Blog

  • เคทีซี x การท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปีดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10%

    เคทีซี x การท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปีดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10%

    เคทีซีผนึกการท่องเที่ยวฮ่องกง ปลุกตลาดท่องเที่ยวปลายปี และยอดใช้จ่ายของนักเดินทางชาวไทย ผ่านเทศกาล “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” เทศกาลอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ดันยอดใช้จ่ายนักเดินทางไทยโตต่อเนื่องกว่า 10% 

    สถิติจากการท่องเที่ยวฮ่องกง ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนฮ่องกงกว่า 33 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 359,000 คน เพิ่มขึ้น 4.6% ซึ่งจัดเป็นอันดับ 2 ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  รองจากประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับเทศกาล “Wine & Dine Festival” ถือเป็นแม่เหล็กสำคัญของฮ่องกงช่วงปลายปี ที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เทศกาลดังกล่าวจัดตรงกับช่วงวันหยุดยาวของไทยพอดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาฮ่องกงเพิ่มมากขึ้น

    KTC ชี้เทรนด์ “กิน–ช้อป–เที่ยว” ที่ฮ่องกงยังแรงไม่หยุด

    601849

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” เปิดเผยว่า ฮ่องกงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 2 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี รองจากญี่ปุ่น และเป็นประเทศที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2568 มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 13,000 บาทต่อคน และ 3,500 บาทต่อครั้ง“เราพบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเคทีซีในฮ่องกงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดร้านอาหารซึ่งมีจำนวนการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 26% และจำนวนสมาชิกที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่หมวดแฟชั่นและนาฬิกาเครื่องประดับยังคงเป็นอันดับต้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ฮ่องกงยังเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับ พรีเมียมของนักเดินทางชาวไทยได้เป็นอย่างดี” นางสาววริษฐากล่าว

    ไฮไลต์งาน “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025”

    836913

    เทศกาลในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “REMIX. BEST OF ALL WORLDS” ผสานวัฒนธรรมอาหารแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ไว้อย่างลงตัว โดยมีไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ BEA Grand Wine Pavilion รวบรวมไวน์ชั้นเลิศจากแคว้นบอร์กโดซ์ รวมถึงไวน์ระดับ First Growth / Tasting Room ดินเนอร์ 10 คอร์สจาก 5 เชฟชื่อดัง และTowngas Gourmet Avenue ที่รวมร้านอาหารชั้นนำกว่า 12 ร้าน รวมถึงร้านที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินและรางวัลเพชร Black Pearl  ซึ่งนับรวม 13 ดาว และ 7 เพชร  ไว้ภายในบริเวณเดียวกัน งานจัดขึ้นริมอ่าววิคตอเรีย บริเวณเซ็นทรัล ฮาเบอร์ฟร้อนท์ (Central Harbourfront) ตั้งแต่เวลา 17.30 น. จนถึงเที่ยงคืน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อาหารระดับโลกในบรรยากาศยามค่ำคืนที่งดงามที่สุดของฮ่องกง

    แพ็กเกจสุดคุ้มสำหรับสมาชิกเคทีซี

    สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีสามารถจองแพ็กเกจสุดพิเศษ “Hong Kong Wine & Dine Festival 2025” ราคาเริ่มต้นเพียง 11,999 บาทต่อท่าน (จำนวนจำกัดเพียง 50 ท่าน) ประกอบด้วย

    • ตั๋วเครื่องบินไป–กลับ กรุงเทพฯ–ฮ่องกง (สายการบิน Cathay Pacific / Emirates / Hong Kong Airlines
    • ห้องพัก 2 คืนที่ Regal Hong Kong Hotel หรือเทียบเท่า
    • บัตรเข้างานเทศกาล พร้อม Token มูลค่า HK$370/ท่าน สำหรับแลกเครื่องดื่มภายในงาน

     ผู้สนใจสามารถจองแพ็กเกจได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – วันที่ 31 ตุลาคม 2568 และเดินทางได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รายละเอียดเพิ่มเติม https://ktc.promo/hk-wine-dine

    647073

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIIpPsqclCNbz3ccYov3J

  • อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    อธิบดีกรมอุทยานฯ เตือน​เปิดท่องเที่ยวทะเล​ ช่วยกันถนอมปะการัง ห้ามใช้ครีมกันแดดทำลายปะการัง ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 1 แสนบาท

    ​กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติทางทะเล ให้งดใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตรายต่อปะการัง หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อป้องกันการทำลายระบบนิเวศทางทะเลในระยะยาว

    ​นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กรมฯ จึงออกประกาศควบคุมการใช้ครีมกันแดดที่มีสารเคมีอันตราย 4 ชนิด ได้แก่ Oxybenzone, Octinoxate, 4-Methylbenzylid Camphor และ Butylparaben โดยสารเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปะการัง ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ขัดขวางการสืบพันธุ์ และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะปะการังฟอกขาวจนตายในที่สุด​ ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่เปราะบาง กรมอุทยานฯ จึงขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวเลือกใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ระบุว่า “Reef Safe” หรือ “Reef Friendly”

    ​นอกจากนี้ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ได้แก่​ หลีกเลี่ยงการสัมผัส เหยียบ หรือจับต้องปะการัง​ รักษาระยะห่างจากปะการังอย่างน้อย 2 เมตร​ ไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลใด ๆ ลงในทะเล​ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

    ​สำหรับบทลงโทษ ผู้ที่ฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 20 ประกอบมาตรามาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยกรมอุทยานฯ ได้สั่งการให้อุทยานแห่งชาติทางทะเลทุกแห่งดำเนินการตามประกาศดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWnlfGZnem6llbHSg3ORY

  • ออมสิน ชู

    ออมสิน ชู

    ออมสิน ชู ‘เกาะลิบง’ ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรอง กับโครงการ ‘ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา’

    วันพุธ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

    ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยแนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม ผ่านโครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา”

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน

    “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/921221&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S0NKGzcnKIVoi1N0fAjkW

  • IMF ชี้ ’เศรษฐกิจโลก‘ สู่ยุคใหม่ ผันผวนสูง ติดหล่ม ‘สงครามภาษี’

    IMF ชี้ ’เศรษฐกิจโลก‘ สู่ยุคใหม่ ผันผวนสูง ติดหล่ม ‘สงครามภาษี’

    ต่างประเทศ

    15 ต.ค. 2025 เวลา 13:15 น.

    IMF ชี้ “เศรษฐกิจโลก” สู่ยุคใหม่ ผันผวนสูง ติดหล่ม ‘สงครามภาษี’

    • IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีความผันผวนสูง โดยมีสงครามภาษีเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโต แม้ผลกระทบระยะสั้นจะยังไม่รุนแรง
    • การเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ายังคงบั่นทอนแนวโน้มในระยะยาว
    • ความผันผวนถูกซ้ำเติมด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ต้องจับตา ได้แก่ ภาวะฟองสบู่ AI, ปัญหาเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจจีน, แรงกดดันด้านการคลังทั่วโลก และความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินที่อาจลดลง
    • IMF ชี้ว่าการลดความไม่แน่นอนทางการค้าและลดภาษี สามารถกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อรวมกับผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี AI
    • ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือคือการสร้างกติกาการค้าที่ชัดเจน, ลดความเปราะบางทางการคลัง และรักษานโยบายการเงินที่เป็นอิสระเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคา

    IMF เปิดเผยรายงาน Global Economic Outlook 2026 โดย  Pierre-Olivier Gourinchas, the Economic Counsellor and the Director of Research of the IMF กล่าวว่า เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้เขย่าระเบียบการค้าระหว่างประเทศด้วยการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในวงกว้าง สร้างความกังวลว่าจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม 6 เดือนต่อมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกลับอยู่ในระดับ “เล็กน้อย” เมื่อเทียบกับกรอบการคาดการณ์เดิม

    สาเหตุสำคัญคือการเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ที่ช่วยลดความตึงเครียด บวกกับการที่ภาคเอกชนสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและการปรับห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังคงเติบโตได้ที่ 3.2% และ 3.1% ในปีหน้า ลดลงเพียง 0.2 จุดร้อยละจากการคาดการณ์เมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตนี้ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาดที่ 3.7% อย่างชัดเจน

    ยังสรุปไม่ได้ว่าภาษี “ไม่มีผล”

    อย่างไรก็ตาม การสรุปว่าภาษีใหม่ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกนั้นยังเร็วเกินไป เนื่องจากยังไม่มีการยกเลิกภาษีถาวร ข้อตกลงระหว่างประเทศยังไม่ชัดเจนและผลกระทบในระยะยาวอาจค่อย ๆ ปรากฏ โดยเฉพาะการผลักภาระต้นทุนจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ ไปยังผู้บริโภค และการสูญเสียประสิทธิภาพจากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เพิ่มผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น นโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่ออุปทานแรงงาน

    หากมองในภาพรวมของโลกจะพบว่ายังมีปัจจัยหนุนเศรษฐกิจโลกแม้มีแรงกดดัน

    สหรัฐฯ: อัตราดอกเบี้ยยังผ่อนคลาย ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง การลงทุนด้าน AI พุ่งสูง

    จีน: รับมือภาษีด้วยค่าเงินหยวนที่อ่อนลง ส่งออกใหม่ไปเอเชีย-ยุโรป และมาตรการกระตุ้นการคลัง

    ยุโรป: เยอรมนีเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐช่วยหนุนยูโรโซน

    กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา: ได้ประโยชน์จากสภาพการเงินโลกที่ผ่อนคลาย

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยหนุนแต่ผลกระทบจากภาษียังคงบั่นทอนแนวโน้มการเติบโตที่อ่อนแออยู่แล้ว โดยคาดว่าจะเกิดการชะลอตัวในครึ่งปีหลัง และฟื้นตัวได้เพียงบางส่วนในปี 2026 พร้อมกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ

    รายงานของ IMF ยังกล่าวถึงความเสี่ยง 4 ประการที่ยังต้องจับตาในช่วงปีหน้า ได้แก่ประเด็นเรื่อง ฟองสบู่ AI จีนเผชิญปัญหาโครงสร้าง แรงกดดันด้านการคลัง และความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของสถาบัน

    ฟองสบู่ AI (The AI surge, promise or peril?)

    การลงทุนใน AI ที่กำลังบูมอาจคล้ายกับยุคดอตคอม อาจนำไปสู่การต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น หากตลาดปรับความคาดหวังลงอย่างรวดเร็ว จะส่งผลลบต่อระบบการเงินและการบริโภค

    จีนเผชิญปัญหาโครงสร้าง (China’s structural struggles)

    ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังไม่ฟื้น ความต้องการสินเชื่ออ่อนแอ เสี่ยงเข้าสู่ภาวะหนี้-เงินฝืด การลงทุนภาครัฐในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อาจก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ

    แรงกดดันด้านการคลัง (Mounting fiscal pressures)

    หลายประเทศมีข้อจำกัดทางการคลังจากหนี้สาธารณะสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงขึ้น และความต้องการใช้จ่ายใหม่ (ความมั่นคง, พลังงาน, สิ่งแวดล้อม) ประเทศรายได้น้อยยังเปราะบางจากการไหลออกของเงินทุนและความช่วยเหลือลดลง

    ความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของสถาบัน (Institutional credibility at risk)

    แรงกดดันทางการเมืองต่อธนาคารกลางและสถาบันอิสระอื่น ๆ อาจทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือที่ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้าง ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน

    นโยบายที่ถูกต้องสามารถ “เปลี่ยนเกม” ได้

    แม้ความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความท้าทายหลายด้าน แต่ IMF มองว่าหากสามารถสร้างความชัดเจนด้านนโยบายการค้าและลดภาษีได้จะสามารถเพิ่มการเติบโตของโลกได้ราว 0.7% ในระยะสั้น และหากรวมกับผลผลิตจาก AI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ (TFP) อาจเพิ่ม GDP โลกได้มากถึง 1% โดยสองปัจจัยที่กล่าวมาได้แก่

    ปัจจัยแรก การคลี่คลายความไม่แน่นอนด้านนโยบายจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อตกลงทางการค้าทวิภาคีและพหุภาคีที่มีความชัดเจนและมีเสถียรมากขึ้น สามารถเพิ่มผลผลิตเศรษฐกิจโลกได้ถึง 0.4% ในระยะเวลาอันใกล้ และหากสามารถลดอัตราภาษีกลับไปสู่ระดับต่ำที่เคยมีอยู่ก่อนเดือนมกราคม 2025 บนพื้นฐานของข้อตกลงเหล่านี้ ก็จะช่วยส่งผลบวกเพิ่มเติมอีกประมาณ 0.3%

    ปัจจัยที่สอง นอกเหนือจากผลของ AI ที่ส่งเสริมการลงทุนแล้ว AI ยังสามารถช่วยเพิ่ม ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิต (Total Factor Productivity) ได้อีกด้วย ภายใต้สมมติฐานในระดับปานกลาง หากรวมผลจากการลดความไม่แน่นอน การลดภาษี และการพัฒนาของ AI เข้าด้วยกัน จะสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตของเศรษฐกิจโลกได้ราว 1% ในระยะใกล้

    โดย IMF แนะนำถึงนโยบายที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและการคาดการณ์ได้ของนโยบายและช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดังนี้

    ด้านโยบายการค้า: ลดความไม่แน่นอนและกำหนดกติกาที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการค้าเสรี

    ด้านโยบายการคลัง: ลดความเปราะบางทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปและน่าเชื่อถือ

    ด้านโยบายการเงิน: รักษาอิสระและมุ่งเป้าไปที่เสถียรภาพด้านราคา

    อย่างไรก็ตาม IMF แนะนำว่า นอกจากความมั่นคงระยะสั้นแล้ว การให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวก็เป็นเรื่องจำเป็นโดยเฉพาะการลงทุนเพื่ออนาคต (we must invest more in the future) แม้ว่าขณะนี้นโยบายอุตสาหกรรมจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจของผู้กำหนดนโยบายแต่การที่รัฐบาลสนับสนุนนวัตกรรม ภาคเอกชน และการเพิ่มผลิตภาพผ่านการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และการกำกับดูแลที่สมดุลระหว่างการบาลานซ์ด้านการพัฒนานวัตกรรมไปพร้อมกับการจัดการความเสี่ยงก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1203213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dRHgoifq0F8hsuTjqxJRV

  • เศรษฐกิจชะลอตัว คนตกงานเพิ่ม Tellscore บอก คนไทยหันมาเป็นครีเอเตอร์เต็มเวลา เพราะอยากอยู่รอด

    เศรษฐกิจชะลอตัว คนตกงานเพิ่ม Tellscore บอก คนไทยหันมาเป็นครีเอเตอร์เต็มเวลา เพราะอยากอยู่รอด

    ปีนี้เศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทหลายแห่งลดการจ้างงาน และคนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองหาอาชีพใหม่ที่พอจะอยู่รอดได้ หนึ่งในนั้นคือการเป็น ‘ครีเอเตอร์’

    อาชีพ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ จึงกลายเป็นทางออกของคนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเพราะตลาดนี้เข้าถึงง่าย ใช้ต้นทุนไม่สูง และเริ่มต้นได้ด้วยตัวเอง

    อย่างไรก็ตาม คนจำนวนไม่น้อยที่ก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้ ไม่ได้หวังความโด่งดังหรือรายได้มหาศาล แต่อยากเพียง ‘อยู่ให้รอด’ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    ‘สุวิตา จรัญวงศ์’ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore บอกว่า ปีนี้จำนวนคนที่หันมาเป็นครีเอเตอร์เต็มเวลา (Full-Time Creator) มีมากขึ้นกว่าปีก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นข่าวดีเสมอไป เพราะเศรษฐกิจไม่ดี คนตกงานเยอะ จึงหันมาเป็นครีเอเตอร์

    Tellscore สังเกตเห็นเทรนด์ชัดเจนว่า จำนวนครีเอเตอร์หน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง หรือรายได้ลดลง หลายคนเริ่มมองอาชีพนี้เป็นทางรอดระยะยาวมากกว่ารายได้เสริม เพราะมันคือช่องทางที่ยังมีรายได้ แม้ต้องแข่งขันสูงก็ตาม

    ‘สุวิตา’ เล่าว่า สนามแข่งขันของคอนเทนต์ทุกวันนี้ใหญ่ขึ้น และเข้มข้นกว่าเดิม จากตลาดในประเทศ สู่สนาม cross-border ที่คอนเทนต์ไทยสามารถส่งออกไปทั่วโลกได้ แต่ในทางกลับกัน คนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็เริ่ม ‘บ่น’ หรือ ‘หลุดจากระบบ’ ตามธรรมชาติของการแข่งขัน

    คนที่อยู่รอดในยุคนี้ไม่ใช่คนที่มีผู้ติดตามมากที่สุด แต่คือคนที่สร้าง ‘ความเชื่อใจ’ ได้จริง เพราะต่อให้ตอนนี้เริ่มมีอินฟลูเอนเซอร์ AI ซึ่งเก่งเรื่องความเร็ว และมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่เครื่องจักรไม่มีคือ ‘ความเป็นมนุษย์ ’ 

    “ครีเอเตอร์ยุคใหม่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์ในการสร้างคอมมูนิตี้ สื่อสารด้วยความเข้าใจ และรักษาความจริงใจในคอนเทนต์ เพราะในยุคที่ใครๆ ก็สามารถสร้างภาพ เสียง หรือวิดีโอปลอมได้ ความเชื่อใจจะกลายเป็น ‘ทุนทางสังคม’ ที่มีค่ามากที่สุด”

    สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore

    ตลาดครีเอเตอร์ยังโตต่อเนื่อง

    ข้อมูลสถิติ Influencer Economy Worldwide จาก Statista ระบุว่า มูลค่าตลาดครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20-30% ต่อปี โดยในปี 2567 อยู่ที่ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (777,431 ล้านบาท) และในปี 2568 คาดว่าจะพุ่งแตะ 32,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.05 ล้านล้านบาท)

    โดยเทรนด์สำคัญในปีนี้ เพื่อรับมือกับ AI ‘สุวิตา’ มองว่า คือแนวคิด ‘Branding via Creators’ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้องบอกเล่าอย่างมีความเป็นมนุษย์ ว่าแบรนด์นำเสนออะไร สร้างคุณค่าแบบใดให้ผู้บริโภค และร่วมมือกับครีเอเตอร์ที่สะท้อนคุณค่านั้นได้จริง

    กลยุทธ์นี้ต้องผสมเข้ากับ O2O Marketing (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรมจริง เช่น อีเวนต์ เวิร์กชอป หรือคอนเสิร์ต เพื่อทำให้แบรนด์ดิ้งแข็งแรงและเชื่อมโยงกับผู้ติดตามได้ลึกกว่าเดิม

    สำหรับภาพรวมแพลตฟอร์มออนไลน์ปีนี้ ‘TikTok’ ยังคงมาแรงต่อเนื่อง ขณะที่ ‘YouTube’ พลิกเกมด้วยการผลักดันวิดีโอรูปแบบยาว และจับมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อรุกตลาดการขายผ่านโซเชียลมีเดีย

    ส่วน ‘Instagram’ ยังคงเหมาะกับคอนเทนต์แนวสร้างเทรนด์ โดยเฉพาะคอนเทนต์แบบสตอรี ที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมได้สูง ขณะที่ ‘Lemon8’ และ ‘Xiaohongshu’ กำลังเป็นดาวรุ่งในหมู่ Gen Z และตลาดอาเซียน โดยเฉพาะครีเอเตอร์ที่สื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและจีน

    AI มาแน่ๆ สิ่งเดียวที่ทำได้ คืออยู่ร่วมกัน

    สำหรับประเด็น AI สุวิตามองว่าทางรอดคือการอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีนี้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอวตาร AI ของตัวอินฟลูเอนเซอร์เอง เพื่อทำคอนเทนต์สั้นๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือใช้ AI เป็นแรงเสริมในการสร้างแบรนด์

    แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส ระบุชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์จาก AI เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสน ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่า และความน่าเชื่อถือในสายตาแบรนด์และผู้ติดตาม

    ‘สุวิตา’ เชื่อว่าตลาดนี้ยังโตแน่นอน แม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวน แต่การเติบโตจะไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ครีเอเตอร์และแบรนด์ต้องปรับตัวอย่างยิ่งยวด ต้องมองทั้งระดับโลก และโอกาสในภูมิภาค

    โดยเฉพาะอาเซียน และควรเริ่มสร้างคอนเทนต์ภาษาอังกฤษหรือจีน เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศ เพราะความต้องการเปลี่ยนเร็วมาก จาก Awareness ไป Conversion และ KPI ที่ซับซ้อนหลากหลายขึ้น ใครปรับตัวได้คือผู้ที่จะอยู่รอด

    ครีเอเตอร์ได้รับผลกระทบทั่วโลก

    ในต่างประเทศ ภาพสะท้อนก็ไม่ต่างจากไทยมากนัก ‘คนตกงาน’ และ ‘AI’ กลายเป็นสองแรงเหวี่ยงสำคัญที่กำลังเขย่าวงการครีเอเตอร์ไปพร้อมกัน

    TechCrunch รายงานว่า หลัง OpenAI เปิดตัวแอป ‘Sora 2’ ที่ให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอ AI ของตัวเองได้ง่ายเหมือนเล่น TikTok ความนิยมในคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ตามมาด้วยความกังวลจากฝั่งครีเอเตอร์จำนวนมาก

    โดยเฉพาะ ‘MrBeast’ ยูทูบเบอร์อันดับหนึ่งของโลก ที่ออกมาโพสต์เตือนว่า “นี่คือช่วงเวลาที่น่ากลัวสำหรับวงการ” เพราะ AI อาจกลืนอาชีพของครีเอเตอร์จริงๆ ได้ในไม่ช้า

    เขาชี้ว่า เมื่อใครก็สร้างวิดีโอได้ภายในไม่กี่วินาที ค่าของ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ อาจถูกลดทอนจนแทบไม่มีราคาเหลืออยู่

    ขณะที่ Business Insider รายงานว่า แบรนด์ใหญ่ในสหรัฐฯ และยุโรปเริ่ม ‘ถอยห่าง’ จากการใช้อินฟลูเอนเซอร์ AI หลังพบว่า ผลงานไม่เข้าถึงผู้บริโภคเท่าที่คาด และมักถูกโจมตีว่า ‘ไร้ความจริงใจ’ 

    สถิติจากแพลตฟอร์ม Collabstr ระบุว่า จำนวนแคมเปญที่ร่วมงานกับครีเอเตอร์ AI ลดลงกว่า 30% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 เพราะผู้บริโภคจำนวนมากไม่เชื่อมโยงกับ ‘คนที่ไม่มีตัวตน’

    แบรนด์แฟชั่นอย่าง ‘Guess’ และแบรนด์ความงามอย่าง ‘Dove’ ก็ออกมาประกาศชัดว่าจะไม่ใช้โมเดล AI ในโฆษณาอีก หลังถูกวิจารณ์หนักเรื่องจริยธรรม และความไม่สมจริง

    แต่ในอีกมุมหนึ่ง แบรนด์จำนวนมากยังคงใช้ AI เพื่อช่วยงานของครีเอเตอร์ เช่น การตัดต่อวิดีโอ การปรับแก้คอนเทนต์หลังถ่ายทำ หรือการจำลองเสียงและภาพให้พูดได้หลายภาษา ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนโดยไม่ทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้สร้าง

    เช่นเดียวกับสิ่งที่ ‘สุวิตา’ ย้ำไว้ในฝั่งไทยว่า AI ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่คู่แข่ง

    ความจริงใจ สำคัญสุด

    เทรนด์ครีเอเตอร์ปี 2025 จึงสะท้อนภาพเดียวกันทั่วโลก ผู้คนจำนวนมากเข้ามาเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่จะอยู่รอดได้ด้วย ‘ความจริงใจ’ และ ‘ความเข้าใจเทคโนโลยี’ 

    เพราะในยุคที่ใครก็สร้างคอนเทนต์ได้ สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การมีผู้ติดตามมากที่สุด แต่คือการรักษา ‘ความเชื่อใจ’ เอาไว้ให้ได้

    ที่มา: Tellscore, TechCrunch, Business Insider

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/most-unemployed-thais-become-full-time-creators-tellscore/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_FODJAZwn2ll9NLGPf5nY

  • ครม.เศรษฐกิจ จัดหนักแพคเกจ กระตุ้นท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ครม.เศรษฐกิจ จัดหนักแพคเกจ กระตุ้นท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอ ครม. ขออนุมัติแพคเกจกระตุ้นท่องเที่ยวในสัปดาห์หน้า ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีบุคคลสูงสุดแตะ 2 หมื่นบาท

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) เตรียมเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นท่องเที่ยว และกำลังซื้อของประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า

    สูงสุด 2 หมื่นบ.

    สำหรับการท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางท่องเที่ยวไปหักค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เกินคนละ 20,000 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองหลัก จะสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 เท่า ส่วนเมืองรองจะสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 1.5 เท่า ซึ่งจะเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.-15 ธ.ค.นี้

    ลดหย่อนภาษีภาคธุรกิจ

    ส่วนการกระตุ้นระยะยาวนั้น จะมีมาตรการให้ผู้ประกอบการโรงแรม-ที่พัก สามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพัฒนาโรงแรม-ที่พัก หักเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า โดยระยะเวลาโครงการจะยาวไปจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. 69

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/15/586400/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15mYZrtUJozJ3kJJjd6oiX

  • ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเกจลดภาษีท่องเที่ยวปลายปี | เข้มข่าวเย็น | 15 ต.ค. 68

    ครม.เศรษฐกิจ เคาะแพ็คเกจลดภาษีท่องเที่ยวปลายปี | เข้มข่าวเย็น | 15 ต.ค. 68

    ช่วงเช้าวันนี้ มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ที่อาคารรัฐสภา ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นั่งหัวโต๊ะการประชุม ซึ่งภายหลังการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าว เตรียมชง แพ็คเกจท่องเที่ยวปลายปี ลดภาษี เข้า ครม.สัปดาห์หน้า

    #ครมเศรษฐกิจ #นายกฯอนุทิน #ลดภาษี #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวเย็น

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dx5I5Bdvz-dOMo_a6UoG_

  • จุฬาฯ ชวนนิสิตร่วมกิจกรรม “เรื่องเล่าขาน ตำนานเมืองน่าน”

    จุฬาฯ ชวนนิสิตร่วมกิจกรรม “เรื่องเล่าขาน ตำนานเมืองน่าน”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    วิชาใหม่ ภาคปลาย “ชุมชนสัมพันธ์และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม” ร่วมกิจกรรม เรื่องเล่าขาน ตำนานเมืองน่าน

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอเชิญนิสิตร่วมกิจกรรม “เรื่องเล่าขาน ตำนานเมืองน่าน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาศึกษาทั่วไป 0294475 ชุมชนสัมพันธ์และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม (Community Engagement and Cultural Sustainability) รายวิชาใหม่จากความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล

    กิจกรรมนี้บอกเล่าเรื่องราวเล่าขานตำนานเมืองน่าน จากอำเภอนาหมื่นและอำเภอบ่อเกลือ เกี่ยวกับความเชื่อ ผี คติชนเมืองน่าน วิธีการเรียนการสอนแบบเรียนร่วมกันระหว่างนิสิตและนักศึกษาของ 2 มหาวิทยาลัย เพื่อเป้าหมายของการเรียนที่ก่อให้เกิด Social Engagement ต่อไปในอนาคต

    รายวิชา “ชุมชนสัมพันธ์และความยั่งยืนทางวัฒนธรรม” จะเปิดการเรียนการสอนในภาคปลาย ปีการศึกษา 2568 เนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระบวนทัศน์และหลักการของความยั่งยืนทางวัฒนธรรม การประยุกต์แนวคิดคติชนวิทยาเพื่อการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การวิเคราะห์สังคมและวัฒนธรรมเชิงพลวัต การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคมโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความยั่งยืนทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับนโยบายทางสังคมเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม

    รายวิชาเป็นการเรียนแบบบรรยาย การอภิปราย การทำงานกลุ่มทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดน่าน นิสิตที่สนใจร่วมเรียนและร่วมกิจกรรมจะต้องเข้ารับฟังการแนะนำการเรียนการสอนจากอาจารย์ผู้สอนในวันพฤหัสบดี 30 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 – 19.00 น. ผ่านทาง Zoom ลงทะเบียนภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSduTJk-LHP4uUnKE7auuv77LhuMljqFY-su8-JjSQPbJ6SVHw/viewform

    ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร.ดวงกมล บางชวด อีเมล Doungkamol.B@chula.ac.th
    หรือติดต่อที่ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาฯ โทร. 0-2218-3919

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/265342/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05rCNCZFfsOWfmkQayN6-c

  • ครูรัก(ษ์)ถิ่น เพาะพันธุ์ครูเพื่อถิ่นเกิด

    ครูรัก(ษ์)ถิ่น เพาะพันธุ์ครูเพื่อถิ่นเกิด

    บัตรภาพคำศัพท์ภาษาไทย และ คำอ่านภาษาปกาเกอะญอ ที่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสแกนรหัส QR Code เพื่อฟังเสียงจากเจ้าของภาษา คือ ผลงานสื่อการเรียนการสอนของครูโรงเรียนบ้านแม่ไคร้ ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบว่าเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชนมักประสบปัญหาการเขียนภาษาไทยผิด เพราะออกเสียงไม่ถูกต้อง และ ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง

    เจ้าของสื่อการสอน คือ ครูประวิทย์ ลุงตุ้ย เยาวชนในหมู่บ้านแม่ไคร้ ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในนักศึกษาทุนโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นแรก เข้าศึกษาต่อในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2563 ก่อนสำเร็จการศึกษา และ บรรจุเป็นครูในบ้านเกิดมาแล้ว 1 ปี

    ประวิทย์ ลุงตุ้ย เยาวชนในหมู่บ้านแม่ไคร้

    ประวิทย์ ลุงตุ้ย เยาวชนในหมู่บ้านแม่ไคร้

    ประวิทย์ ลุงตุ้ย เยาวชนในหมู่บ้านแม่ไคร้

    เด็กในชุมชนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์กะเหรี่ยงรองลงมาคือ ม้ง ไทใหญ่ และ คนพื้นเมือง จากการฝึกเขียนตามคำบอก พบว่าเด็กบางคนออกเสียงภาษาไทยไม่ถูกก็จะเขียนผิด เด็กไม่สามารถเขียนตามได้ เลยตั้งคำถามว่าเด็กรู้จักความหมายหรือเปล่า จึงสอนความหมายไปพร้อมกับการสอนเขียน และ ออกเสียงที่ถูกต้อง ทำให้เด็กๆ เรียนได้ดีขึ้น

    ครูประวิทย์บอกว่าการออกจากชุมชนไปใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องมีการปรับตัวอย่างมาก แต่ก็ได้คณาจารย์ และ เพื่อนๆ คอยเป็นแรงสำคัญในการช่วยเหลือชี้แนะ โดยเฉพาะหลักคิด”การทำงานด้วยหัวใจ” จนเมื่อมาทำหน้าที่ครู จึงรู้ว่าครู คือ ผู้เปลี่ยนแปลงทางการศึกษาให้เกิดผลเชิงบวกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

    เด็กอยู่กับเรา8 ชั่วโมงใน 1 วัน เมื่อเราปลูกฝังให้เด็กไป เด็กก็จะนำไปคิดและเรียนรู้ และ นำไปพูดให้ผู้ปกครองฟังทุกวัน จนเกิดความเปลี่ยนแปลง

    ในมุมมองของผมคิดว่าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ตอบโจทย์มาก เช่น ตัวผมเอง ซึ่งมีพื้นฐานทางสังคมอยู่ในพื้นที่ กลายเป็นกำลังในการพัฒนาในฐานะครูเราก็อยากจะพัฒนาชุมชนให้มากกว่าที่เป็นอยู่

    โรงเรียนบ้านแม่ไคร้มีนักเรียน 92 คน มีครู 11 คน สอนตั้งแต่ป 1 ถึง ม 3 โดยประวิทย์ ลุงตุ้ย เป็นครูในโครงการโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่ได้รับการบรรจุ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567

    สุชิน บุญเมือง ผอ.รร.บ้านแม่ไคร้

    สุชิน บุญเมือง ผอ.รร.บ้านแม่ไคร้

    สุชิน บุญเมือง ผอ.รร.บ้านแม่ไคร้

    สุชิน บุญเมือง ผอ.รร.บ้านแม่ไคร้ บอกว่าในอดีตโรงเรียนบ้านแม่ไคร้ มีครูเพียง 3 คน เพราะที่ตั้งโรงเรียนซึ่งอยู่ห่างไกลทำให้ครูมีอัตราการย้ายสูงมาก ก่อนที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯจะจัดหาครูมาเพิ่มจนครบชั้น และมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการทำวิทยฐานะของครูในโรงเรียนในพื้นที่สูงจากปกติ 4 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อจูงใจให้ครูย้ายมาบรรจุ ทำให้ปัญหาครูย้ายลดน้อยลงแต่คงไม่หมดไป เพราะครูส่วนใหญ่ก็ยังต้องการกลับไปทำงานใกล้บ้าน โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จึงตอบโจทย์การแก้ปัญหาครูขาดแคลน

    ครูจากโครงการครูรัก(ษ์) จบจากสถาบันอันมีชื่อเสียง ทำให้โรงเรียนได้ทั้งครูที่มีคุณภาพ และ ปิดปัญหาครูย้ายออก เพราะเป็นบ้านของเขาเอง มีความรักและผูกพันในพื้นที่ และ ได้ทำหน้าที่สอนรุ่นน้อง หากไม่มีโครงการนี้ อนาคตข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าจะมีใครย้ายเข้ามา เพราะโรงเรียนพื้นที่สูง เป็นการย้ายเข้าพักรอจังหวะเพื่อย้ายออก กลายเป็นปัญหาเดิมๆ

    รศ.เกียรติสุดา ศรีสุข อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่

    รศ.เกียรติสุดา ศรีสุข อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่

    รศ.เกียรติสุดา ศรีสุข อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่

    รศ.เกียรติสุดา ศรีสุข อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ ผู้บริหารโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ม.เชียงใหม่เปิดเผยว่า ม.เชียงใหม่ ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ.กระทรวงศึกษาธิการ และ หน่วยงานอื่นๆ เปิดรับนักศึกษาทุนเข้าเรียนตั้งแต่ปี 2563 รวม 4 รุ่น จำนวนเกือบร้อยคน ที่ผ่านมา บุคลากร ของโครงการ ต้องทำงานหนัก ตั้งแต่การคัดเลือกนักเรียนจากครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริง และ มีคุณสมบัติเหมาะสม ก่อนให้การอบรมให้เป็นครูผู้ทุ่มเท และ สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชน

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้องดูแลนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเต็มที่ วิชาต่างๆ ต้องผ่านเกณฑ์ เราพยายามทุกทิศทุกทางเพื่อช่วยกันดูแลหลายๆเรื่อง และ ต้องเข้าใจเรื่องความยั่งยืนจริงๆ หากทำให้นักศึกษากลุ่มนี้ เปลี่ยนการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาว เป็นต้นแบบของการผลิตครูอีกแบบหนึ่งที่บูรณาการสร้างความหมายในการเรียนมากกว่าตำรา

    เราคิดว่าหากมีครูรัก(ษ์)ถิ่นสัก 50% ในพื้นที่ ในระยะยาวคงไม่ต้องกังวลว่าจะมีการย้ายเข้า-ออก สมมุติว่าครูโรงเรียนนี้ มี 8 คน หากมี 4 คนเป็นครูในพื้นที่ ก็มีแนวโน้มที่ครูจะไม่ย้าย อยากให้ส่วนกลางพิจารณาเรื่องนี้ เพราะงบประมาณต่อนักศึกษา 1 คน เพียงแค่ปีละ 1.5 แสนบาท ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว แต่ก็มีปัจจัยหลายๆอย่างที่ต้องใช้ความยั่งยืนเป็นตัวจับ และ ต้องออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม

    ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาระบุว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 1 จำนวน 5 รุ่น ระหว่างปี 2563-2567 ครอบคลุมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล บนภูเขา บนเกาะ พื้นที่เสี่ยงภัย ชายแดน รวมกว่า 1,500 โรงเรียน สร้างครูรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบเฉลี่ยปีละกว่า 300 คน เฉพาะครูรัก(ษ์)ถิ่นรุ่นที่ 1 จำนวน 327 คน ได้รับการบรรจุเป็นครูใน 285 โรงเรียนทั่วประเทศ

    อนุกูล ศรีสมบัติ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1

    อนุกูล ศรีสมบัติ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1

    อนุกูล ศรีสมบัติ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1

    อนุกูล ศรีสมบัติ ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 1 ปฏิบัติหน้าที่นายกสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทยระบุว่าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นระยะแรก ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รับนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 1,500 คน ส่วนในระยะที่ 2 ส่วนตัวมองว่าสมควรต้องดำเนินการต่อ เพราะเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ในเรื่องของการคัดเลือกครู การผลิตครูที่จะมาอยู่ในภูมิลำเนาของตัวเอง แก้ปัญหาเรื่องการโยกย้ายได้

    ส่วนในอนาคตสิ่งที่อยากเสนอให้มีการปรับหลักเกณฑ์ คือ พื้นที่ห่างไกล ดอยต่างๆ ชนบทต่างๆ ทุกภาคของประเทศไทยที่อัตราครูขอย้ายเข้าไม่ค่อยมี หรือ โรงเรียนเล็กๆ ที่เราต้องการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ ก็ควรจะส่งเสริมให้มีโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น

    โรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนต่ำกว่า 40 คน ซึ่งทางสพฐ.มีครูให้แค่ 2 คน ก็ควรจัดครูรัก(ษ์)ถิ่นเข้าไปอยู่ในโรงเรียนเหล่านี้ ให้ครบ 3- 4 คน เพราะเมื่อได้ครูรัก(ษ์)ถิ่นซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน หรือ ตำบลนั้น เขาก็จะไม่ย้ายออกจากโรงเรียน และ พัฒนาโรงเรียนในชุมชนของเขาเองได้อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนก็จะมีคุณภาพ

    สำหรับโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2569 ผ่านความร่วมมือกับ 7 หน่วยงานเชิงระบบ และ 20 สถาบันผลิตครูทั่วประเทศ มุ่งยกระดับมาตรฐานการผลิตครูระบบปิด สร้างครูคุณภาพกลับไปประจำการในโรงเรียนบ้านเกิด แก้ปัญหาการขาดแคลนครูและครูโยกย้ายในพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน

    รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357601&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B0J3cvM6a-FRWsLuK6hAx

  • ย้อนดูเส้นทางชีวิต “สว.อังคณา” ผู้ยืนหยัดปกป้องหลักสิทธิมนุษยชน แม้ต้องเผชิญประเด็นร้อนชายแดน | เดลินิวส์

    ย้อนดูเส้นทางชีวิต “สว.อังคณา” ผู้ยืนหยัดปกป้องหลักสิทธิมนุษยชน แม้ต้องเผชิญประเด็นร้อนชายแดน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ในห้วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา กำลังตึงเครียดจากประเด็น “สงครามเสียง” บริเวณชายแดน การที่ฝ่ายไทยเปิดเพลงและเสียงปั่นป่วนเพื่อกดดันการรุกล้ำอธิปไตย ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างหนัก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าการกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในเวทีโลก ความเห็นนี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรง นำไปสู่การตอบโต้ที่ร้อนแรงและคำถามที่พุ่งเป้าไปที่ “ความเป็นคนไทย” ของเธอ

    แต่เบื้องหลังบทบาทที่กล้าหาญและจุดยืนที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักนี้ เธอคือใคร? และอะไรคือแรงผลักดันให้เธอต้องยืนหยัดต่อสู้ในประเด็นที่สังคมไทยส่วนใหญ่อาจมองข้ามไป?

    …นี่คือประวัติและเส้นทางชีวิตของ ‘อังคณา นีละไพจิตร’ สว. ผู้แบกรับมรดกแห่งความยุติธรรม..

    อังคณา นีละไพจิตร คือหนึ่งในชื่อที่โดดเด่นในวงการสิทธิมนุษยชนของไทยและสากล ด้วยประวัติชีวิตที่เริ่มต้นจากวิชาชีพพยาบาล แต่ถูกพลิกผันให้กลายเป็นนักต่อสู้ผู้ไม่ย่อท้อ หลังต้องเผชิญกับเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต

    ข้อมูลพื้นฐานและจุดเปลี่ยนสำคัญ

    อังคณา นีละไพจิตร (ชื่อเดิม : อังคณา วงศ์ราเชนทร์) เกิดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2499 ที่กรุงเทพมหานคร และนับถือศาสนาอิสลาม เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี พยาบาลศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล

    จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอคือการสมรสกับ นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาและมีเงื่อนงำในปี พ.ศ. 2547 เหตุการณ์นี้เอง ที่ผลักดันให้เธอต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้กับสามี และกลายเป็นผู้บุกเบิกการขับเคลื่อนคดีการบังคับให้สูญหายในประเทศไทย จนเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก

    เส้นทางนักสิทธิมนุษยชนระดับสากล

    หลังจากเหตุการณ์สามีหายตัวไป อังคณาได้อุทิศตนทำงานในภาคประชาสังคมอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เธอได้ก่อตั้งและทำงานร่วมกับองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง เป็นทั้งนักเคลื่อนไหวที่ยืนหยัดในหลักการ และเป็น “เสียงแทนผู้ถูกลืม” ในสังคม

    ความมุ่งมั่นของเธอได้รับการยอมรับระดับโลก โดยเธอเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ ดังนี้

    • กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
    • สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550
    • รางวัลควังจูเพื่อสิทธิมนุษยชน (Gwangju Prize for Human Rights) ในปี พ.ศ. 2549
    • รางวัลแมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award) ในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของเธอ

    บทบาทในวุฒิสภา : ยืนหยัดในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

    ปัจจุบัน อังคณา ดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยอยู่ในกลุ่ม “ภาคประชาสังคม” ในฐานะ สว. เธอมักแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการคัดค้านแนวคิดที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม เช่น การประหารชีวิตแบบถ่ายทอดสด

    แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งการถูกฟ้องร้องจากบริษัทเอกชน และการถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง เธอก็ยังคงยึดมั่นในหลักการและสามารถชนะคดีความมาได้ด้วยความโปร่งใส

    “อังคณา นีละไพจิตร” จึงมิใช่เพียงนักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหว แต่คือ มรดกแห่งความหวัง ที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังขับเคลื่อนความยุติธรรม โดยเชื่อมั่นเสมอว่า “ความยุติธรรมคือรากฐานของสันติภาพ”

    ขอบคุณ วิกิพีเดีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5206167/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fc3uXO0bDV9Vq5krWRjJ9