Blog

  • กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

    กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

    (ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

    ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย ลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

    สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

    หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

    แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

    ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

    ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

    ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

    นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

    ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

    แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

    ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

    เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

    ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

    จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

    กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : chosun

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2888844&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K7DfoV5QEAz34779YEm-I

  • “รมว.ธรรมนัส” ลุย จ.สมุทรสงคราม ติดตาม 2 ภารกิจกรมประมงปราบ “ปลาหมอคางดำ” และ “นำเรือประมงออกนอกระบบ”มุ่งสร้างสมดุลทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

    “รมว.ธรรมนัส” ลุย จ.สมุทรสงคราม ติดตาม 2 ภารกิจกรมประมงปราบ “ปลาหมอคางดำ” และ “นำเรือประมงออกนอกระบบ”มุ่งสร้างสมดุลทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

    วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อติดตามความก้าวหน้า “โครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ” ผ่าน 7 มาตรการ ซึ่งปัจจุบันสามารถกำจัดได้แล้วกว่า 7.3 ล้านกิโลกรัม และ “โครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน” จำนวน 923 ลำ ตามที่ ครม. เห็นชอบวงเงิน 1,622,605,300 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการจ่ายเงินชดเชยเยียวยาให้กับพี่น้องชาวประมง โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง ชี้แจงรายละเอียดความคืบหน้าของทั้งสองโครงการ และมีนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ให้การต้อนรับ ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่

    นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมประมง ชี้แจงถึงความคืบหน้าการดำเนินงานของกรมประมงในทั้งสองโครงการ ว่า สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ กรมประมงได้เร่งเดินหน้าขับเคลื่อน “แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570” อย่างต่อเนื่อง ผ่าน 7 มาตรการสำคัญ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 จนถึงปัจจุบัน มีความคืบหน้าในแต่ละมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    มาตรการที่ 1 การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด กรมประมงได้เร่งรัดการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเต็มรูปแบบผ่านกิจกรรมต่าง ๆ จนสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร รวมยอดสะสมเป็นจำนวน 7,325,234.50 กิโลกรัม ซึ่งจากที่พบการแพร่ระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวน 19 จังหวัด ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 17 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนจังหวัดที่ไม่พบการระบาดแล้ว คือ ปราจีนบุรี และพัทลุง อีกทั้งในภาพรวมของสถานการณ์ในหลายพื้นที่เริ่มบรรเทาลง โดยพบความชุกชุมในระดับน้อยถึง 9 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา พบความชุกชุมในระดับปานกลาง 8 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กันยายน 2568)

    มาตรการที่ 2 การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมได้สำรวจความชุกชุมการแพร่ระบาดเป็นประจำทุกเดือน รวมทั้งมีการสำรวจและศึกษาพันธุ์ปลาผู้ล่าให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อปล่อยให้สอดคล้องกับระบบนิเวศเดิม สำหรับเป็นแหล่งอาหารและแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยได้มีการปล่อยปลาผู้ล่ารวมแล้วกว่า 1,130,600 ตัว ประกอบด้วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลาช่อน ปลากราย ปลากดเหลือง และปลากินเนื้ออื่น ๆ

    นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ริเริ่ม โครงการ “สิบหยิบหนึ่ง” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำปลาผู้ล่าไปปล่อยในบ่อเพาะเลี้ยง หลังจากนั้น 3 เดือน เมื่อปลาได้ขนาดโตเต็มศักยภาพ จะแบ่งปลาร้อยละ 10 เพื่อนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการกำจัดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

    มาตรการที่ 3 การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ ได้ร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาที่ดิน นำปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดไปผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางภายใต้โครงการแปลงใหญ่นำไปใช้เพิ่มธาตุอาหารและเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งมีปริมาณถึง 4,938,740.50 กิโลกรัม พร้อมส่งเสริมการบริโภคโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตเป็นปลาร้า รวมกว่า 385,425 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนภาคเอกชนนำไปผลิตเป็นปลาป่นเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ได้ปริมาณถึง 2,001,069 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 34 ล้านบาท

    มาตรการที่ 4 การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่กันชน ได้จัดทำระบบแจ้งเตือนตำแหน่ง สำหรับให้ประชาชนแจ้งพิกัดการพบปลาหมอคางดำได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจจับการบุกรุกและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที พร้อมออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับการห้ามเพาะเลี้ยง ห้ามเคลื่อนย้ายปลาหมอคางดำ โดยมีผลบังคับใช้แล้ว 7 ฉบับ

    มาตรการที่ 5 สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ ได้มีการบูรณาการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น กรมราชทัณฑ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมจัดทำคลิปวีดิโอและคู่มือประชาสัมพันธ์การป้องกันและกำจัดปลาหมอคางดำ

    มาตรการที่ 6 การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม ขณะนี้กรมประมงกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาผลการทดลองเลี้ยงปลาหมอคางดำ 4n ในระบบเลียนแบบธรรมชาติ และหากได้ผลเป็นที่น่าพอใจจะกระจายการเพาะเลี้ยงไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำของกรมประมงทั่วประเทศ เพื่อเร่งผลิตปลาหมอคางดำ 4n และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

    มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ แบ่งเป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะแรกนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลคุณภาพน้ำและองค์ประกอบความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละแหล่งน้ำ เพื่อวางแผนและดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความหลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศต่อไป เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปลากะพงขาว ปลาอีกง ปลานวลจันทร์ทะเล หอยหวาน หอยตลับ หอยลาย และปูม้า เป็นต้น ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 มีแผนการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 78,815,000 ตัว โดยสามารถปล่อยได้แล้วจำนวน 75,705,980 ตัว คิดเป็น 96.6% ของแผนทั้งหมด

    จากนั้น รองอธิบดีกรมประมง ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 สำหรับการชดเชยเรือประมงที่จะนำออกนอกระบบทั่วประเทศจำนวน 923 ลำ วงเงินรวม 1,622,605,300 บาท เพื่อบริหารกองเรือให้มีความสมดุลกับทรัพยากรประมงทะเล และเกิดความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ โดยวิธีการลดจำนวนเรือประมงให้เหมาะสมกับปริมาณทรัพยากรประมงทะเลส่งผลให้ทรัพยากรประมงทะเลฟื้นคืนสู่ระดับที่สามารถให้ผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชาวประมงสามารถนำเรือประมงไปใช้ในกิจการอื่นนอกภาคประมงได้ ซึ่งมีเรือประมงที่ประสงค์จะออกนอกระบบ จำนวน 804 ลำ โดยไม่ประสงค์ออกนอกระบบจำนวน 119 ลำ และทำการเบิกจ่ายไปแล้วจำนวน 726 ลำ รวมจำนวน วงเงิน 1,004,956,850 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2568)

    ทั้งนี้ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาต่อไป โดยโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการมอบป้ายโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน ให้กับชาวประมงที่เข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าวด้วย

    รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า การติดตามภารกิจกรมประมงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวประมง อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ เพื่อปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำของไทย และการบริหารกองเรือประมงให้มีความสมดุลกับศักยภาพของทรัพยากรทางทะเลเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248745&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fAyRnXcM1UOkcTEqWHWxg

  • “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

    “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

    “เท้ง” ไม่หวั่นผลโพลภูมิใจไทยแซงพรรคประชาชน รอถกแก้ รธน. ใช้ร่างไหนเป็นหลัก

    “เท้ง ณัฐพงษ์” ไม่หวั่นผลโพล ภูมิใจไทยแซงหน้าพรรคประชาชน ปมแก้เศรษฐกิจระยะสั้น ชี้ว่ารอถกแก้รัฐธรรมนูญใช้ร่างพรรคไหนเป็นหลัก และต้องอาศัยทุกฝ่าย ไม่ใช่จุดตัดฝ่ายค้าน-รัฐบาล

    วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจพบว่าคะแนนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แซงหน้าพรรคประชาชน โดยประชาชนมองว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ว่า ตนได้ดูผลโพลที่ออกมาแล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าผลโพลตรงนี้น่าเป็นห่วงอะไร เป็นข้อคิดเห็นของประชาชน และเห็นตรงกันว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ก็มองเห็นว่ามาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงนี้เป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นจริง

    ส่วนปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศในตอนนี้เราอาจจะใช้การแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างเดียวไม่พอ แต่จำเป็นจะต้องใช้การลงทุนที่ถูกจุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่านี้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละพรรครวมถึงคนที่เป็นรัฐบาลเขาก็มีสิทธิ์จะทำนโยบายต่างๆ ในมุมหนึ่งก็อาจจะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือประชาชนจริง แต่ในอีกมุมหนึ่งตนก็เชื่อว่าสังคมและประชาชนก็รู้เท่าทัน เฝ้ามองอยู่ว่าการดำเนินนโยบายบางอย่างของรัฐบาลในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์พุ่งเป้าไปเพื่อการหาเสียงคะแนนนิยมอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าจริงๆ แล้วต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศในระยะยาว

    นายณัฐพงษ์ เผยต่อไปว่า ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้ามีการรณรงค์หาเสียง มีการนำเสนอนโยบาย หรือถึงวันที่ประชาชนได้ไปใช้อำนาจของพวกเขาผ่านคูหาเลือกตั้ง ทุกคนก็จะไม่ได้มุ่งหวังแต่การแก้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเดียวเท่านั้น เพราะว่านโยบายแจกเงินที่ผ่านมาอย่างดิจิทัลวอลเล็ต เราก็เห็นว่ามันก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ดังนั้นเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนคนไทยจะเลือกรัฐบาลที่เขาเชื่อมั่นว่าแก้ปัญหาได้ทั้งระยะสั้นและแก้ปัญหาประเทศในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

    ขณะที่ประเด็นการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เรื่องของรูปแบบที่มาหรือสูตรของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทิศทางตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือรับทุกร่าง เพียงแต่ว่าจะใช้ร่างใครเป็นร่างหลักที่เวลานี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเท่าใด

    เมื่อถามต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะใช้ร่างของพรรคเขาเป็นร่างหลัก พรรคประชาชนยอมรับได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่ละพรรคก็น่าจะต้องชูร่างของตัวเองเป็นร่างหลักอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือเราต้องมีผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ซึ่งคงต้องมีการให้เหตุผล มีการพูดคุยกับฝ่ายกลไกของวิปในช่วง 2 วันนี้ว่าจะเอาอย่างไร แต่สุดท้าย แต่ละส่วนเขาก็คงมีสิทธิ์ที่จะเสนอร่างของตัวเองเป็นร่างหลักและให้ลงมติกันไปตามนั้น

    ทางด้านถามว่าฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) แสดงความกังวลว่าพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอาจจะรวมกันแล้วผลักร่างพรรคเพื่อไทยออกนั้น นายณัฐพงษ์ คิดว่าไม่น่าจะมีข้อห่วงใยอะไรในตรงนั้น เพราะตอนนี้เอาเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชนเองเท่าที่มีการพูดคุยหารือก็เห็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมที่พรรคอื่นๆ หรือแม้แต่ สว.บางส่วน ก็มีการสะท้อนความเห็นออกมาแล้วว่าควรจะต้องรับไปทุกร่างของทุกคน เพื่อที่จะได้ไปพูดคุยในรายละเอียดและข้อแตกต่างในวาระ 2 และ 3 เพียงแต่ที่อาจจะยังเห็นไม่ค่อยตรงกันก็คือในเรื่องที่ว่าจะใช้ร่างของใครเป็นร่างหลัก

    หากเสียงของรัฐบาลเพิ่มขึ้นจาก 146 เสียงเดิม จะส่อขัดต่อ MOA ที่ทำไว้หรือไม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยระบุจะไปห้ามคนที่มาโหวตให้ไม่ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเสียงของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรนั้นก็อาจจะต้องดูเป็นวาระหรือดูเป็นเรื่องๆ ไป อย่างเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันนั้นเป็นการแบ่งได้ชัดที่สุดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลกันแน่

    “แต่เรื่องของรัฐธรรมนูญบางทีมันก็อาจจะไม่ได้เป็นประเด็นวาระที่อาจจะใช้ในการแบ่งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลขนาดนั้น เพราะเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยเสียงของทุกภาคส่วนในการผลักดัน ถ้าเราดูในเรื่องเงื่อนไขของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งในวาระ 1 และ วาระ 3 นอกจากจะใช้เสียงของ สว. 1 ใน 3 แล้ว ก็อาจจะต้องอาศัยเสียงของฝ่ายค้านด้วย จึงทำให้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้เป็นวาระที่ใช้เป็นจุดตัดว่าใครเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เพราะต้องอาศัยเสียงของทุกคนจึงจะสามารถเดินหน้าแก้ไขได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qgc3UGF3jaOX1AGOyDxIW

  • ธ.ก.ส. เปิดตัว ‘เงินฝากทองนพคุณ’ รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุดร้อยละ 2.15 ต่อปี

    ธ.ก.ส. เปิดตัว ‘เงินฝากทองนพคุณ’ รับดอกเบี้ยขั้นบันไดทุกเดือน สูงสุดร้อยละ 2.15 ต่อปี

    ธ.ก.ส. เปิดตัว ‘เงินฝากทองนพคุณ’ ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย รับดอกเบี้ยทุกเดือนแบบขั้นบันได สูงสุดถึงร้อยละ 2.15 ต่อปี เปิดรับฝากที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 พฤศจิกายน 2568

    นายไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส. เปิดตัวเงินฝากทองนพคุณ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออมให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อฝากเงินแล้วรับดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดสูงสุดร้อยละ 2.15 ต่อปี ระยะเวลาฝาก 10 เดือน แบ่งอัตราดอกเบี้ยเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วยช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ถึง 15 เมษายน 2569 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.30 ต่อปี ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 – 15 กรกฎาคม 2569 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.35 ต่อปี และช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 – 13 สิงหาคม 2569 รับดอกเบี้ยสูงสุดถึงร้อยละ 2.15 ต่อปี เฉลี่ยทั้งโครงการ ร้อยละ 1.40 ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ร้อยละ 1.65 ต่อปี) ฝากขั้นต่ำครั้งละ 10,000 บาท วงเงินฝากรวมสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย สำหรับบุคคลธรรมดาไม่เสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากอีกด้วย

    ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน โดยจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเปิดบัญชีและฝากเงินได้ที่สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2568 – 15 พฤศจิกายน 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์เงินฝาก ที่ให้ผลตอบแทนเป็นการจ่ายดอกเบี้ยทันที สามารถฝากเงินฝากทองชมพูนุชที่มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.40 ต่อปี ระยะเวลาฝาก 7 เดือน ฝากได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 4 ธันวาคม 2568 หรือธนาคารแจ้งปิดการรับฝาก

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02 555 0555 หรือ Facebook ธกส BAAC Thailand

    ธกส เงินฝากทองนพคุณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/2knUykp9N&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hnxEXP3Esu939iEfPbFP4

  • ถกไม่เถียง : “ยุทธการเสียงผี” เขย่าขวัญ “กัมพูชา

    ถกไม่เถียง : “ยุทธการเสียงผี” เขย่าขวัญ “กัมพูชา

    Tero Entertainment Logo

    Tero Entertainment Public Company Limited.

    Concerts & EventsTVRadioMusicServiceSports

    © 2024 Tero Entertainment PCL. All rights reserved.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://teroasia.com/news/268808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DkJIc_COUVNvYmxH0LEai

  • นายกฯ ขอรอผลศึกษาแนวทางล้ม MOU 43-44 ย้ำไม่ให้เสียเปรียบ

    นายกฯ ขอรอผลศึกษาแนวทางล้ม MOU 43-44 ย้ำไม่ให้เสียเปรียบ

    ข่าว

    13 ตุลาคม 2025 – 14:54

    Featured Image

    นายกฯ ขอรอผลศึกษาแนวทางล้ม MOU 43-44 จาก กมธ.ทั้งสภาล่าง-สภาสูง ก่อน “บวรศักดิ์” สรุป ส่งมา ครม.ตัดสินใจ ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเตรียมประชุมพิจารณาแนวทางการจัดทำประชามติยกเลิก การลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนหรือ MOU 43 และ การลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทย-กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อนกัน MOU 44 จะมีการมอบแนวทางอย่างไรว่า

    ต้องดูผลการศึกษาของทั้งสองคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นทั้งของสภาล่างและสภาสูง โดยนายบวรศักดิ์ คงรวบรวม และสรุปผลออกมา ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีทางออกในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ เพราะหลายฝ่ายกังวล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีทางออก เมื่อถามว่าสรุปแล้วต้องให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจ หลังนายบวรศักดิ์สรุปผล เสร็จสิ้นใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีคือคนที่ จะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก ซึ่งก็ต้องมีการรวบรวม ข้อมูลให้มากที่สุด

    ส่วนขณะนี้ยังมีข้อถกเถียงว่า MOU ดังกล่าวสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมานั่งดู ซึ่งเราต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ยืนยันคือ สำหรับรัฐบาลนี้ ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ซึ่งตนเองได้ให้หลักไปแบบนี้ เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ

    สำหรับการศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิสามัญ พิจารณาบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 43 และ MOU 44 ที่มีนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นประธานกรรมาธิการ จัดส่งผลการศึกษามาที่นายบวรศักดิ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการศึกษา โดยผลการศึกษาก็ต้องส่งมาที่คณะรัฐมนตรี จากนั้นคณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสรุปผลการศึกษามา ซึ่งอาจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ร่วมอยู่ด้วยก็ได้

    ทั้งนี้ จำเป็นจะต้องเร่งด่วนในเรื่องดังกล่าวหรือไม่เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญยังทำไว้ได้แล้วเรื่องนี้ต้องเร่งด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการ เมื่อถามว่าแต่ตอนนี้ ต้องเป็นไปตามแนวทางที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาใช่หรือไม่ คือการเดินหน้าทำประชามติ จนกว่าจะมีผลศึกษาจากคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ออกมาใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าว ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อถามย้ำว่าหมายถึงจะเดินหน้าการทำประชามติ ใช่หรือไม่ ได้เอาเพลงกล่าวย้ำว่ายืนยันตามนโยบาย

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_948062/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DnGOlDNrF_-a9R0I3MahP

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 31.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 46.14 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 31.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2568 (14 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/641282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08spK2q9pUlJF_ij5-Ir_p

  • ผักขึ้นราคา คนละครึ่งหนุนตลาด | TOPNEWS

    ผักขึ้นราคา คนละครึ่งหนุนตลาด | TOPNEWS

    วันที่ 13 ต.ค. 2568 ที่ยะลา ช่วงใกล้เทศกาลกินเจ ราคาผักสดในตลาดสดเทศบาลเมืองเบตงปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 10-20 บาทต่อกิโลกรัม จากสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ขณะที่ยอดจำหน่ายผักลดลงกว่า 50% พ่อค้าแม่ค้าเผยไม่กล้าสั่งผักจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนยังมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง แต่ยังพออุ่นใจจากโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการซื้อขายได้ดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้

    ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดต่างเห็นตรงกันว่า “คนละครึ่ง” เป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในช่วงผักแพงแบบนี้ หากได้รับสิทธิ ก็สามารถซื้อมากินได้ต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง เช่นเดียวกับพ่อค้าในตลาดอย่างนายสมบุญ จรัสจินดาลาภ ที่เห็นด้วยกับการขยายโครงการและให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้เด็กอายุ 16 ปีขึ้นไปสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดภาระผู้ปกครอง

    นอกจากช่วยลดค่าครองชีพแล้ว พ่อค้าแม่ค้าในเมืองเบตงยังมองว่าโครงการคนละครึ่งช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อีกด้วย หากควบรวมกับโครงการเที่ยวคนละครึ่ง จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้นทั้งร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้น ก็จะยิ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของเมืองเบตงอย่างชัดเจน

    เจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1355012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qtlmv7harBL01p4_pHIeu

  • ทรัมป์อ่อนท่าที ส่งสัญญาณเปิดทางเจรจา หลังจีนขู่ตอบโต้เด็ดขาด : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์อ่อนท่าที ส่งสัญญาณเปิดทางเจรจา หลังจีนขู่ตอบโต้เด็ดขาด : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะ “เป็นไปด้วยดี” แม้ความตึงเครียดทางการค้ากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เขาขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย.

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ (12 ต.ค.) ว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ “ยอดเยี่ยม” กับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

    “เขาเป็นคนที่แกร่งมาก เป็นคนที่ฉลาดมาก เขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่สำหรับประเทศของพวกเขา” ทรัมป์กล่าวหลังจากขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางเยือนอิสราเอลและอียิปต์

    คำกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากที่เขาได้ออกมาขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีใหม่กับจีนเมื่อวันศุกร์ เพื่อตอบโต้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งรัฐบาลจีนก็ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้การขู่ขึ้นภาษีของทรัมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ โดยระบุว่าพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ที่เด็ดขาด “เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของตน”

    เมื่อถูกถามว่าการเก็บภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวยังคงเป็นแผนการอยู่หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ใช่ในตอนนี้” แต่ “มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น” พร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า สำหรับหลายคน วันที่ 1 พ.ย. ซึ่งเขากำหนดให้เป็นวันที่ภาษีอัตราใหม่จะมีผลบังคับใช้นั้น อาจฟังดูเหมือนใกล้เข้ามาแล้ว แต่สำหรับตัวเขาเอง กลับมองว่า มันเป็นเวลาที่ยาวนานมาก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ายังมีช่องว่างให้ทั้งสองประเทศสามารถถอยออกจากความขัดแย้งได้

    ก่อนหน้านั้นในวันอาทิตย์ ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับจีน โดยระบุว่า ผู้นำจีน “เพิ่งมีช่วงเวลาที่แย่ เขาไม่ต้องการภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสำหรับประเทศของเขา และผมก็ไม่ต้องการเช่นกัน สหรัฐฯ ต้องการช่วยจีน ไม่ใช่ทำร้าย”

    ท่าทีของทรัมป์ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปสู่แนวทางที่ลดการเผชิญหน้ากับจีนลงนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ ปิดร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวันศุกร์ เนื่องจากความกังวลว่าสงครามการค้าจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,479.60 จุด ลดลง 878.82 จุด หรือ -1.90%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,552.51 จุด ลดลง 182.60 จุด หรือ -2.71% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,204.43 จุด ลดลง 820.20 จุด หรือ -3.56%

    สถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุดระหว่างสองชาติมหาอำนาจเกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อวันพฤหัสบดี จีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกเพิ่มเติมสำหรับแร่หายาก และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตสินค้าไฮเทค

    หลังจากนั้น ทรัมป์ได้ออกมากล่าวหาจีนในวันศุกร์ว่า มีท่าที “เป็นปรปักษ์อย่างยิ่ง” และกำลังจับสหรัฐฯ และทั่วทั้งโลก “เป็นตัวประกัน” ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออก พร้อมประกาศว่า สหรัฐฯ จะเริ่มเก็บภาษี 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. หรือเร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการใด ๆ ของจีน ทั้งยังเปรยด้วยว่า อาจยกเลิกการประชุมกับสี จิ้นผิง ที่เกาหลีใต้ในปลายเดือนนี้

    ทรัมป์ยังขู่ว่า สหรัฐฯ วางแผนที่จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่สำคัญทั้งหมด โดยเริ่มในวันเดียวกันด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n9_3DTpMGvMkUxgQvAbg9