Blog

  • พาณิชย์บรรลุข้อตกลงค้าข้าวไปสิงคโปร์ พร้อมเร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    พาณิชย์บรรลุข้อตกลงค้าข้าวไปสิงคโปร์ พร้อมเร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    พาณิชย์บรรลุข้อตกลงค้าข้าวไปสิงคโปร์ พร้อมเร่งเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการหารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับนายกาน คิม ยอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ เพื่อขยายความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-สิงคโปร์ ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าข้าวของไทยและความมั่นคงทางอาหารของสองประเทศ คาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

    นอกจากนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) ได้ขอให้สิงคโปร์ร่วมสนับสนุนการเจรจาเพื่อให้เป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางดิจิทัลในอาเซียน สนับสนุนการค้าข้ามพรมแดน ผลักดันการค้าไร้กระดาษ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและอาเซียน พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญสนับสนุนภาคธุรกิจในการค้าดิจิทัล

    ภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในช่วง 8 เดือนของปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 12,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้นร้อยละ 6.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ไทยส่งออก 7,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้นร้อยละ 12.57 ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์มูลค่า 4,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 1.81

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E8uQwWzNECR4p3byIG5K-

  • ปชป. เปิดแผน 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-บุกเวทีโลก’

    ปชป. เปิดแผน 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-บุกเวทีโลก’

    ‘กรณ์’ หัวโต๊ะ เคาะแผน 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-เวทีโลก’ ชูคนรุ่นใหม่ ‘เนเน่ – ดร.อ้อ – อาร์ท’ นำทีมขับเคลื่อนประเทศทันที

    24 ต.ค. 2568 – ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายพรรค เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมี นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค อดีตประธานนโยบายปี 2562 เป็นประธานนำการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการชื่อดัง รวมทีมกับคีย์แมนสำคัญของพรรคจากหลายรุ่น อาทิ ดร.การดี เลียงไพโรจน์ (ดร.อ้อ), นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (เนเน่), และ นายวีระพงษ์ ประภา (รองอาร์ท) เข้าร่วมกับผู้มากประสบการณ์อย่าง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ และนายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายใหม่

    นายพงศกร กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับนโยบายคุณภาพเพื่อสื่อสารกับประชาชน โดยพรรคจะได้เริ่มต้นการร่างนโยบายจากแนวคิด “Blank Canvas” เพื่อเปิดรับทุกความคิดใหม่ๆ โดยปราศจากกรอบความคิดเดิมมาจำกัด เพื่อให้ได้นโยบายที่แตกต่างและสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดทันที ที่ผ่านการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตอีกด้วย

    ทั้งนี้ที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่า จะได้มุ่งเน้นไปที่ 3 นโยบาย ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที คือ 1.ด้านเศรษฐกิจและการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน 2.ด้านความมั่นคงและการต่อต้านมิจฉาชีพ (Scammer) อันมีรากฐานมาจากปัญหาคอร์รัปชัน และ 3.การขับเคลื่อนบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก (International Stage of Thailand) พร้อมกับปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่น โดยอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่สร้างปัญหาของสังคม รวมไปถึงการร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลทางความคิดสำหรับสื่อสารให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ทุกคนเลือกได้

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการแบ่งกลุ่มงานเพื่อมอบหมายงานเฉพาะด้าน โดยให้ความสำคัญกับคีย์แมน อย่าง ดร.การดี เลียงไพโรจน์ ดูแลงานด้านดิจิทัล นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ดูแลด้านเด็ก สตรี นายวีระพงษ์ ประภา ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/883991/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ap7NaLuOFZgDfNHLvUDax

  • ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล

    ‘ถั่วเหลือง’ อาจเป็นอาวุธเศรษฐกิจใหม่ หลังจีนเล็งแบนการซื้อ หวังทำลายฐานเสียงทรัมป์ ด้านเกษตรกรสหรัฐฯ กังวลสูญเสียตลาดถาวรให้บราซิล

    ทุกฤดูใบไม้ร่วง เกษตรกรสหรัฐฯ จะเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองจำนวนมหาศาลที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากกว่ารัฐแอริโซนา แต่ปีนี้ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดอย่างจีนกลับหายไปจากตลาด รัฐบาลปักกิ่งได้ตอบโต้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีตอบโต้สินค้า

    การเกษตรของอเมริกาในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ผู้นำเข้าเชิงพาณิชย์ของจีนหยุดซื้อนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ การตัดสินใจนี้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจของจีนที่ใช้กดดันประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยตรง เพราะกลุ่มเกษตรกรถั่วเหลืองเป็นฐานเสียงสำคัญของเขา

    เมื่อปีที่แล้ว จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นกว่า 20% ของผลผลิตทั้งหมด เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์และน้ำมันพืช แต่ในปีนี้ จีนยังไม่ได้จองซื้อแม้แต่ลำเดียวจากผลผลิตรอบใหม่

    สำหรับเกษตรกรอเมริกัน การวิจารณ์ทรัมป์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อถั่วเหลืองกองพะเนินอยู่โกดัง พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าเป็นเหยื่อร่วมในสงครามที่ไม่ได้เลือกเอง หลายคนกังวลว่าต่อให้เกิดข้อตกลง จีนอาจไม่กลับมาซื้อในระดับเดิม เพราะหันไปพึ่งพาซัปพลายจากบราซิลและอาร์เจนตินามากขึ้น ซึ่งจะทำให้ความเสียหายต่อภาคเกษตรสหรัฐฯ ยืดเยื้อในระยะยาว เกษตรกรบางคนยอมรับว่าเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลช่วยประคองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือตลาดที่ขายได้

    ขณะที่ทรัมป์ได้ตอบโต้ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรียกการคว่ำบาตรถั่วเหลืองครั้งนี้ว่า “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทางเศรษฐกิจ” และยืนยันว่าการทำให้จีนกลับมาซื้อถั่วเหลืองคือหนึ่งในเป้าหมายหลักของการเจรจา พร้อมเดินหน้าหาตลาดใหม่ในประเทศอื่น แต่เจ้าหน้าที่ในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่าไม่มีประเทศใดทดแทนจีนได้

    Brooke Rollins รัฐมนตรีเกษตรของสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลจะกลับมาจ่ายเงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านดอลลาร์ จากโครงการ Farm Service Agency ที่เคยถูกระงับเพราะภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลกลาง

    ทรัมป์กล่าวบนเครื่องบิน Air Force One ว่า “เกษตรกรของเราถูกจีนบอยคอตต์ ผมไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เกษตรกรของเรายอดเยี่ยม โดยเฉพาะเกษตรกรถั่วเหลือง ผมต้องการให้จีนกลับมาซื้อในระดับเดิมอย่างน้อยก็เท่าที่เคยซื้อก่อนหน้า”

    แต่แม้จะเกิดข้อตกลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ ผลผลิตจำนวนมากในปีนี้ก็น่าจะยัง ไร้ผู้ซื้อ เพราะจีนได้วางแผนจัดหาซัปพลายจากที่อื่นล่วงหน้าแล้ว และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในจีนก็เริ่มทำสัญญาสำหรับปีหน้าไปบางส่วน

    กลยุทธ์ถั่วเหลืองของจีนเองก็มีความเสี่ยง การพึ่งพาบราซิลมากขึ้นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศในอเมริกาใต้ อีกทั้งหากเกิดข้อตกลงกับ Trump จนถั่วเหลืองอเมริกาทะลักกลับเข้าสู่ตลาดจีน ราคาภายในประเทศอาจร่วงแรง ขณะนี้ราคากากถั่วเหลืองในจีนเริ่มอ่อนตัวแล้ว จากการคาดการณ์ว่าอาจมีการกลับมานำเข้าจากสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายระยะยาวของจีนคือการกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสหรัฐฯ ซึ่งจีนมีทางเลือกมากมาย ทั้งจากบราซิลและอาร์เจนตินา ในสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ การขนส่งถั่วเหลืองทั่วประเทศก็หยุดชะงัก โดยปกติ ช่วงเวลานี้ รถไฟขนสินค้าจะลำเลียงถั่วเหลืองจากมิดเวสต์ไปยังท่าเรือฝั่งตะวันตกเพื่อส่งออกไปเอเชีย ซึ่งปีที่แล้วมีการส่งออกกว่า 25 ล้านตัน แต่ปีนี้ทุกอย่างหยุดนิ่ง

    เกษตรกรหลายคนคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าสถานการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้น เพราะจีนเคยหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ หลายครั้งในยุค Trump ก่อนหน้านี้ และเคยกลับมาซื้ออีกครั้งในปีที่พบกับประธานาธิบดี Joe Biden ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ท่าทีสร้างมิตรภาพ”

    ทำเนียบขาวประกาศว่าประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีน จะพบกันในวันพฤหัสบดีหน้า นอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่ผู้นำสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังพิจารณาที่จะคลี่คลายสงครามการค้าที่กำลังคุกรุ่น

    การประชุมที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด APAC จะเป็นการพบปะกันครั้งแรกของผู้นำทั้งสอง นับตั้งแต่ Trump กลับมามีอำนาจในเดือนมกราคม ทั้งสองได้พูดคุยกันอย่างน้อย 3 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งล่าสุดคือเดือนกันยายน Trump และ Xi Jinping พบกันครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 2019 ในช่วงที่ Trump ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

    ภาพ: Lucas Ninno/Getty Images

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-targets-trump-soybeans/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ARTPPnueB_uJxrp1vy5jr

  • โพลชี้เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตปานกลางใน Q3 อานิสงส์ส่งออกแกร่ง-การบริโภคในประเทศฟื้น : อินโฟเควสท์

    โพลชี้เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตปานกลางใน Q3 อานิสงส์ส่งออกแกร่ง-การบริโภคในประเทศฟื้น : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตในอัตราปานกลางในไตรมาส 3/2568 โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของการบริโภคในครัวเรือน ขณะที่มาตรการของรัฐบาลช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

    ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดยรอยเตอร์ระบุว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย มีแนวโน้มขยายตัว 0.9% ในไตรมาส 3 (ก.ค.–ก.ย.) หลังจากเติบโตได้ดีในไตรมาส 2 และเมื่อเทียบรายปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีใต้คาดว่าจะเติบโต 1.5% เพิ่มขึ้นจาก 0.6% ในไตรมาส 2

    การส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 12.6% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นอัตราเร็วที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี แม้ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ระดับ 15% โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการชิปที่ใช้ในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า อุปสงค์ในประเทศค่อย ๆ ฟื้นตัว การบริโภคเริ่มกลับมาและการส่งออกเติบโตได้ดีกว่าคาด แม้ว่าการลงทุนในภาคก่อสร้างยังคงลดลง

    รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม 31.8 ล้านล้านวอนเมื่อต้นเดือน ก.ค. เพื่อสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่ธนาคารกลางเกาหลี (BOK) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% เพื่อควบคุมความเสี่ยงในตลาดที่อยู่อาศัยและพยุงเงินวอนที่อ่อนค่า

    แต่ธนาคารกลางยังมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้เงินวอนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงคาดว่า BOK จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า แต่บางรายเริ่มมองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเลื่อนออกไปถึงเดือนม.ค. 2569

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w7O_xQdDI4C2ltqY8pdRN

  • ไม่ใช่แค่หลอกโอนเงิน! สแกมเมอร์คือสัญญาณเตือนภัย

    ไม่ใช่แค่หลอกโอนเงิน! สแกมเมอร์คือสัญญาณเตือนภัย

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.31 น.

    ร้ายยิ่งกว่า สแกมเมอร์ คือ……….

    โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกาผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ศิษย์เก่า Georgetown University ด้าน Cybersecurity & Policy
    และศิษย์เก่า University of Michigan-Ann Arborด้าน Data Science and Methodology

    “Scammer เป็นเพียงปลายทาง…สังคมไทยเผชิญกับภัยจาก scammer มาหลายระลอก จนดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของยุคดิจิทัล แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนาม การวิจัยเชิงลึก และการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ผมยืนยันได้ว่า  ปัญหาที่แท้จริง ใหญ่กว่าสแกมเมอร์มากนัก

    จากการพิจารณาข้อมูลสถิติก่อนที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ มาเป็นหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในยุคของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มูลค่าความเสียหายของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ขบวนการมิจฉาชีพสแกมเมอร์มีรายได้ต่อวันคือ ประมาณ 180 ล้าน ถึง 200 ล้านบาท นี่คือรายได้ต่อวันของขบวนการสแกมเมอร์ มันคือ “องค์กร” (Organizations) ไม่ใช่แค่รวมกลุ่มปฏิบัติการเฉพาะกิจ

    แต่เมื่อมีการปฏิบัติการจริงจังต่อเนื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุค พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ นั่งประชุมหัวโต๊ะของ สตช. ทุกเช้า มีโครงการวัคซีน Cyber Village ลงถึงทุกชุมชนทั่วประเทศ และล่าสุดในยุคที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีการกระชับความร่วมมือกับองค์กรภาคียิ่งขึ้น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ กระทรวง DE ป.ป.ง. กระทรวงมหาดไทย สือมวลชนและอื่น ๆ ทำให้ตัวเลขความเสียหายของพี่น้องประชาชนมีมูลค่าลดลงเหลือประมาณ 60 – 80 ล้านบาทต่อวัน และด้วยการปฏิบัติการปิดไฟ ปิดเน็ต ให้ครบ “ทุกจุด” ย้ำว่าต้องทุกจุด จะทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ทำงานยากขึ้น แต่กลุ่มสแกมเมอร์ยังมีศักยภาพสูง เพราะมันมีตัวร้ายที่ใหญ่กว่า สแกมเมอร์

    มันคือ “โครงสร้างทุนเทาทั้งในประเทศและข้ามชาติ” ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านดิจิทัลและแทรกซึมแฝงตัวไปทุกระดับชั้นของคนในสังคมใช้ประเทศไทยเป็น “ประตูทองคำ” ในการทำลายล้างทั้งระบบและชีวิตระดับรากหญ้าของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ มีการฟอกเงินมหาศาลทั้งจากพม่า กัมพูชา ลาว และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติอื่น ๆ เงินเหล่านี้ไม่ได้เพียงหมุนเวียนในตลาดมืด แต่กำลังไหลย้อนกลับมาครอบงำระบบเศรษฐกิจและสถาบันหลักของชาติ ที่ผลประโยชน์และเงินทะลุทะลวงไหลเข้าไปในทุกอะตอมของประเทศ

    ไทย…จุดยุทธศาสตร์ฟอกเงินของภูมิภาค

    ประเทศไทยไม่ได้เป็นเป้าหมายเพียงเพราะอยู่ใกล้พรมแดนพม่าและกัมพูชา แต่เพราะเรามีช่องโหว่เชิงระบบ ที่เอื้อต่อการพรางเส้นทางเงินผิดกฎหมาย ทั้งในเชิงกฎหมาย การกำกับดูแล และระบบดิจิทัลที่ยังไม่แข็งแรงพอ

    ฟอกเงินยุคดิจิทัล…ซับซ้อนและลึกกว่าเดิม

    ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในยุคที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และในฐานะที่เป็นอาจารย์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ผมได้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของการฟอกเงินทุนเทาเช่น การใช้ระบบ สตรีมมิ่ง / การบริจาคออนไลน์เป็นท่อพรางเส้นทางเงิน

    นอกจากนี้ ยังมีการสร้าง Marketplace ปลอมหมุนเงินเข้าออกด้วยยอดขายและรีฟันด์ การพนันออนไลน์ NFT (ปลอม) คลิกฟาร์ม เกม และระบบ P2P lending ถูกนำมาใช้เป็น “เครื่องซักฟอกเงินยุคใหม่” การเชื่อมกับระบบ crypto mixers ทำให้เงินสกปรก “หายตัว” ในไม่กี่นาที นี่คือโครงสร้างที่ไม่ต้องมีชายแดน ไม่ต้องมีหน้า ไม่ต้องมีบัญชีเดียว และยากกว่ามากในการตรวจสอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม

    ยิ่งไปกว่านั้น ทุนเทาทั้ง ไทยเทาและต่างชาติ ได้แปรสภาพทรัพย์สินสกปรกผ่านช่องทางพื้นฐานสามแบบในประเทศเราและที่น่ากลัวยิ่งคือแนวโน้มที่ช่องทางเหล่านี้กำลังขยับเข้าสู่พื้นที่ออนไลน์อย่างรวดเร็ว

    สแกมเมอร์วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องแก๊งโทรหลอก แต่มันคือ “สงครามระดับประเทศ”

    ที่ถ้าเราสู้แบบทุกวันนี้ = เราแพ้พังพินาศย่อยยับ ต่อจากนี้…ประเทศไทยต้องยกระดับการสู้กับแก๊งสแกมเมอร์ให้เท่าทันโลก โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง Network Analytics และBlockchain Tracing เพื่อตรวจเส้นทางเงินที่ไหลซ่อนอยู่ใต้ดิน ทำงานเป็นทีมทุกหน่วยงานต้องเชื่อมข้อมูลกัน ทั้งธนาคาร หน่วยงานรัฐ ตลาดทุนไปจนถึงแพลตฟอร์มการจ่ายเงิน และปิดรูโหว่ระบบดิจิทัลด้วยมาตรการ KYC / AML ที่รัดกุมและต้องร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่ดีเพื่อหยุดเส้นทางฟอกเงินข้ามพรมแดน

    วันหนึ่งข้างหน้าถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ แม้เราช้าเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว ความเชื่อมั่นดิจิทัลของไทยอาจพังทั้งระบบ นี่คือเรื่องของ “อนาคตประเทศ” ไม่ใช่แค่เรื่องมิจฉาชีพ ถึงเวลาแล้วคนไทยทุกคน ลุกขึ้น “สู้ด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และความร่วมมือ” เพื่อปกป้องประเทศจากขบวนการสแกมเมอร์ยุคใหม่ และที่ร้ายกว่าสแกมเมอร์ที่กำลังท้าทายกลุ่มผู้รักชาติแท้จริง เราจะไม่ชนะ ถ้ายังคิดว่านี่คือ “เรื่องของตำรวจไล่จับมิจฉาชีพ”

    “นี่ไม่ใช่แค่ภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ…แต่มันคือการแทรกซึมโครงสร้างประเทศและทำลายล้างประเทศไม่เหลือซาก มันกำลังปฏิบัติการอย่างเงียบ ๆ ไม่หยุดพักแต่ร้ายแรงคูณทวีมากกว่าที่ปรากฏให้เห็น”

    ไทยจะไปต่อไม่ได้…ถ้าโลกดิจิทัลไม่ปลอดภัย

    ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ เศรษฐกิจดิจิทัลแบบไม่มีทางเลือก มันเป็นตัวกำหนดชะตาของประเทศและชะตาชีวิตของประชาชนทุกคนมันกำลังเป็นยิ่งกว่าเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ที่ประชาชนทั้งประเทศ นักลงทุน และภาคธุรกิจล้วนพึ่งพาระบบดิจิทัลแทบ 100% “เมื่อความเชื่อมั่นดิจิทัลสั่นคลอน เศรษฐกิจทั้งระบบก็พลอยสั่นคลอนไปด้วย” ดังนั้น นี่คือ สงครามเงียบที่ต้องมีการ เป่าแตร ปลุกคนไทยทั้งประเทศลุกสู้ขึ้นพร้อมกัน

    “สแกมเมอร์ (Scammer) คือแค่ เสียงเตือน…แต่ทุนเทาและอะไรบางอย่างที่ยังไม่ขอเก็บเป็นปริศนา…คือ….ระเบิดทำลายล้างประเทศและความมั่นคงความผาสุกของประชาชนให้สูญสิ้นไป”

    ถ้าเรายังมองปัญหานี้เพียงแค่ในระดับปลายสายโทรศัพท์มือถือ ข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์ หรือบอท บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เราจะไม่มีวันเห็นขบวนการเบื้องหลังที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในระบบการเงิน ดิจิทัล และสถาบันหลักของประเทศประเทศไทยจะไม่สามารถ “ไปต่อ” ได้อย่างมั่นคงจะพบจุดจบที่ไม่มีใครคาดถึง หากโลกดิจิทัลยังไม่ปลอดภัยและความเชื่อมั่นศรัทธายังถูกบั่นทอน ติดตามต่อได้ที่ www.superpoll.co.th โทร 02.082.2646
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/923106&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zROoyH4QnhW2Ka0kP3cEX

  • สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “ปิยมหาราช” พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย เพื่อปวงชนชาวไทยได้เข้าถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้ – กระทรวงศึกษาธิการ

    สกู๊ปพิเศษ ศธ.360 องศา “ปิยมหาราช” พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย เพื่อปวงชนชาวไทยได้เข้าถึงโอกาสแห่งการเรียนรู้ – กระทรวงศึกษาธิการ

    ในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันปิยมหาราช” วันที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของประชาชน และทรงสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินสยาม

    พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2453 และได้กำหนดให้วันนี้ของทุกปีเป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในทุกมิติ ทั้งด้านการปกครอง การบริหารราชการ การพัฒนาเศรษฐกิจ การต่างประเทศ รวมถึงการเลิกทาสและการศึกษา ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

    พระองค์ทรงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งหมายถึง “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวสยาม” เพราะทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง

    พระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ “การเลิกทาส”

    หนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการอย่างยิ่งต่อชาติ คือ การประกาศเลิกทาสอย่างสันติ พระองค์ทรงเห็นถึงความไม่เท่าเทียมของระบบไพร่ทาส และตระหนักว่า “ความเป็นไท” คือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พระองค์จึงทรงใช้พระปรีชาญาณและความรอบคอบ ค่อย ๆ ปฏิรูประบบดังกล่าวอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนในสังคม

    เริ่มจากการประกาศ พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ที่กำหนดให้บุตรทาสที่เกิดหลังประกาศเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ และค่อย ๆ ขยายสิทธิให้แก่ทาสรุ่นก่อน จนในที่สุดสยามประเทศได้ยกเลิกระบบทาสโดยสิ้นเชิง ถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ และเป็นการปลดปล่อยประชาชนจากพันธนาการทางสังคม

    พระราชกรณียกิจนี้ไม่เพียงเป็น “การปลดปล่อยกาย” แต่ยังเป็น “การปลดปล่อยใจ” และเชื่อมโยงกับพระราชดำริในด้านการศึกษา เพราะ “เมื่อประชาชนเป็นไทแล้ว ต้องมีการศึกษาเพื่อรู้เท่าทันโลก” อันเป็นรากฐานของเสรีภาพที่แท้จริง

    พระราชปณิธานแห่งการศึกษาเพื่อประชาชน

    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ “รากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน” ทรงมีพระราชดำริให้จัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ไม่จำกัดอยู่เพียงชนชั้นสูง พระองค์ทรงตั้ง กระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน) ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 เพื่อกำกับดูแลและพัฒนาการศึกษาของชาติอย่างเป็นระบบ

    จากโรงเรียนวังสู่รากฐานการศึกษาแผ่นดิน

    ก่อนยุคของพระองค์ “โรงเรียน” ยังเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย การเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่ในวัด แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล พระองค์ทรงเห็นว่า “การศึกษาคือพลังแห่งความเท่าเทียม” จึงทรงก่อตั้งโรงเรียนหลวงหลายแห่ง เช่น โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ต่อมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เพื่อให้ลูกหลานไทย “รู้เท่าทันโลก” และ “พัฒนาแผ่นดินด้วยปัญญา”

    “การศึกษาคือประตูเปิดไปสู่ความเจริญแห่งประเทศ” — พระราชดำรัส ร.5

    พระผู้ทรงเป็น “ครูใหญ่แห่งแผ่นดิน”

    นอกจากการจัดตั้งสถานศึกษา พระองค์ยังทรงเป็นแบบอย่างของ “ผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต” ทรงศึกษาภาษา วิทยาการ และระบบการบริหารจากต่างประเทศ เพื่อนำกลับมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของสยาม ทรงส่งเสริมให้ข้าราชการและเยาวชนไทยไปศึกษาต่อในต่างแดน เพื่อเรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ และกลับมาพัฒนาประเทศ พระองค์จึงทรงเป็น “แบบอย่างแห่งผู้เรียนรู้” ที่สะท้อนถึงคุณค่าของการศึกษาที่ไม่สิ้นสุด

    แสงแห่งปิยมหาราช ส่องนำการศึกษาไทยสู่อนาคต

    กว่า 120 ปีผ่านไป แนวคิดของพระองค์ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การจัดการศึกษาเพื่อความเท่าเทียมและทั่วถึง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีจิตวิญญาณความเป็น “ครูแห่งแผ่นดิน”

    “พระปิยมหาราช” มิได้เพียงทรงเลิกทาส หากยังทรงปลดปล่อยประชาชนจากความมืดแห่งความไม่รู้ ด้วยแสงแห่งการศึกษา

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงวางรากฐานการศึกษาไทย และมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานให้การศึกษาเป็นพลังขับเคลื่อนชาติอย่างยั่งยืน

    กระทรวงศึกษาธิการ ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ และมีจิตสาธารณะ พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ด้วยปัญญาและคุณธรรม

    ติดตามพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ด้านการศึกษา ได้เพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในวันและเวลาราชการ

    ธรรมนารี ชดช้อย / เรียบเรียง – กราฟิก

    ข้ออ้างอิง : พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมศิลปากร
    ศูนย์ข้อมูลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
    คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/king-chulalongkorn-day/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GC6Lv-SEL7jLV-phbQclr

  • จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโลหิตวิทยาปริวรรต (CETH) จัดประชุมนานาชาติ International Scientific Symposium: “Scientific Forum on Myeloid and Lymphoid Malignancies: Advancing Knowledge and Innovation” ในวันที่ 19–20 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์กับแนวทางรักษามะเร็งทางโลหิตวิทยา 

    โดยมีผู้เชี่ยวชาญไทย–ต่างประเทศบรรยายเชิงลึก และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเป้าหมายเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องแล็บ ให้สามารถต่อยอดสู่การรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้น ผ่านการอัปเดตองค์ความรู้ ครอบคลุมด้าน Bone Marrow Failure, Myeloproliferative Disorders, AML, Lymphoid Malignancies ไปจนถึง Cellular Therapy (เช่น CAR-T) เพื่อยกระดับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ 

    พร้อมต่อยอดความร่วมมือวิจัยกับนานาชาติในประเด็นสำคัญ อาทิ FLT3-AML, CHIP, CLL, DLBCL, HAVCR2/SPTCL/HLH และการใช้ iPSC ในการศึกษาพยาธิกำเนิด ซึ่งจะส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพพัฒนามาตรฐานการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยไทยมากยิ่งขึ้น

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    ในงาน Pre-congress Symposium วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้บรรยายวิชาการจากทั้งไทยและต่างประเทศ ครอบคลุม 5 หัวข้อ ได้แก่ Integrating CHIP into Clinical Care: Risk Assessment, Surveillance, and Therapeutic Decision-Making เป้าหมายของเวทีนี้คือการเชื่อมโยงงานวิจัยจากห้องแล็บให้สามารถต่อยอดสู่การรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นผ่านการอัปเดตองค์ความรู้ ครอบคลุมด้าน Bone Marrow Failure, Myeloproliferative Disorders, AML, Lymphoid Malignancies ไปจนถึง Cellular Therapy (เช่น CAR-T) 

    เพื่อยกระดับการวินิจฉัย การพยากรณ์โรค และการวางแผนการรักษาอย่างมีหลักฐานเชิงประจักษ์ พร้อมต่อยอดความร่วมมือวิจัยกับนานาชาติในประเด็นสำคัญ อาทิ FLT3-AML, CHIP, CLL, DLBCL, HAVCR2/SPTCL/HLH และการใช้ iPSC ในการศึกษาพยาธิกำเนิด ซึ่งจะส่งเสริมให้ระบบบริการสุขภาพพัฒนามาตรฐานการรักษาใหม่ให้เหมาะกับผู้ป่วยไทยมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ มี Prof. Mrinal S. Patnaik จากเมโยคลินิก สหรัฐอเมริกา บรรยายเรื่องความสำคัญของ Clonal Hematopoiesis ในการเกิดโรคมะเร็ง และ Asst. Prof. Ong Shin Yeu จากสิงคโปร์ บรรยายเรื่องการรักษาด้วย CAR-T Cell ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และคณาจารย์ สาขาโลหิตวิทยา รวม 4 ท่าน คือ อ.พญ.ปณิสินี ลวสุต และ อ.พญ.ภาลดา พิทักษ์กิจนุกูร จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่องการใช้ยากลุ่ม Bispecific T-Cell Engager ในโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลมา, พญ.ชลลดา เหล่าเรืองโรจน์ จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บรรยายเรื่องการรักษาโรคฮอดจ์กินด้วยยามุ่งเป้า และ รศ.พญ.จันทิญา จันทร์สว่างภูวนะ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บรรยายเรื่องการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันด้วยยามุ่งเป้า

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    ส่วนการประชุมหลักในวันที่ 20 กันยายน 2568 จะเน้นการบรรยายเชิงวิชาการตลอดทั้งวัน ครอบคลุม 5 ช่วงเนื้อหาสำคัญคือ Bone Marrow Failure Syndromes, Myeloproliferative Disorders, Acute Myeloid Leukemia (AML), Lymphoid Malignancies และ Cellular Therapy ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ อาทิ

    •Prof. Seishi Ogawa จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้นำทางวิชาการของวงการจีโนมิกส์ในโรคมะเร็งทางโลหิตวิทยาระดับโลก มาบรรยายเรื่องจีโนมิกส์ของมะเร็งไขกระดูกเสื่อมเอ็มดีเอส

    •Prof. Hideki Makishima จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านไขกระดูกล้มเหลว ไขกระดูกเสื่อมและมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์ มาบรรยายเรื่องงานวิจัยด้าน Bone Marrow Failure และ DDX41

    •Prof. Mrinal S. Patnaik จากเมโยคลินิก รัฐมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัยอิลอยด์และการกลายพันธุ์ของยีนในเม็ดเลือด มาบรรยายเรื่องความก้าวหน้าด้าน myeloid neoplasms และ CHIP

    •Asst. Prof. Naoko Hosono จาก University of Fukui ประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้านการทำวิจัยทางคลินิกเรื่องการใช้ยามุ่งเป้าต่อยีน FLT3 ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ มาบรรยายเรื่องการรักษา AML ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน FLT3 โดยใช้ยามุ่งเป้า

    •Asso. Prof. Ja-min Byun จากประเทศเกาหลีใต้ ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในแวดวงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดลิมโฟไซท์ (CLL) ของโลก มาบรรยายเรื่องการวินิจฉัยและรักษาโรค CLL โดยเฉพาะในแง่มุมของคนเชื้อชาติเอเชีย

    •Asst. Prof. Shoji Saito จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น มาร่วมแชร์ประสบการณ์การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันด้วย CAR-T ใน acute leukemia และพูดคุยหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างสถาบันในอนาคต

    จุฬาลงกรณ์ฯ เปิดองค์ความรู้มะเร็ง สู่การรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานใหม่

    สำหรับฝั่งผู้เชี่ยวชาญไทยมีการนำเสนอผลงานวิจัยและประสบการณ์คลินิกที่เชื่อมโยงสู่บริการรักษาในประเทศ อาทิ การทำวิจัยการ ทำงานของเกล็ดเลือดใน iPS Cell โดย ศ.ดร.นพ.พลภัทร โรจน์นครินทร์, การศึกษาความผิดปกติของ HLA ในโรคไขกระดูกฝ่อ โดย ผศ.พญ.สุนิสา ก้องเกียรติกมล, การศึกษาการแสดงออกของโปรตีน Tim-3 ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน โดย รศ.พญ.จันทิญา จันทร์สว่างภูวนะ, การตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาในระดับโมเลกุลในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดย อ.นพ. ณฤทธี สุกไสว

    การค้นพบการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ผิวหนัง ที่นำไปสู่การเข้าใจถึงพยาธิกำเนิดของโรคมากขึ้น และให้การรักษาที่เหมาะสม โดย รศ.พญ.จันทนา ผลประเสริฐ, การรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วย CAR-T Cell โดย รศ.นพ.กฤษฎา วุฒิการณ์ และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วย CAR-T Cell โดย รศ.พญ.จักราวดี จุฬามณี ซึ่งต่างสะท้อนศักยภาพของวงการแพทย์ไทยในเวทีระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/642203&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_a26uWU4RgSXoQtltjIIs

  • พช.เปิดตัวบ้านโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ตามรอยท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    พช.เปิดตัวบ้านโบราณ อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ตามรอยท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม | เดลินิวส์

    นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) และคณะได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ม.6 บ้านแหลมโพธิ์ ต.ไสไทย อ.เมือง จะ.กระบี่ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยเก่าแก่กว่า 100 ปี ของพระยาคงคาธราธิบดี หรือ พลอย ณ นคร อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 เพื่อเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวชุมชนทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ของ จ.กระบี่ 

    นางสาวศศิธร กล่าวว่า การเปิดตัวบ้านเลขที่ 1 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวชุมชน ทางวัฒนธรรม อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการพัฒนาชุมชน สำหรับบ้านเลขที่ 1 จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยเก่าแก่กว่า 100 ปี ของพระยาคงคาธราธิบดี หรือพลอย ณ นคร อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 นับเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อการเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนในยุคเปิดป่าเป็นเมืองของกระบี่  

    สำหรับบ้านเลขที่1 เมืองกระบี่ ตั้งอยู่ในสวนมะพร้าวที่ชื่อว่าสวนอิศระ บ้านแหลมโพธิ์ อำเภอปากน้ำ มีการปลูกมะพร้าวเพื่อเป็นพืชเศรษฐกิจส่งออกไปค้าขายยังต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีต้นมะพร้าว เตาอบมะพร้าว และเตาเผามะพร้าวที่เคยใช้สกัดเคี่ยวให้เป็นน้ำมันมะพร้าวลำเลียงใส่เรือส่งไปขายที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย 

    บ้านเลขที่ 1 เมืองกระบี่ได้รับการบูรณะอีกครั้งเมื่อปี 2567 โดยนำไม้ของเรือนบางส่วนที่ยังใช้การได้มาใช้ประกอบกับไม้ตะเคียนทองและไม้นาคบุตรที่เป็นวัสดุหลักในการบูรณะ ซึ่งยังคงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ปรับรูปแบบด้านบนเป็นโถงโล่งเพื่อใช้ประกอบพิธีการมงคล มีการจัดแสดงโบราณวัตถุ อาทิ กูบช้างที่เคยใช้ออกตรวจราชการ รวมทั้งภาพในอดีตของท่านเจ้าของเรือน พร้อมตั้งชื่อเรือนใหม่นี้ว่าคงคาธรรมศาลา  

    สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์แล้วบรรยากาศของสวนอิศระยังถือได้ว่าเป็นพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพราะตั้งอยู่เขตพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ อันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ หรือแรมซ่าไซท์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5234235/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bST_6srlqip96djsCuPN-

  • อุทยานแห่งชาติบางลางประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.68

    อุทยานแห่งชาติบางลางประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรม 1 พ.ย.-15 ธ.ค.68

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายบำรุงรัตน์ พลอยดำ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติบางลาง เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563 เรื่อง ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน ประจำปี พ.ศ. 2568 กำหนดให้มีการปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน เพื่อให้การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล และความสามารถในการรองรับได้ของทรัพยากร เปิดโอกาสให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นตัว รวมทั้งมีความปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว

    อุทยานแห่งชาติบางลาง จังหวัดยะลา พิจารณาแล้ว เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกอบระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2563 จึงออกประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในในเขตอุทยานแห่งชาติบางลาง ประจำปี พ.ศ. 2568 บริเวณน้ำตกธารโต ลานกางเต็นท์บางลางและน้ำตกละอองรุ้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568

    ทั้งนี้ อุทยานแห่งชาติบางลาง ยังคงปฏิบัติงานตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอนุญาตให้เข้ามาติดต่อราชการสามารถติดต่อราชการได้ตามปกติ ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 073-206119 จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000101461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33GpNRVMdF89rR7KLCHTw5

  • ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ธุรกิจสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาขยายตัวอย่างรวดเร็ว แทรกซึมทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคม สร้างความเสียหายรวมกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นักลงทุน และสถาบันการเงิน

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงประกาศให้ “การปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์” เป็นวาระแห่งชาติ โดยมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคดีพิเศษ บูรณาการร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดำเนินการอย่างเข้มข้นในการตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ปิดบัญชีม้า และสกัดฐานปฏิบัติการข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา–เมียนมา ซึ่งกลายเป็นศูนย์บัญชาการของเครือข่ายมิจฉาชีพระดับภูมิภาค

    รายงาน “State of Scams in Thailand 2025” โดยองค์กรพันธมิตรต่อต้านการฉ้อโกงโลก (Global Anti-Scam Alliance: GASA) เปิดเผยว่า คนไทยกว่า 72% ต้องเผชิญความพยายามหลอกลวงเป็นประจำ เฉลี่ยคนละ 172 ครั้งต่อปี หรือเกือบทุก 2 วันต่อครั้ง และกว่า 60% ของผู้ใหญ่ตกเป็นเหยื่อสำเร็จภายในปีที่ผ่านมา

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว โดย 14% สูญเงินเฉลี่ยคนละ 12,955 บาท รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสังคมไทยที่เติบโตบนเทคโนโลยีเร็วกว่า “ภูมิคุ้มกันไซเบอร์” ของประชาชน

    ภัยไซเบอร์ยุคใหม่ไม่ได้อาศัยเพียงข้อความหรือโทรศัพท์เหมือนในอดีต แต่มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Deepfake เพื่อสร้างภาพและเสียงเลียนแบบบุคคลจริง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานธนาคาร หรือเพื่อนใกล้ชิด ทำให้ผู้รับข้อความเชื่อว่ากำลังติดต่อกับหน่วยงานหรือบุคคลจริง กลโกงลักษณะนี้กำลังแพร่ระบาดในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปแชต ซึ่งกลายเป็นพื้นที่หลักของการโจมตีทางจิตวิทยาและข้อมูล แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้เทคโนโลยีก็ยังตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว

    รูปแบบที่สร้างความเสียหายสูงสุดคือ “หลอกลงทุน” ครองสัดส่วนกว่า 66% ของคดีทั้งหมด รองลงมาคือ “หลอกซื้อสินค้าออนไลน์” 63% และ “หลอกสมัครงาน” 53% จุดร่วมของทุกกรณีคือ “ความสมจริง” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของข้อความที่ได้รับ การหลอกลวงกว่า 73% เกิดผ่านแพลตฟอร์มส่งข้อความโดยตรง เช่น โทรศัพท์ Facebook SMS Gmail และ TikTok ซึ่งเป็นช่องทางที่คนไทยใช้ติดต่อมากที่สุด

    เด็กและเยาวชนก็กลายเป็นกลุ่มเสี่ยงใหม่ โดยกว่า 27% ของครอบครัวไทยยืนยันว่าบุตรหลานอายุ 7–17 ปี เคยถูกหลอกในเกมหรือแอปเรียนรู้ออนไลน์ สะท้อนว่าภัยไซเบอร์ได้แทรกซึมทุกช่วงวัยและทุกพื้นที่

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    สิ่งที่น่าตกใจคือปรากฏการณ์ “ความมั่นใจย้อนแย้ง” (Confidence Paradox) ที่คนไทยกว่า 76% เชื่อว่าตนสามารถแยกแยะมิจฉาชีพได้ แต่ 66% ของกลุ่มนี้กลับตกเป็นเหยื่อจริง แสดงให้เห็นว่าความรู้เท่าทันของสังคมยังไม่เท่าทันวิวัฒนาการของกลโกงที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

    แม้ผู้เสียหายกว่า 74% จะพยายามรายงานเหตุไปยังธนาคารหรือผู้ให้บริการทางการเงิน แต่มีเพียง 29% ที่ได้รับเงินคืนบางส่วน กระบวนการติดตามยังล่าช้าและขาดความชัดเจน ขณะที่อีก 41% ของผู้ที่แจ้งเหตุไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ ปัญหานี้สะท้อนถึงความไม่พร้อมของระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างครบวงจร

    ช่องทางโอนเงินผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมยังเป็นเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพ คิดเป็น 73% ของธุรกรรมหลอกลวงทั้งหมด ส่วน e-Wallet มีเพียง 21% สะท้อนว่าระบบธนาคารไทยยังขาดมาตรการยืนยันชื่อผู้รับเงิน (Confirmation of Payee) ซึ่งเป็นมาตรฐานในหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ธนาคารพาณิชย์พัฒนาระบบแจ้งเตือนธุรกรรมเสี่ยงและระบบตรวจสอบชื่อบัญชีแบบเรียลไทม์ เพื่อหยุดเส้นทางเงินก่อนถึงมือมิจฉาชีพ

    ในอีกด้านหนึ่ง ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ คนไทยถึง 97% ไม่ไว้วางใจองค์กรที่เก็บข้อมูลของตน และ 98% ต้องการให้บริษัทเปิดเผยว่ามีการแบ่งปันข้อมูลกับใครบ้าง ผู้บริโภคยอมรับการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์หรือการยืนยันซิมเพื่อป้องกันการปลอมตัว แต่กลับไม่มั่นใจต่อการจัดเก็บข้อมูลโดยแพลตฟอร์มแชตและโซเชียลมีเดีย ความไม่ไว้วางใจนี้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ โดย 81% ของผู้บริโภคระบุว่าพร้อมเปลี่ยนไปใช้บริการทางการเงินที่ปลอดภัยและโปร่งใสกว่าทันที หากมีระบบยืนยันตัวตนก่อนโอนเงิน แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยกำลังกลายเป็น “ปัจจัยแข่งขันใหม่” ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ภัยไซเบอร์ถล่มหนักสูญ 1.15 แสนล้าน สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยว

    ธปท.ย้ำไม่หนุนธุรกรรมการเงินสีเทา

    นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท. กล่าวถึงกระแสข่าวความเชื่อมโยงของสถาบันการเงินไทยกับเงินเทา ว่า ธปท. ยืนยันว่าไม่มีนโยบายสนับสนุนสถาบันการเงินทำธุรกรรม หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสีเทาอยู่แล้ว อีกทั้งในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป รวมทั้งตะวันออกกลาง ต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งจะต้องเป็นความร่วมมือกันของหลายหน่วยงานในการป้องกันและแก้ปัญหา

    “เรื่องนี้ มันใหญ่เกินกว่าที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะดูแลได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เราเด็ดขาดไม่อยากให้มีเรื่องสีเทาในสถาบันการเงิน ซึ่งจะต้องดูแลควบคู่ไปกับหน่วยงานอื่น”

    ภัยไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นยังส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาอย่างเข้มงวด และออกประกาศเตือนพลเมืองให้ระวังการเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กระแสความกังวลได้ลามถึงไทย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหา แต่ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและจุดต่อเครื่องหลัก ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทยได้รับผลกระทบทันที โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด

    เขาระบุว่า ไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสารของภาครัฐให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เน้นการสื่อสารเชิงรุกในโลกออนไลน์ พร้อมแสดงความโปร่งใสของมาตรการด้านความปลอดภัย “อย่ากลัวที่จะพูดถึงข่าวลบ เพราะความเชื่อมั่นจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงให้เห็นว่ากำลังแก้ไขจริง ไม่ใช่ปิดข่าวหรือพูดแต่เรื่องดี ๆ” นายศิษฎิวัชรกล่าว

    สแกมเมอร์กระทบเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เห็นว่า ไทยควรยกระดับบทบาทผู้นำด้านความปลอดภัยในภูมิภาค CLMV โดยเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง “Tourist Safety ASEAN Initiative” เพื่อสร้างระบบความร่วมมือด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในภูมิภาค แลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศต้นทาง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน จัดทำเอกสารรับรอง “Tourist Safety Acknowledgement” สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต่อเครื่องจากไทย และตั้งศูนย์ข้อมูล “Safe ASEAN Travel Desk” เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านความปลอดภัยระดับอาเซียน

    ก่อนหน้านี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และอัยการเขตตะวันออกแห่งนิวยอร์กได้ยื่นฟ้องขอริบทรัพย์สินมูลค่า 127,271 บิตคอยน์ หรือราว 4.87 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินของกลุ่ม Prince Holding Group ในกัมพูชา โดยมีเฉิน จื้อ หรือวินเซนต์ สัญชาติอังกฤษ–กัมพูชา เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มธุรกิจพรินซ์ คดีนี้ถือเป็นการยึดทรัพย์คริปโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก และมีส่วนเชื่อมโยงกับรูปแบบการหลอกลวง “Pig Butchering” หรือการหลอกผ่านความสัมพันธ์ออนไลน์เพื่อชักชวนเหยื่อให้ลงทุนในคริปโต

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแห่งออสติน ระบุว่าขบวนการดังกล่าวใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินและสนับสนุนการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่าความเสียหายทั่วโลกสูงถึง 28,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับธุรกรรมในภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทย

    ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้กำลังตอกย้ำว่า วิกฤตสแกมเมอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อีกต่อไป แต่คือ “ปัญหาเศรษฐกิจมหภาค” ที่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงิน ภาพลักษณ์ประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยกับดักอาชญากรรมซ่อนรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642188&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dK1aNRvS4FNxXvcOveWw3