Blog

  • รัฐบาล นำสื่อทัวร์กระบี่ ต่อยอดท่องเที่ยวสร้างสรรค์ – OTOP

    รัฐบาล นำสื่อทัวร์กระบี่ ต่อยอดท่องเที่ยวสร้างสรรค์ – OTOP

    รัฐบาล นำสื่อทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรม Workshop ผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ กว่า 50 คน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568

    รัฐบาล นำสื่อทัวร์กระบี่ ต่อยอดท่องเที่ยวสร้างสรรค์ - OTOP

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเดินทางถึงบริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ คณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

    จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

    รัฐบาล นำสื่อทัวร์กระบี่ ต่อยอดท่องเที่ยวสร้างสรรค์ - OTOP

    โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่

    พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง” ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม/ราย จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

    “จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่ม “เมืองหลักด้านการท่องเที่ยว” (Major City) ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง

    ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_953358/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kvmh0fSRZB0cEz9rGhuE6

  • โดรนบูรพาบินสำรวจชายแดน! พบสงบ แต่ทหารกัมพูชายังตรึงกำลัง

    โดรนบูรพาบินสำรวจชายแดน! พบสงบ แต่ทหารกัมพูชายังตรึงกำลัง

    วันที่ 24 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่แนวชายแดนไทย–กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว บรรยากาศในช่วงเช้าวันนี้ที่บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ยังคงเป็นไปด้วยความสงบ เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้จัดกำลังออกลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยได้ใช้ โดรนบินสำรวจตรวจสอบความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนทั้งสองจุด เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์หลังจากที่มีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา

    จากการบินสำรวจของเจ้าหน้าที่ พบว่าบริเวณพื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ยังไม่มีกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาออกมารวมตัวหรือจัดกิจกรรมใด ๆ ที่อาจสร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดน ทั้งนี้ ชาวบ้านฝั่งกัมพูชายังคงใช้ชีวิตตามปกติ มีการสัญจรเข้าออกภายในหมู่บ้าน การค้าขายและทำกิจวัตรประจำวันดำเนินไปตามปกติ

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นว่า บริเวณแนวชายแดนฝั่งกัมพูชา มีการตั้ง เพิงพักสีฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประจำอยู่ตลอดเวลา คาดว่าเป็น จุดสังเกตการณ์ชั่วคราว เพื่อใช้สอดแนมและเฝ้าดูความเคลื่อนไหวฝั่งไทย โดยบางช่วงมีการใช้กล้องและโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเป็นระยะ ก่อนส่งรายงานต่อผู้บังคับบัญชา

    เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยระบุว่า การบินสำรวจในพื้นที่ชายแดนเป็นมาตรการปกติของกองกำลังบูรพา เพื่อใช้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวในจุดเสี่ยง โดยเฉพาะหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายมีการหารือในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ซึ่งอาจมีการปรับแนวการปฏิบัติหรือเสริมกำลังในบางจุด

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำว่า แม้สถานการณ์โดยรวมจะยังคงปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝั่งมีความตื่นตัวจากผลการประชุม JBC ที่มีการหารือเกี่ยวกับการกำหนดแนวเขตแดนและการเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้าง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในบางพื้นที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NtG122nqy&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bYR_4eZkiZCCL6LqojSjV

  • คปภ. ล่องใต้! จุดประกาย “ประกันภัยท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่จังหวัดกระบี่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    คปภ. ล่องใต้! จุดประกาย “ประกันภัยท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่จังหวัดกระบี่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) นำโดย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เปิดโครงการส่งเสริมประกันภัยเชิงรุก ภายใต้แนวคิด กิน เดิน เที่ยวท่อง ล่องใต้อย่างยั่งยืน ด้วยการประกันภัย” ณ โรงแรมกระบี่ รีสอร์ท ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

    เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า จังหวัดกระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวหลักของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้น ๆ จากข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2568 จังหวัดกระบี่มีรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 77,917 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมกว่า 4.7 ล้านคน สะท้อนถึงศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง แต่ความเติบโตดังกล่าวก็มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม และอุบัติเหตุจากการเดินทาง ทั้งอุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุจากการใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร รวมถึงอุบัติเหตุทางน้ำและทางเรือ ซึ่งจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีจำนวนเที่ยวเรือโดยสารมากที่สุดในประเทศถึง 204,179 เที่ยวต่อปี และนักท่องเที่ยวใช้บริการเรือ  จำนวน 4,226,913 คนต่อปี

    สำนักงาน คปภ. มุ่งผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนอย่างเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย ภายใต้กรอบความร่วมมือยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “บริหารความเสี่ยงด้วยการประกันภัย สร้างโอกาสสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารความเสี่ยงแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจากผู้แทน 6 หน่วยงาน ได้แก่

    1. นายวิภุช วิเศษสิงห์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ กล่าวถึง “แนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และย้ำความสำคัญของประกันภัยในมาตรฐานความปลอดภัยการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว”
    2. นางสาวมลิวัลย์ จริตงาม นักวิชาการขนส่งชำนาญการ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขากระบี่ กล่าวถึง “มาตรการควบคุมความปลอดภัยทางน้ำพร้อมเสนอให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารเข้าใจประกันภัยทางทะเลเพื่อคุ้มครองทั้งผู้โดยสารและผู้ประกอบการ”
    3. นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำเสนอแนวคิด “การยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยมาตรฐานความปลอดภัย และการใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ”
    4. นายประสาน โลหะจรีกุล รองประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้าจังหวัดกระบี่ กล่าวถึง “บทบาทของภาคเอกชนในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น”
    5. ดร.พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย ให้มุมมองเกี่ยวกับ “บทบาทของภาคธุรกิจประกันภัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยว ทั้งประกันภัยเดินทางและประกันภัยเรือโดยสาร”
    6. นายอมรศักดิ์ มาลา ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวสรุป “แนวทางการส่งเสริมประกันภัยเชิงรุก พร้อมย้ำความสำคัญของการสร้าง “วัฒนธรรมประกันภัย” ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกพื้นที่”

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม CSR มอบเสื้อชูชีพ ให้แก่ ชมรมผู้ประกอบการเรือโดยสารอ่าวนาง สหกรณ์เรือหางยาวอ่าวนาง และชมรมผู้ประกอบการเรือโดยสารหาดนพรัตน์ธารา พร้อมรณรงค์ “5 เช็กอุ่นใจ ลงเรือปลอดภัย มีประกันภัยคุ้มครอง” ได้แก่

    1. เช็กสภาพเรือสภาพดีไม่ชำรุด ไม่บรรทุกเกินกำหนด
    2. เช็กความพร้อมของผู้ขับเรือ มีใบอนุญาตถูกต้อง ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมา มีการแนะนำความปลอดภัย
    3. เช็กอุปกรณ์เรือและเสื้อชูชีพ เสื้อชูชีพครบ สภาพดี มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต
    4. เช็กเอกสาร มีใบอนุญาต และทะเบียนเรือถูกต้องไม่หมดอายุ
    5. เช็กการทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสาร มีกรมธรรม์คุ้มครองผู้โดยสารตามกฎหมาย คุ้มครองกรณีเสียชีวิต บาดเจ็บ และค่ารักษาพยาบาล

    โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่จำนวนมาก อาทิ โรงแรม  รถเช่า เรือโดยสาร และธุรกิจบริการท่องเที่ยวอื่น ๆ

    เลขาธิการ คปภ. กล่าวย้ำว่า “สำนักงาน คปภ. มุ่งผลักดันให้ระบบประกันภัยเป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงของพื้นที่ ช่วยสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ พร้อมสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวคุณภาพ ประกันภัยจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือชดเชยความเสียหาย แต่เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว”

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/24/588469/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nu3AEE7Eg0MOKML5IL2bt

  • เพื่อไทยชี้อนุทินยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ขัดกระแสโลก ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    เพื่อไทยชี้อนุทินยกเลิกสถานะกีฬาโป๊กเกอร์ขัดกระแสโลก ปิดประตูเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวใหม่

    วันนี้ (24 ตุลาคม) สรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีมติ ‘ยกเลิกสถานะกีฬา’ ของการแข่งขันโป๊กเกอร์ แล้วนำกลับไปอยู่ในหมวดการพนัน ว่าเป็นการตัดสินใจที่ขัดต่อกระแสโลกและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยว พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “นี่คือการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศกันแน่”

    สรวงศ์ระบุว่า สมาคมกีฬาเชิงสมองนานาชาติ (IMSA) ได้รับรองให้โป๊กเกอร์เป็น ‘กีฬาเชิงสมอง (Mind Sport)’ ตั้งแต่ปี 2024 เพราะต้องอาศัยทักษะคิดวิเคราะห์ วางกลยุทธ์ และความอดทนทางจิตใจ อีกทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (SAT) ก็มีมติในเดือนกรกฎาคม 2025 รับรองให้โป๊กเกอร์และแฟลกฟุตบอลเป็น กีฬาอย่างเป็นทางการ โดยมีข้อกำหนดห้ามเล่นพนันบนโต๊ะแข่งขันอยู่แล้ว จึงไม่อาจอ้างเหตุผลเรื่อง ‘การพนัน’ ได้

    โป๊กเกอร์ในระดับสากลปัจจุบันมีสมาชิกสหพันธ์กว่า 50 ประเทศทั่วโลก มีนักกีฬากว่า 450,000 คน และฐานผู้เล่นกว่า 100 ล้านคน หากไทยใช้โอกาสนี้จัด ‘Poker Tour Festival’ ปีละครั้ง จะสามารถสร้างรายได้มหาศาล เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อมด้านโรงแรม ศูนย์ประชุม และสนามบินนานาชาติ

    นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เคยประเมินว่า นักท่องเที่ยวที่มาร่วมทัวร์นาเมนต์ 1 คน ใช้จ่ายเฉลี่ย 20,000 บาทต่อวัน อยู่เฉลี่ย 7-14 วัน หากดึงผู้เข้าร่วมได้ 10,000 คน จะสร้างรายได้รวมกว่า 1,400 ล้านบาทต่ออีเวนต์

    สรวงศ์ย้ำว่า โป๊กเกอร์ไม่ใช่การพนัน แต่เป็น กีฬาเชิงกลยุทธ์ที่หลายประเทศใช้ส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวรายได้สูง การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินจึงสะท้อนภาพการเมืองนำเศรษฐกิจ มากกว่าการพัฒนาประเทศ

    สรวงศ์ยังเปรียบเทียบว่า ในขณะที่รัฐบาลเร่งตีกรอบโป๊กเกอร์เป็นการพนันโดยอ้างผลกระทบต่อประชาชน กลับละเลยผลเสียจากนโยบาย ‘กัญชาเสรี’ ซึ่งงานวิจัยของ Arizona State University (2025) พบสารพิษตกค้างในกัญชาที่ถูกยึด เช่น Mycotoxins และ Diacetoxyscirpenol ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทั้งที่สหรัฐฯ มีมาตรฐานตรวจสารปนเปื้อนกว่า 30 รายการก่อนจำหน่าย แต่รัฐบาลไทยกลับไม่จัดตั้งระบบตรวจ Certificate of Analysis (COA) สำหรับกัญชาในท้องตลาดเลย

    “ทำไมรัฐบาลถึงกล้าปล่อยสารเสพติดเชิงธุรกิจ โดยไม่สร้างมาตรฐานความปลอดภัย แต่กลับปิดกั้นกีฬาเชิงท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศ” สรวงศ์ตั้งคำถาม พร้อมเตือนว่าการตัดสินใจนี้อาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวใหม่ (New Sport Tourism Economy) ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทต่อครั้ง และเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านในสมรภูมิการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวรายได้สูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/poker-ban-hurts-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JX5Wm5G7eyd-_8lnJbC0z

  • SCB EIC หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำ เสี่ยงไม่ถึง 1%

    SCB EIC หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำ เสี่ยงไม่ถึง 1%

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ โดยอาจขยายตัวไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า เนื่องจากการส่งออกเริ่มชะลอตัวหลังสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและรายได้จากต่างประเทศ

    แม้ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก่อนถูกเก็บภาษี และการส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่ได้อานิสงส์จากราคาทองคำสูง หากตัดปัจจัยเหล่านี้ออก ตัวเลขส่งออกแท้จริงหดตัวประมาณ -2% สะท้อนว่าผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มส่งผลชัดเจน โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2569 ยังเสี่ยงหดตัว ซึ่งจะเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนยังมีความเปราะบาง หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ยังอยู่ที่ระดับสูง 86.8% แม้มีแนวโน้มลดลงแต่เกิดจากการชะลอการกู้ยืมและการเข้มงวดสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ขณะที่รายได้ครัวเรือนปรับลดลงเป็นครั้งแรกนับจากสถานการณ์โควิด-19 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะได้แรงหนุนระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    ด้านเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีหน้า จากราคาพลังงานโลกที่ลดลงและนโยบายช่วยลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปี 2569 SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะติดลบ -0.1% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3%

    SCB EIC เตือนว่า แม้ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเต็มรูปแบบ แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน สัดส่วนสินค้าที่ราคาลดลงเพิ่มเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ รายได้ครัวเรือนที่ลดลง และภาระหนี้ที่ยังสูง ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ ภาคธุรกิจมีอำนาจขึ้นราคาสินค้าจำกัดและเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าจีนนำเข้า

    สำหรับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ “อนุทิน 1” ภายใต้แนวคิด Quick Big Win มุ่งเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เช่น “คนละครึ่ง พลัส” วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 1.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่าผลต่อ GDP ยังจำกัด เนื่องจากเป็นงบจัดสรรจากโครงการเดิมและอาจรั่วไหลออกนอกระบบภาษี

    ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ในเดือนตุลาคมตามคาด โดย SCB EIC คาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง คือ เดือนธันวาคมและต้นปี 2569 ลงสู่ระดับ 1.0% เพื่อประคองเศรษฐกิจจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือน

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวจากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น โดยสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ขณะเดียวกันหลายประเทศหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ยกเว้นญี่ปุ่น เพื่อบรรเทาความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงในปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hPCwSXaAALde7L7HoOdWD

  • SCB EIC จับตาเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกแผ่ว-เสี่ยงเงินฝืด นโยบาย Quick Big Win ผลจำกัด : อินโฟเควสท์

    SCB EIC จับตาเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกแผ่ว-เสี่ยงเงินฝืด นโยบาย Quick Big Win ผลจำกัด : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 68 และปี 69 ขยายตัวต่ำ 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ เสี่ยงโตไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ยาวถึงครึ่งแรกปีหน้า การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 19% สะท้อนความจำเป็นของนโยบายประคองเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ชะลอลงมากจากเดือนก่อน หมวดสินค้าที่ขยายตัวได้มาจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่

    1. การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม และส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้นและกระแสการลงทุน AI ในโลก

    2. การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่เร่งตัวตามราคาทองคำ หากไม่นับปัจจัยเฉพาะนี้ ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. หดตัวราว -2% สะท้อนผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มกดดันการส่งออกไทยชัดเจน

    โดยมองไปข้างหน้า SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 69 เสี่ยงหดตัวสูง ซึ่งจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า

    ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปยังน่าห่วง โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2/68 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะมีทิศทางปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่สาเหตุหลักเพราะหนี้ครัวเรือนหดตัว จากทั้งความต้องการกู้ที่ลดลงตามความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความกังวลหนี้ด้อยคุณภาพที่ยังสูง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะปรับดีขึ้นบ้างในระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องอีกหลายเดือน และจะยังไม่กลับเข้ากรอบเงินเฟ้อทั้งในปีนี้และปีหน้า สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และนโยบายช่วยลดค่าครองชีพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่มีแนวโน้มปรับลดลงเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปีหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะช่วยให้สถานะกองทุนน้ำมันกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 1/69

    สำหรับมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 68 คาดว่าจะติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีอยู่ที่ -0.1% ส่วนในปี 69 แม้เงินเฟ้อจะกลับเป็นบวกได้แต่จะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ค่อนข้างมาก ท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่แผ่วลง

    SCB EIC ประเมินว่า แม้ตอนนี้ไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ความเสี่ยงเงินฝืดเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจาก 3 ปัจจัย ดังนี้

    (1) เงินเฟ้อทั่วไปติดลบนาน 6 เดือนแล้ว และมีแนวโน้มจะติดลบต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/69

    (2) สินค้าที่ราคาลดลงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ณ ก.ย. (เดือนก่อน 40%) แม้สินค้าที่ราคาลดลงส่วนใหญ่อยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสดที่ราคาผันผวนตามมาตรการภาครัฐและปัจจัยอุปทาน แต่เริ่มเห็นกระจายตัวไปราคาหมวดสินค้าพื้นฐานมากขึ้น

    (3) รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า และปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดโควิด-19 รวมถึงภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อครัวเรือนที่หดตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยกดดันให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันสูงด้านราคาจากสินค้าจีนนำเข้า และมีอำนาจการขึ้นราคาสินค้าต่ำในภาวะอุปสงค์ยังอ่อนแรง ยิ่งกดดันอัตรากำไร การลงทุน และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งจะเป็นวัฎจักรเชิงลบต่อเศรษฐกิจ

    นโยบาย Quick Big Win เน้นประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ผลกระตุ้น GDP เพิ่มยังจำกัด

    รัฐบาลอนุทิน 1 แถลงชุดนโยบาย “Quick Big Win” ตั้งเป้า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แม้รัฐบาลประกาศจะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย หลายนโยบายมุ่งกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนทันที เช่น มาตรการคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท เร่งให้ใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยจัดสรรจากวงเงินงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1.5 แสนล้านบาท และกำลังพิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น กระตุ้นท่องเที่ยว เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ

    โดย SCB EIC ประเมินผลนโยบายคนละครึ่งฯ กระตุ้น GDP เพิ่มเติมจากการประเมินเดิมยังจำกัด เนื่องจากวงเงินจัดสรรจากงบประมาณโครงการอื่น ไม่ได้เป็นเม็ดเงินใหม่ นอกจากนี้บางส่วนของมาตรการอาจรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ เช่น ใช้จ่ายซื้อสินค้านำเข้า หรือใช้จ่ายให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่อยู่นอกระบบภาษี

    SCB EIC คงมุมมองดอกเบี้ยจะลดอีก 2 ครั้งในเดือน ธ.ค. 68 และต้นปีหน้า

    SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 69 ลงมาอยู่ที่ 1.0% แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 69 เนื่องจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะกดดันอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาวะการเงินไทยยังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอยู่มาก

    ดังนั้น SCB EIC จึงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้าไปที่ระดับ 1% นโยบายการเงินจะมีบทบาทช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    เศรษฐกิจโลกเริ่มถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์-การเมืองโลกสูงขึ้น

    กิจกรรมเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงปลายไตรมาส 3/68 แต่ยังขยายตัวในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนเจอกำแพงภาษีสหรัฐฯ นโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายในหลายเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมและสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 4/68 และปี 69 เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกที่ปรับลดลง รวมถึงการจ้างงานที่เริ่มชะลอลงมาก

    โดยมุมมองนี้สอดคล้องกับหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น OECD และ IMF ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 68 ดีขึ้นเล็กน้อยกว่าประมาณการเดิม แต่ยังเป็นภาพชะลอตัวลงเทียบกับปี 67 และยังมองว่าปี 69 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าปี 68 อีกด้วย

    ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกสูงขึ้น สหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีนอีก 100% เริ่ม 1 พ.ย. 68 หลังจีนควบคุมการส่งออกแร่หายากเพิ่มเติมและเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเรือสัญชาติสหรัฐฯ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหา Government Shutdown ผลจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยในอดีตและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากนัก แต่ครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไม่จ่ายเงินเดือนย้อนหลังหรือปลดพนักงานออก และเสี่ยงยืดเยื้อ ด้านญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังพรรค Komeito ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้พรรค LDP อาจหลุดจากการเป็นรัฐบาลในรอบ 13 ปี

    นอกจากนี้ ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ยกเว้นญี่ปุ่น) เพื่อบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 50 bps (รวมเป็น 75 bps) ในปีนี้ และอีก 50 bps ในปี 69 จากตลาดแรงงานที่แย่ลง แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมายและเสี่ยงเร่งตัวเพิ่มเติมจากผลกำแพงภาษี

    ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28-29 ต.ค. แม้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจอาจล่าช้าจากการปิดทำการของหลายหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากยังมีข้อมูลจากภาคเอกชนบางส่วนที่ใช้ทดแทนได้

    ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ไปที่ 1.75% สิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ หลังกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยอีก 10 bps (รวม 20 bps) ในปี 68 และอีก 20 bps ในปี 69 จากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวเป็นวงกว้าง

    ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี และจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 69 หลังผลกระทบภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจัยการเมือง และการเจรจาค่าจ้างของสหภาพแรงงาน เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 69

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37sylIK66oy93foYWrb1pV

  • คนไทยเกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีติด ทำเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน-ภาระการคลัง-กระทบเศรษฐกิจ

    คนไทยเกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีติด ทำเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน-ภาระการคลัง-กระทบเศรษฐกิจ

    กรุงเทพฯ, วันที่ 24 ต.ค. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ‘คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิต’ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่ ข้อมูลในช่วง 9 เดือนของปี 2568 สะท้อนจำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 309,644 คน ลดลง 10% (YoY) ทำให้ทั้งปียังเสี่ยงจำนวนประชากรต่ำกว่า 66 ล้านคน โดยจังหวัดที่สถานการณ์คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตมากที่สุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และร้อยเอ็ด

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า วิกฤตโครงสร้างประชากร จะมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย จากความเสี่ยงใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แนวโน้มการบริโภคที่ลดลง รวมถึงภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสวัสดิการด้านรายได้และสุขภาพ

    ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยดังกล่าว ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) แนวทางการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว 2) ข้อเสนอขยายอายุเกษียณ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณา เช่น อายุเกษียณที่เหมาะสม กรอบเวลาดำเนินการ รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V2ivHEvOCEorgX5mvjL9L

  • สพม.เชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมสัมมนาผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

    สพม.เชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมสัมมนาผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

    สพม.เชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมสัมมนา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568

    วันที่ 23–25 ตุลาคม 2568 นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เข้าร่วมการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ณ โรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    การประชุมสัมมนาครั้งนี้มี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายพิเชษฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวรายงาน
    ในโอกาสนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ได้รับเกียรติบัตรยอดเยี่ยม หน่วยงานที่มีผลการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2568 ภาพรวมทุกงบรายจ่ายสูงสุด

    ภายในงานประกอบด้วยการบรรยาย การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
    ด้านงบประมาณ – การบริหารงบประมาณและการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
    ด้านบุคลากร – การพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและการประเมินผลการปฏิบัติงาน (PA)
    ด้านวิชาการ – การพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน
    ด้านการบริหารทั่วไป – การพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการและการปฏิบัติงาน
    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3803309/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-gZrb7QwEUj7EK_lCzMFn

  • จุฬาฯ ให้ทุนการศึกษาสำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการ ประจำปี 2569

    จุฬาฯ ให้ทุนการศึกษาสำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการ ประจำปี 2569

    Skip to content

    จุฬาฯ ให้ทุนการศึกษาสำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการ ประจำปี 2569

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์จัดโครงการทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการ ประจำปี 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับบริหารยุทธศาสตร์การบริหารของมหาวิทยาลัย คือ “Power of Togethterness” ในด้าน Internal Growth การสร้างคุณค่าตลอดชีวิต และพัฒนาความเชี่ยวชาญแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย 

    บุคลากรสายปฏิบัติการผู้มีความประสงค์จะขอทุน ต้องมีคุณสมบัติดังนี้  

    • เป็นบุคลากรสายปฏิบัติการ (พนักงานมหาวิทยาลัย ข้าราชการ หรือลูกจ้าง) ระดับ P7 หรือเทียบเท่าขึ้นไป
    • ปฏิบัติงานในหน่วยงานต้นสังกัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี 
    • มีผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาในระดับดีขึ้นไป ติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี 
    • สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และไม่มีข้อผูกพันกับหน่วยงานใด
    • สาขาวิชาที่จะเข้ารับการศึกษาต่อต้องตรงกับความต้องการของหน่วยงาน และเป็นหลักสูตรจุฬาฯ ที่เปิดสอนนอกเวลาทำการ
    • มีมติเห็นชอบจากส่วนงาน/หน่วยงาน ให้เสนอรายชื่อบุคลากรผู้ที่ขอรับทุน

    มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ตามระยะเวลาขั้นต่ำของหลักสูตร ในอัตราที่มหาวิทยาลัยเรียกเก็บตามจริง ปีการศึกษาละไม่เกิน 120,000 บาท โดยผู้รับทุนต้องปฏิบัติงานในหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุน

    ผู้ประสงค์ขอรับทุนการศึกษา สามารถจัดส่งใบสมัครได้ที่หน่วยงานต้นสังกัด เพื่อรวบรวมและพิจารณาเสนอรายชื่อภายในวันที่ส่วนงานกำหนด

    ทั้งนี้ หน่วยงานต้นสังกัด จัดส่งแบบเสนอชื่อผู้ประสงค์ขอรับทุนการศึกษา ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรทุนการศึกษาต่อไป

    ผู้ประสงค์ขอรับทุนการศึกษา สามารถดูรายละเอียด/เงื่อนไขเพิ่มเติมและดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้ที่  https://www.hrm.chula.ac.th/th/home/scholarship ติอต่อสอบถามเพิ่มเติม: ฝ่ายการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ คุณทรงชัย โทร. 0-2218-0187 หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage: HR Chula https://www.facebook.com/share/1EvUyZZonh/

    โครงการทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการ ประจำปี 2569

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/266926/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36_H2Fu0-VfoezCMdq71xK

  • วช. สนับสนุนวิจัย “แผนที่นำทาง LIMEC” มุ่งใช้ประโยชน์พัฒนาระบบขนส่งที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย ตาก

    วช. สนับสนุนวิจัย “แผนที่นำทาง LIMEC” มุ่งใช้ประโยชน์พัฒนาระบบขนส่งที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย ตาก

    สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ติดตามความสำเร็จโครงการ “การพัฒนาแผนที่นำทางสำหรับการขนส่งที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง–อินโดจีน–เมาะลำไย (LIMEC)” ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก) ณ คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุม พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมงาน และมีผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นายพรชัย พัฒนาพงษ์สถิตย์ ผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายปกรณ์ ด่านสีทอง ประธาน LIMEC ประเทศไทย รศ.ดร.กุลภา โสรัตน์ คณบดีคณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร รศ.ดร.ภูพงษ์ พงษ์เจริญ หัวหน้าโครงการวิจัย ตลอดจนผู้แทนจาก 5 จังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 เข้าร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ให้ความสำคัญกับการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน โครงการ LIMEC จะเป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบระบบขนส่งที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบสนองความต้องการของประชาชน และแสดงถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในระดับพื้นที่

    นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ขอขอบคุณ วช. ที่ผลักดันการนำผลงานวิจัยมาขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามประเมินผลในระดับพื้นที่ และความจำเป็นในการสนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมาย และสามารถเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ด้าน รศ.ดร.กุลภา โสรัตน์ คณบดีคณะโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริหารจัดการด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geo-Informatics) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งของภูมิภาค

    ขณะที่ รศ.ดร.ภูพงษ์ พงษ์เจริญ รองหัวหน้าโครงการฯ รายงานความก้าวหน้าของโครงการว่า ขณะนี้ได้พัฒนา “แผนที่นำทาง” สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์เสร็จสิ้นในระยะแรก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการวางแผนยุทธศาสตร์และการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในพื้นที่

    การประชุมครั้งนี้ ฟจัดขึ้นเพื่อรายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานของโครงการ LIMEC พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเสนอแนะระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันวางแนวทางการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw231Qud-wDh7NFxWhlT1IZ7