Blog

  • ฉาว ‘ไกด์เถื่อน’ ขู่ไม่ให้กลับประเทศ บังคับทัวริสต์จีนซื้อสินค้าหวังกินค่าน้ำ | เดลินิวส์

    ฉาว ‘ไกด์เถื่อน’ ขู่ไม่ให้กลับประเทศ บังคับทัวริสต์จีนซื้อสินค้าหวังกินค่าน้ำ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 ต.ค. กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กเพจชื่อว่า “วงการท่องเที่ยวไทย” โพสต์คลิปวีดีโอในแอปพลิชั่นออนไลน์วีแชต พร้อมข้อความระบุว่า ” สุดฉาว ! ไกด์เถื่อนบังคับ นทท.ไม่ซื้อสินค้า-ไม่ให้กลับจีน

    สะเทือนวงการท่องเที่ยวอีกแล้ว หลังมีคลิปฉาวไกด์เถื่อนต่างชาติ ประกาศกร้าวบนรถบัส ว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กลับเมืองจีนไม่ได้ หลังจากนักท่องเที่ยวไม่ซื้อสินค้าตามที่ไกด์เถื่อนต่างชาติแนะนำ

    พฤติกรรมแบบนี้คงทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ปลอดภัย และยังเป็นแหล่งอาชญากรรม หลังจากที่โลกออนไลน์มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นไกด์เถื่อนต่างชาติกำลังถือไมค์โวยวายนักท่องเที่ยวชาวจีนบนรถบัส ว่าทำไมไม่ซื้อสินค้าที่ร้าน ซึ่งไม่ให้เกียรติไกด์ พร้อมทั้งข่มขู่นักท่องเที่ยวทั้งคันรถว่า จะทำให้กลับเมืองจีนไม่ได้ ก่อนที่ไกด์เถื่อนต่างชาติรายนี้จะหันไปเห็นว่ามีคนเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเอาไว้ พร้อมทั้งบังคับให้ลบคลิปดังกล่าวทิ้ง

    โดยร้านค้าที่ไกด์เถื่อนคนดังกล่าวบังคับให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้านั้น เป็นที่รู้จักในวงการท่องเที่ยว ว่าเป็นร้านที่รับทัวร์ศูนย์เหรียญโดยเฉพาะ ซึ่งไกด์เถื่อนต่างชาติจะนำนักท่องเที่ยวให้มาซื้อสินค้าที่นี่ เพื่อรับค่าน้ำในการพานักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้า ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คาดว่าไกด์เถื่อนรายนี้ไม่พอใจนักท่องเที่ยวที่ไม่ยอมซื้อสินค้า จึงทำให้ไม่ได้ค่าน้ำ และขาดทุนค่าหัวที่ซื้อมาจากบริษัททัวร์นั่นเอง

    ภายหลังคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ทำให้มัคคุเทศก์ชาวไทยส่วนใหญ่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพฤติกรรมของไกด์เถื่อนต่างชาติรายนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นอย่างมาก

    ซึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่มมัคคุเทศก์ชาวไทยได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อให้เร่งปราบปรามไกด์เถื่อนต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาแย่งอาชีพสงวนของคนไทย

    แต่ผ่านมาได้เพียง 1 เดือน ก็เกิดเหตุฉาวสะเทือนวงการท่องเที่ยวขึ้นมาเสียแล้ว จึงได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการท่องเที่ยว และตำรวจท่องเที่ยว เร่งปราบปรามไกด์เถื่อนต่างชาติให้หมดไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยกลับคืนมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5201013/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3upb8b3w78G8TFufM1dkUG

  • ประชุมคณะทำงาน รุกสอบนอมินีต่างชาติถือครองที่ดิน ประกอบธุรกิจบน “เกาะสมุย-พะงัน”

    ประชุมคณะทำงาน รุกสอบนอมินีต่างชาติถือครองที่ดิน ประกอบธุรกิจบน “เกาะสมุย-พะงัน”

    รอง ผบช.ภาค 8 พร้อม ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เรียกประชุมคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานจังหวัด รุกตรวจสอบ – จับกุมชาวต่างด้าว ถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประกอบธุรกิจบนแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า 

    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ต.ต.ศรัญญู ชำนาญราช รอง ผบช.ภาค 8 พร้อม พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เรียกประชุมคณะทำงานปฏิบัติการสืบสวนสอบสวน และจับกุมชาวต่างด้าวประกอบธุรกิจบนแหล่งท่องเที่ยวเกาะสมุย เกาะพะงัน 

    โดยมีนายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี ประธานกรรมการคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างการถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของบุคคลต่างด้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พาณิชย์จังหวัด, สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด, กอ.รมน.จังหวัด, แรงงานจังหวัด, ที่ดินจังหวัด เข้าร่วมประชุม เพื่อวางแผนดำเนินงานเข้าตรวจค้นกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติผิดกฎหมายในชุดแรก 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้วางแผนการทำงาน จะมีการตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลต่างด้าว หรือนิติบุคคล โดยให้มีการตรวจสอบการถือกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิการถือครองที่ดินของบุคคลที่มีสัญชาติไทยที่เข้าข่ายเป็นการถือครองแทนบุคคลต่างด้าว หรือนิติบุคคลต่างด้าวในลักษณะอำพรางหรือไม่ และตรวจสอบกรณีการครอบครองหรือเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของบุคคลต่างด้าวในที่ดินของรัฐ รวมทั้งให้มีการตรวจสอบการรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร, การดำเนินการก่อสร้างอาคาร, การดัดแปลงอาคาร และการรื้อถอนหรือการเคลื่อนย้ายอาคาร

    นายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผวจ.สุราษฎร์ธานี เป็นประธานอำนวยการในการตรวจสอบตัวบุคคล ทราบจากคณะกรรมการที่ทำงานว่า การดำเนินการคืบหน้าไปมากแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบการเดินทางเข้าออก และการคงอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า โดยจะมีการจำแนกประเภทของวีซ่า และการต่ออายุหนังสือเดินทาง เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์แยกนักท่องเที่ยวออกจากผู้ที่เดินทางเข้ามาเพื่อต้องการทำธุรกิจในประเทศไทย

    “การทำงานตรวจสอบในครั้งนี้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราไม่ได้มุ่งเน้นไปเฉพาะที่นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่จะตรวจสอบชาวต่างชาติทุกรายที่เดินทางเข้ามาอยู่ในลักษณะพำนักระยะยาว” นายบันดาล กล่าว

    นายบันดาล กล่าวอีกว่า การทำงานตรวจสอบการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคลได้นำข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้ามาวิเคราะห์ร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการถือครองที่ดินของบริษัทนิติบุคคล ขณะเดียวกันจะตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทนิติบุคคล และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของที่มาของรายได้ และสถานะทางการเงินที่นำมาร่วมในการลงทุนของบริษัทนิติบุคคล

    “ซึ่งการทำงานทั้ง 2 ด้านทั้งการตรวจสอบตัวบุคคล และการตรวจสอบบริษัทนิติบุคคลจะทำควบคู่กันไปเนื่องจากข้อมูลทั้งสองส่วนจะเชื่อมโยงกัน”

    ด้าน พล.ต.ต.ศรัญญู กล่าวภายหลังการประชุมว่า ในส่วนของตำรวจที่เป็นทั้งพนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนได้มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อวางแนวทางเข้าดำเนินการ โดยขณะนี้มีเป้าหมาย และมอบให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละ พ.ร.บ.ให้ตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นานจะสามารถเข้าปฏิบัติการได้ทันที

    ในการเข้าปฏิบัติการจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรก ความผิดซึ่งหน้า เช่น การพบการทำงานที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือการทำงานอาชีพที่สงวนสำหรับคนไทย, การอยู่เกินระยะเวลาที่กำหนด สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ทันที 

    ส่วนที่สอง การเข้าตรวจค้นจะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบในการจัดตั้งบริษัทนิติบุคคล การถือครองที่ดิน, การชำระจ่ายภาษี, ประกอบธุรกิจโรงแรมรวมถึงการก่อสร้าง ซึ่งส่วนนี้จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานและให้หน่วยงานที่รับเป็นเจ้าของพระราชบัญญัติเป็นผู้เข้าร้องทุกข์ เพื่อให้ทางพนักงานสอบสวนดำเนินคดีทางกฎหมายในภายหลัง

    พล.ต.ต.ศรัญญู กล่าวต่ออีกว่า การบูรณาการครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการกวดขันเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวโดยเฉพาะในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ที่จังหวัดภูเก็ต, กระบี่, พังงา รวมถึงสุราษฎร์ธานี เราได้เข้ามาแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะใช้โมเดลการแก้ปัญหาในลักษณะการบูรณาการกำลังเข้าด้วยกัน เพื่อนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2888826&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZzBLyoIgbZqrnXyFjihEO

  • อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน จัดอบรมบริษัทนำเที่ยว 170 คน เตรียมพร้อมเปิดฤดูกาล 15 ต.ค.

    อุทยานฯ หมู่เกาะสิมิลัน จัดอบรมบริษัทนำเที่ยว 170 คน เตรียมพร้อมเปิดฤดูกาล 15 ต.ค.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันจัดโครงการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรบริษัทนำเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว 15 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมทั้งสิ้น 170 คน จาก 31 บริษัท เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่า การจัดอบรมในครั้งนี้มุ่งเน้นสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะความชำนาญในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ กฎและข้อปฏิบัติของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน การให้ความรู้เรื่องสัญลักษณ์ทุ่นประเภทต่างๆ พื้นฐานการรักษาความปลอดภัยในเรือ ขั้นตอนการแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

    กิจกรรมดังกล่าวดำเนินการตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติภายใต้พื้นฐานของความปลอดภัย

    นายศิริวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวในฤดูกาลนี้มีความพร้อมทั้งด้านความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พร้อมขอขอบคุณนายกฤษณ์วิกรม แกล้วกล้า และเจ้าหน้าที่จากศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติที่ 6 จังหวัดภูเก็ต ที่ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ รวมถึงขอบคุณผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม

    ทั้งนี้ ทางอุทยานแห่งชาติอย่างได้มีการปฏิบัติงานตามข้อสั่งการของรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ให้ความสำคัญและเน้นย้ำในประเด็นสำคัญ ของ โครงการ “อนุรักษ์ ทะเล”ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไทยผ่านการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยได้มีการสำรวจทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของสัตว์ทะเลหายาก และการติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาว เพื่อประเมินผลกระทบและวางแผนการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน พร้อมดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนเรื่องการจัดการขยะ โดยเฉพาะขยะอาหาร (Food Waste) เพื่อบรรลุเป้าหมาย “ประเทศไทยไร้ขยะอาหาร”

    การจัดอบรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนหมู่เกาะสิมิลันได้รับประสบการณ์ที่ปลอดภัย ประทับใจ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

    พบกันอีกครั้ง 15 ตุลาคมนี้ ที่หมู่เกาะสิมิลัน สวรรค์กลางทะเลอันดามัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000097889&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NE3RbUdTZmNsYKTNykaRq

  • ชาวเกาะหมากไม่ง้อเขมร รับเมียนมาทำงานแทน ทั้งท่องเที่ยว-ก่อสร้าง

    ชาวเกาะหมากไม่ง้อเขมร รับเมียนมาทำงานแทน ทั้งท่องเที่ยว-ก่อสร้าง

    ชาวเกาะหมากไม่ง้อเขมร รับเมียนมาทำงานแทน ทั้งท่องเที่ยว-ก่อสร้าง ผู้จัดการเผยใช้งานง่าย นิสัยดี ผู้ประกอบการแทบไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานแล้ว

    หลังเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ไฮซีซั่น โดยเฉพาะวันหยุดยาว 11-13 ต.ค. 2568 นักท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 80% พากันเดินทางไปท่องเที่ย่วพักผ่อนกันเนืองแน่นตามที่พักต่างๆ บนเกาะหมาก ปรากฏว่าโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นอกจากจะมีแรงงานชาวไทยมาทำงานแทนแรงงานกัมพูชา ที่พากันเดินทางกลับไปกัมพูชาแล้ว ก็ยังมีแรงงานชาวเมียนมาจำนวนมาก พากันเดินทางมาทำหน้าที่แทนแรงงานชาวกัมพูชาด้วย

    นางเมย์ แรงงานชาวเมียนมา เล่าให้ฟังว่า เธอมาอยู่เมืองไทยได้กว่า 2 ปีแล้ว จนพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดเจน ได้รับการติดต่อจากญาติ ที่มาทำงานก่อสร้างอยู่เกาะหมาก เนื่องจากเกาะหมากขาดแคลนแรงงาน ทั้งธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจท่องเที่ยว และแรงงานกรีดยางพารา จึงเดินทางมาทำงานอยู่ที่รีสอร์ต นอกจากนี้ยังได้แจ้งไปยังญาติ และเพื่อนๆ ที่อยู่กรุงย่างกุ้งให้มาทำงานที่จังหวัดตราดและเกาะหมากกันด้วย โดยแรงงานจากเมืองย่างกุ้ง เดินทางเข้ามาเมืองไทย และเข้าทำงานตามสถานที่ต่างๆ ได้เกือบ 2 เดือนแล้ว และยังบอกด้วยว่า อยู่เกาะหมาก ทำงานสบาย นายจ้างใจดี มีที่พัก ที่กิน มีเงินเดือน เธอใช้เงินเพียงเดือนละ 1,000 บาท ที่เหลืออีก 10,000 บาท ส่งไปให้ครอบครัวที่เมืองย่างกุ้งทั้งหมด

    ขณะที่ผู้จัดการรีสอร์ต กล่าวว่า แรงงานเมียนมาใช้งานง่าย นิสัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นในการทำงาน ที่สำคัญคือซื่อสัตย์ แต่ยากลำบากด้านการสื่อสาร กำลังหัดพูดและฟังภาษาไทย แต่ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับแรงงานเมียนมาเหล่านี้ได้บ้าง ดังนั้นถึงวันนี้ ทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ แทบไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงานกัมพูชาแล้ว เพราะมีแรงงานเมียนมาเข้ามาแทนที่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/news/category/449565&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GPTIVhZc_oKMsGadC1Xma

  • สื่อกัมพูชาอ้างนิตยสารดัง จัด “พนมเปญ” อันดับ 10 เมืองใหญ่ที่ดีที่สุด

    สื่อกัมพูชาอ้างนิตยสารดัง จัด “พนมเปญ” อันดับ 10 เมืองใหญ่ที่ดีที่สุด

    สื่อกัมพูชาอ้าง นิตยสาร “คอนเด นาสต์ ทราเวลเลอร์” จัดอันดับ “กรุงพนมเปญ” อยู่อันดับ 10 เมืองใหญ่ที่ดีที่สุด ตามหลังโตเกียว – โซล – ปารีส

    สำนักข่าวขแมร์ไทม์สรายงานว่า กรุงพนมเปญ คว้าอันดับที่ 10 ในหมวด “เมืองใหญ่ที่ดีที่สุด” (Best Big Cities) จากการจัดอันดับ รีดเดอร์ส ชอยส์ อวอร์ด ประจำปี 2025 ของนิตยสาร คอนเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ (Condé Nast Traveller)

    ขแมร์ไทม์ส ระบุว่า การได้รับการยกย่องอันทรงเกียรตินี้ทำให้เมืองหลวงของกัมพูชาติดหนึ่งในจุดหมายปลายทางชั้นนำระดับโลก ที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรม อาหาร สถาปัตยกรรม และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่โดดเด่น

    คอนเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ กล่าวถึงเสน่ห์ของกรุงพนมเปญและศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องว่า พนมเปญคือสถานที่ที่เหมาะที่สุดในการสัมผัสความงดงามและวัฒนธรรมของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด การจิบน้ำชายามบ่ายสุดหรูที่โรงแรมราฟเฟิลส์ หรือการล่องเรือชมแม่น้ำโขงยามเย็น

    พระราชวังและวัดพระแก้วมรกต (Silver Pagoda) ส่องประกายระยิบระยับด้วยรายละเอียดที่ตกแต่งด้วยมรกตและเพชรพลอย ขณะที่ตลาดรัสเซียที่คึกคักก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ขายสินค้าตั้งแต่ไม้แกะสลัก เครื่องเทศท้องถิ่น ไปจนถึงเครื่องดนตรีพื้นเมืองเขมร

    สำหรับสถานที่แห่งการรำลึก นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชาที่ทุ่งสังหาร และพิพิธภัณฑ์ตวลสแลง ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์อันโหดร้ายในยุคเขมรแดง และเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงคุณค่าถึงความก้าวหน้าของกัมพูชาในปัจจุบัน

    สำหรับอันดับ 1 เมืองใหญ่ที่ดีที่สุดโลกตามการจัดอันดับของ คอนเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ คือ กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น ตามมาด้วย เกียวโต เคปทาวน์ สิงคโปร์ โซล ปารีส แวนคูเวอร์ เอดินเบอระ และมอนทรีออล

    นิตยสารคอนเด นาสต์ ทราเวลเลอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เป็นนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังจากอังกฤษ ด้วยเนื้อหาสำหรับผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นไปที่ประสบการณ์ที่หรูหราและแท้จริง

    ส่วนรางวัล รีดเดอร์ส ชอยส์ อวอร์ด ของนิตยสาร ปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 38 แล้ว และถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก โดยปีนี้มีผู้อ่านกว่า 757,000 คน เข้าร่วมโหวตเลือกประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นเมือง โรงแรม สายการบิน หมู่เกาะ หรือเรือสำราญ 

    ที่มา: Khmer Times

    RELATED

    TOP ต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/259086/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09kB-HKCva9-1GFL1xtLk5

  • ‘ธรรมนัส’สั่งเร่งสร้างอาคารเรียนใหม่ รร.ศรัทธาสมุทร หลังแผ่นดินไหวถล่ม | เดลินิวส์

    ‘ธรรมนัส’สั่งเร่งสร้างอาคารเรียนใหม่ รร.ศรัทธาสมุทร หลังแผ่นดินไหวถล่ม | เดลินิวส์

    ‘ธรรมนัส’สั่งเร่งสร้างอาคารเรียนใหม่ รร.ศรัทธาสมุทร หลังแผ่นดินไหวถล่ม

    “ธรรมนัส” สั่งเร่งสร้างอาคารเรียนใหม่ รร.ศรัทธาสมุทร จ.สมุทรสงคราม หลังแผ่นดินไหวถล่ม ย้ำ อย่านำความแตกแยกทางการเมือง มาทำลายการพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5200740/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MyrOyO_AvPABomjAaLBh7

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ต.ค. 2568

    | 46 view

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับ ดร. Salim M. Al Malik ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งโลกอิสลาม (The Islamic World Educational, Scientific and Cultural Organization: ICESCO)

    ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับ ICESCO ในด้านการศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ วัฒนธรรม และเยาวชน โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมภายใต้กรอบของ ICESCO ที่ประเทศไทย รวมถึงการเสนอเมืองในประเทศไทยให้เป็นเมืองหลวงทางด้านวัฒนธรรมของโลกมุสลิม ซึ่งบทบาทของไทยใน ICESCO จะช่วยชูภาพลักษณ์ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม พัฒนาการด้านการศึกษา และเอกลักษณ์ความเป็นไทย

    รัฐมนตรีฯ ได้ชื่นชมบทบาทของ ICESCO ในการเปิดมุมมองเยาวชนและส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรม พร้อมย้ำความตั้งใจจริงของไทยที่จะร่วมมือกับ ICESCO โดยทำงานอย่างบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/fm-meets-dg-of-icesco-oct-25-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Bo7NVSqvshMPL9t15xKBt

  • อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

    อำนาจ ครม. ยกเลิก MOU 43-44 ขอรอผล กมธ. “อนุทิน” ลั่นไม่มีวันทำไทยเสียเปรียบ

    “นายกฯ อนุทิน” ยันเป็นอำนาจ ครม. จะพิจารณายกเลิก MOU 43-44 รอผลศึกษาจาก กมธ. ก่อนให้ “อ.บวรศักดิ์” สรุปผล ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วน ลั่น รัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ

    วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีบรรดารัฐมนตรี แกนนำพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคภูมิใจไทย และแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล เดินทางเข้ามา นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    รวมไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมบิดาคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง 3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายสันติ ปิยะทัต เพื่อประชุมพรรคประจำสัปดาห์ พร้อมทั้งประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..)

    ในช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดทำประชามติเพื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะเป็นผู้รวบรวมและสรุปผล พร้อมยืนยันว่าท้ายที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิก MOU ดังกล่าวหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างรอบด้านที่สุด

    เมื่อถามถึงข้อถกเถียงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU เพียงฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่ยืนยันได้คือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ผมได้ให้หลักการแบบนี้ไป เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า การดำเนินการทั้งหมดจะเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา รวมถึงการเดินหน้าทำประชามติตามกระบวนการ โดยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ก็จะถูกส่งมาให้ ครม. พิจารณาเช่นกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888752&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pkJM5Fp1T5jrTe3jhw2Rp

  • เสียงเพลง ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว พลังต้านโรคซึมเศร้า

    เสียงเพลง ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว พลังต้านโรคซึมเศร้า

    โรคซึมเศร้าอาจเป็นโรคเงียบที่ครอบงำชีวิตใครหลายคนโดยไม่รู้ตัว มันไม่ได้เพียงแค่ทำให้คนรู้สึกเศร้า แต่ยังดึงพลังใจออกไปจากชีวิตประจำวัน จนแม้แต่สิ่งเล็ก ๆ อย่างการลุกจากเตียงก็กลายเป็นเรื่องยากเย็น งานวิจัยมากมายพยายามหาวิธีเยียวยาที่ไม่พึ่งยาเพียงอย่างเดียว และหนึ่งในแนวทางที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวผ่านการเต้น” หรือที่เรียกกันว่า Dance Movement Therapy (DMT)  ศาสตร์ที่ผสมระหว่างศิลปะ การรับรู้ร่างกาย และจิตบำบัดเข้าด้วยกัน

    เมื่อปี 2020 ทีมนักจิตวิทยาจากฟินแลนด์ได้ทำการทดลองอย่างจริงจัง เพื่อทดสอบว่า “การเต้น” สามารถช่วยผู้ป่วยซึมเศร้าได้จริงหรือไม่ พวกเขาคัดเลือกผู้เข้าร่วม 109 คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้รับการรักษาตามปกติ (เช่นจิตบำบัดหรือยา)

    ส่วนอีกกลุ่มได้รับการบำบัดแบบเดียวกันแต่เสริมด้วยการเข้าร่วมกิจกรรม DMT จำนวน 20 ครั้ง ภายใน 10 สัปดาห์ แต่ละครั้งใช้เวลาราว 75 นาที ผู้เข้าร่วมจะเคลื่อนไหวไปกับดนตรี เรียนรู้ที่จะรับรู้ร่างกายของตัวเอง ปลดปล่อยอารมณ์ และสื่อสารกับผู้อื่นผ่านการเคลื่อนไหว โดยไม่จำเป็นต้อง “เต้นเก่ง” แต่อย่างใด

    กลุ่มที่ ‘เต้น’ ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า !

    ผลลัพธ์ที่ได้เกินคาด หลังสิ้นสุดโปรแกรม กลุ่มที่เข้าร่วม DMT มีอาการซึมเศร้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ทั้งในระดับอารมณ์ ความวิตกกังวล และอาการทางกายที่มักมาพร้อมกับโรคซึมเศร้า ผลลัพธ์ยังคงต่อเนื่องแม้หลังจากผ่านไปสามเดือน โดยผู้ที่เข้าร่วม DMT ถึงกว่า 43% แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวในระดับที่นักวิจัยถือว่า “มีนัยสำคัญทางคลินิก” ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้เต้นมีเพียง 14% เท่านั้น

    เสียงเพลง ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว พลังต้านโรคซึมเศร้า

    สิ่งที่น่าสนใจคือ การเต้นในงานวิจัยนี้ไม่ได้เน้น “ทักษะ” แต่เน้น “การรู้สึก” ผู้เข้าร่วมไม่ได้ถูกสอนให้เต้นตามท่า แต่ถูกชวนให้ค้นพบการเคลื่อนไหวของตัวเอง ผ่านการฟังร่างกาย การเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ และการรับรู้ว่าร่างกายกับอารมณ์ของเรานั้นเชื่อมโยงกันอย่างไร นักวิจัยพบว่า การรับรู้ร่างกายนี้เองเป็นกุญแจสำคัญ เพราะมันช่วยให้ผู้เข้าร่วมกลับมาสัมผัสตัวเองในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นสิ่งที่โรคซึมเศร้ามักพรากไป 

    การเต้นคือการปลดปล่อย !

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็ยอมรับว่าการศึกษายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น กลุ่มตัวอย่างมีผู้หญิงเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าผลจะเหมือนกันในผู้ชายหรือไม่ นอกจากนี้ การติดตามผลยังมีเพียงระยะสั้นแค่สามเดือนเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อดูผลในระยะยาว รวมถึงศึกษากลไกทางสมองและร่างกายที่ทำให้การเต้นมีผลต่ออารมณ์

    แม้จะยังไม่ใช่ “ยาวิเศษ” แต่กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าศิลปะการเคลื่อนไหวอาจเป็นเครื่องมือบำบัดที่มีพลัง การเต้นไม่เพียงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ยังปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บกดอยู่ภายใน ช่วยให้ผู้คนกลับมารับรู้ถึงความมีชีวิตอีกครั้ง 

    ที่มา : frontiersin

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/860216&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gisruAAchRLM9Va8AXtQH

  • 63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการและภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ร่วมลงชื่อส่งจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้  กระทรวงสาธารณสุข ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดประเภท 5 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ส่งถึงนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยมีใจความระบุว่า

    นโยบายกัญชามีพลวัตรมากในช่วงหกปีที่ผ่านมา จากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ในปี 2562 (สูบและจำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการไม่ได้ ปลูกกัญชาได้เฉพาะเพื่อการแพทย์และต้องขออนุญาตเท่านั้น) มาสู่นโยบายกัญชาเพื่อสันทนาการปี 2565 ในนามนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ (สูบกัญชาเพื่อสันทนาการได้ ปลูกกัญชาได้เสรี โดยมีการควบคุมการจำหน่ายเล็กน้อย) และ กลับมาสู่นโยบายกัญชาทางการแพทย์อีกครั้ง ในปี 2568

    โดยมีการควบคุมให้จำหน่ายได้เฉพาะกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังปล่อยให้สูบกัญชาเพื่อสันทนาการได้โดยไม่ผิดกฎหมายยาเสพติด และ ปลูกกัญชาได้อย่างเสรี   เดิมนโยบายกัญชาทางการแพทย์ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติดก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน แต่นโยบายกัญชาเพื่อสันทนาการก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ทั้งการเจ็บป่วยจากการใช้กัญชาจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การเสพติดกัญชา และการมีอาการวิกลจริตจากการใช้กัญชา (ดูเอกสารแนบท้าย)

    ในเร็วๆนี้มีเครือข่ายบุคคลยื่นข้อเสนอ 3 ข้อให้กระทรวงสาธารณสุข คือ

    (1) เปิดโอกาสให้มีผู้ซื้อและใช้กัญชาได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์  

    (2) ลดการตรวจวิเคราะห์เพื่อควบคุมมาตรฐานการปลูกกัญชา  

    (3) ผ่อนคลายให้ร้านจำหน่ายกัญชาไม่ต้องเป็นสถานพยาบาล  

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด มีความคิดเห็นว่าข้อเสนอเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการสืบเนื่องจากข้อเสนอแต่ละข้อดังนี้

    (1) ผู้ประสงค์เสพกัญชาเพื่อสันทนาการ สามารถซื้อกัญชาได้โดยง่าย เพราะไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์  

    (2) การลดการควบคุมมาตรฐานการปลูกกัญชา เป็นการคุ้มครองผู้ปลูกกัญชา โดยลดการคุ้มครองผู้บริโภค  

    (3) จะเกิดร้านขายกัญชาทั่วไปอย่างกว้างขวางอีกครั้ง โดยไม่อยู่ในระบบกัญชาทางการแพทย์ เพราะร้านจำหน่ายกัญชาไม่ต้องเป็นสถานพยาบาล  

    ข้อเสนอเหล่านี้จะทำให้กัญชาทางการแพทย์กลายเป็นกัญชาเพื่อสันทนาการในรูปแบบแอบแฝงเท่านั้น ผลกระทบด้านลบต่างๆจะกลับมาอีกครั้ง   กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรทำตามข้อเสนอเหล่านี้

    อีกทั้งแต่เดิมนโยบายกัญชาทางการแพทย์ภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นนโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่รัดกุม แต่ด้วยการปลดกัญชาจากการเป็นยาเสพติดภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดประเภท 5 ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นจุดตั้งต้นของปัญหาต่างๆที่ตามมามากมาย  

    เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด จึงขอเสนอให้กระทรวงสาธารณสุข เสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยกเลิกประกาศกระทรวงฉบับดังกล่าว   เพื่อให้ประเทศไทยกลับไปเป็นกัญชาทางการแพทย์ที่รัดกุมอีกครั้ง โดยกระทรวงสาธารณสุขสามารถที่จะพัฒนาให้เป็นระบบกัญชาทางการแพทย์ที่ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง   ปัญหาจากกัญชาเพื่อสันทนาการจะหมดไป   ประชาชนจะเห็นผลเชิงประจักษ์และชื่นชมกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลจากการดำเนินนโยบายกัญชาที่ถูกต้องต่อไป

    รายชื่อเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด

    ๑. นพ.ชาตรี บานชื่น อดีตกรรมการแพทยสภา อดีตอธิบดีกรมสุขภาพจิต และ อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

    ๒. นายนิยม เติมศรีสุข อดีตเลขาธิการ ป.ป.ส. และ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม

    ๓. ดร.วิโรจน์ สุ่มใหญ่ ที่ปรึกษาคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ สหประชาชาติ

    ๔. ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิทยาศาสตร์ Centre for Addiction and Mental Health, Canada

    ๕. รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กุมารแพทย์ผู้เชียวชาญด้านการแพทย์วัยรุ่น และ ผู้จัดการโครงการต้นทุนชีวิต ประเทศไทย

    ๖. ศ.นพ.มานิต ศรีสุรภานนท์ ศาสตราจารย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ๗. ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์ ศาสตราจารย์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ๘. พล.ท.นพ.พิชัย แสงชาญชัย ประธานชมรมจิตเวชศาสตร์การเสพติดแห่งประเทศไทย

    ๙. รศ.ดร.ภญ.จุฑามณี สุทธิสีสังข์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๑๐. รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย

    ๑๑. ผศ.ดร.อุษณีย์ พึ่งปาน ที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยยาเสพติด วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ๑๒. อ.ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๑๓. รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๑๔. นพ.ไพศาล ปัณฑุกำพล สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนี

    ๑๕. นพ.วิทยา จารุพูนผล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ขอนเก่น

    ๑๖. นพ.วิโรจน์ เยาวพลกุล แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๑๗. นพ.วัฒนา สุพรหมจักร แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๑๘. พล.อ.นพ.ชูศักดิ์ สุวรรณศิริกุล แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๑๙. พล.อ.ท.นพ.วิศิษฏ์ ดุสิตนานนท์ แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๒๐. นพ.เจริญ ปฏิภาณเทวา แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๒๑. พญ.ภาพิส เสงี่ยมพรพาณิชย์ ข้าราชการบำนาญ

    ๒๒. พญ.อรพินธ์ พจน์พริ้ง อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ๒๓. พล.อ.นพ.อิสสระชัย จุลโมกข์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ รพ.บางโพ  และอดีตผู้อำนวยการ รพ.พระมงกุฏเกล้าฯ

    ๒๔. นพ.พงษ์สันติ์ ลี้สัมพันธ์ แพทย์ รพ.หัวเฉียว

    ๒๕. นพ.ณัฐกุล แย้มประเสริฐ กลุ่มงานออร์โธปิดิกส์ รพ.มหาราชนครราชสีมา

    ๒๖. รศ.นพ.กำธร มาลาธรรม อายุรแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

    ๒๗. นพ.สรรัตน์ เลอมานุวรรัตน์ แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๒๘. นพ.อธิคม สงวนตระกูล กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.มหาราชนครราชสีมา

    ๒๙. พญ.สริฐา มหาศิริมงคล นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.กลาง

    ๓๐. นพ.ปฏิเวช งามวิจิตวงศ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.กลาง

    ๓๑. พญ.วิภัสรา สวัสดี นายแพทย์ชำนาญการ รพ.บุรีรัมย์

    ๓๒. นายยศกร ขุนภักดี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนไม่นะกัญชาและยาเสพติด (YNAC)

    ๓๓. พญ.เสาวลักษณ์ นาคะพงษ์ อดีตผู้อำนวยการรพ.มหาสารคาม

    ๓๔. นพ.เสถียร เตชะไพฑูรย์ แพทย์ รพ.บำรุงราษฎร์

    ๓๕. นายวิฑูรย์ เตชะพัฒนสุนทร Auditor บริษัทมหาชนหลายแห่ง

    ๓๖. นายวันชัย ตุลาธมุตติ วิศวกร

    ๓๗. นายชัยโรจน์ วัฒนวรรณเวชช์ เจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับกระจก

    ๓๘. นพ.ซื่อตรง เจียมจรรยา แพทย์เกษียณ อดีตอาจารย์คณะแพทย์ รามาธิบดี

    ๓๙. พญ.ดวงเดือน ศิลปะสุวรรณ แพทย์เกษียณ จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๐. นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๑. นพ.นคร ภิญญาวัฒน์ ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๒. นพ.พรเทพ จันทวานิช ที่ปรึกษาคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๔๓. พอ.นพ.ศักดิ์ชัย อติโพธิ แพทย์เกษียณ กรมการแพทย์ทหารบก

    ๔๔. พญ.สุรภี เรืองสุวรรณ อดีตผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

    ๔๕. ศ.เกียรติคุณ พญ.อังกาป ปราการรัตน์ อดีตอาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๖. ศ.เกียรติคุณ พญ.กฤษณา เพ็งสา อดีตอาจารย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล

    ๔๗. พญ.อุไภยพรรณ ลุวีระ ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๘. พญ.สุนันท์ ไรวา ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๔๙. พลตรี พญ.ยุพาพิน จุลโมกข์ แพทย์เกษียณ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า กรมแพทย์ทหารบก

    ๕๐. นพ.วรพล ชีรณานนท์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, แพทย์ รพ.สุขุมวิท

    ๕๑. พญ.กาญจนา ชัยกิตติศิลป์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, แพทย์ รพ.กรุงเทพ

    ๕๒. พล.อ. นพ.สีมา ศุภเกษม แพทย์เกษียณ รพ.พระมงกุฏเกล้า กรมแพทย์ทหารบก

    ๕๓. ศ.เกียรติคุณ นพ.เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๕๔. ผศ.นพ.เอื้อพงศ์ จตุรธำรง อดีตรองคณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๕๕. พลโท.พญ.ทิพย์สุรีย์ นาคประสิทธิ์ ข้าราชการเกษียณ รพ.พระมงกุฏเกล้า กรมแพทย์ทหารบก

    ๕๖. รศ.พญ.ชลีรัตน์ ดิเรกวัฒนชัย กรรมการและเหรัญญิก ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

    ๕๗. นพ.ภิญโญ เปลี่ยนรังษี แพทย์โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน

    ๕๘. พญ.ประภาพรรณ นาควัชระ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๕๙. พญ.รุ่งเรือง กาญจนภูมิ แพทย์แผนภูมิแพ้ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ศูนย์การแพทย์

    ๖๐. นพ.สมหวัง อภิชัยรักษ์ ศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    ๖๑. พลโท พญ.กมลพร สวนสมจิตร อดีตผู้อำนวยการ สำนักงานแพทย์ทหาร กองบัญชาการ กองทัพไทย

    ๖๒. พญ.พูนศรี เลขะกุล อดีตอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์

    ๖๓. นพ.ศัลยเวทย์ เลขะกุล อดีตประธานราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกฯ และ อดีตเลขาธิการมูลนิธิหูคอจมูกชนบทฯ และ รางวัลคนไทยตัวอย่างมูลนิธิธารน้ำใจ

    เอกสารแนบ

    “ข้อมูลใหม่สะท้อนปัญหาจากการปลดกัญชาเสรี”

    มีข้อเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ใหม่ๆเกี่ยวกับผลกระทบด้านลบจากการปลดกัญชาเสรี และยินดีให้นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้งหากการปลดกัญชาเสรีก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบจริงๆ   เอกสารฉบับนี้ขอนำเสนอข้อมูลดังกล่าว 

    1. จำนวนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรายเดือนที่มารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทันทีหลังปลดกัญชาเสรี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดเป็นเพิ่มขึ้น 6-7 เท่า  จำนวนผู้ป่วยนอกที่มารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชา (cannabis poison) เพิ่มจาก 52 ราย/เดือน ในเดือนพ.ค. 2565 เป็น 342 ราย/เดือน ในเดือน ก.พ. 2566 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 6.6 เท่าหลังปลดกัญชาเสรี จำนวนผู้ป่วยในรักษาด้วยอาการเดียวกันเพิ่มจาก 18 ราย/เดือน ในเดือน พ.ค.. 2565 เป็น 132 ราย/เดือน ในเดือน ก.พ. 2566 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 7.3 เท่าหลังปลดกัญชาเสรี

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: MOPH Health Data Center

    2. จำนวนผู้ป่วยเสพติดกัญชาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขต่อปี เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า และ จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า   จำนวนผู้ป่วยนอกที่รับการรักษาด้วยอาการติดกัญชาต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 16,643 รายในปี 2562 เป็น 32,634 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 2 เท่า)

    จำนวนผู้ป่วยในที่รับการรักษาด้วยอาการติดกัญชาต่อปีเพิ่มจาก 1,137 รายในปี 2562 เป็น 5,924 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 5 เท่า)   จำนวนผู้ป่วยนอกที่รับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นจาก 6,585 ในปี 2562 เป็น 20,502 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 3 เท่า) และจำนวนผู้ป่วยในที่รับการรักษาด้วยอาการโรคจิตจากการใช้กัญชาเพิ่มจาก 742 รายในปี 2562 เป็น 3,989 รายในปี 2566 (เพิ่มขึ้น 5 เท่า)

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: MOPH Health Data Center

    3. จำนวนผู้ป่วยต่อเดือนที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการที่เกิดจากการใช้กัญชาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่ง เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า หลังปลดกัญชาเสรีสองปี   จำนวนผู้ป่วยเพิ่มจาก 4 รายในเดือน มิ.ย. 2565 (เดือนที่ปลดกัญชาเสรี) เป็น 87 รายในเดือน เม.ย. 2567 (หนึ่งเดือนก่อนครบสองปีปลดกัญชาเสรี)   โดยเป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด   สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานโยบายกัญชาเสรีอาจส่งผลกระททางลบต่อบธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในอนาคต

    63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่ง

    4. ต้นทุนการรักษาผู้ป่วยก่อนปลดกัญชา ปี 2562-2564 คิดเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 3,200-3,800 ล้านบาท แต่เมื่อปลดล็อกกัญชาปี 2565-2566 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 15,000-21,000 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 5 เท่า

    ปี                    ต้นทุนผป.ใน             ต้นทุนผป.นอก                  ต้นทุนทางอ้อม                  รวม

    2562                    2,496                          173                                   1,068                            3,737

    2563                     2,081                            162                                    1,057                            3,299

    2564                     2,503                            297                                    1,095                            3,896

    2565                     14,035                        1,561                                  5,702                            21,298

    2566                     9,988                          1,196                                  4,645                            15,829

    ที่มา: ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

    5. ปัญหาจากการปลดกัญชาเสรีจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน หากยังคงปล่อยให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด เช่นเดียวกับปัญหาจากการสูบบุหรี่ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในประเทศสหรัฐอเมริกาจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 20-30 ปี หลังจากที่บุหรี่ถูกสูบอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวลาของการสะสมผลร้ายจากการสูบบุหรี่ในร่างกาย (ดูรูปข้างล่างนี้)  

     63 ตัวแทนเครือข่ายแพทย์ นักวิชาการฯ ร่วมลงชื่อส่งจม.เปิดผนึกจี้ สธ. ปิดช่องโหว่กัญชา

    ที่มา: Rose et al. (2023). (https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIR.0000000000001160)

    จากข้อมูลผลกระทบด้านลบเชิงประจักษ์ใหม่ๆเหล่านี้ ที่บ่งชี้ว่าหลังจากปลดกัญชาเสรี มีผู้ป่วยจากการใช้กัญชามากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบด้านลบต่อการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้นประเทศไทยจะต้องนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งจะทำให้หยุดการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ทันที โดยยังสามารถใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ในระหว่างที่รอการออกแบบนโยบายและกฎหมายกัญชาที่ต้องใช้เวลาดำเนินการอีกระยะหนึ่ง

    สรุปข้อมูลใหม่ที่สะท้อนปัญหาของนโยบายปลดกัญชาเสรี

    1. จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยอาการเป็นพิษจากกัญชาเพิ่มขึ้น 6-7 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    2. จำนวนผู้ป่วยเสพติดกัญชา เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    3. จำนวนผู้ป่วยโรคจิตจากการใช้กัญชา เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    4. จำนวนผู้ป่วยจากการใช้กัญชาในจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    5. ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ป่วยจากการใช้กัญชา เพิ่มขึ้น 5 เท่า หลังปลดกัญชาเสรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/641297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tX-jLl94W-aHyFxo0BHZC