Blog

  • กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งปรับช่องทาง-ไฟสัญญาณถนนสามเสน อำนวยผู้ปกครองเปิดภาคเรียน 27 ต.ค. หวังบรรเทาผลกระทบการเดินทางและค้าขายจากเหตุถนนทรุด

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 5/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยมี นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมพร้อมรับเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคมนี้
     

    กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    แผนจัดการจราจรช่วงเร่งด่วน

    สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) ได้รายงานแผนจัดการจราจรบริเวณถนนสามเสนโดยรอบโรงเรียนและโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยประสานงานกับ สน.สามเสน เพื่อปรับช่องจราจรและสัญญาณไฟในช่วงเวลาเร่งด่วน (05.30-09.00 น. และ 14.00-17.00 น.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองที่มาส่งนักเรียน ดังนี้:

    ปรับช่องจราจร: รถที่ลงจากสะพานซังฮี้สามารถตรงไปมุ่งหน้าแยกซังฮี้และเลี้ยวขวาเข้าสู่โซนโรงเรียนได้ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดช่องจราจรแยกสวนรื่นฤดีเข้าถนนนครราชสีมาเป็น 2 ช่องทาง ส่วนรถที่มาจากถนนขาวจะต้องตรงมาถึงแยกวชิระและเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสามเสน

    เส้นทางเข้า รพ.วชิรพยาบาล: ผู้ที่ต้องการไปยังโรงพยาบาลวชิรพยาบาล สามารถเข้าทางถนนนครราชสีมา เลี้ยวเข้าซอยสวนอ้อยกลาง และทะลุออกถนนสังคโลกเข้าสู่โรงพยาบาลได้ (รวมถึงรถที่มาจากสำนักงานเขตดุสิต)

    สัญญาณไฟและป้ายแจ้งเตือน: สจส. ได้ประสานงานกับ สน.สามเสน เพื่อปรับสัญญาณไฟจราจรและติดตั้งป้ายแจ้งเตือนต่างๆ ให้ชัดเจน

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กำชับให้ สจส. ดูแลเรื่องการจัดจราจรบริเวณแยกซังฮี้และรอบโรงพยาบาลวชิรพยาบาลให้ละเอียดรอบคอบ และได้มอบหมายให้ผู้รับเหมาจัดหารถบริการรับส่งประชาชนทั้งหมด ทั้งจากบริเวณท่าเรือถึงบริเวณสี่แยกฯ และเส้นทางเสริมในจุดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวก กทม.เปิดแผนจราจรสามเสนรับเปิดเทอม เร่งแก้เศรษฐกิจซบเซาจากถนนทรุดตัว

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเดินทาง และการค้าขายต่อพื้นที่สามเสนและ รพ.วชิรพยาบาล

    การปรับแผนจราจรนี้เกิดขึ้นในช่วงที่พื้นที่ถนนสามเสนและหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตในวงกว้าง:

    การเดินทางและการค้าขาย: การปิดและปรับเปลี่ยนเส้นทางจราจรในพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงการสัญจรของรถสาธารณะที่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เกิดความแออัดบริเวณทางเลี่ยง ซึ่งกระทบต่อการค้าขายและธุรกิจในพื้นที่สามเสน

    แผนการจราจรช่วงเช้า

    โรงพยาบาลวชิรพยาบาล: แม้โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจะยังคงเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ แต่ปัญหาจราจรและทางเข้า-ออกที่จำกัดจากการทรุดตัวของถนนและมาตรการควบคุมพื้นที่ ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของผู้ป่วยและญาติ ซึ่งทางโรงพยาบาลต้องจัดรถมินิบัสรับ-ส่งในจุดต่าง ๆ เพื่อบรรเทาปัญหา

    ผลกระทบต่อโครงสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้

    เหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างการก่อสร้างรถไฟฟ้า:

    ความเสียหายต่ออุโมงค์และสถานี: สาเหตุของการทรุดตัวเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากการเคลื่อนตัวของดินและน้ำใต้ดิน ทำให้ดินไหลเข้าสู่ช่องว่างของสถานีและอุโมงค์ ซึ่งส่งผลให้ต้องระงับการก่อสร้างในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อประเมินและซ่อมแซมความเสียหายต่ออุโมงค์และโครงสร้างสถานี

    แผนการจราจรช่วงเย็น

    การแก้ไขและการรับผิดชอบ: การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้รับจ้างได้ดำเนินการเร่งถมหินคลุกและทรายเพื่อปรับระดับพื้นผิวถนนและอุดรอยรั่วของอุโมงค์ โดยมีการเฝ้าระวังการทรุดตัวของอาคารโดยรอบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รฟม. ยังต้องเข้ากู้คืนแนวอุโมงค์ที่ได้รับผลกระทบ และคาดว่าการซ่อมแซมนี้อาจส่งผลให้การเปิดให้บริการของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ในพื้นที่ล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fRABspBwlnOWubRFeLcpN

  • 5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (มาตรการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 

    ในด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี 

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 

    (1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    (2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    (3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    (4) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    (5) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียดมาตรการฯ ดังนี้ 

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป  ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    (1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) และ/หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-encourages-travel&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FbKnwZVe5AdQ-oz_R4_Bo

  • ย้อนประวัติศาสตร์แผนพัฒนา 5 ปีของจีน  กับความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก  – BBC News ไทย

    ย้อนประวัติศาสตร์แผนพัฒนา 5 ปีของจีน กับความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลก – BBC News ไทย

    A child plays holds the national flag in Tiananmen Square on China's National Day, which marks the 76th anniversary of the founding of the People's Republic of China, in Beijing on October 1, 2025.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

      • Author, นิค มาร์ช
      • Role, บีบีซีนิวส์

    เหล่าผู้นำระดับสูงของจีนกำลังรวมตัวกันที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือถึงเป้าหมายที่สำคัญ ๆ ของประเทศและความมุ่งมาดปรารถนาในช่วงครึ่งทศวรรษท้าย

    ราวทุก ๆ ปีคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (Central Committee of the Chinese Communist Party) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่อยู่ในระดับสูงสูดของประเทศ จะจัดการประชุมเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่เรียกว่า “การประชุมเต็มคณะ” (Plenum)

    เรื่องที่ถูกนำมาหารือในการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ท้ายที่สุดจะกลายเป็นรากฐานของ “แผนฯ 5 ปี” หรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวที่ประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก จะดำเนินไปในช่วงปี 2026-2030

    แผนฉบับเต็มจะยังไม่มีการประกาศจนกระทั่งถึงปีหน้า แต่ทางการจีนมีทีท่าที่จะบอกใบ้สิ่งที่จะถูกบรรจุลงในแผนในวันพุธ (22 ต.ค.) และในครั้งก่อน ๆ ทางการจีนก็เคยประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการประชุม

    “นโยบายตะวันตกทำงานตามวงรอบของการเลือกตั้ง แต่นโยบายจีนดำเนินการตามวงรอบของการวางแผน” นีล โธมัส นักวิจัยด้านการเมืองจีน แห่งสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย (Asia Society Policy Institute) ระบุ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • บจก.ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บอกว่ายินดีให้ทุกฝ่ายตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัท

    • Louvre Museum

    • Brown hyena standing near the ruins of an abandoned diamond mining building in dusty light.

    • รธน.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แผน 5 ปีจะบ่งบอกเป้าหมายที่จีนต้องการบรรลุ ส่งสัญญาณถึงทิศทางที่ผู้นำประเทศต้องการจะไป และปรับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐให้เป็นไปตามข้อสรุปที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า” เขากล่าวเสริม

    หากมองอย่างผิวเผิน ภาพของการที่เหล่าข้าราชการสวมสูทมาจับมือและวางแผนร่วมกันอาจดูน่าจืดชืด แต่ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราว่าสิ่งที่พวกเขาหารือและตัดสินใจกันในการประชุมเช่นนี้ มักส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลก

    และนี่คือประวัติศาสตร์ทั้งสามครั้งที่แผน 5 ปีของจีนได้เปลี่ยนเศรษฐกิจของโลกมาแล้ว

    1981-84: “ปฏิรูปและเปิดกว้าง”

    เป็นการยากที่จะระบุช่วงเวลาอย่างชัดเจนว่าจีนได้เริ่มเส้นทางของการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจตั้งแต่เมื่อใด แต่หลายคนในพรรคคอมมิวนิสต์มักจะกล่าวว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 1978

    เป็นเวลาเกือบสามทศวรรษที่เศรษฐกิจของจีนถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยรัฐ แต่การวางแผนจากส่วนกลางตามสไตล์โซเวียต ทำให้ความต้องการยกระดับความเจริญรุ่งเรืองล้มเหลว และกลับกันคือคนจำนวนมากต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากจน

    ขณะนั้นจีนยังอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากความเสียหายอย่างหนักภายใต้การปกครองประเทศของเหมา เจ๋อตุง นโยบายการก้าวกระโดดไปข้างหน้าครั้งใหญ่ (The Great Leap Forward) และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำโดยผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยความตั้งใจจะพลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมจีนนั้น ส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตของคนหลายล้านคน

    ในการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการชุดที่ 11 ในกรุงปักกิ่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนใหม่ของประเทศ ประกาศว่าถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับองค์ประกอบบางประการของตลาดเสรี

    นโยบายของเขาในการ “ปฏิรูปและเปิดกว้าง” กลายเป็นส่วนสำคัญของแผน 5 ปีฉบับถัดไป ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1981

    การสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี และการลงทุนจากต่างประเทศที่ตามมาภายหลังการประกาศเขตดังกล่าว ได้เปลี่ยนชีวิตของผู้คนในจีน

    Chinese leader Deng Xiao Ping and US President Jimmy Carter signing an agreement for cooperation between China and the United States on science and technology, Washington, DC, January 1979.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การเปิดกว้างทางเศรษฐกิจจีนภายใต้นโยบายของเติ้ง เสี่ยวผิง ยังรวมถึงข้อตกลงฉบับสำคัญกับประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ของสหรัฐฯ ในปี 1979 ด้วย

    นายโธมัสมองว่าเป้าประสงค์ของแผน 5 ปีครั้งนั้นได้บรรลุผลอย่างไม่มีอะไรจะชัดเจนไปได้มากกว่านี้แล้ว

    “จีนในทุกวันนี้พัฒนาไปไกลเกินกว่าความฝันที่ผู้คนจะเคยคิดฝันจินตนาการได้ในช่วงทศวรรษที่ 1970 แล้ว

    ทว่าแผนฯ ฉบับดังกล่าวยังได้พลิกโฉมเศรษฐกิจโลกด้วย ในช่วงศตวรรษที่ 21 เกิดการจ้างงานสายการผลิตของชาติตะวันตกหลายล้านตำแหน่งในโรงงานใหม่หลายแห่งบริเวณพื้นที่ชายฝั่งของจีน

    นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ไชนา ช็อก (the China shock)” หรือแรงกระแทกอย่างฉับพลันจากจีน รูปแบบเศรษฐกิจเช่นนี้เคยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันเบื้องหลังการเติบโตของบรรดาพรรคการเมืองที่มีแนวทางประชานิยมในพื้นที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมของยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ

    ยกตัวอย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งภาษีศุลกากรและสงครามการค้าต่างถูกออกแบบมาเพื่อทวงคืนตำแหน่งงานในภาคการผลิตของชาวอเมริกัน ที่สูญเสียไปให้กับจีนในช่วงไม่กี่ทศวรรษก่อน

    2011-15: “อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์”

    สถานะของจีนในการเป็นโรงงานของโลกถูกทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเมื่อจีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 แต่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านศตวรรษ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ได้วางแผนการเคลื่อนไหวต่อไปไว้ล่วงหน้าแล้ว

    แผนนั้นคือการเฝ้าระวังไม่ให้จีนตกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “กับดักชนชั้นกลาง (middle income trap)” ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประเทศที่กำลังเจิรญเติบโตอย่างรวดเร็วไม่สามารถจ้างงานด้วยอัตราค่าจ้างที่ต่ำมากได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีศักยภาพทางนวัตกรรมที่จะสร้างผลิตภัณฑ์และบริการระดับไฮเอนด์แบบประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว

    ดังนั้น แทนที่จะเดินหน้าแค่การผลิตราคาถูกต่อไป จีนต้องเฟ้นหาสิ่งที่จะเรียกได้ว่า “อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์” ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่เริ่มใช้อย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2010 โดยสำหรับบรรดาผู้นำในจีนแล้ว คำนี้หมายถึงเทคโนโลยีสีเขียว เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และแผงโซลาร์เซลล์

    ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากขึ้นในการเมืองตะวันตก จีนก็ระดมทรัพยากรจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนลงไปในอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้

    ทุกวันนี้ จีนไม่เพียงแต่จะเป็นผู้นำโลกด้านพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าอย่างที่ไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ยังผูกขาดห่วงโซ่อุปทานแร่หายากที่จำเป็นต่อการผลิตสิ่งเหล่านี้ด้วย

    การที่จีนกุมอำนาจเหนือทรัพยากรหลัก ๆ ซึ่งสำคัญต่อการผลิตชิปและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ตอนนี้จีนอยู่ในจุดที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ซึ่งอิทธิพลที่มีก็มากพอจะทำให้ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลจีนที่เพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกแร่หายาก ถูกทรัมป์กล่าวว่าเป็นความพยายามจะ “จับโลกไว้เป็นตัวประกัน”

    แม้ว่า “ขุมพลังเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์” จะถูกบรรจุในแผน 5 ปีฉบับถัดมาในปี 2011 แต่เทคโนโลยีสีเขียวก็ถูกกล่าวถึงมาตั้งแต่ช่วงต้นสหัสวรรษที่ 2000 แล้ว โดยหู จิ่นเทา อดีตผู้นำจีน ในฐานะกลไกที่มีศักยภาพสำหรับการเติบโตและอํานาจทางภูมิรัฐศาสตร์

    “ความปรารถนาของจีนในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เสรีภาพในการดำเนินการต่าง ๆ มีมานานแล้ว มันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นใยที่ถักทอเป็นเป็นอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” นีล โธมัส อธิบาย

    2021-2025: “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง”

    นี่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดแผน 5 ปีของจีนเมื่อไม่นานมานี้ได้หันมาให้ความสนใจกับ “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” ซึ่งริเริ่มประกาศอย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อปี 2017

    การประกาศเช่นนี้เสมือนเป็นการท้าทายอิทธิพลของอเมริกาในด้านเทคโนโลยี และทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของภาคอุตสาหกรรม

    เรื่องราวความสำเร็จต่าง ๆ ภายในประเทศ เช่น แอปพลิเคชันแบ่งปันวิดีโออย่าง ติ๊กตอก (TikTok) , ยักษ์ใหญ่ทางโทรคมนาคมอย่าง หัวเว่ย (Huawei) , ไปจนถึงโมเดลเอไออย่าง ดีพซีก (DeepSeek) ล้วนเป็นข้อพิสูจน์ความเฟื่องฟูทางเทคโนโลยีของจีนในศตวรรษนี้

    แต่เหล่าประเทศตะวันตกมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ การจำกัด หรือพยายามจะจำกัดเทคโนโลยีจากจีนที่ได้รับความนิยม ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก และเพิ่มความตึงเครียดทางการทูต

    President of the People's Republic of China Xi Jinping arrives for an official visit to attend the celebrations to mark the 80th anniversary of Russia's Victory in the Great Patriotic War of 1941-1945, in Moscow, Russia on May 7, 2025

    ที่มาของภาพ, Grigory Sysoev/RIA Novosti/Pool/Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แผน 5 ปีของจีนภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง”

    จนกระทั่งถึงตอนนี้ จีนได้ผลักดันเทคโนโลยีของประเทศจนประสบความสำเร็จ ผ่านการใช้นวัตกรรมของอเมริกา เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจากเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งตอนนี้ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ จำกัดการขายไปยังจีนแล้ว

    และเนื่องจากสหรัฐฯ ปิดกั้นการขายเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับจีน คาดว่า “การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง” จะถูกปรับเป็น “ขุมพลังทางการผลิตเชิงคุณภาพขุมใหม่” ดังที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศสโลแกนใหม่เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นการปรับไปให้ความสำคัญกับความภาคภาคภูมิในภายในประเทศและความมั่นคงของประเทศมากขึ้น

    การประกาศเช่นนี้หมายถึงการทำให้จีนเป็นผู้นำด้านการผลิตชิป ด้านคอมพิวเตอร์ และเอไอ โดยที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก และมีภูมิคุ้มกันต่อการถูกคว่ำบาตร

    ความสามารถในการพึ่งพาตนเองในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงสุดของนวัตกรรม น่าจะเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญ ๆ ของแผน 5 ปีฉบับถัดไป

    “ความมั่นคงของชาติและความเป็นอิสระทางเทคโนโลยี คือภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ในนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนในตอนนี้” นายโธมัสอธิบาย

    “อย่างที่ผมบอกไป มันย้อนกลับไปตั้งแต่โครงการชาตินิยมที่เป็นรากฐานค้ำจุนลัทธิคอมมิวนิสต์ในจีน มันคือการสร้างความมั่นใจว่าจีนจะไม่ถูกครอบงำโดยต่างชาติอีกต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckgzrxmxz0ko&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NZMnLVbt3WNXC6k3gkB6X

  • สบส. ดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย 69

    สบส. ดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย 69

    กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ผลักดัน 4 นโยบาย ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทย มุ่งสร้างความเข้มแข็งระบบบริการสุขภาพ สุขภาพภาคประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ยกระดับประสิทธิภาพองค์กร สอดรับนโยบาย Quick Win กระทรวงสาธารณสุข 2569

    ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรม สบส. กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยจะมีความต้องการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุของประชากรไทย และการเปลี่ยนแปลงบริบทอย่างรวดเร็ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สังคม เทคโนโลยี และการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs รวมถึง การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวเพื่อรับบริการทางการแพทย์ หรือบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพในไทย ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการบริการด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ขับเคลื่อนศักยภาพเศรษฐกิจสุขภาพ และสร้างสุขภาพที่ดีให้คนไทยอย่างยั่งยืน ตามนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข กรม สบส. จึงได้วางนโยบายที่มุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจใน 4 ข้อ ได้แก่

    1. สร้างความเข้มแข็งระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยการพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิ Health Station หรือ “สถานีสุขภาพ” เป็นจุดบริการที่เน้นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับชุมชน ยกระดับศูนย์สาธารณสุขมูลฐาน (ศสมช.) เป็น “ศูนย์ NCDs ประจำหมู่บ้าน” ให้ครบ 76 จังหวัด ยกระดับศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานด้านสุขภาพ 4 ด้าน ได้แก่ การนวดไทยยืดเหยียดเฉพาะทาง 7 ด้าน การดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ผู้ช่วยสาธารณสุขในการดูแล ป้องกันโรค และผู้นำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

    2. ส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ ขับเคลื่อนนโยบาย Medical Hub ผ่านคณะอนุกรรมการฯ เพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ทั้ง 6 คณะ ส่งเสริมให้ประเทศไทยให้เป็น Hospital Quality ในธุรกิจบริการสุขภาพ ด้านเวชศาสตร์ความงาม เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การผ่าตัดแปลงเพศ และ Wellness สร้างความเชื่อมั่นแก่ชาวต่างขาติด้านความปลอดภัยในระบบบริการสุขภาพ ส่งเสริมเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มบริการด้านสุขภาพของสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    3. ขับเคลื่อนมาตรฐานระบบสถานพยาบาล ยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพเป็นมาตรฐานสถานพยาบาลแห่งชาติ พัฒนาพระราชบัญญัติมาตรฐานด้านระบบวิศวกรรมการแพทย์ ส่งเสริมสถานพยาบาลภาครัฐให้มีคุณภาพ ผ่านการรับรอง ตามเกณฑ์มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ HS4 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานก่อสร้าง และดูแลบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม บังคับใช้กฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพ และนำ AI มาใช้ในการตรวจจับการกระทำผิดของสถานพยาบาล และสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ

    และ 4. พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ปรับปรุงโครงสร้างและระบบการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ พัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม จัดระบบสวัสดิการ เพื่อส่งเสริมความผูกพันในองค์กร และเสริมสร้างภาพลักษณ์และสร้างความไว้วางใจ จากทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงส่งเสริมการเป็นองค์กรดิจิทัล Fully Digital

    “ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตนขอให้บุคลากรทุกท่านเดินหน้าปฏิบัติตามนโยบายอย่างเข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึง นำหลักการ “คิดใหญ่ ทำใหม่ สร้างความไว้วางใจ” ที่ได้มอบไว้ มาใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อการพัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต” ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TMmizwt5RpKg0Pvw4KgL-

  • ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนด้วย

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำรับกินเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ 1.5 ผู้ประกอบการได้ลดหย่อนด้วย

    ครม.เคาะมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดภาษีฉ่ำ รองรับกินเที่ยว “เมืองรอง” ลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง ขณะหน่วยงานราชต้องเร่งเบิกจ่ายงบปี 69 ไม่น้อยกว่า 60 % เป็น KPI ชี้วัดผู้บริหาร เฮต่อ ผู้ประกอบการ ได้ลดหย่อนปรับปรุงที่พักด้วย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงมติครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล

    โดยภาษีบุคคลธรรมดา สนับสนุนการท่องเที่ยว นำค่าที่พัก ค่าบริการร้านอาหาร ลดหย่อนภาษี ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคมถึง 15 ธันวาคม 2568 ลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาทตามจำนวนที่จ่ายจริง ในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ในรอบแรกไม่เกิน 10,000 บาท ส่วน 10,000 บาทที่สอง ได้เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวเมืองรอง สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    ขณะที่ มาตรการภาษีนิติบุคคลสำหรับการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ นำไปลดหย่อนภาษี เมืองรอง ลดได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ส่วนพื้นที่อื่นได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายจริง

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมประชุมสัมมนาประจำปีงบประมาณปี 69 สำหรับหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ และอปท. ให้เร่งรัดเบิกจ่ายไม่น้อยกว่า 60 % นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้ จนถึง 31 มกราคมปี 2569 โดยเน้นเมืองรองเป็นลำดับแรก ซึ่งการเบิกจ่ายจะเป็นเคพีไอสำหรับผู้บริหารด้วย

    ขณะเดียวกันมาตรการภาษีปรับปรุงโรงแรมที่พัก บริษัทหรือผู้ประกอบการโรงแรมหักรายจ่ายการต่อเติมเปลี่ยนแปลงขยายพื้นที่ ได้ 2 เท่า ของรายจ่ายจริง โดยเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคมปีนี้ จนถึง 31 มีนาคมปี 2569

    สำหรับมาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ โดยลดจาก 10 % เป็น 5 % ขยายออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/450018&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19twf3VSqPrCob6kLAScWM

  • ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000

    ครม.ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20,000

    โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับในกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    1. หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัด ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง
    2. หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนา ที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)
    3. ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย ตามที่จ่ายจริง

      3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณา ดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก 

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ

    พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดย กรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรม ในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

      4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คง สภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม
    2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหัก รายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

      5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการ ร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860358&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zM8XwHv7hylvuWVj8oLNP

  • 5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    5 มาตรการ ดันคนไทยเที่ยวเมืองรอง หวังฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ (มาตรการฯ) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 

    ในด้านเศรษฐกิจสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี 

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่ 

    (1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    (2) มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    (3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    (4) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    (5) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยมีรายละเอียดมาตรการฯ ดังนี้ 

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวให้บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    (1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป  ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    (1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัดและพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) และ/หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (Key Performance Indicator: KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

    สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย 

    (1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม 

    (2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวรโดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ 

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    กระทรวงการคลัง คาดว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น จ้างงานเพิ่มขึ้น และรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดการลงทุนใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการกระตุ้นในระยะสั้น ได้ผลในระยะยาว และกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-tourism-encourages-travel&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FbKnwZVe5AdQ-oz_R4_Bo

  • สแกมเมอร์เขย่าท่องเที่ยว “แอตต้า” จี้รัฐยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน”

    สแกมเมอร์เขย่าท่องเที่ยว “แอตต้า” จี้รัฐยกระดับไทย “ศูนย์กลางความปลอดภัยอาเซียน”

    กระแสข่าว “แก๊งสแกมเมอร์” ในกัมพูชา ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก “แอตต้า” จี้รัฐแสดงภาวะผู้นำเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV”

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า กระแสข่าวเรื่อง “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scammer Centers)” ในกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะจากเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ความไม่มั่นใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลายทางในกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังลามมาถึงประเทศที่มีพรมแดนเชื่อมต่อ เช่น ไทย ลาว และ เวียดนาม โดยนักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้ประเทศไทยเป็นจุดต่อเครื่อง (Transit Hub) ก่อนเดินทางต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) แต่กลับยังไม่มีมาตรการหรือระบบดูแลที่ชัดเจนจากภาครัฐไทย เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักเดินทางเหล่านี้

    “ในยุคที่ภัยไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติแฝงมาในคราบการท่องเที่ยว โลกต้องการผู้นำที่กล้าแสดงความรับผิดชอบ ไทยจึงควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับบทบาทของตนเองจากประเทศท่องเที่ยว สู่ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน”

    นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบภาพลักษณ์ของไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวอาเซียน” แต่ยังอาจกระทบต่อรายได้ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเชิงรุก ดังนั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลควรเร่งประกาศ “มาตรการความปลอดภัยนักท่องเที่ยวต่อเครื่องไป CLMV” ดังนี้

    1.ไทยควรเปิดการหารือเชิงนโยบายกับประเทศต้นทาง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อจัดตั้ง “Joint Safety Protocol” หรือมาตรการเฝ้าระวังร่วมกัน ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงและการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า

    2. ระบบเอกสารกำกับการเดินทาง (Safety Endorsement) นักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทยไป CLMV ควรได้รับเอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐไทย เช่น “Tourist Safety Acknowledgement” ซึ่งยืนยันว่าผู้โดยสารผ่านจุดตรวจมาตรฐานและได้รับข้อมูลความปลอดภัยที่จำเป็น คล้ายแบบฟอร์ม Travel Advisory Note ในยุโรป

    3. ระบบ Monitor และ Database เชิงความปลอดภัย โดยไทยควรใช้ข้อมูลจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและสายการบิน สร้างระบบติดตามเชิงสถิติ เช่น จำนวนผู้เดินทางต่อเครื่อง เส้นทางเสี่ยง และกรณีร้องเรียนด้านความปลอดภัย เพื่อส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานใน CLMV ใช้วางแผนเชิงป้องกันได้จริง

    4. เครือข่ายข้อมูลข่าวสารร่วม (Regional Safety Network) ผ่านการจัดตั้งช่องทางข่าวสารเฉพาะด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับประเทศ CLMV เช่น ศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เหตุฉุกเฉิน และคำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักเดินทาง ทั้งภาครัฐและเอกชน

    “จุดยืนของไทยในอาเซียนต้องชัด ไม่เพียงเป็นทางผ่าน แต่ต้องเป็นผู้คุ้มกัน และจะต้องประกาศมาตรการเชิงรุกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันปัญหาภาพลักษณ์ แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกว่า ประเทศไทยคือประเทศศูนย์กลางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบต่อภูมิภาค”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2890406&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g9i-1HQymVbJ7Wn3aL4Wq

  • นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    นายกฯ อนุทิน เชิญชวนคนไทยร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง 2568 เดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทย ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน


    21/10/2568 | 134 |

    วันนี้ (21 ตุลาคม 2568) เวลา 09.40 น. ณ บริเวณโถงอาคารตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเจ้าหน้าที่ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน Maha Loi Krathong World Event ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ณ จังหวัดสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยา และงาน Vijit Chao Phraya 2025 ในเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ณ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย 

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี รับฟังวัตถุประสงค์ของการจัดงานกิจกรรมและการประชาสัมพันธ์ “งานสีสันแห่งสายน้ำ มหกรรมลอยกระทง ปี 2568” และ “งาน Vijit Chao Phraya 2025” โดยงาน Maha Loi Krathong @Sukhothai จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณวัดชนะสงครามและตระพังตะกวน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย โดยเนรมิตพื้นที่วัดชนะสงครามให้เปล่งประกายด้วยแสงไฟ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรุ่งเรืองของอารยธรรมสุโขทัย ผสานบรรยากาศย้อนยุคกับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน และงาน Maha Loi Krathong @Ayutthaya ในวันที่ 2 – 6 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดพระราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอความงดงามและมนต์เสน่ห์ของประเพณีลอยกระทง เพื่อตอกย้ำการได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นเมืองเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยนำเสนออัตลักษณ์ประเพณีเทศกาลลอยกระทง ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมการจัดแสดงแสง สี เสียง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการจัดงานในพื้นที่อัตลักษณ์ทั่วประเทศ ได้แก่ ประเพณีเดือนยี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก ประเพณีลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองตามครรลองวิถีพอเพียง จังหวัดสมุทรสงคราม และประเพณีสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป จังหวัดร้อยเอ็ด

    ทั้งนี้ สำหรับงาน Vijit Chao Phraya 2025 มีการจัดแสดง 45 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00-22.00 น. บริเวณสถานที่สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สร้างบรรยากาศและสีสันให้แก่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยแสงไฟผสมผสานกับเทคโนโลยี แสง เสียง ในยามค่ำคืน และสร้าง Landmark อัตลักษณ์ของประเทศไทย ผ่าน 15 จุดแสดงสำคัญ ประกอบด้วย สะพานพระราม 8, บริเวณปากคลองบางกอกน้อย-ปากคลองดุสิต (โรงพยาบาลศิริราช), พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน (โรงพยาบาลศิริราช), ท่าพระจันทร์), อาคารสำนักงานราชนาวิกสภา (กองทัพเรือ), บริเวณหน้าสวนนาคราภิรมย์, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร, ป้อมวิไชยประสิทธิ์ (กองทัพเรือ) วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ,สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า), สะพานพระปกเกล้า, ตึกร้าง (ซอยล้ง 1919) ถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน, วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์),ไอคอนสยาม และ ปั้นจั่น/เครนก่อสร้างทางน้ำ (บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด) โดยไฮไลท์สำคัญได้แก่ การแสดงโดรน 500  ลำประกอบการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานพระราม 8 ทุกวันศุกร์และการจุดพลุประกอบเอฟเฟกต์ และนวัตกรรม แสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่อลังการ บริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดการจัดงาน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433435&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw101DKKWhiCT0Jntto3sYPe

  • ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย รับไฮซีซั่น

    ครม. ไฟเขียว 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย รับไฮซีซั่น

    เศรษฐกิจ

    21 ต.ค. 2025 เวลา 13:47 น.

    ครม. อนุมัติ 5 มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ คาดหนุน GDP ไตรมาส 4 โตเพิ่ม 0.04% สร้างบรรยากาศใช้จ่ายปลายปีช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    วันที่ 21 ต.ค.2568 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ 5 มาตรการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวเพิ่ม 0.04% โดยคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ในการจัดเก็บภาษีราว 5,000 ล้านบาท

    “มาตรการดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเติมเต็มในจีดีพีในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่จะตกท้องช้างนิดหน่อยจึงต้องมีมาตรการช่วยเสริม และที่สำคัญอยากเห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก รวมถึงช่วยต่อยอดตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ แม้เม็ดเงินจะไม่เยอะแต่เราแลกกับบรรยากาศที่คักคักขึ้น”

    สำหรับมาตรการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ ครม. เห็นชอบ ดังนี้ 

    1.มาตรการทางภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้สูงสุดคนละ 20,000 บาท แยกเป็น 10,000 บาทแรก ต้องมีใบกำกับภาษีในรูปแบบกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน 10,000 บาท ที่สองต้องเป็นใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น  โดยมาตรการนี้จะให้สิทธิ์ในการลดหย่อนสำหรับการท่องเที่ยวเมืองหลัก 1 เท่า และเมืองรองให้สิทธิ์ได้ 1.5 เท่า โดยจะเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 สามารถใช้ควบคู่กับมาตรการคนละครึ่งพลัสได้

    2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนา เริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์  สามารถหักรายจ่ายดังกล่าว

    โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง 

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 – 31 ม.ค. 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก 

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2.ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี

    เริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. 2568 – 31 มี.ค. 2569 สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย  1. อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม  2. เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม 

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ  ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์  เป็นต้น โดยกระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204084&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09g0O0mUqrd6XXa175u88S