้นนำอย่างโคเปนเฮเกน เวียนนา และซูริก ล้วนมีจุดร่วมเดียวกันคือ ‘คุณภาพชีวิตที่ครบถ้วน’ ทั้งในด้านความมั่นคงปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความยั่งยืนของการใช้ชีวิต คำถามคือ ในมหานครอย่างกรุงเทพฯ มีสถานที่ใดที่สามารถมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตบนมาตรฐานระดับโลกเช่นนั้นได้บ้าง

    วัน แบงค็อก

    ปัจจุบัน โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เอง ก็มีความตื่นตัวอย่างยิ่งในการออกแบบและวางมาสเตอร์แพลน เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการนวัตกรรมและแนวคิดที่มุ่งเน้นผู้คนเป็นหัวใจสำคัญควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานการใช้ชีวิตในเมืองให้ดียิ่งขึ้น

    วัน แบงค็อก โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ คือต้นแบบของโครงการฯ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบมาสเตอร์แพลนจนถึงการก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงการ เพื่อให้เป็น “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” ด้วยมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในเมืองที่ทุกคนสัมผัสได้จริง

    วัน แบงค็อก ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มอาคารขนาดใหญ่เท่านั้น แต่คือ Green Smart City ที่พัฒนาขึ้นบน 3 แนวคิดหลัก ประกอบด้วย People-Centricity, Sustainability และ Smart City Living เป็นหัวใจหลักในการออกแบบและพัฒนาทุกองค์ประกอบของโครงการฯ ตั้งแต่การวางผังพื้นที่ การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการใช้ชีวิตภายในโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น คล่องตัว และเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

    ความมั่นคงปลอดภัย รากฐานสำคัญของชีวิตคุณภาพ

    วัน แบงค็อก ให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยมีหัวใจสำคัญคือ District Command Center (DCC) ศูนย์บัญชาการอัจฉริยะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด รวบรวมข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์กว่าล้านจุด และกล้องวงจรปิดกว่า 5,000 ตัว ที่กระจายอยู่ทั่วโครงการฯ ทำให้เห็นภาพรวมสถานการณ์แบบเรียลไทม์ สื่อสารกันได้ราบรื่น

    พร้อมด้วยระบบ Integrated Security System ผสานรวมการเฝ้าระวังอัจฉริยะผ่านเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ พร้อมการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ (Smart Surveillance) และระบบควบคุมการเข้าออกด้วย QR Code และการจดจำใบหน้า เพื่อป้องกันบุคคลที่เข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต (Access Control) สร้างความอุ่นใจในทุกย่างก้าว

    นอกจากนี้ยังมีระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบอย่างเป็นระบบ ด้วย 4 กระบวนการหลัก ได้แก่

    1 การรับรู้สถานการณ์ (Situational Awareness): โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์จากระบบเฝ้าระวังและระบบสื่อสารต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

    2 การสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision-Making Support): นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร เพื่อประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมที่สุด

    3 การสื่อสารและการประสานงาน (Communication & Coordination): เป็นศูนย์กลางในการอัปเดตข้อมูลและประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตอบสนองเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    และ 4 การจัดการเหตุการณ์ (Incident Management): ติดตามเหตุการณ์ จัดการการตอบสนอง และลดผลกระทบจากการหยุดชะงักของระบบต่าง ๆ ผ่านการตรวจสอบอัจฉริยะ

    นอกจากความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแล้ว วัน แบงค็อก ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางโครงสร้างอาคารทั้งหมดได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ด้วยการตอกเสาเข็มลึกถึง 80 เมตร ซึ่งเป็นระดับที่ลึกที่สุดในประเทศไทย 

    โดยมีฐานรากขนาดใหญ่กว่า 100,000 ตารางเมตร ที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างอาคารอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมแผนรับมือและฝึกซ้อมอพยพที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่เสมอ โดยในช่วงเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคม

    ที่ผ่านมา วัน แบงค็อก ยังได้เปิดพื้นที่ภายในโครงการ ให้ผู้ที่ติดค้างอยู่ในบริเวณถนนพระรามสี่ ถนนวิทยุ รวมถึงชุมชนโดยรอบ สามารถเข้ามาพักพิงชั่วคราว ณ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ โฟร์ ซึ่งมีอาหาร เครื่องดื่ม และห้องน้ำ ไว้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

    โครงการฯ ยังมีระบบป้องกันน้ำท่วม มีบ่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงบนโครงการ 5 จุด รวม 15,000 ลูกบาศก์เมตร พร้อมกำแพงและประตูน้ำป้องกันพื้นที่อย่างแน่นหนา ซึ่งติดตั้งได้ภายใน 2 ชั่วโมง เสริมด้วยแผนรับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน (Flood Respond Plan) ที่ใช้สถานีตรวจอากาศ 4 จุด และระบบเฝ้าระวังระดับน้ำเพื่อคาดการณ์และแจ้งเตือนความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการปลอดภัยจากน้ำท่วมในทุกสภาพอากาศ

    เชื่อมต่อกับชีวิตเมืองแบบไร้รอยต่อ  

    วัน แบงค็อก ได้รับการออกแบบให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยและเชื่อมโยงทุกมิติของชีวิต ส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใช้รูปแบบการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการออกแบบทางสัญจรที่เอื้อต่อการเข้าถึงพื้นที่อย่างสะดวกสบาย เช่น ทางเดินเท้า เลนจักรยาน โครงการยังเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบขนส่งมวลชนที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน สถานีลุมพินี พร้อมมีทางเข้าออกรอบโครงการถึง 6 จุด ซึ่งรวมถึงทางเชื่อมตัดตรงเข้าสู่ทางด่วน  นอกจากนั้นยังมี บริการ EV Shuttle Service รับ-ส่ง ฟรีระหว่างโครงการฯ และ BTS สถานีเพลินจิต  เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางทุกรูปแบบ

    สุขภาวะที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

    วัน แบงค็อก คำนึงถึงการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร ด้วยการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงสุขภาวะอย่างรอบด้าน อาทิ การใช้กระจกฉนวนกันความร้อน (Insulated Glass) ที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่อาคาร ทำให้ประหยัดพลังงานและคงอุณหภูมิภายในที่เหมาะสมอยู่เสมอ และยังช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก รวมถึงการออกแบบช่องเปิดและหน้าต่างที่ช่วยให้แสงธรรมชาติส่องถึงภายในได้อย่างทั่วถึง ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและสร้างบรรยากาศที่โปร่งสบาย อากาศภายในอาคารสะอาดบริสุทธิ์ด้วยไส้กรอง MERV 8 และ MERV 14 ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 และ PM10 พร้อมใช้รังสี UV กำจัดเชื้อโรค และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ในพื้นที่สาธารณะของโครงการมีการนำระบบไร้สัมผัสมาใช้

    อาทิ ระบบจดจำใบหน้า เครื่องสแกน QR โค้ด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเครื่องกรองน้ำดื่มให้บริการทุกชั้นภายในอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย โดยใช้ไส้กรองคาร์บอน และท่อส่งน้ำไร้สารตะกั่วที่เป็นไปตามการรับรองโดย NSF พร้อมมีการทดสอบคุณภาพน้ำดื่มอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนเลือกใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งอาคารที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสุขภาพ ปราศจากสารเคมีอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และมีสารระเหยต่ำ เพื่อลดการสัมผัสสารพิษในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

    มาตรฐานระดับโลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    วัน แบงค็อก ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED for Neighbourhood Development (LEED ND) ระดับ Platinum เป็นโครงการแรกในไทย สะท้อนถึงการออกแบบพื้นที่โดยรอบที่เอื้อต่อการเดินและการพักผ่อน การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในระยะเดินถึง การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ การจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสาธารณูปโภคที่รองรับการใช้อาคาร ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนที่จะเข้ามาใช้จริง

    และยังมุ่งสู่การรับรองมาตรฐานอาคาร WELL ระดับ Platinum ที่รับรองคุณภาพทั้งด้านอากาศภายในอาคาร น้ำ แสง การออกกำลังกาย สาธารณูปโภค และการออกแบบที่ใส่ใจ เพื่อสร้างสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีคุณภาพ

    นอกจากนั้น วัน แบงค็อก ยังโดดเด่นด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก โดยอาคารสำนักงานทั้งหมดของ วัน แบงค็อก รวมถึงอาคารที่พักอาศัย ได้รับการรับรองมาตรฐาน WiredScore Platinum สำหรับความสามารถเป็นเลิศในการเชื่อมต่อระบบดิจิทัล และ SmartScore Platinum นำเทคโนโลยีอัจฉริยะขั้นสูงมาใช้เพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผู้ใช้งาน ส่งผลให้ทั้งโครงการได้รับการรับรองในระดับ Neighborhood เป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

    การรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอัจฉริยะ และความยั่งยืนเหล่านี้ ล้วนสนับสนุนเป้าหมาย ESG และเป็นข้อยืนยันว่าทุกองค์ประกอบโครงการได้รับการออกแบบและพัฒนาตามมาตรฐานระดับโลกสูงสุด เป็นเมืองที่พร้อมอยู่เสมอ เพื่อรองรับทุกรูปแบบการใช้ชีวิตในทุกมิติอย่างมีคุณภาพสูงสุดและยั่งยืน  

    เมืองที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมต้อนรับทุกคน

    วัน แบงค็อก เป็นศูนย์กลางประสบการณ์การชอปปิงและไลฟ์สไตล์ครบวงจร เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อบน ‘Retail Loop’ กว่า 900 ร้านค้า โครงการฯ ยังผสานธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งกว่า 50 ไร่ ประกอบด้วย One Bangkok Park, One Bangkok Boulevard, Wireless Park และ Parade Park ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับทุกคน พร้อมทางเดินร่มไม้กว่า 5 กิโลเมตร และมี Art Loop เส้นทางแห่งศิลปะและวัฒนธรรมความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ที่ออกแบบมาเพื่อจุดประกายชีวิตให้ใกล้ชิดศิลปะ ครอบคลุมทั่วทั้งโครงการฯ

    นอกจากนั้น ยังมีการออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้รถเข็น หรือการปูทางเท้าสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น หรือพิการทางสายตา รวมถึงการออกแบบป้ายและสัญลักษณ์นำทางทั่วโครงการฯ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ โดยจัดสรรพื้นที่ สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ เวิร์คช็อป นิทรรศการ และการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างสรรค์ชุมชนที่มีชีวิตชีวา พร้อมทั้งยังจัดอีเวนท์หลากหลายเพื่อสร้างความสุขให้กับผู้มาเยือนตลอดทั้งปี

    โดยเร็ว ๆ นี้ วัน แบงค็อก เตรียมเปิด Community Hub ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับคนทำงานในอาคารสำนักงานได้พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างสรรค์เครือข่ายทางธุรกิจ (Networking) ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์

    ทั้งหมดนี้ คือปัจจัยซึ่งทำให้ วัน แบงค็อก เป็น “เมืองที่พร้อมอยู่เสมอ” ที่จะส่งเสริมให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ ในทุก ๆ วัน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/641246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yY3TOb66mJqEn_-qUPknI

  • ผอ.รร.ธรรมสาธิตศึกษา ลำพูน ร่วมงานเปิดการแข่งขันกีฬา

    ผอ.รร.ธรรมสาธิตศึกษา ลำพูน ร่วมงานเปิดการแข่งขันกีฬา

    ดร.ศิวนัฐ เมธีปชุโชโต ผอ.รร.ธรรมสาธิตศึกษา ลำพูน ร่วมงานเปิดการแข่งขันกีฬา

    ไม่ได้มีแต่กีฬาฟุตบอล .หลังจากนำทีมฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD แชมเปียนคัพ 2025 รอบคัดเลือก รอบที่สาม ทาง ดร.พระครูบัณฑิตธรรมวัฒน์ (ศิวนัฐ เมธีปชุโชโต) ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนธรรมสาธิตศึกษา ประธานหน่วยอบรมประชาชนตำบลนครเจดีย์ เขต 1ร่วมในพิธีเปิดการแข่งขันและ ร่วมมอบทุนสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑา นักเรียนสัมพันธ์ กลุ่มพัฒนาการศึกษาตำบลนครเจดีย์ “นครเจดีย์เกมส์” ณ โรงเรียนวัดนครเจดีย์ มีการแข่งขัน กีฬาสากล กีฬาพื้นบ้าน มีนักกีฬาจากรร.เขต 1 ตำบลนครเจดีย์ มาร่วมในการแข่งขัน

    กลับมาลุยงานกันต่อ ในนามผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนธรรมสาธิตศึกษา และ ในนามประธานหน่วยอบรมประชาชนตำบลนครเจดีย์ เขต 1 ร่วมมอบทุนสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬา-กรีฑา นักเรียนสัมพันธ์ กลุ่มพัฒนาการศึกษาตำบลนครเจดีย์ “นครเจดีย์เกมส์” ณ สนามกีฬา โรงเรียนวัดนครเจดีย์ อำเภอป่าซง จังหวัดลำพูน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3792797/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KZuJo2xBHChyt62sMQXE-

  • ทำไมแก้พ.ร.บ.การศึกษา เป็นของแสลงสำหรับรัฐบาล

    ทำไมแก้พ.ร.บ.การศึกษา เป็นของแสลงสำหรับรัฐบาล

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-32&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gurzE024cHdS3bIJsGdUs

  • มั่นใจซีเกมส์ฉลุย! รมต.กีฬาตรวจสนามละเอียด

    มั่นใจซีเกมส์ฉลุย! รมต.กีฬาตรวจสนามละเอียด

    มั่นใจซีเกมส์ฉลุย! รมต.กีฬาตรวจสนามละเอียด

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.48 น.

    นาย อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางไปติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทย ทั้ง 2 รายการ พร้อมด้วย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่กกท. หัวหมาก เมื่อวันที่  

           นายอรรถกร ศิริลัทธยากร และ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ได้ติดตามการฝึกซ้อมของนักกีฬายูโดทีมชาติไทย ที่สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย, นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท., นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย ที่สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย และ สำรวจการปรับปรุงสนามแข่งขันกีฬาเอ็กซ์ตรีม ที่สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย, การปรับปรุงสนามแข่งขันว่ายน้ำ ที่สระว่ายน้ำ กกท. และ การปรับปรุงสนามแข่งขันจักรยาน ที่สนามเวลโลโดรม สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ รวมทั้ง ติดตามการเก็บตัวฝึกซ้อมนักกีฬาบอคเซีย ที่ศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซีย ด้วย 

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร กล่าวว่า ตนได้เดินทางมาพบกับนักกีฬาทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ เป็นครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง นักกีฬาทุกคนมีสมรรถภาพทางกายที่ดี และมีกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมสำหรับการแข่งขันทั้ง 2 มหกรรม จากนี้จะทยอยเดินทางไปให้กำลังใจนักกีฬาให้มากที่สุด และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยินดีให้การสนับสนุนการกีฬาอย่างเต็มที่ เพราะกีฬาสามารถสร้างโอกาสและสร้างรายได้ รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ 

          “สำหรับเรื่องการปรับปรุงสระว่ายน้ำ ภายในกกท. หัวหมาก ผมได้ติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองแล้ว ไม่มีความกังวลใจใด ๆ และมั่นใจว่าสระว่ายน้ำจะเสร็จก่อนกำหนด และจะจัดการแข่งขันซีเกมส์ ได้ตามมาตรฐานสากล” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพมหานคร, จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสงขลา และมหกรรมกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา 
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/920536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yqYvNG9m5y7-BSCjDel73

  • เทศกาลเห็ดโคน-อัญมณีของดีบ่อพลอย ดันเศรษฐกิจฐานราก-ท่องเที่ยวกาญจน์คึกคัก

    เทศกาลเห็ดโคน-อัญมณีของดีบ่อพลอย ดันเศรษฐกิจฐานราก-ท่องเที่ยวกาญจน์คึกคัก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/103244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03y05yPYl0VLbPdHIkLm4F

  • ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    ต่างประเทศ

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    12 ต.ค. 2025 เวลา 12:00 น.

    งานไร้คุณภาพ-งานนอกระบบ กำลังกลายเป็น ‘ระเบิดเวลา’ คนรุ่นใหม่ เวิลด์แบงก์เตือนงานผลิตภาพต่ำ ส่อฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง ประชากรเสี่ยงติดหล่ม ‘ความจน’ ปลุกความแค้น สู่ม็อบ Gen Z

    เมื่อ “งานมี” แต่ “งานดี” ไม่มีอยู่จริง ทำให้บรรดาคนรุ่นใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับวิกฤติในวัยแรงงานที่กำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางสังคม” อาจจุดชนวนความไม่สงบครั้งใหญ่ ในหลายๆประเทศด้วยการ “ประท้วง”

    ธนาคารโลกได้ออกมาเตือนอย่างชัดเจนถึงสถานการณ์ที่เยาวชนจำนวนมากทั่วทวีปกำลังดิ้นรนเพื่อหางานที่มี “คุณภาพ” และหลายคนต้องติดอยู่ในงานที่มี “ผลิตภาพต่ำ” แม้ว่าอัตราการจ้างงานโดยรวมจะดูสูง แต่รายงานเศรษฐกิจประจำภูมิภาคที่เผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวกำลังประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาดงานที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง

    วิกฤติว่างงาน-งานด้อยคุณภาพ

    หนุ่มสาว 1 ใน 7 คน ในจีนและอินโดนีเซียกำลัง “ว่างงาน” และเมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มอายุ 15 ถึง 24 ปี พบว่าอัตราการว่างงานสูงกว่า 10% ในหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย อินโดนีเซีย และจีน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากอัตราในกลุ่มแรงงานสูงวัย 25-54 ปี ที่อยู่ที่ 5% หรือต่ำกว่า

    ธนาคารโลกยอมรับว่า คนส่วนใหญ่ในเอเชียที่ต้องการงาน ก็หางานทำได้ แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากในภูมิภาคนี้ทำงานที่มีผลิตภาพต่ำหรือเป็นงานนอกระบบ การเติบโตของงานส่วนใหญ่ได้ย้ายจากการผลิตไปสู่ ภาคบริการที่มี “ค่าจ้างต่ำ” ซึ่งเป็นการกัดกร่อนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เคยช่วยให้คนนับล้านหลุดพ้นจากความยากจน

     อาทิตยา มัตตู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของธนาคารโลก อธิบายว่า ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังประสบกับการเคลื่อนย้ายแรงงานครั้งใหญ่

    “หลายคนกำลังละทิ้งภาคเกษตรกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ ไม่ใช่เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมที่มีผลิตภาพสูง แต่เพื่อไปสู่งานบริการที่มีผลิตภาพต่ำ ซึ่งรวมถึงงานแบบกิ๊กอีโคโนมี หรืองานแบบครั้งคราว หรืองานที่รับจ้างแล้วจบไป”

    การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างยิ่ง เพราะแรงงานที่ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีเสถียรภาพ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการปรับปรุงค่าจ้างกำลังลดน้อยลง

    อินโดนีเซีย ภาพสะท้อน ‘วิกฤติงาน’

    ธนาคารโลกยกให้ “อินโดนีเซีย” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของแนวโน้มนี้ สำนักงานสถิติกลางอินโดนีเซีย (BPS)รายงานข้อมูล ณ เดือนก.พ. 2568 ว่า แรงงานนอกระบบยังคงครองตลาดแรงงาน ด้วยจำนวนถึง 86.56 ล้านคน หรือ 59.4% ของกำลังแรงงานทั้งหมด

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    สิ่งที่น่ากังวลคือ สัดส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น 0.23 % จากปีก่อน  ในขณะที่แรงงานในระบบลดลงในอัตราเดียวกัน นักวิเคราะห์ชี้ว่านี่คือสัญญาณบ่งชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง ภายในตลาดแรงงานของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพอย่างจำกัด หรือสวัสดีค่า มีให้รับไปดูแลค่าดิการทางสังคม

    ความเหลื่อมล้ำ ปลุกม็อบ GEN Z

    ธนาคารโลกเตือนว่าความเสี่ยงนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อ เสถียรภาพทางสังคม เนื่องจากสัดส่วนของประชากรที่เสี่ยงต่อการตกอยู่ในความยากจนในปัจจุบันกลับสูงกว่าจำนวนชนชั้นกลางในประเทศต่างๆ หากเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงโอกาสที่ดีได้ ก็อาจกระตุ้นให้เกิด “การประท้วงที่นำโดยเยาวชน”  มากขึ้น

    ‘วิกฤติงาน’ ระเบิดเวลาคนรุ่นใหม่ งานไร้คุณภาพ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจหยุดนิ่ง

    ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลหลายแห่งทั่วแอฟริกาและเอเชียต้องเผชิญกับการประท้วงที่พุ่งเป้าโดย “คนรุ่น Gen Z” ซึ่งออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้าน การทุจริต การว่างงาน และความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น 

    ความไม่พอใจเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ ความโกรธแค้นของคนรุ่นใหม่เห็นชนชั้นปกครองใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยเกินไป ทั้งที่ประชาชนทั่วไปกำลังลำบากเรื่องงานและความเป็นอยู่ ซึ่ง “ความเหลื่อมล้ำ” นี้ส่งผลกระทบรุนแรงจนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ที่ รัฐบาลบางประเทศ เช่น เนปาลและบังกลาเทศ ต้องถึงกับล่มสลาย

    เศรษฐกิจเสี่ยงขาดแรงขับเคลื่อน

    รายงานยังเน้นย้ำถึงช่องว่างสำคัญในตลาดแรงงาน คือ

    ช่องว่างทางเพศ: อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีช่องว่างประมาณ 15% เมื่อเทียบกับผู้ชายในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

    บทบาทของบริษัทขนาดเล็ก: บริษัทที่ก่อตั้งไม่เกินห้าปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างงานใหม่ โดยในมาเลเซียและเวียดนาม บริษัทเหล่านี้สร้างงานใหม่ถึง 79% อย่างไรก็ตาม บทบาทนี้กำลังลดลงเนื่องจากมีบริษัทใหม่เข้าสู่ตลาดน้อยลง

    รายงานระบุว่า “ประเทศต่างๆ ยังไม่ตระหนักถึงประโยชน์ของการย้ายแรงงานจากงานที่ได้ผลผลิตต่ำ ไปสู่งานที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและสร้างรายได้ดีกว่า ”

    เรื่องนี้ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนที่รัฐบาลในอาเซียนว่าต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อเสริมสร้างการสร้างงานในระบบพัฒนาทักษะแรงงาน และส่งเสริมการเติบโตของภาคส่วนที่เป็นทางการ เพื่อป้องกันภาวะ “หยุดนิ่ง” ของเศรษฐกิจในระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1202702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEXhuDppe9m5Vey1sJkAS

  • ราคาทองล่าสุด2568 พุ่งเกือบ 20,000 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่งเกือบ 20,000 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 ตั้งแต่ต้นปีปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพุ่งทะลุไปเกือบ 20,000 บาท

    โดยถือว่าเป็นการปรับราคาขึ้นมากกว่าทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งใน 1 ปีดังกล่าวราคาทองเพิ่มขึ้น 8,900 บาท

    อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการปรับขึ้น-ลงในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือว่าลดลงกี่บาท

    จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” ผ่านเว็บไซด์ทองคำราคา.com พบว่า 

    ราคาทองตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-11 ต.ค. 68 มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้วถึง 19,700 บาท

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่งเกือบ 20,000 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    โดยล่าสุดราคาทอง ประกอบด้วย

    ทองคำแท่ง

    • รับซื้อ 62,000 บาท
    • ขายออก 62,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ 60,761.28 บาท
    • ขายออก 62,900 บาท

    สำหรับสถิติการปรับราคาทองขึ้น-ลงในแต่ละวัน ประกอบด้วย

    • เดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 2,050 บาท
    • เดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 1,850 บาท
    • เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 3,750 บาท
    • เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 1,950 บาท
    • เดือนพฤษภาคม ลดลง 750 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/641208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XEgxPpA4G0jZ7U4RWBiCg