Blog

  • สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมวิชาการ

    สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมวิชาการ

    การศึกษา

    สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมวิชาการ

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมศ. ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมวิชาการ

    สมศ. ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี สมศ. ONESQA Forum 2025 ครั้งที่ 2 “ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย” (Bridging Policy and Practice to Strengthen Educational Quality) วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี กรุงเทพมหานคร เวลา 09.00 – 16.30 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถสแกนคิวอาร์โค้ดตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2568 มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยสู่อนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/450178&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QtcI5WqabXw977vRjvTOO

  • วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ใครได้สิทธิ์-ใช้เงินวันไหน เช็กทุกเงื่อนไข ก่อน 20 ต.ค.นี้

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ใครได้สิทธิ์-ใช้เงินวันไหน เช็กทุกเงื่อนไข ก่อน 20 ต.ค.นี้

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส 2568 สำหรับประชาชน

    คู่มือลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ฉบับสมบูรณ์ เริ่ม 20-26 ต.ค. 68 ผ่านแอปฯ เป๋งตัง เช็กเงื่อนไขใครเข้าร่วมได้บ้าง ได้เงินเท่าไหร่ ไขข้อสงสัยใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายในวันไหน ไม่ให้พลาดสิทธิ์

    เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเปิดลงทะเบียนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ประชาชนรอคอยอย่าง คนละครึ่งพลัส ที่จะเริ่มในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 วันนี้ทีมข่าวได้รวบรวมทุกรายละเอียดสำคัญ ทั้งคุณสมบัติ, สิทธิประโยชน์, ขั้นตอนการลงทะเบียน และเงื่อนไขที่ต้องรู้ เพื่อให้ทุกท่านเตรียมความพร้อมก่อนใคร

    เช็กคุณสมบัติ ใครมีสิทธิ์ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

    ก่อนวันลงทะเบียน 20 ต.ค. ที่จะถึงนี้ ประชาชนควรตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของตนเองก่อน ดังนี้

    • เป็นบุคคลสัญชาติไทย
    • มีอายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประจำตัวประชาชน

    ส่วนผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และ ผู้ที่เคยถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งเฟส 1-5 จะไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียนใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสในครั้งนี้

    คู่มือลงทะเบียน คนใหม่-คนเก่า ต้องทำอย่างไรบ้าง

    สำหรับคนเก่า (ผู้ที่เคยใช้สิทธิ์เฟส 5) ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เพียงเข้าไปที่แอปฯ เป๋าตัง ในช่วงวันที่ 20-26 ต.ค. แล้วกดที่แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัสเพื่อกดยืนยันสิทธิ์

    ส่วนคนใหม่ (ผู้ที่ไม่เคยใช้สิทธิ์เฟส 5) จะต้อง ลงทะเบียนใหม่ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง โดยการถ่ายรูปบัตรประชาชน, กรอกข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย Krungthai NEXT หรือการสแกนใบหน้า

    วิธีลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง​

    คนละครึ่งพลัสเริ่มลงทะเบียนสำหรับประชาชนผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 20 – 26 ต.ค. 68 เวลา 06:00 – 22:00 น. แบ่งเงื่อนไขการลงทะเบียนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่เคย และ ไม่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    ผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ์
    6. เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิ์คงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง
    ผู้ที่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ปี 2565
    ภาพจาก : คนละครึ่งพลัส

    ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet
    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส
    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน
    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง และ SMS (ภายใน 3 วัน)
    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ์
    6. เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.
    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิ์คงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง
    ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิโครงการคนละครึ่งเฟส 5 ปี 2565
    ภาพจาก : คนละครึ่งพลัส

    เปิดสิทธิประโยชน์ คนละครึ่งพลัสใครได้เท่าไหร่?

    โครงการคนละครึ่งพลัส แบ่งกลุ่มผู้ได้รับสิทธิ์เป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

    กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี

    • ได้รับสิทธิ์แบบ 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60%, ประชาชนออก 40%)
    • รัฐบาลจะสมทบให้ 2,400 บาท

    ประชาชนผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้มีเงินได้กรณีทั่วไป (ภ.ง.ด. 90) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ประเภทเดียว (ภ.ง.ด. 91) หรือแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 95) ของปีภาษี 2567 ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568

    กลุ่มประชาชนทั่วไป (นอกระบบภาษี)

    • ได้รับสิทธิ์แบบ 50:50 (รัฐช่วยจ่าย 50%, ประชาชนออก 50%)
    • รัฐบาลจะสมทบให้ 2,000 บาท

    ประชาชนผู้ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาข้างต้น

    กฎเหล็กที่ต้องรู้ ห้ามพลาดใช้ครั้งแรกก่อน 11 พ.ย. 68

    เพื่อให้ไม่ถูกตัดสิทธิ์ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ทุกคนต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรก ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ก่อนเวลา 23:00 น. หากไม่ใช้ภายในเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิ์ทันที สามารถซื้อขายและสแกนจ่ายแบบพบหน้ากัน (Face-to-face) สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่เวลา 06:00 – 23:00 น. ของทุกวัน

    ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกท่านเตรียมความพร้อมของแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และตรวจสอบคุณสมบัติของตนเอง เพื่อรอลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ์ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้

    ข้อมูลจาก : คนละครึ่งพลัส

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1470554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UiZIheQtz7Pj_C4N5oi68

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ม่านหมอกขาวห่มทิวเขาน้อยใหญ่ในไหหลำ | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ม่านหมอกขาวห่มทิวเขาน้อยใหญ่ในไหหลำ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 12/10/2025 19:44

    เป่าถิง,(ซินหัว) — ปิดท้ายไปชมม่านหมอกขาวลอยห่มคลุมทิวเขาน้อยใหญ่ที่สลับซับซ้อนทับกันไปมาราวเกลียวคลื่นในอำเภอปกครองตนเองเป่าถิง กลุ่มชาติพันธุ์หลีและเหมียว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ก่อเกิดเป็นทิวทัศน์งดงามราวภาพวาดน้ำหมึกจีน ผลงานชิ้นเอกที่ธรรมชาติสรรสร้าง

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    11

    ascw

    ภูเก็ตรณรงค์ “คนละครึ่ง พลัส” ลดค่าครองชีพ-ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    นายก อบจ.นครสวรรค์ ประธานเปิด-ปิด พร้อมมอบรางวัลงานแข่งขันเรือยาวประเพณี วัดตะเคียนเลื่อน

    นายก อบจ.นครสวรรค์ มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม

    “ซาบีดา” ชี้แจงเหตุ “พระธาตุโนนตาล” พังทลาย-เร่งบูรณะฟื้นฟู

    สมุทรปราการ ผู้ว่าฯ ชวนชิมช้อป ร้านดัง นายกเหล่ากาชาด ชวนร่วมบุญลุ้นโชค กับ สลากกาชาด เที่ยวงานเจดีย์ ปากน้ำ 12-23 ต.ค.

    แม่ทัพภาค 4 ถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน วัดหัวควน ปัตตานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1353496&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cm71qs45SegBml0bt6EDi

  • SME-สตาร์ทอัปบนเส้นทางลงทุนสู่SDGs

    SME-สตาร์ทอัปบนเส้นทางลงทุนสู่SDGs

    ทั้งนี้ เวที Little Giants ภายในงาน Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 จึงเป็นเวทีที่เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปจากหลายประเทศในภูมิภาคได้ส่งเสียงของตัวเอง ถูกนำมาแลกเปลี่ยนอย่างเข้มข้น พร้อมบทเรียนและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพยักษ์เล็ก ให้ก้าวสู่การเป็นผู้เปลี่ยนเกมบนเวทีโลก โจทย์ใหญ่คือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ไทยจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างไร

    สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกัน ทั้งการเร่งตัวของเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสิ่งแวดล้อม มาตรการกีดกันทางการค้า และโครงสร้างประชากร ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก

    สำหรับอาเซียน ความท้าทายดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นที่เราจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และเร่งสร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้ภูมิภาคของเราสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

    สุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า โลกธุรกิจในปัจจุบันต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด การแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือน หรือความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปที่ต้องแข่งขันในห่วงโซ่มูลค่าโลก การจัดฟอรัมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ยังเป็นพื้นที่เชิงนโยบายที่สามารถสังเคราะห์ข้อเสนอไปสู่ภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของ ITD นับตั้งแต่ก่อตั้ง

    ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปแตกต่างจากองค์กรใหญ่คือ ความยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ หลายธุรกิจเกิดจากความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และความพยายามสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้ตลาด สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย ข้อได้เปรียบเช่นนี้ช่วยให้เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เมื่อต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้รายงานยังชี้ว่า แม้ FDI โลกหดตัว แต่เศรษฐกิจดิจิทัลกลับเติบโตสวนกระแส มูลค่าโครงการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า บริษัทข้ามชาติ 100 อันดับแรกมีรายได้กว่า 20% จากธุรกิจเทคโนโลยี สำหรับประเทศไทย หากพัฒนากำลังคน กฎเกณฑ์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ก็สามารถวางตัวเองให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลและ  Green Economy ของภูมิภาคได้ เพราะการลงทุนเพื่อบรรลุ SDGs ในประเทศกำลังพัฒนาลดลง 25-30% ยกเว้นสาธารณสุขที่ยังเติบโต แม้เป็นวิกฤต แต่ก็เปิดโอกาสใหม่ หากไทยออกแบบนโยบายดึงดูดการลงทุนในพลังงานสะอาด น้ำ และเกษตรที่ยั่งยืน จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนระยะยาว

    อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีล้ำหน้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเข้าใจในคน สังคม และตลาดปลายทาง เพราะการขยายตลาดข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องของสินค้า แต่คือเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว และยังชี้ชัดว่าเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัปไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นชายขอบอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจใหม่ หากประเทศไทยสามารถเสริมสร้างความพร้อม สนับสนุนด้วยนโยบายที่ต่อเนื่อง และคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนได้อย่างทันท่วงที “ยักษ์เล็ก” ของไทยก็จะสามารถยืนหยัด เติบโต และแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างมั่นใจ.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/877679/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tg6RGbbeTjd60JZ8ddjh3

  • เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ”  รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ | เดลินิวส์

    ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงและมีรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน สำหรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ในฐานะเลขาธิการพรรค “ภูมิใจไทย”

    แม้จะมีเวลาเข้ามานั่งบริหารงานในช่วงชั้นประมาณ 4 เดือน ก็จะมีการบยุบสภาช่วงเดือน ม.ค. 69 โดยอาจจะมีเวลารักษาการในตำแหน่งอีกประมาณ 4 เดือน และจัดเลือกตั้งใหม่ในช่วง มี.ค.-เม.ย. 69 

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่มีเวลาทำงานจำกัด การขับเคลื่อนนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้มีผลงานประจักษ์ ซึ่งหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะหวนกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งในสมัยหน้า!?!

    ภาพ pixabay.com

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงดีอี ถือว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญไม่แพ้กระทรวงอื่นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

    วันนี้ “เดลินิวส์” จะพามาเปิดวิสัยทัศน์ และ นโยบาย ของ “รมว.ดีอี ป้ายแดง” คนใหม่ว่าจะมีทิศทางพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง หลังได้พบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ !?!

    ไชยชนก ชิดชอบ”  บอกว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี นั้น ตนเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรคที่มากประสบการณ์จะให้ทำงานอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้เลือกว่าจะไปตรงไหน อย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะทำให้สุดความสามารถ  โดยมีเรื่องอยากทำหลายอย่างแต่ข้อจำกัดเรื่องเวลา ก็ต้องเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

    โดยเฉพาะตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ มีภัยรุมเร้าหลายเรื่อง จึงเน้นเรื่องป้องกันภัยและประคับประคองช่วยเหลือประชาชน  เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 4 เดือนนี้ไปให้ได้ 

    ไชยชนก ชิดชอบ

    สำหรับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระทรวงดีอี นั้น ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบาย  “Quick Big Win”  ของรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง  3. ภัยเศรษฐกิจ และ 4. ภัยสังคม โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชน

    ในเรื่อง “ภัยธรรมชาติ”  นั้น ทาง “ไชยชนก ชิดชอบ” บอกว่า จะเร่งให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ  โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ ด้วยการประสานกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ

    “ได้มีการติดต่อประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการแจ้งเตือนภัยและจัดการภัยพิบัติ ซึ่งความร่วมมือจะออกมาในแนวการแชร์ความรู้ อบรม  แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง ประสานเอกชนในการเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที”

    ไชยชนก ชิดชอบ

    ขณะที่เรื่อง “ภัยความมั่นคง” จะเร่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน สร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    “ได้จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น รวมถึงร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator)  ดูแลสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ”

    ส่วนเรื่อง “ภัยเศรษฐกิจ” นั้น ทาง รมว.ดีอี บอกว่า จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย กระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ

    ภาพ pixabay.com

    “สิ่งที่จะเร่งทำ คือ การแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียม หรือจีพี  การบังคับใช้ขนส่งไม่ให้ผู้ซื้อได้เลือก  ซึ่งหลังเข้ารับตำแหน่ง ก็มีแพลตฟอร์มหลายรายได้ขอเข้าพบ จึงจะพยายามเจรจา เพื่อความขอความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา เดือน การแก้กฎหมายต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ประชาชนผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม”  

    สำหรับ “ภัยทางสังคม” จะเร่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสังคมดิจิทัล รวมถึงยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติมอีก เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สุดท้ายแล้วทุกนโยบายจะเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน!?!

    จิราวัฒน์ จารุพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196845/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q-jdCLpr4JoZhGjfUYnRX

  • ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติราชอาณาจักรสเปน – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติราชอาณาจักรสเปน – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติราชอาณาจักรสเปน

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติราชอาณาจักรสเปน

    วันที่นำเข้าข้อมูล 12 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 ต.ค. 2568

    | 59 view

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองในโอกาสวันชาติราชอาณาจักรสเปน ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทย

    ที่ปรึกษาฯ กล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน ย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและยาวนานระหว่างไทยกับสเปน รวมถึงโอกาสเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว การเปลี่ยนผ่านสีเขียวและดิจิทัล ความร่วมมือทางทะเล การศึกษา ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ทั้งยังขอบคุณฝ่ายสเปนที่สนับสนุนการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย – สหภาพยุโรป และแสดงความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือทวิภาคีจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมแก่ทั้งสองประเทศ

    นาย Felipe de la Morena Casado เอกอัครราชทูตสเปนประจำประเทศไทยได้กล่าวถึงพัฒนาการสำคัญของความสัมพันธ์ไทย – สเปน อาทิ การประชุม Political Consultations ไทย – สเปน ครั้งที่ 7 การประชุม Thailand – Spain Forum ครั้งที่ 3 การเปิดโรงงานของภาคเอกชนสเปนในประเทศไทย และการลงทุนของภาคเอกชนไทยในประเทศสเปน อนึ่ง สเปนเป็นคู่ค้าลำดับที่ 34 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันกว่า 67,000 ล้านบาท


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/national-day-of-spain-2025-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33IRrEj8kSg7-xOELdmfUu

  • นายทุนอิสราเอลกินรวบ ‘เกาะพะงัน’

    นายทุนอิสราเอลกินรวบ ‘เกาะพะงัน’

    ตร.ท่องเที่ยวเกาะพะงัน กวาดล้างหนัก! รวบ 6 แรงงานเมียนมาร์ ลอบทำงานผิดประเภท-ตั้งแก๊งรับเหมาเถื่อน เงินหมุนเวียนเกือบ 9 ล้านโดยมีนายทุนใหญ่เป็นชาวอิสราเอลหนุนหลัง

    12 ต.ค.2568 – พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ในการปราบปรามการกระทำความผิดของกลุ่มแรงงานต่างด้าว พ.ต.ท. วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 กก.2 บก.ทท.3 พร้อมชุดจับกุม (ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว)ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ บ้านในวก ม.3 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงันไจ.สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ ได้ร่วมบูรณาการกับฝ่ายปกครองอำเภอเกาะพะงัน ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ นายสุริยา บุญพันธ์ นายอำเภอเกาะพะงัน ,นายไพสิฐ ทองเจิม ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ได้สั่งการให้ชุดจับกุม นำโดย มว.ต.ธนพนธ์ แซ่ตั้ง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง

    ตรวจคนเข้าเมืองเกาะพะงัน พ.ต.ท.หญิง สงวนทรัพย์  ลาภสนอง สว.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี, ร.ต.อ.สิริวัฒน์ สมหวัง รอง สว.ตม.จว.สุราษฏร์ธานี ตำรวจ สภ. เกาะพะงัน นำโดยพ.ต.อ. อภิชาติ จันทร์สำเร็จผกก.สภ.เกาะพะงันนำทีมชุดสืบสวนสามารถจับกุมแรงงานชาวเมียนมาร์ได้รวม 6 ราย ในหลายข้อหา ตั้งแต่การทำงานผิดประเภทไปจนถึงการร่วมกันประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต พบเงินหมุนเวียนในบัญชีเกือบ 9 ล้านบาท

    การจับกุมเริ่มขึ้น หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีชายชาวเมียนมาร์ลักลอบประกอบอาชีพช่างไฟฟ้า เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและพบ นายเย เมียต จอ และ นายเทะ ซอ ทเว กำลังทำงานติดตั้งระบบไฟอยู่ในบ้านที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ทั้งสองรายยอมรับสารภาพว่า ได้รับค่าจ้างเป็นเงินสดวันละ 500 บาท จากชายชาวอิสราเอลรายหนึ่ง ให้มาทำงานเป็นช่างไฟ ทั้งที่ในใบอนุญาตทำงานระบุอาชีพเป็น “กรรมกร” เท่านั้น จึงถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (ช่างไฟ)

    นอกจากนี้ การสอบสวนขยายผลในพื้นที่เดียวกัน นำไปสู่การจับกุมแก๊งรับเหมาก่อสร้างเถื่อนชาวเมียนมาร์อีก 3 ราย คือ นายอาง ทู, นางข่าย ไว มอน และ นายเทะ ไว ทั้งสามคนมีการจัดตั้งกลุ่มไลน์เพื่อติดต่อและรับงานรับเหมาก่อสร้างจากลูกค้าชาวต่างชาติ โดยมีนายอาง ทู ทำหน้าที่การตลาดและประสานงานกับลูกค้า, นายเทะ ไว ทำหน้าที่เป็นโฟร์แมนควบคุมงานก่อสร้าง และนางข่าย ไว มอน ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บัญชี พบเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 8,900,000 บาท โดยผู้ต้องหายอมรับว่าใช้วิธีแอบอ้างว่าทำงานให้กับบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่งเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

    โดยมีวิธีการตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจคือการลงทะเบียนเป็นลูกจ้างภายในบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง และได้จ้างลูกน้องชาวเมียนมาร์ที่อยู่ภายในบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง มาทำงานในสถานที่ก่อสร้างของตน โดยวิธีการคือเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบเอกสารจะให้การอ้างว่าตนทำงานอยู่กับบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง เพื่อแอบอ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจกับบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด คงทอง ก่อสร้าง ได้ข้อมูลว่า ทางบริษัท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างหมู่บ้านดังกล่าว โดยงานดังกล่าวขณะที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมตรวจสอบนั้นได้รับการว่าจ้างให้สร้างบ้านจาก Mr.Ran Nehorai Shachar สัญชาติ อิสราเอล หนังสือเดินทางเลขที่ 32844500 โดยใช้งบประมาณในการสร้างบ้านหลังละ 7 ล้านกว่าบาท มีทั้งหมด 7 หลัง

    โดย Mr.Ran จะแบ่งจ่ายค่าจ้างเป็นรอบๆ โดยครั้งแรกจะจ่ายเมื่องานสำเร็จไป 50% จะแบ่งจ่ายครึ่งนึงของราคาแต่ละหลัง เป็นรอบๆไป ตรวจสอบมีใบเสร็จรายการสินค้าที่ Mr.Ranฯ ซื้อสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างให้กับผู้ถูกจับทั้ง 3 ราย รวมราคาประมาณ 9,300,000 บาท และค่าแรงของแรงงานต่างด้าวแบบเหมาจ่าย รวมเป็นเงิน 6,000,000 บาท จากการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของทั้ง 3 คน

    ซึ่งทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต (รับเหมาก่อสร้าง)” และถูกแจ้งข้อหาทำงานผิดประเภทเพิ่มเติมตามบทบาทหน้าที่

     ขณะเดียวกัน ในระหว่างปฏิบัติการจับกุม ยังพบ นายเทียน โซ เดินเตร็ดเตร่มีพิรุธ เมื่อเรียกตรวจสอบไม่สามารถแสดงเอกสารใดๆ ได้ และยอมรับว่าหลบหนีเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายผ่านช่องทางธรรมชาติจาก อ.แม่สอด จ.ตาก โดยเสียค่านายหน้า 15,000 บาท จึงถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย พร้อมของกลาง (หลักฐานทางโทรศัพท์และบัญชีธนาคาร) นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    สำหรับนายจ้างของผู้ถูกจับ ทราบจาก 1. นายอาง ทู (Mr.Aung Thu) 2. นางข่าย ไว มอน (Mrs.Khaing Wai Mon) อายุ 41 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ เลขที่หนังสือเดินทาง MG650960 3.​นายเทะ ไว (Mr.Thet Wai) ตนทั้ง 3 คน ได้ถูกว่าจ้างจาก Mr.Ran Nehorai Shachar สัญชาติ อิสราเอล หนังสือเดินทางเลขที่ 32844500 ซึ่งได้ว่าจ้างตนให้มาก่อสร้างหมู่บ้านดังกล่าว จริง โดยหน้าที่ของแต่ละคนระบุอยู่ในพฤติการณ์จับกุมข้างต้น โดย Mr.Ran เป็นผู้นำเงินสดมามอบให้กับนายอาง ทูฯ (ผู้ถูกจับที่1) เนื่องจากพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และนายอาง ทูฯ นำเงินสดไปส่งต่อให้กับนางข่าย ไว มอน (ผู้ถูกจับที่2) ซึ่งเป็นฝ่ายการตลาด นำเงินดังกล่าวไปแจกจ่ายให้กับลูกจ้างชาวเมียนมาร์ในลำดับต่อไป เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงขอกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ Mr.Ran Nehorai Shachar สัญชาติ อิสราเอล หนังสือเดินทางเลขที่ 32844500 ในความผิดฐาน “ร่วมกันประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต (รับเหมาก่อสร้าง), เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (การตลาด), เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (เจ้าหน้าที่บัญชี), เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (โฟร์แมน)” ตามกฎหมายต่อไป

     การกวาดล้างครั้งนี้สืบเนื่องจากการร้องเรียนของคนไทย ที่เป็นผู้รับเหมาชาวไทย ได้ร้องเรียน ผ่านสายด่วน 1155 ถึงปัญหาการแย่งอาชีพคนไทยและ การเป็น นอมินี อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุน อิสราเอลในพื้นที่เกาะพะงัน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้มอบหมายให้ ชุดสืบส่วน ลงพื้นที่ ตรวจสอบ หาหลักฐาน  จนทราบถึง กลุ่ม บุคคลต่างด้าว ดังกล่าว มาระยะหนึ่ง อีกทั้ง ชุดสืบสวน ทีม นอมินี  ได้ ตรวจสอบ เส้นทางการเงิน ถึงกับตกใจ  กลุ่มชาวต่างด้างดังกล่าว มีเงินไหล เข้าออก ในระยะเวลา 1 ปี จนถึงปัจจุบัน หลายล้านบาท และมีความเชื่อมโยง กับ นายทุน อิสราเอล และ คนไทย หลายราย

    ทั้งนี้ ยังมีบริษัทจัดตั้ง อำนวยความสะดวกให้ กลุ่มต้างด้าว กลุ่มนี้ ทำงาน ในนาม บริษัท ตบตาเจ้าหน้าที่ ทำงานแบบนิติกรรมอำพราง  (นอมินี) ให้ผู้รับเหมาชาวต่างด้าวกลุ่มนี้ ไปติดต่อรับงาน กับกลุ่ม ชาวต่างชาติ โดยเสรี สอบถามผู้ถูกจับให้การกล่าวอ่งว่า สาเหตุที่พวกตน ใช่ชื่อบริษัทดังกล่าว เนื่องจาก คนไทยในบริษัทดังกล่าว มีเพียง คนเดียว มีหน้าที่ ติดต่อ สั่งซื้อ อุปกรณ์ วัสดุก่อสร้าง ตามความต้องการของพวกตนเท่านั้น และไม่สามารถ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ เวลาไปติดต่องาน พวกตนจึง ตั้งทีมทำงาน มี แผนก แบ่งฝ่าย แบ่งงาน เป็น ตัวแทน บริษัท รับหางานเอง ติดต่องาน รับเหมาเอง มีลูกน้องเป็น ชาวเมียนม่า  จำนวจ 30-50 คน เขาออกตลอดเวลา 

    และ ทราบว่า การตั้งเป็นทีมรับเหมาเอง มันผิดกฏหมาย แต่ ด้วย ผลประกอบการ บวกกับ รายได้ ที่พวกตนรับ ค่าตอบแทน มันคุ้ม ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ยังต้องขยายผล ตรวจสอบ ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และ ให้ทีม ขยายผล จังหวัด ภายใต้ การ อำนวยการท่านผู้ว่า สุราษฏร์ธานีทำงานขยายผลต่อ ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางการเงิน  กลุ่มผู้รับเหมา และ กลุ่มทุนชาวอิสราเอล และ ผู้ที่อำนวยความสะดวก (นอมินี) ชาวไทย

    หากพบ เส้นเงิน ไปถึงใครคนใด จะดำเนินคดี โดยไม่มีละเว้น ทุกคน ทุกกรณี   เพื่อเป็นการ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตามนโยบาย ท่านผู้ว่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี และ ยังมีการบูรณาการอีกในหลายมิติ เป็นไปตามนโยบายปราบปรามแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่สร้างผลกระทบต่ออาชีพคนไทยและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะพะงันอย่างต่อเนื่อง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/877572/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18-PkQHC-uq4nOjvR-SDIO

  • สาธุชนร่วมเผาข้าวหลาม 15,000 กระบอก แจกงานบุญกฐิน แถมได้ “เลขเด็ด” ลุ้นโชค

    สาธุชนร่วมเผาข้าวหลาม 15,000 กระบอก แจกงานบุญกฐิน แถมได้ “เลขเด็ด” ลุ้นโชค

    สาธุชนล้นเนืองแน่น ร่วมเผาข้าวหลาม 15,000 กระบอก แจกในงานบุญกฐินวัดเขาโป่งนกเป้า ทำกิจกรรมแข่งกินข้าวหลาม สืบสานประเพณีเก่าแก่ แถมยังได้ “เลขเด็ด” จากธูปมงคลกลับบ้านไปลุ้นโชค

    วันที่ 12 ตุลาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดเขาโป่งนกเป้า หมู่ที่ 10 บ้านโป่งนกเป้า ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ชาวบ้านและศิษยานุศิษย์จากประเทศมาเลเซีย ที่เลื่อมใสศรัทธา ครูบาโรจนชัย ชยธมฺโม หรือ หลวงปู่นิรนาม เกจิดังแห่งวัดเขาโป่งนกเป้า ได้นำองค์กฐินมาทอดถวายเพื่อสมทบทุนก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรม ที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีการทอดกฐินให้คงอยู่คู่กับพระพุทธศาสนาของไทย

    สำหรับไฮไลต์ของงาน คือการแจกข้าวหลาม 15,000 กระบอก ให้กับผู้คนที่มาร่วมงานบุญกฐิน เพื่อนำไปรับประทานเป็นสิริมงคล เพราะ 1 ปี มีครั้งเดียว โดยการเผาข้าวหลาม ชาวบ้านยังคงใช้วิธีเผาแบบโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

    โดยนำข้าวหลามมาเรียงกับพื้นเป็นแถวยาว จากนั้นใช้ไม้และแกนข้าวโพดเป็นเชื้อเพลิงเผาข้าวหลาม เมื่อน้ำกะทิเดือดและแห้ง ก็จะได้ข้าวหลามที่สุกพอดี เหนียว หอม มัน ชวนให้น่ารับประทาน ซึ่งข้าวหลามแต่ละแถวใช้เวลาเผาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งต้องมีคนคอยดูไฟเผาตลอดเวลา

    นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีการแข่งขันกินข้าวหลาม 1 กิโลกรัม ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งสร้างความสนุกสนาน ให้กับผู้มาร่วมงานเป็นอย่างมาก และอีกหนึ่งไฮไลต์ สำหรับนักเสี่ยงโชค คือตัวเลขธูปมงคล 036 และ 879 ที่จุดต่อหน้าพระประธาน หลังจากตัวเลขปรากฏ เหล่าบรรดานักเสี่ยงโชคต่างใช้โทรศัพท์มาถ่ายภาพเก็บไว้ เพื่อนำไปเสี่ยงโชค เรียกว่าได้ทั้งทำบุญ อิ่มท้อง และได้เลขเด็ดติดมือกลับไปเสี่ยงโชคด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2888596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SV8cFCdyyxO02gNDZvWcK

  • เคลียร์ชัด ร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-หวย เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสได้ไหม

    เคลียร์ชัด ร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-หวย เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสได้ไหม

    ร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสได้ไหม

    ร้านค้าต้องรู้! คนละครึ่งพลัสขายอะไรได้บ้าง? ร้านเหล้า-เบียร์ สลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าร่วมได้หรือไม่ เตรียมลงทะเบียน 15 ตุลาคม 2568

    ใกล้เข้ามาทุกที่กับการใช้สิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ หนึ่งในคำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการจำนวนมากสงสัยคือ ประเภทของร้านค้าและสินค้าใดบ้างที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเฉพาะร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทีมข่าวการเงินได้สรุปทุกเงื่อนไขและข้อกำหนดจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนลงทะเบียน

    จากเงื่อนไขของโครงการฯ ร้านค้าที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ แต่สิทธิ์คนละครึ่งพลัสของประชาชน ไม่สามารถนำมาใช้ชำระค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้

    นอกเหนือจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว โครงการฯ ยังได้กำหนดประเภทสินค้าและบริการที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ไว้อย่างชัดเจน ได้แก่

    • สลากกินแบ่งรัฐบาล
    • ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
    • บัตรกำนัล (Voucher)
    • บัตรเงินสด (Cash Card)
    • บริการรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

    ทบทวนคุณสมบัติร้านค้าที่เข้าร่วมคนละครึ่งพลัส

    โครงการคนละครึ่งพลัสได้ขยายประเภทของร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมได้ ดังนี้

    1. เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้

    ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ

    • ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ
    • ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ
    • ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ)

    ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้

    2. ผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการบริการฯ) ดังนี้

    • ผู้ประกอบการบริการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ
    • ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมือง ตาม พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ หรือ
    • ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ

    ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ และกรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

    3. ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้

    • ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
    • ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น

    4. ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ)

    5. เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568

    ทั้งนี้ ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

    6. ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่
    (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    7. ประเภทสินค้าและบริการ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และบริการขนส่งสาธารณะ
    โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นการชำระค่าสินค้าหรือบริการล่วงหน้า

    อย่างไรก็ดี การกำหนดเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าและบริการของโครงการฯให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด ขอให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติของตนเองให้พร้อม และเตรียมตัวลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งท้ายปี

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1470575/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f1acYFGD-sRPAX4k1r_FI

  • “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู

    “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู

    “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู

    วันที่ 12 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการดำเนินงานด้านการศึกษา 

                                                  “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู

    พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสองกระทรวง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังนโยบายและหารือแนวทางพัฒนาการศึกษาในพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส และ ศ.ดร.นฤมล ได้รับฟังปัญหาด้านการศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดนนทบุรี ทั้ง 6 แห่ง พร้อมกล่าวว่า ครู คือ กำลังสำคัญในการสร้างอนาคตของชาติ แต่ในปัจจุบันต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถ ค่าเดินทาง รวมถึงหนี้สินในครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง 

                             “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู

    สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การสร้างสวัสดิการครูให้มั่นคงและเพียงพอ ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพความเป็นอยู่ เพื่อให้ครูสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และ มีสมาธิในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์อย่างเต็มที่

    “ผมอยากให้ทุกคนได้ไปดูจริง ๆ ว่าครูอยู่กันอย่างไร บ้านพักครูบางแห่งทรุดโทรมมาก ซ่อมไม่ได้เพราะเป็นทรัพย์สินของหลวง องค์กรการกุศลก็เข้าไปช่วยไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ต้องแก้เชิงระบบ ให้ครูมีบ้านที่อยู่ได้ มีสวัสดิการที่มั่นคง เพราะครู คือ พ่อแม่คนที่สองของลูกหลานเรา” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

                               “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู   “ธรรมนัส-นฤมล”เยี่ยมโรงเรียนนนทบุรี เร้งสร้างขวัญกำลังใจครู

    ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวเสริมว่า กระทรวงศึกษาธิการกำลังเร่งเดินหน้านโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตครู ควบคู่กับการพัฒนาการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายกระทรวง เพื่อให้ครูมีขวัญกำลังใจ มีสวัสดิการที่ดี ก็จะสามารถทุ่มเทดูแลเด็กได้เต็มที่ เด็กก็จะเรียนดีขึ้น ครอบครัวเข้มแข็งขึ้น และชุมชนก็เติบโตไปพร้อมกัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/641245&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1prZ08H8yE8vThYIl-hCl2