Blog

  • ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP โค้งสุดท้ายไม่ตกท้องช้าง : อินโฟเควสท์

    ครม.เคาะมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี หวังดัน GDP โค้งสุดท้ายไม่ตกท้องช้าง : อินโฟเควสท์

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในส่วนของการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ในเสาหลักที่ 1 ของ “Quick Big Win” ทั้งหมด 5 เสาหลักของนโยบายรัฐบาล

    โดยการจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทย หันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว ผ่านกลไภภาษี ที่ครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่งผลกระทบเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการในระยะยาว และเกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึง

    โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้

    1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

    ให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พัก (ที่ไม่เป็นโรงแรม) และค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

    1.1 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

    1.2 ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ 1.1 ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

    สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด (ตามเอกสารแนบ) สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ 1.1 และ/หรือข้อ 1.2 ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

    2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลในการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

    ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

    (1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง (ตามเอกสารแนบ)

    (2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

    (3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2) ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง

    3. มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (Front Load)

    ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน ไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณาดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท. โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท. พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าว ต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐต่อไป พร้อมทั้งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง จะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหาร สำหรับการจัดฝึกอบรมในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    4. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก

    ให้บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 สำหรับทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

    (1) อาคารถาวร ที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

    (2) เครื่องตกแต่ง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบ และยึดติดกับอาคารเป็นการถาวร

    โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรก เป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

    5. มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

    ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่า จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิต ได้มีการบูรณาการร่วมมือกรมการปกครอง ให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการ เพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

    คลัง ลุ้นมาตรการกระตุ้นบริโภค-ท่องเที่ยว ดัน GDP ไตรมาส 4 โต 1%

    ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ทั้ง 5 มาตรการย่อยนี้ หวังว่าจะมาช่วยเติมเต็มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (GDP) ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งแม้จะเป็นเม็ดเงินที่ลงไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่มากนัก เพราะเป็นเงินเดิม ไม่ใช่เงินใหม่ เช่น กรณี front Load ที่โยกเข้ามาให้ใช้จ่ายได้เร็วขึ้น รวมแล้วประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่สำคัญคือ จะช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงปลายปีให้กลับมาคึกคักมากขึ้น

    “เราหวังว่า 5 มาตรการย่อยนี้ จะมาช่วยเติมเต็ม GDP ในช่วง Q4 ไม่ให้ตกท้องช้าง ซึ่งมีมาตรการอื่นมากระตุ้นแล้ว และมาตรการนี้ จะเข้ามาเสริม มาเติม ที่สำคัญที่สุดคืออยากเห็นบรรยากาศของการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และต่อยอดกิจกรรมอื่น ๆ รวมทั้งเพิ่มการใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ ให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากยิ่งขึ้น” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ

    ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการเร่งใช้จ่ายภาครัฐด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 0.04% ในช่วงไตรมาส 4/68 (ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569)

    ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ คือ การเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการคนละครึ่ง พลัส คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 1.1 แสนล้านบาท หรือช่วยกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้นอีก 0.4% ซึ่งเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว คาดว่าจะช่วยดัน GDP ในไตรมาส 4 ปีนี้ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีกราว 0.44-0.45% ซึ่งเมื่อรวมเบ็ดเสร็จทั้งหมดแล้ว คาดว่าไตรมาส 4 ปีนี้ GDP จะขยายตัวได้ราว 1%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539160&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eIlFURluveE1M0xg4bsrd

  • ทำไม “กล้องย้อนยุค” ถึงกลับมาได้รับความนิยมในยุคดิจิทัล

    ทำไม “กล้องย้อนยุค” ถึงกลับมาได้รับความนิยมในยุคดิจิทัล

    หลังจากยุคทองของกล้องฟิล์มในช่วง 80–90’s ที่แบรนด์อย่าง Canon, Nikon, และ Yashica เคยเป็นสัญลักษณ์ของความประณีตและศิลปะการถ่ายภาพ ยุคดิจิทัลกลับเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว กล้องดิจิทัล …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59535&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dHN6P-34F92IaWe92WKJt

  • ‘นฤมล’ เผยที่ประชุมครม.ตั้ง “ธนุ” ขรก.การเมือง เตรียมดึง นั่งเก้าอี้ใหม่ในศธ. ช่วยขับเคลื่อนงานการศึกษา | เดลินิวส์

    ‘นฤมล’ เผยที่ประชุมครม.ตั้ง “ธนุ” ขรก.การเมือง เตรียมดึง นั่งเก้าอี้ใหม่ในศธ. ช่วยขับเคลื่อนงานการศึกษา | เดลินิวส์

    ‘นฤมล’ เผยที่ประชุมครม.ตั้ง “ธนุ” ขรก.การเมือง เตรียมดึง นั่งเก้าอี้ใหม่ในศธ. ช่วยขับเคลื่อนงานการศึกษา

    ‘นฤมล’ เผยที่ประชุมครม.แต่งตั้งข้าราชการเมืองประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมดึง ‘ธนุ’ นั่งเก้าอี้ใหม่ในศธ.ช่วยขับเคลื่อนงานการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5224314/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NZ-5dbN4zM2Z7phOREM3y

  • ศึกษาศาสตร์ มวล. จับมือ 71 รร. สพม.นศ. สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล | TOPNEWS

    ศึกษาศาสตร์ มวล. จับมือ 71 รร. สพม.นศ. สร้างครูคุณภาพสูง สู่มาตรฐานสากล | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 21/10/2025 15:48

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2568 ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ ดร.สุภาพ เต็มรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช (สพม.นศ.) ดร.ภาวินทร์ ณ พัทลุง รองนายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวน 71 แห่งในสังกัด สพม.นศ. ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาทางวิชาการ การวิจัย การจัดการเรียนการสอน และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสนับสนุนนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ในการฝึกปฏิบัติวิชาชีพและการฝึกสอนในสถานศึกษา โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา และแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมศรีธรรมราช อาคารปฏิบัติการสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าวว่า สำนักวิชาศึกษาศาสตร์ เป็นสำนักวิชาใหม่ล่าสุดของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาครุศาสตร์ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในระดับสากล เพื่อผลิตบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพสูงให้แก่ประเทศ โดยปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนใน 10 วิชาเอก และมีนักศึกษาคุณภาพให้ความสนใจเข้าเรียนในหลักสูตรจำนวนมาก พร้อมมั่นใจว่าหลักสูตรศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจะเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอให้มั่นใจว่า ม.วลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ มีคนเก่งมาเป็นอาจารย์ มีนักศึกษาเก่งจากทั่วประเทศ และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยครอบคลุมทั้งการเรียนการสอนและการใช้ชีวิต”

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.นรินทร์ สังข์รักษา คณบดีสำนักวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวเสริมว่า สำนักวิชาเปิดการเรียนการสอนมาแล้ว 3 ปี มี 10 วิชาเอก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา พลศึกษา นาฏศิลป์ การศึกษาปฐมวัย คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ศึกษาและเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์-ชีววิทยา และวิทยาศาสตร์ทั่วไป โดยในปีการศึกษานี้มีแผนเปิดหลักสูตรใหม่ ได้แก่ ปฐมวัย การบริหารการศึกษา และนวัตกรรมและการสอน ทั้งนี้ สำนักวิชาได้รับความสนใจจากนักเรียนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัคร TCAS1 ปีล่าสุดกว่า 4,000 คน และยังมีโครงการส่งนักศึกษาไปฝึกงานต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย รวมถึงโครงการผลิต “ครูพรีเมียม” ที่เน้นทักษะภาษาอังกฤษ ความเป็นครูมืออาชีพตามกรอบมาตรฐานสหราชอาณาจักร (UKPSF) และการสร้างนวัตกรรมควบคู่คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณความเป็นครูอย่างแท้จริง

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ปก web TFOPTA ประชุมใหญ่วิสามัญ

    dvvdvec

    ครม.ถกวาระลับ มติยืนยัน ตีกรอบ GBC คุย 4 ข้อตกลง ฮึ่มถ้ากัมพูชานิ่ง ไทยไม่ลงนาม-ไม่ส่งเชลยศึกกลับ

    “สส.สุรินทร์ ปาลาเร่” หนุนกีฬา สร้างสามัคคี ชุมชนเข้มแข็ง

    ครม.เคาะ 5 มาตรการ “เที่ยวดีมีคืน”กระตุ้นท่องเที่ยว หักค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษี เน้นเมืองรอง

    โฆษกรบ. เผยไทยจับมือสหรัฐฯ ปราบ “สแกมเมอร์” ในเขมร เดือนพ.ย.นี้ จนท.เข้าหารือ “นายกฯอนุทิน”

    เทศบาลเมืองเบตงจัดเเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน สืบสานวัฒนธรรมจีน–กระชับสัมพันธ์มาเลเซีย

    “ตรีนุช” มั่นใจ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานอิสระ เสร็จภายใน 4 เดือน หนุนแรงงานกว่า 20 ล้านรายได้รับสิทธิคุ้มครอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1363758&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23WHR80GghBm-xleFjobXF

  • สสปท. จับมือ มทร.ล้านนา ปั้น “จป.พันธุ์ใหม่” สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจากรั้วมหาวิทยาลัย สู่แรงงานคุณภาพในอนาคต

    สสปท. จับมือ มทร.ล้านนา ปั้น “จป.พันธุ์ใหม่” สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจากรั้วมหาวิทยาลัย สู่แรงงานคุณภาพในอนาคต

    สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. เปิดมิติใหม่ในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย จากภาคการศึกษา โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (มทร.ล้านนา) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐาน Safety, Health and Environment (SHE) ภายในสถาบันการศึกษา และปลูกฝัง “จิตสำนึกด้านความปลอดภัย” แก่นักศึกษา ภายใต้โครงการ จป.พันธุ์ใหม่ สู่วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน

    โดยพิธีลงนาม ได้รับเกียรติจาก ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ รองศาสตราจารย์วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ รักษาราชการแทนอธิการบดี มทร.ล้านนา ร่วมลงนาม โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาร่วมเป็นสักขีพยาน

    ทั้งนี้ ดร.นันทชัย กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือ ครั้งนี้ ว่า ความร่วมมือระหว่าง สสปท. และ มทร.ล้านนา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา “จป.พันธุ์ใหม่” ที่มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกด้านความปลอดภัย เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวสู่ วัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม

    “สสปท. มุ่งมั่นสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับการศึกษา เพราะนักศึกษาเหล่านี้คือรากฐานสำคัญของแรงงานคุณภาพในอนาคต การปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย จะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่สังคมไทยที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน”

    ด้าน รองศาสตราจารย์วิเชษฐ์ ทิพย์ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการเรียน การวิจัย และการปฏิบัติงาน ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสทองในการพัฒนาองค์ความรู้และยกระดับมาตรฐาน SHE ให้ทันสมัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตของเรามีจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ก่อนก้าวสู่โลกการทำงานจริง

    นอกจากการลงนามความร่วมมือแล้ว ยังได้จัด การฝึกอบรมหลักสูตร “เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน” ระหว่างวันที่ 20–21 ตุลาคม 2568 โดยมี นายบัญชา ศรีธนาอุทัยกร รองผู้อำนวยการ สสปท. เป็นวิทยากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250468&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGf_D6lHTcm69-s0x4ncJ

  • เปิดชื่อ คณะกรรมการ กห. ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู ‘บิ๊กโบ้-บิ๊กจุ๋ม-บิ๊กนัต’ร่วม

    เปิดชื่อ คณะกรรมการ กห. ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู ‘บิ๊กโบ้-บิ๊กจุ๋ม-บิ๊กนัต’ร่วม

    การเมือง

    เปิดชื่อ คณะกรรมการ กห. ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู ‘บิ๊กโบ้-บิ๊กจุ๋ม-บิ๊กนัต’ร่วม

    21 ต.ค. 2025 เวลา 10:59 น.

    “พล.อ.ณัฐพล” ลงนาม ตั้งคณะกรรมการกลาโหม ศึกษาเอ็มโอยู 43-44 ยกเลิก-คงอยู่ หรือ ปรับปรุง มี “บิ๊กโบ้- บิ๊กจุ๋ม- บิ๊กนัต”ร่วม

    21 ต.ค. พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามคำสั่งกระทรวงกลาโหม เรื่อง แต่งตั้งคณะทํางานกระทรวงกลาโหมเพื่อศึกษาบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

    โดยที่รัฐบาลมีนโยบายให้ทบทวนความเหมาะสมของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่ง
    ราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบกและบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่
    ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับช้อนกัน ว่าสมควรคงอยู่ต่อไป ยกเลิก หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในการจัดทำหลักเขตแดนทางบก และการกำหนดแนวเขตทางทางทะเลระหว่างราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรกัมพูชา 

    โดยสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักการ
    อยู่ร่วมกันอย่างฉันท์มิตร
    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม
    พ.ศ. 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
    ข้อ 1 ให้จัดตั้ง “คณะทำงานกระทรวงกลาโหมเพื่อศึกษาบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่ง
    ชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา” เรียกโดยย่อว่า “คณะทำงานศึกษาบันทึกความเข้าใจ
    ประกอบด้วย

    1. พล.อ. อักษรา เกิดผล
    ประธานคณะทำงานฯ
    รองประธานคณะทำงานฯ
    2. พล.ร.อ. จุมพล ลุมพิกานนท์ ร.น.
    คณะทำงานฯ
    3. พล.อ.อ. มานัต วงษ์วาทย์
    คณะทำงานฯ
    4. พล.อ.รศ.ดร. พีรพล สงนุ้ย
    คณะทำงานฯ
    5. พล.ร.ท. ศิริชัย เนยทอง ร.น.
    คณะทำงานฯ
    6. น.อ.ผศ. สมาน ได้รายรัมย์ ร.น.
    คณะทำงานฯ
    7. น.ท.ศ.ดร. สราวุฒิ สุจิตจร
    คณะทำงานฯ
    8. พ.ท.ผศ.ดร. สรวิศ สุภเวชย์
    คณะทำงานฯ
    9. นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ
    คณะทำงานฯ
    10. นายภูมิพิชัย ธารดำรงค์
    คณะทำงานฯ
    11. นายภัทรพงษ์ แสงไกร
    คณะทำงานฯ
    12.นายสุวันชัย แสงสุขเอี่ยม
    คณะทำงานฯ
    13.พล.ท.ชาคร เลขานุการฯ
    14.พล.ร.ท.ยอดรัก ศิลปะดุริยางค์ ร.น.
    ผู้ช่วยเลขานุการฯ 

    ข้อ 2 ให้คณะทำงานศึกษาบันทึกความเข้าใจมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (1) ศึกษาความเป็นมา เหตุผลความจำเป็นในการจัดทำ เนื้อหาสาระของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนทางบก และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทย และกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับช้อนกัน รวมตลอดทั้งประเมินผลการดำเนินการที่ผ่านมาที่มีต่อการรักษาอธิบไตยของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน และผลประโยชน์แห่งชาติ 
    ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละห้วงเวลาที่ผ่านมาด้วย

    (2) จัดทำบันทึกรายรายผลการศึกษา และข้อเสนอแนะต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
    ว่าบันทึกความเข้าใจแต่ละฉบับนั้นสมควรคงอยู่ต่อไป ยกเลิก หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยชี้แจงเหตุผล ข้อดี ข้อด้อย ในแต่ละแง่มุม ความสอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมาย ภายในของราชอาณาจักรไทยให้ชัดเจน

    (3) เสนอแนะแนวทางและวิธีการที่เหมาะสมในการเผยแพร่และสื่อสารข้อมูลรายงานผลการศึกษารวมทั้งข้อเสนอแนะต่อประชาชนทั่วไปทราบโดยวิธีการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมในการรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนแต่ละกลุ่ม

    (4) ปฏิบัติงานอื่นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย
    ข้อ ๓ ให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพสนับสนุนคณะทำงานศึกษาบันทึก ความเข้าใจตามที่ได้รับการร้องขอ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 

    สั่ง ณ วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2568  พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม 

    เปิดชื่อ คณะกรรมการ กห. ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 'บิ๊กโบ้-บิ๊กจุ๋ม-บิ๊กนัต'ร่วม เปิดชื่อ คณะกรรมการ กห. ศึกษายกเลิกเอ็มโอยู 'บิ๊กโบ้-บิ๊กจุ๋ม-บิ๊กนัต'ร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1204022&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hZDpV49sERQJx6GdMgMFL

  • วางแผนการเงินรอบด้าน ส่งลูกเรียนนอกอย่างมีกลยุทธ์ ด้วยโซลูชันทางการเงินจาก ttb reserve

    วางแผนการเงินรอบด้าน ส่งลูกเรียนนอกอย่างมีกลยุทธ์ ด้วยโซลูชันทางการเงินจาก ttb reserve

    การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ปกครองคือ ‘การลงทุนด้านการศึกษา’ ให้กับบุตรหลาน โดยเฉพาะการศึกษาต่อต่างประเทศ ประตูแห่งประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ค้นพบตัวตน เพิ่มทักษะชีวิต ต่อยอดเส้นทางอาชีพ ติดอาวุธทางความรู้ และสร้างโอกาสให้บุตรหลานได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับสากล เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และความต้องการทักษะใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานระดับโลก

    อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ผู้ปกครองต้องเผชิญ การวางแผนทางการเงินที่รอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การลงทุนด้านการศึกษานั้นเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เป็นภาระในระยะยาว

    ด้วยความเข้าใจในความต้องการนี้ ttb reserve ได้จัดงานสัมมนา “Empowering The Next Generation through International Education” เพื่อเปิดมุมมองและให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก EduSmith และ Skooldio มาให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิชาการและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต พร้อมนำเสนอโซลูชันทางการเงินตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า Wealth ที่วางแผนส่งบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้ปกครองเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งในด้านการศึกษาและการจัดการการเงินที่ครอบคลุมทุกมิติ

    ttb-reserve-international

    ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต ฉายภาพเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ช้าลงอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่หลังวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 (2020) ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4% แต่ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายโดยรวมของคนไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าใช้จ่ายด้านค่าครองชีพ ด้านสุขภาพ ด้านประกัน และด้านการศึกษา ส่งผลให้ความมั่งคั่งของคนไทยไม่เหมือนเดิม โดยสะท้อนได้จากอัตราการเติบโตของเงินฝากในประเทศที่ลดลง และผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศที่ไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายในอนาคต

    นอกจากนี้ สำหรับผู้ปกครองที่มีแผนส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศยังต้องเผชิญกับอัตราค่าเล่าเรียนที่มีการเติบโตสูงกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการส่งบุตรหลานเรียนต่อต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มีค่าใช้จ่ายโดยรวมในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสูงถึง 4 ล้านบาทต่อปี

    ความพร้อมด้านการศึกษาคือการลงทุนที่สำคัญที่สุด

    การเตรียมความพร้อมด้านการศึกษา ถือเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดและต้องวางแผนให้ดี โดยเฉพาะการเตรียมทุนการศึกษาซึ่งผู้ปกครองควรวางแผนล่วงหน้าผ่านการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศและการออมเงินในสกุลเงินต่างประเทศที่เหมาะสมกับประเทศเป้าหมายที่จะส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อ

    ttb reserve นำเสนอ ‘โซลูชันการเงินแบบครบวงจรเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ’ ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ปกครองที่ต้องการวางแผนทางการเงินเพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศของบุตรหลาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้กังวล ผ่านการจัดการด้วย 3C

    Cost Saving: วางแผนการศึกษาต่างประเทศ ให้ทุกบาทคุ้มที่สุด ด้วย ‘FCD e-Saving’

    การลดค่าใช้จ่ายด้วยการลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศที่เหมาะสมกับประเทศที่จะไปเรียน เช่น การลงทุนล่วงหน้าแบบ Target Payment เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้คุณภาพดี สกุล USD หรือ GBP ที่มีอายุคงเหลือสอดคล้องกับค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับเวลาที่จะไปเรียนและระยะเริ่มลงทุน ช่วยให้สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนที่หลากหลาย

    และอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงที่เงินบาทแข็ง ได้แก่ การทยอยสะสมเงินทุนการศึกษาล่วงหน้าใน 5 สกุลเงินต่างประเทศผ่านบัญชี FCD e-Saving พร้อมรับดอกเบี้ยสูงสุดถึง 4.0% ต่อปีสำหรับเงินสกุล USD และ 2.60% ต่อปีสำหรับเงินสกุล GBP (สำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่ ระยะเวลาโปรโมชัน 1 ต.ค. 68 – 31 ต.ค. 68 และรับดอกเบี้ยพิเศษถึงวันที่ 30 พ.ย. 68) เพื่อช่วยผู้ปกครองวางแผนสะสมทุนการศึกษาล่วงหน้า กระจายความเสี่ยงจากค่าเงิน เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า และบริหารความมั่งคั่งในระยะยาว

    ปิติเน้นย้ำว่า การเริ่มต้นวางแผนเร็ว จะช่วยลดภาระทางการเงินในอนาคต และทำให้ผู้ปกครองสามารถส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

    Convenience & Control: จัดการค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา สะดวก รวดเร็ว ผ่าน ttb touch  

    ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมั่นใจ ผ่านแอป ttb touch และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อการศึกษาต่างประเทศโดยเฉพาะ สามารถโอนเงินจากบัญชี FCD e-Saving ของตนเองไปยังบัญชี FCD e-Saving ของบุตรหลานได้ ผ่านแอปตลอด 24 ชั่วโมง ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน สูงสุด 4 ล้านบาท/วัน

    ด้านการใช้จ่าย บุตรหลานสามารถเลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต ttb world pass ที่ตัดค่าใช้จ่ายจากบัญชี FCD e-Saving ตามสกุลเงินที่ใช้จ่าย และสกุลเงินต่างประเทศอื่นๆ ก็ยังใช้จ่ายสะดวก โดยตัดจากบัญชี ออลล์ฟรี ไม่เสียค่าธรรมเนียม FX Rate 2.5%

    หากผู้ปกครองมีบัตรเครดิต ttb reserve ยังสามารถออกบัตรเสริมให้บุตรหลานนำไปใช้โดยได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การสะสมคะแนนที่รวดเร็ว และสิทธิประโยชน์อื่นๆ รวมถึงฟรีค่าธรรมเนียม FX Rate 2.5% เช่นกัน 

    ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการใช้จ่ายผ่านแอป ttb touch ที่เห็นรายละเอียดทุกธุรกรรม พร้อมตั้งค่าควบคุมการใช้จ่ายรายหมวดหมู่ได้อีกด้วย

    ttb-reserve-internationa

    เคล็ดลับการวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ

    กิตติประภา จิวะสันติการ กรรมการผู้จัดการและนักกลยุทธ์วางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ สถาบัน EduSmith เน้นย้ำว่า “ไม่มีสูตรไหนที่ผิดหรือถูก” สำหรับการศึกษาต่อต่างประเทศ จะไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเลยหรือจะไประดับมหาวิทยาลัยก็ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจภาพรวมของระบบการศึกษาและตัวตนของเด็กแต่ละคนเพื่อหาสิ่งที่เหมาะสม หากพิจารณาระบบการศึกษาของแต่ละประเทศก็จะมีลักษณะเด่นต่างกัน เช่น ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีอิสระทางการศึกษา เลือกหัวข้อการเรียนได้กว้างตามความสนใจ เน้นการค้นหาตัวเอง (Explore) และการมีเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร (Unique Story) ซึ่งเหมาะกับนักเรียนที่สนใจเรียนรู้แบบรอบด้าน (Well-rounded Student)

    ขณะที่ระบบของสหราชอาณาจักรจะเน้นความเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งและเจาะลึก (In-depth Study) ลงไปในสาขาวิชาที่สนใจตั้งแต่ต้น เหมาะกับเด็กที่แน่วแน่ว่าตนเองต้องการเรียนอะไร

    แนวคิดสำคัญของการเลือกมหาวิทยาลัย คือการเลือกแบบ “Best Fit” คือต้องเลือกมหาวิทยาลัยและระบบที่ “อยู่แล้วมีความสุข” และสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็น “Best Version” ของตัวเอง สิ่งนี้จึงสำคัญกว่าการยึดติดกับแบรนด์ของมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

    ttb-reserve-international

    ทักษะแห่งอนาคตสำหรับ Generation ใหม่

    ดร.วิโรจน์ จิรพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Skooldio ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า ทักษะแห่งอนาคตที่คนรุ่นใหม่ควรเตรียมไว้ สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ คือ

    1) The New Literacies หรือทักษะสมัยใหม่ที่จำเป็น คือ การเข้าใจและรู้เท่าทันเทคโนโลยี เช่น Digital Literacy, Data Literacy และ AI Literacy ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ต้องมี ซึ่งหากเข้าใจและเปิดรับสิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับความรู้ความสามารถได้

    2) Enduring Human Skills หรือทักษะมนุษย์ที่ยั่งยืน คือทักษะที่ไม่มีอะไรทดแทนได้และช่วยให้เราใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ถูกแทนที่ด้วย AI ได้ง่ายๆ เช่น Critical Thinking และ Creative Thinking ที่เป็นทักษะอันดับต้นๆ ซึ่งจะช่วยขยายศักยภาพในการใช้ AI ให้กว้างไกลขึ้น รวมถึงการมี Interpersonal Skill และการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning ซึ่งช่วยส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ได้ตลอดเวลา 

     3) Advanced Technical Skills หรือทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Software Development, UX/UI, Cloud Computing เพราะโลกในอนาคตจะเป็นโลกของผู้สร้าง ทักษะในกลุ่มนี้จะช่วยพัฒนาจากผู้ใช้เทคโนโลยีสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี เพิ่มโอกาสในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นได้ ซึ่งการศึกษาในระบบของต่างประเทศนั้นช่วยส่งเสริมทักษะเหล่านี้ให้บุตรหลานได้

      ttb reserve พร้อมเป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินให้กับผู้ปกครองเตรียมความพร้อมส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อยังต่างประเทศได้สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนของท่าน หรือ ttb reserve line 02-010-1428

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ttb-reserve-international-education-semina/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TOJkfV2vso_rEpSy9X5R1

  • แค่ภายนอกก็รู้! วิจัยใหญ่พบ “คนเวอร์จิ้น” ที่เกิดมาไม่เคยมีเซ็กซ์ จะมีลักษณะนี้เหมือนกัน

    แค่ภายนอกก็รู้! วิจัยใหญ่พบ “คนเวอร์จิ้น” ที่เกิดมาไม่เคยมีเซ็กซ์ จะมีลักษณะนี้เหมือนกัน

    การวิจัยกับคนกว่า 400,000 คน พบว่า “คนที่ไม่เคยมีเซ็กซ์” จะมีลักษณะเฉพาะ ชี้สัมพันธ์สุขภาพ-จิตใจ

    งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ เปิดเผยว่าคนที่ไม่เคยมีเซ็กซ์ตลอดชีวิตจะมีลักษณะเฉพาะตัวบางอย่าง

    เซ็กซ์ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของความสุขส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อวิวัฒนาการของมนุษย์ งานวิจัยจากวารสาร PNAS (Proceedings of the National Academy of Sciences) พบว่าคนที่ไม่เคยมีเซ็กซ์หรือที่เรียกว่า “คนไม่มีเซ็กซ์” มีความแตกต่างไม่เพียงแต่ทางจิตใจ แต่ยังสะท้อนออกมาในด้านสังคม ชีววิทยา และแม้แต่พันธุกรรมด้วย

    ผลการศึกษาจากข้อมูลคนอังกฤษกว่า 400,000 คน

    งานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลของคนอังกฤษอายุระหว่าง 39 ถึง 73 ปี พบว่าคนที่ไม่เคยมีเซ็กซ์ส่วนใหญ่มีการศึกษาสูง ไม่ค่อยสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว กังวล และมีความสุขน้อยกว่ากลุ่มอื่น

    เมื่อวิเคราะห์ลักษณะทางสุขภาพ จิตใจ และพฤติกรรมมากกว่า 250 ด้าน นักวิจัยพบว่า 148 ลักษณะมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการไม่มีเซ็กซ์ และในจำนวนนี้มี 35 ลักษณะที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้โดยตรง

    พฤติกรรมและลักษณะเด่นของกลุ่มคนไม่มีเซ็กซ์

    กลุ่มคนนี้ใช้โทรศัพท์มือถือค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยติดต่อกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว และขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง พวกเขารายงานว่ารู้สึกเครียด โดดเดี่ยว และซึมเศร้ามากกว่า ทำให้เห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างความสุขกับชีวิตเซ็กซ์

    นอกจากนี้ คนไม่มีเซ็กซ์มักมีแรงจับมืออ่อนกว่า ต้องใส่แว่นเร็วกว่าปกติ และในเพศชาย ปัจจัยอย่างสมรรถภาพร่างกาย รายได้ การใช้โทรศัพท์ หรือความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์มีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนี้อย่างใกล้ชิด

    ปัจจัยทางสังคมและพันธุกรรมที่เกี่ยวข้อง

    งานวิจัยชี้ว่าปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมีบทบาทสำคัญ ในเพศชาย การอาศัยในพื้นที่ที่มีผู้หญิงน้อยเพิ่มโอกาสไม่มีชีวิตเซ็กซ์ ส่วนทั้งชายและหญิงที่อยู่ในพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงก็มีแนวโน้มอยู่ในกลุ่มนี้มากขึ้น

    ด้านพันธุกรรม พบว่าปัจจัยทางพันธุกรรมส่งผลประมาณ 17% ในผู้ชาย และ 14% ในผู้หญิง โดยการวิเคราะห์จีโนมทั้งหมด (GWAS) พบตำแหน่งยีนบนโครโมโซมหมายเลข 1 ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    การลดลงของยีนและความสัมพันธ์กับวิวัฒนาการ

    ที่น่าสนใจคือ ความถี่ของยีนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม “ไม่มีเซ็กซ์” ลดลงอย่างมากในช่วง 12,000 ปีที่ผ่านมา จาก 87% เมื่อ 10,000–12,000 ปีก่อน เหลือเพียง 56% ในช่วง 2,000 ปีหลัง แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติกำลัง “คัดออก” ยีนนี้เพราะไม่ส่งผลดีต่อวิวัฒนาการ

    งานวิจัยยังพบว่าคนที่มียีนซึ่งทำให้ฉลาดกว่า เรียนสูงกว่า และมีสถานะทางสังคมดีกว่า มักจะมีแนวโน้มไม่มีชีวิตเซ็กซ์สูงกว่า นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่ากลุ่มนี้มีลักษณะเด่น คือ เป็นคนเก็บตัว ใส่แว่นเร็ว เรียนเก่ง ร่างกายอ่อนแอ สังคมน้อย ดื่มเหล้าน้อย สูบบุหรี่น้อย เหมือนภาพ “นักเรียนหนังสือ” ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

    เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เคยมีเซ็กซ์แต่ยังไม่มีลูก กลุ่ม “ไม่มีเซ็กซ์ตลอดชีวิต” มีระดับความโดดเดี่ยวและความเศร้าโศกสูงกว่าชัดเจน

    ข้อสรุปและข้อควรระวัง

    แม้ว่าการวิจัยจะเผยความสัมพันธ์ที่น่าสนใจหลายประการ แต่ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่านี่เป็นเพียงความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผลโดยตรง พฤติกรรมทางเพศได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และปัจจัยทางสังคมร่วมกัน จึงไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุเดียวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852046/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LNWGyTxYlwl5uBSsQZ-Oo

  • ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

    ส.อ.ท. ผนึก ธปท. สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งหาทางรับมือ “บาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ” ชูแนวคิด 4GO ยกระดับ SME

    ส.อ.ท. จับมือ ธปท. ผนึกกำลังเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย รับมือบาทแข็ง–ภาษีสหรัฐฯ–ปัญหาสภาพคล่องธุรกิจ

    วันที่ 21 ตุลาคม 2568 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. หารือความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำโดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงของประเทศ ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.

    “ประเทศไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ การกระตุ้นและพลิกฟื้นเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้และสภาพคล่องของภาคธุรกิจ การลดต้นทุนพลังงาน มาตรการเยียวยาผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน รวมทั้งความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท วันนี้ได้มาพบปะและหารือร่วมกัน จะได้หาแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่ดีและเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้” นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าว

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นการประชุมที่ ธปท. ได้มาพบปะกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นที่แรกแบบฟูลทีม จริงๆ แล้ว เราทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เราจะทำงานร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้นอีก เพื่อให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”

    ในที่ประชุม นายเกรียงไกร นำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนของ ส.อ.ท. ด้วยการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industries) ไปสู่การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ผ่านการเปลี่ยนการผลิตจาก OEM-Original Equipment Manufacturer (ผู้ผลิตตามสั่งแบรนด์อื่น) เป็น ODM-Original Design Manufacturer (ผู้ผลิตที่ออกแบบเองด้วย) หรือ OBM-Original Brand Manufacturer (ผู้ผลิตและทำแบรนด์เอง) เปลี่ยนการใช้แรงงาน มาใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม เช่น ดิจิทัล AI และระบบอัตโนมัติ เป็นต้น เปลี่ยนการผลิตเพื่อกำไร มาเป็นการผลิตเพื่อความยั่งยืน และเปลี่ยนจาก Unskilled Labour มาเป็น High-skilled Labour ผ่านกลไก Pay by skills

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังดำเนินงานภายใต้แนวคิด 4GO เพื่อยกระดับ SMEs ประกอบด้วย 

    • Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใช้เทคโนโลยี Digital และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเจาะตลาด e-Commerce 
    • Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม โดยการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และใช้เทคโนโลยี Automation & Robotic เพื่อลดต้นทุนการผลิต 
    • Go Global ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก เชื่อมโยง Global Supply Chain และกระจายการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอื่นๆ ควบคู่การพัฒนาแบรนด์สินค้าไทยให้เป็นสากล 
    • Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และบรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยปรับกระบวนการผลิตและใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจุดแข็งของสินค้าผ่าน เทรนด์รักษ์โลกและใช้โอกาสจากนโยบายส่งเสริม BCG Model รวมถึงพัฒนาองค์กรให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG 

    ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจหลักของ ธปท. คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว ประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ 

    1) สร้างเสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อในระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืดและให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง 

    2) สร้างเสถียรภาพทางระบบสถาบันทางการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงิน 

    และ 3) สร้างเสถียรภาพทางระบบการชำระเงิน ดูแลให้มีระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุผล 

    “วันนี้ เราอยู่ในจุดที่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจต่างๆ เหมือนกัน และเราจะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับที่เหมาะสม และเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศดำรงอยู่ได้ ”

    ด้าน นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หารือเกี่ยวกับมาตรการรับมือผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดยกล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มอุตสาหกรรมกังวล คือ การใช้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่รายการสินค้ามีการบังคับใช้ที่ต่างกัน บางรายการบังคับใช้แล้ว บางรายการอยู่ระหว่างไต่สวน อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบแล้ว ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม ยานยนต์และชิ้นส่วนไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น เฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะเครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

    ด้าน ผลกระทบต่อ GDP นั้น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินผลกระทบต่อ GDP ไทยและประเทศคู่แข่งว่า กรณีแข่งขันไม่ได้ GDP ไทยอาจจะอยู่ที่ -0.77% การส่งออกไปสหรัฐฯ -15.4% สูญเสียตลาดส่งออกโลก -0.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมด -2.6% กรณีแข่งขันไม่ได้ (กรณีที่ 2) GDP ไทยอาจจะอยู่ที่ -0.42% การส่งออกไปสหรัฐฯ -13.9% ทำให้การส่งออกทั้งหมด -1.37% และกรณีแข่งขันได้ GDP ไทยจะอยู่ที่ -0.01% การส่งออกไปสหรัฐฯ -12.53% รวมทั้งสามารถชดเชยได้จากการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคอื่น

    นายนาวา กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนวทางการรับมือผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ ว่า ภาครัฐควรสนับสนุนข้อมูลให้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมของธุรกิจให้สามารถรองรับมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลักดันมาตรการทางการเงินเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว (Transformation) ของธุรกิจและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พร้อมกับหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบในช่วงปรับตัวของผู้ประกอบการ เช่น การชะลอการจัดชั้นหนี้เป็นหนี้ที่มีปัญหา การปรับโครงสร้างสินเชื่อสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ และการเปิดตลาดใหม่ได้ โดยสินเชื่อพิเศษดังกล่าวจะมุ่งช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบให้สามารถปรับตัวทางธุรกิจและปรับ Supply Chain ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านมูลค่าเพิ่มในประเทศ (RVC) ของสหรัฐฯ รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่ต้องการเพิ่มศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดใหม่แทนตลาดสหรัฐฯ

    อีกทั้งยังมีแนวทางในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท เพื่อคงขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนหรือแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging)

    ในส่วนของข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ (Made in Thailand : MiT) นายนาวาเสนอให้ผลักดันการใช้สินค้า MiT อย่างจริงจัง โดยส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ใช้สินค้า MiT และกำหนดให้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจนในมติคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้า MiT ผ่านระบบ e-bidding ภายใน 5 ปี รวมถึงให้ครอบคลุมถึงโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พร้อมทั้งขยายตลาดสินค้า MiT สู่ภาคเอกชนภายใต้โครงการ “ซื้อของไทยเพื่อคนไทย” และผลักดันให้สินค้า MiT ก้าวสู่ตลาดโลก 

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดทำมาตรการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า MiT เพื่อเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

    ด้าน นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงมาตรการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการแก้ปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs ว่าจากการระดมความเห็นของสมาชิก   ส.อ.ท. ทั้ง 5 ภูมิภาค พบว่าปัญหาหลักของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความรู้ ทักษะ นวัตกรรม บุคลากรเฉพาะทาง และเงินลงทุน ส.อ.ท. จึงได้เสนอแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแบบมีเป้าหมาย เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ หากปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ประกอบการด้านการส่งออก นวัตกรรม หรือธุรกิจสีเขียว

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้สร้าง “ระบบเครดิตทางเลือก” ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถใช้ข้อมูลในการประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลยอดขายผ่าน e-commerce ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และการชำระค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าแรงของธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ “ธุรกิจสีเขียวและดิจิทัล” ด้วยการออกกรอบสินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำ 2% สำหรับ SME ที่ลงทุนในพลังงานสะอาด การลดคาร์บอน ระบบอัตโนมัติ หรือการทำ Digital Transformation พร้อมปรับลดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นการลงทุนของภาค SME

    อีกทั้งยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการขยายพอร์ตการค้าประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จาก 30% เป็น 40% หรือปรับลดระยะเวลาการค้ำประกันต่อพอร์ตโฟลิโอลงจาก 10 ปี เหลือเพียง 5–7 ปี เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งทุน และเสนอให้จัดตั้ง “กองทุน SME” เพื่อใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ลดอุปสรรคเรื่องหลักประกันและขั้นตอนที่ซับซ้อน มีอัตราดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้กองทุนสามารถนำเงินหมุนเวียนกลับมาใช้ช่วยเหลือ SME รายอื่นต่อไป รวมถึงใช้ในการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับประเด็นความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า นายเกรียงไกร กล่าวเสริมว่า ค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ส่งผลให้ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ เนื่องจากค่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศคู่แข่งเผชิญมาตรการ Reciprocal Tariff

    ประเทศพึ่งพาการส่งออก 60% ของ GDP และจากภาคท่องเที่ยว 10% ของ GDP ค่าเงินบาทแข็งเกินไป เป็นเรื่องที่ กกร.ส่งสัญญาณเรื่องนี้ตลอด เพราะประเทศต้องค้าขายต่างชาติ ถ้าบาทแข็ง ก็สร้างแรงกดดันต่อภาคส่งออกทันที สินค้าแพงขึ้น และยังกระทบการท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นจึงต้องหาจุดสมดุลปรับค่าเงินบาทอย่าให้แข็งเกินไป โดยปัจจุบันยังขาดการ “Connect the Dots” ระหว่างหน่วยงานผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรมที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมศุลกากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

    นายวิทัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธปท. มุ่งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และไม่ให้ผันผวนมากจนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อบรรเทาผลกระทบ ตลอดจนผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2890426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aVgQXD2kq3ga9qxKcZrEk

  • นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ไทย และผลกระทบต่อภาพการลงทุนตลาดหุ้นไทย

    นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ไทย และผลกระทบต่อภาพการลงทุนตลาดหุ้นไทย

    ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 – 30 กันยายน 2568 รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงจุดยืนด้านเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 5 แนวนโยบายหลัก ได้แก่

    1. การสร้างรายได้และลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน
    2. การแก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง
    3. การส่งเสริมการออมของประชาชนรายย่อย
    4. การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในภาคการท่องเที่ยว
    5. การรับมือกับผลกระทบจากสงครามการค้า

    สำหรับหนึ่งในมาตรการที่มีความพร้อมในการดำเนินการทันที คือ โครงการคนละครึ่ง พลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมในยุครัฐบาลก่อน โดยใช้งบประมาณราว 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านคน ทั้งในและนอกระบบภาษี รวมถึงร้านค้าปลีก SME ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โครงการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งตรงกับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.20 – 0.30% โดยตรงผ่านการเพิ่มกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ

    มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยอนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการเดินทางมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 20,000 บาทต่อคน โดยเมืองหลักสามารถหักได้ไม่เกิน 1 เท่า ส่วนเมืองรองหักได้ไม่เกิน 1.5 เท่า ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 ตรงกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มการเข้าร่วมสูง

    นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมโครงการอื่นๆ และมาตรการอื่นๆ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น เช่น การขยายโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (สายสีม่วงและแดง) ถึงเดือน พฤศจิกายน การลดราคาน้ำมันลง 50 สตางค์ต่อลิตร ผ่านการปรับลดอัตราสมทบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ รัฐบาลมีแผนแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการคัดกรองลูกหนี้รายย่อยของธนาคารรัฐ และการจัดตั้ง AMC เพื่อบริหารหนี้ รวมถึงการเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ผ่าน บยส. และการส่งเสริมการออมของประชาชนรายย่อยผ่านพันธบัตรรัฐบาลและสลากออมทรัพย์ นอกจากนี้ ยังมีแนวทางส่งเสริมความยั่งยืน เช่น การลดผลกระทบจากสงครามการค้า การเจรจาดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, EV, พลังงานสะอาด และการจัดตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแรงงานผ่านการ Re-skill ร่วมกับภาคเอกชน

    ทั้งนี้ แม้รัฐบาลปัจจุบันจะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือนก่อนการประกาศยุบสภาที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน มกราคม 2569 แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการท่องเที่ยว และการลดค่าครองชีพ จะส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและการลดภาระค่าใช้จ่ายจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อยอดขายของธุรกิจและคุณภาพสินเชื่อจากความสามารถในการชำระหนี้ที่ดีขึ้น เมื่อประกอบกับปัจจัยมหภาคอื่น เช่น การเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และฤดูกาลจับจ่ายช่วงสิ้นปี

    ทาง บลจ. ไทยพาณิชย์ มองว่าตลาดหุ้นไทยจะยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตาม ความผันผวนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากความเสี่ยงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ภาพ: Krongkaew/ Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    จรัสรักษ์ วัฒนสิงหะ

    Executive Director, กลุ่มจัดสรรลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/opinion-new-govt-stock-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ArA74ypxpjVqZ8GSwxu33