Blog

  • สสวท. พัฒนาศักยภาพครูเปิดอบรมหลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS)

    สสวท. พัฒนาศักยภาพครูเปิดอบรมหลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS)

    การศึกษา

    สสวท. พัฒนาศักยภาพครูเปิดอบรมหลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS)

    วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สสวท. พัฒนาศักยภาพครูเปิดอบรมหลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (ESS)

    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยโครงการ GLOBE รับสมัครครูเข้าร่วมอบรม “หลักสูตรวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ (Earth System Science: ESS)” ระหว่างวันที่ 19 – 21 ธันวาคม 2568 ณ บ้านอัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวนจำกัดเพียง 50 คน การอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้โลกผ่านการทำงานวิจัยระดับนักเรียน การฝึกตรวจวัดสิ่งแวดล้อมตามหลักวิธีของ GLOBE และการพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน

    ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์โครงการ GLOBE https://globethailand.ipst.ac.th/news.php หรือ  เพจ Globe Thailand https://www.facebook.com/globethailand2015  สมัครได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/451761&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w9RNZ9CBIIg_Dze6Rb6Qq

  • NT นำคณะผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีจิตศรัทธา น้อมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568

    NT นำคณะผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีจิตศรัทธา น้อมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เป็นประธานอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน มี พระเทพภาวนาวชิรคุณ วิ. เจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหารและเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานสงฆ์ ทั้งนี้ ในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2568 มี นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมในพิธีด้วย อีกทั้ง ผู้บริหาร พนักงานของ NT พร้อมประชาชน จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้าร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า NT ได้จัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี หมุนเวียนไปยังภาคต่าง ๆ สำหรับปี 2568 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานให้ NT ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ วัดโสธรวรารามวรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยได้จัดพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทาน ณ อาคารอเนกประสงค์หลวงพ่อโสธร พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ทั้งนี้ วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองฉะเชิงเทรา สร้างขึ้นตอนปลายของกรุงศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวแปดริ้ว และประชาชนทั่วทุกสารทิศ มาแต่อดีตกาล ซึ่งผู้บริหาร พนักงาน NT และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบองค์พระกฐินพระราชทาน NT ประจำปี 2568 โดยมียอดจำนวนเงินสมทบทุนถวาย จำนวน 5,599,999.99 บาท

    พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่  NT กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวาระอันเป็นมงคลนี้ เป็นประจำทุกปี NT ได้จัดกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมด้านการศึกษาในโครงการ “ชุดนี้ เอ็นที จัดให้” โดยมีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นการสนับสนุนและพัฒนาด้านการศึกษาและเสริมสร้างให้เยาวชนได้ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญสร้างการพัฒนาให้กับประเทศ ในปีนี้ได้มอบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 8 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดโสธรวรารามวรวิหาร  โรงเรียนบาลีสิริวิชชาธร โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร  โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์  โรงเรียนดัดดรุณี  โรงเรียนวัดโพธาราม  โรงเรียนเทศบาล 1 วัดแหลมใต้ (สุตสุนทร)  และโรงเรียนเทศบาล 2 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)

    นอกจากนี้ NT ได้มอบเงินสนับสนุนเพื่อร่วมสมทบทุนในงานพยาบาลผู้ป่วย รวมถึงกิจกรรมอันเป็นสาธารณกุศลแก่โรงพยาบาล และสถานพยาบาลในพื้นที่ ประกอบด้วย โรงพยาบาลพุทธโสธร ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองวัดโสธร วรารามวรวิหาร และสาธารณสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา (25 ตุลาคม 2568)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BL4oMruKoy2Ie3GWa55S2

  • สำนักงานสลากฯยืนหนึ่งบทบาท‘องค์กรแห่งการให้’ จากน้ำใจสู่การพัฒนา:ปลุกพลังชุมชนสานต่อโครงการสร้างสรรค์สู่สังคมยั่งยืน

    สำนักงานสลากฯยืนหนึ่งบทบาท‘องค์กรแห่งการให้’ จากน้ำใจสู่การพัฒนา:ปลุกพลังชุมชนสานต่อโครงการสร้างสรรค์สู่สังคมยั่งยืน

    สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นองค์กรของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการจัดหารายได้เข้าสู่แผ่นดิน ผ่านการบริหารจัดการสลากอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานสลากฯ ยังมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในฐานะ ‘องค์กรแห่งการให้’ ที่มุ่งมั่นตอบแทนสังคมด้วยการดำเนินโครงการต่างๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในระดับชุมชนฐานรากทั่วประเทศ

    หนึ่งในแนวทางสำคัญของสำนักงานสลากฯ คือ โครงการสร้างสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้และส่งเสริมศักยภาพของคนในชุมชน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การฝึกอบรมอาชีพ การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน รวมถึงการสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

    ที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือน วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช หนึ่งในชุมชนจากโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปีที่ 7 ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้การสนับสนุน

    ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการสื่อสารองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคมของสำนักงานสลากฯ เล็งเห็นว่าสำนักงานสลากฯ มีเป้าหมายต้องการขับเคลื่อนสู่การเป็น ‘องค์กรแห่งการให้’ โดยจุดเริ่มต้นได้กำหนดบทบาทในการเป็น ‘สะพานแห่งการให้’ เชื่อมโยงผู้ให้และผู้รับ มุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืน สามารถสร้างโอกาสในการต่อยอด พัฒนา วางรากฐานต่อไปได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และครอบครัว

    โดยเฉพาะการสร้างความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด จึงเป็นที่มาของ โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 จวบจนปัจจุบันมีชุมชนได้รับการพัฒนา รวม 67 ชุมชนทั่วประเทศ

    สำหรับ โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน นั้น เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาความยั่งยืน ประจำปี 2564-2570 ด้วยการคัดเลือกชุมชนที่มีพื้นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตที่เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนมีโอกาสเติบโตหรือศักยภาพในการสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านสิ่งแวดล้อม

    ด้วยวิธีการเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนขับเคลื่อนพัฒนาการบริหารจัดการชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ชุมชน และบริการที่มีเอกลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของบุคลากรและเครือข่ายที่ปรึกษา บูรณาการความร่วมมือในหลากหลายมิติ โดยได้ร่วมพัฒนาในรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ตลอดจนผลิตสื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ออกแบบโลโก้ชุมชนรวมถึงสโลแกนของชุมชน, โปรแกรมการท่องเที่ยวชุมชน, การพัฒนาอาหาร, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน, การพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์, การเพิ่มช่องทางและพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าชุมชน, จัดแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และจัดทำ website สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า ผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชน โดยเผยแพร่ website ดังกล่าวผ่านช่องทาง website หลักของสำนักงาน www.glo.or.th ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

    “โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนตลอด 7 ปีที่ผ่านมา คือความภาคภูมิใจของสำนักงานสลากฯ ที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กว่า 67 ชุมชนยังคงรักษา สืบสานและต่อยอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิตที่งดงามต่อไปได้ ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากเม็ดเงินรายได้ของสมาชิกชุมชนจะดีขึ้น เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนตามเป้าประสงค์แล้ว การที่จะทำให้ลูกหลานไม่ทิ้งถิ่นฐาน ต้องทำให้เขาเชื่อได้ว่าสิ่งที่เขามีเป็นสิ่งที่มีคุณค่า มีเรื่องราว และสามารถนำมาต่อยอดหาเลี้ยงชีพได้ และต้องเป็นสิ่งที่สังคมทุกภาคส่วนมองเห็นความสำคัญร่วมกัน” ธนวรรธน์ ระบุ

    พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานสลากฯ ดำเนินธุรกิจโดยมีเป้าหมายในการหารายได้นำส่งเข้ารัฐเพื่อไปใช้ในการพัฒนาประเทศ อีกด้านหนึ่งยังคงมุ่งเน้นสู่การเป็นองค์กรแห่งการให้ที่ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสำนักงานมีโครงการเพื่อสังคมที่หลากหลาย ได้แก่ การบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ 7 ด้าน (การศึกษา การกีฬา การแพทย์สาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม), โครงการให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการพนันและการให้คำปรึกษาผู้ติดพนันสลากกินแบ่งรัฐบาล, โครงการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ได้แก่ การจัดแข่งขันฟุตบอล GLO Cup การสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 73 แห่งทั่วประเทศ, โครงการคิดดีแคมป์, โครงการคิดใสไทยแลนด์ และโครงการ SEED project ตลอดจนโครงการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ในโครงการบ้านห่วงใยจากใจ GLO ที่ดำเนินการร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    สำหรับ โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 ปัจจุบันในหลายชุมชนที่ได้รับโอกาส พบว่ามีความเข้มแข็งและมีรายได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สำนักงานมีแนวคิดในการดึงชุมชนเก่ามาต่อยอดและเสริมความสำเร็จ เพื่อให้เป็นความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งชุมชนเก่าเมื่อมีความเข้มแข็งก็สามารถจะเป็นพี่เลี้ยงกับชุมชนใหม่ๆ ได้

    สำนักงานสลากฯ มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนชุมชนให้สามารถยกระดับ สร้างคุณค่า ส่งเสริมอาชีพ และเชื่อมต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่นให้กับชุมชน สู่การสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เพราะเชื่อว่าความเข้มแข็งของชุมชนคือรากฐานสำคัญของความมั่นคงของประเทศ

    สำหรับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรสรรค์สร้าง ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีความโดดเด่น สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงจากวิถีชีวิตเดิม สู่พื้นที่การเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างแท้จริง และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านที่ต้องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าชายเลน ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ เช่น ล่องเรือชมอุโมงค์โกงกาง เรียนรู้การอนุบาลปูดำ และทำขนมพื้นบ้านอย่างขนมโคใต้ต้นตาล ชุมชนยังพัฒนาโรงเรียนพลังงานสะอาด เรียนรู้วิถีเกษตรปลอดสาร ร่วมกับการส่งเสริมอาชีพเสริม เช่น การทำไม้กวาดทางมะพร้าว งานหัตถกรรมจากเชือกกล้วย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากสวนมะพร้าว อย่างน้ำช่อมะพร้าวมะนาวโซดา และคอนเฟลกอบกรอบ เป็นต้น

    อย่างไรก็ดี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการเหล่านี้ได้สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในหลายมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลหรือชุมชนที่ขาดโอกาส สำนักงานสลากฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างจริงจัง ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและเจตนารมณ์ที่ต้องการเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น!!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581-news/884633/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V7ib7Dn4wItazEZGYGwhx

  • ผอ.ททท.ตราด ยกเลิก-เลื่อนกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยว ร่วมไว้อาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ผอ.ททท.ตราด ยกเลิก-เลื่อนกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยว ร่วมไว้อาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ภูมิภาค

    ผอ.ททท.ตราด ยกเลิก-เลื่อนกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยว ร่วมไว้อาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    หลังสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93 นั้น 

    รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ข้าราชการ-เจ้าหน้าที่รัฐ ไว้ทุกข์ 1 ปี ส่วนประชาชนขอให้ร่วมไว้อาลัย 90 วัน และขอความร่วมมือจากภาคธุรกิจบันเทิง สถานบันเทิง และสถานบริการต่าง ๆ งดหรือลดกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเป็นระยะเวลา 30 วัน  

    ด้วยเหตุนี้ ว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า ปฏิทินกิจกรรมส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่ททท.สำนักงานตราดได้วางไว้ในช่วงปลายปี 2568 กว่า 10 กิจกรรม ต้องเลื่อนและยกเลิกไปก่อน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวระหว่าง 1-3 พฤศจิกายน 2568 ที่อ.เกาะกูด ซึ่งจะมีเปิดกิจกรรมทางการกท่องเที่ยวทีเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของเกาะกูด เช่น การอาบป่า ที่เป็นกิจกรามเชิงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งชมรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งททท.สำนักงานตราดต้องการจะเผยแพร่ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เป็นองค์กรและนักท่องเที่ยวที่ชอบการท่องเที่ยวแนวนี้มาสัมผัส ซึ่งพื้นที่ป่าของเกาะกูดเลื่อนออกไปก่อนรวมทั้งกิจกรรม จับกีต้าร์ มาพาตี้กัน Guitar Day ซึ่งกิจกรรมนี้ก็ทำเพื่อ ไอเทมของการแจม การจอย การร่วมสนุก รวบรวมผู้คนเข้าด้วยกันผ่านเสียงดนตรี เคล้าความรู้สึก สร้างสรรค์ สนุกสนาน และมีสไตล์ นำไปสู่… ”พาตี้“ ซึ่งจะจัดเป็นครั้งแรกของจังหวัดตราด ที่เป็นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ของวัยรุ่นและผู้ชอบเล่นกีตาร์มารวมกันเพื่อเล่นกีตาร์ และแสดงความสามารถทางดนตรี 

     ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามกิจกรรมทั้งสองกิจกรรมเพียงแค่เลื่อนไปและจะมีการกำหนดวันเวลาอีกครั้ง ส่วนอีกหลายกิจกรรมที่กำหนดไว้แล้ว ยกเลิกทั้งหมด คือ กิจกรรมบ้านผีสิง การแถลงข่าวปั่นจักรยานแหลมงอบใจเกินร้อย กิจกรรม SUP Board ในวันเปิดฤดูท่องเที่ยว ยกเลิก การจัดงานลอยกระทงร่วมกับหอการค้าจังหวัดตราด และเทศบาลตำบลหนองเสม็ด อย่างไรก็ตาม กิจกรรมในช่วงปลายปีทั้งในเรื่องการจัดเคาท์ดาวน์ รับปีใหม่ 2569 อาจจะต้องปรับกิจกรรมต่างๆเพื่อให้สอดรับสถานการณ์ ส่วนนักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดตราดได้ทั้งบนฝั่งจังหวัดตราดและหมู่เกาะทะเลตราด ทั้ง 3 เกาะได้ ซึ่งฤดูกาลนี้ทะเล ชายหาด และน้ำทะเลจะสวยและสดใสเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวมาก 

     ส่วนกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเกาะช้างที่อบจ.ตราดสนับสนุนงบประมาณให้สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด จัดกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของอำเภอเกาะช้าง ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งทุกปีจะมีการจัดวิ่งบิกินีรัน 2568 เพื่อเป็นไฮไลท์นั้น อาจจะต้องปรับกิจกรรมใหม่หรือเลื่อนการจัดไปก่อน แต่ต้องรอรับทราบนโยบายจากอบจ.ตราดก่อน นอกจากนี้กิจกรรมชุมชนต่างๆที่องค์กรปกครองท่องเที่ยวจัดกิจกรรมช่วงหลังออกพรรษา เช่น การจัดงานลอยกระทง การแข่งเรือพาย การแข่งขันเรือเร็ว ทั้งเทศบาลตำบลตะกาง เทศบาลตำบลหนองเสม็ด รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นๆส่วนใหญ่จะยกเลิก
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35F18kxrSjqyv4UWTO0yFT

  • หน่วยงานต่างๆ ร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพหน้าพระฉายาลักษณ์ “พระพันปีหลวง” ที่ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล

    หน่วยงานต่างๆ ร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพหน้าพระฉายาลักษณ์ “พระพันปีหลวง” ที่ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106171&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FtTkGteXHDayJ8CJm-Kr4

  • รมว.ท่องเที่ยว ย้ำจัดซีเกมส์ต่อ ปรับพิธีเปิด-ปิดเหมาะสม ช่วงไว้อาลัย

    รมว.ท่องเที่ยว ย้ำจัดซีเกมส์ต่อ ปรับพิธีเปิด-ปิดเหมาะสม ช่วงไว้อาลัย

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังสำนักพระราชวังมีประกาศเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน รวมทั้งนักกีฬาไทยเป็นอย่างมาก

    สำหรับการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ยังคงต้องดำเนินการต่อไปให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ จากมติคณะรัฐมนตรีที่มีมติให้ลดและงดกิจกรรมรื่นเริงในช่วงนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดำเนินการปรับรูปแบบพิธีเปิดและพิธีปิดการแข่งขัน ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแข่งขันกีฬาที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ อาทิ ฟุตบอลไทยลีก ยืนยันว่า จะไม่มีการงดหรือเลื่อนการแข่งขันแต่อย่างใด แต่จะมีการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมโดยเพิ่มกระบวนการร่วมแสดงความอาลัย และลดกิจกรรมหรือองค์ประกอบที่มีลักษณะบันเทิงลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความเหมาะสมในช่วงเวลานี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/791200&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DcyxlEymp7MT_q2TKJwR4

  • ราคาทองล่าสุด2568 พุ่ง 21,300 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่ง 21,300 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 ตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพุ่งทะลุไปกว่า 21,000 บาท

    โดยถือว่าเป็นการปรับราคาขึ้นมากกว่าทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งใน 1 ปีดังกล่าวราคาทองเพิ่มขึ้น 8,900 บาท

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการปรับขึ้น-ลงในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือว่าลดลงกี่บาท

    จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” ผ่านเว็บไซด์ทองคำราคา.com พบว่า 

    ราคาทองตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-25 ต.ค. 68 มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้วถึง 21,300 บาท

    โดยล่าสุดราคาทอง ประกอบด้วย

    ทองคำแท่ง

    • รับซื้อ 63,600 บาท
    • ขายออก 63,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ 62,322.76 บาท
    • ขายออก 64,500 บาท

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่ง 21,300 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    สำหรับสถิติการปรับราคาทองขึ้น-ลงในแต่ละวัน ประกอบด้วย

    • เดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 2,050 บาท
    • เดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 1,850 บาท
    • เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 3,750 บาท
    • เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 1,950 บาท
    • เดือนพฤษภาคม ลดลง 750 บาท
    • เดือนมิถุนายน ลดลง 550 บาท
    • เดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 550 บาท
    • เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1,450 บาท
    • เดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 5,800 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/642363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kaQOyCq1hJ4Asy895AKoN

  • นักวิชาการแนะรัฐขจัดเศรษฐกิจสีเทา สร้างความเชื่อมั่นเพื่อก้าวสู่ OECD : อินโฟเควสท์

    นักวิชาการแนะรัฐขจัดเศรษฐกิจสีเทา สร้างความเชื่อมั่นเพื่อก้าวสู่ OECD : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถูกล้อมรอบโดยประเทศที่เป็นแหล่งประกอบอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและศูนย์กลางหลอกลวงฉ้อโกงทางออนไลน์ และประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางฟอกเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรมจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชาและเมียนมา แรงกดดันของนานาชาติต่อกัมพูชาเป็นโอกาสของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับเศรษฐกิจสีเทาฟอกเงินเหล่านี้ การเติบโตของเศรษฐกิจสีเทาและกิจกรรมฟอกเงินจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจจะไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีความแน่นอน ไม่มีกรอบมาตรฐานในการดำเนินการ ขาดความยั่งยืน และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

    การเป็นแหล่งฟอกเงินของสแกมเมอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้ประเทศไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนที่น่าเชื่อถือของนักลงทุน การขยายใหญ่ของกิจกรรมผิดกฎหมาย และการเติบใหญ่ของกิจกรรมฟอกเงินในไทย เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของสังคม หากปล่อยให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติและกิจกรรมฟอกเงินเติบโต กลุ่มเหล่านี้ก็อาจเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านการติดสินบนซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อข้าราชการ ซื้อกระบวนการยุติธรรม หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลได้ และปรากฎการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศละตินอเมริกา หรือ แอฟริกาบางประเทศมาแล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลละตินอเมริกาบางประเทศเคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติมาแล้ว จนถึงขั้นต้องมีการแทรกแซงทางการทหารโดยสหรัฐฯ อย่างกรณีของเผด็จการทหาร นายพลมานูเอล นอริเอกา ที่ทำให้ปานามาเป็นศูนย์กลางสำหรับการฟอกเงินจากขบวนการยาเสพติดระหว่างประเทศ

    การที่สหรัฐฯ ก็ดี อังกฤษก็ดี เกาหลีใต้ก็ดี เดินหน้าปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา แก็งสแกมเมอร์ ขบวนการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานทาส มีการยึดทรัพย์และดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มนักธุรกิจสีเทาที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มผู้นำในกัมพูชาหรือเมียนมาก็ดีย่อมเป็นโอกาสของประเทศไทยในจัดการเศรษฐกิจสีเทาฟอกเงินของเครือข่ายเหล่านี้ หากรัฐบาลนิ่งเฉยและไม่แสดงความกระตือรือร้นต่อการแก้ปัญหาเหล่านี้ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยต่อสาธารณชนว่า กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มข้าราชการ กลุ่มธุรกิจในไทยมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้หรือไม่ ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมฟอกเงินหรือไม่ การปล่อยให้ปัญหาขยายวงโดยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงรุกจะนำมาสู่ความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้งความไม่เป็นไปได้ในการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ประเทศไทยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบตลาดที่เป็นทางการจึงทำให้รายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้นับรวมอยู่ในระบรายได้ประชาชาติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่นอกจีดีพี ไม่ได้เอามาคำนวณในจีดีพี จีดีพีจึงมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย ทำให้การวางแผนทางเศรษฐกิจไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

    องค์การแรงงานระหว่างประเทศยังพบว่า ไทยยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบความคุ้มครองสภาพการทำงานเป็นแรงงานนอกระบบที่ขาดหลักประกันในชีวิตและการคุ้มครองทางสังคม แรงงานเหล่านี้จะอยู่นอกระบบประกันสังคม สังคมไทยยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมที่ไม่อยู่ภายใต้การอนุญาตของกฎหมาย เป็นเศรษฐกิจนอกกฎหมายจำนวนมากและในระยะหลัง กลุ่มจีนเทา กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติจากเพื่อนบ้านได้เข้ามาฟอกเงิน ประกอบธุรกิจสีดำ ธุรกิจสีเทา ขยายกิจกรรมนอกกฎหมายหรือผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย หรือ ในบางพื้นที่ของไทย เช่น ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ค้าแรงงานทาส ค้าบริการทางเพศและเปิดบ่อนการพนัน เป็นต้น รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจนอกระบบและนอกกฎหมายเหล่านี้ ลดสัดส่วนเศรษฐกิจใต้ดินลงด้วยการนำเศรษฐกิจใต้ดินมาอยู่ในระบบ จะได้เก็บภาษีและกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น

    เราสามารถจำแนกรายได้จากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

    ประเภทที่หนึ่ง คือ รายได้ที่อยู่ในตลาดอย่างเปิดเผยและได้มาอย่างถูกกฎหมาย ตรงนี้คือ รายได้จากเศรษฐกิจในระบบและเป็นไปตามกฎหมาย

    ประเภทที่สอง คือ รายได้ที่อยู่ในตลาดอย่างเปิดเผยและถูกกฏหมายแต่ไม่ได้ถูกบันทึกหรือรายงานเอาไว้ เช่น กิจการที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ร้านหาบแร่แผงลอย หรือการทำกิจการเล็ก ๆ น้อย ๆ ในครัวเรือน เป็นต้น

    ประเภทที่สาม รายได้ที่ไม่อยู่ในรูปของตัวเงินเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือแรงงานกันในระดับชุมชน

    ประเภทที่สี่ คือ รายได้ที่ได้มาจากเศรษฐกิจนอกระบบทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช่น การพนัน ค้าประเวณี และ ยาเสพติด

    นอกจากนี้ยังมีกิจการหรือธุรกิจที่ผิดกฎหมายแต่เป็นผลมาจากการไม่ได้รับความสะดวกจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่หรือไม่ได้รับความสะดวกตามกลไกของรัฐ เช่น รถรับจ้างเถื่อน รถโดยสารประจำทางเถื่อน เป็นต้น เศรษฐกิจนอกกฎหมายมักใช้เงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ มูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบ รวมทั้งนอกกฎหมายของไทยมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50% ของจีดีพี เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มากและติดลำดับต้นๆของโลก

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษามูลค่าเศรษฐกิจของเศรษฐกิจนอกระบบทำกันในช่วงทศวรรษ 2550 จึงจำเป็นต้องมีการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบกันใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งคาดว่ามูลค่ายังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กลุ่มทุนจีนเทาได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ 6 กิจกรรมประกอบไปด้วย การค้ายาเสพติด การค้าอาวุธสงคราม การค้าน้ำมันเถื่อน การค้าประเวณี การค้าแรงงานข้ามชาติและการพนัน มีสัดส่วนประมาณ 13% ของจีดีพี เศรษฐกิจนอกระบบและนอกกฎหมายมักมีขนาดใหญ่และขยายตัวในประเทศกำลังพัฒนามากกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะประเทศเหล่านี้มักมีการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ มีการทุจริตคอร์รัปชันสูง มีติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐมาก

    ประเทศไทยตั้งเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิกประเทศ OECD ฉะนั้นการเร่งสร้างเศรษฐกิจโปร่งใสมีธรรมาภิบาลมีความสำคัญ ธรรมาภิบาลของระบบเศรษฐกิจก็จะช่วยดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องปฏิรูป เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD นั้นมีการกำหนดมาตรฐานทางการเงินและเศรษฐกิจหลากหลาย เช่น มาตรฐานธรรมาภิบาล มาตรการคุ้มครองนักลงทุนและผู้บริโภค ตลาดการเงินมั่นคง มาตรฐานการจัดการความเสี่ยงจากการฉ้อโกงและหลอกลวง ความเสี่ยงเรื่องสิ่งแวดล้อม นโยบายภาษีที่เป็นธรรม เป็นต้น หากในอนาคตประเทศไทยจะมีนโยบายเปิดให้มีคาสิโนถูกกฎหมายต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นแหล่งในการฟอกเงินหรือเป็นแหล่งของการกระทำผิดกฎหมายและศีลธรรม เป็นหน้าที่ของรัฐและสังคมต้องช่วยกันกำกับดูแลตรงนี้ให้ดี ประเทศที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหา คือ

    ประเทศที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐดีอย่างสิงคโปร์ ส่วนประเทศที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐต่ำแบบกัมพูชา แบบเมียนมา เราจะเห็นได้ว่า คาสิโนกลายเป็นแหล่งในการฟอกเงินและมีขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไปเกี่ยวข้อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw260deTdwJrANLflmljn-a2

  • ผ่าอนาคต 5 ปี “อสังหาฯ ไทย” ยังเหนื่อย บ้านมือสอง-เทรนด์เช่า มาแรง

    ผ่าอนาคต 5 ปี “อสังหาฯ ไทย” ยังเหนื่อย บ้านมือสอง-เทรนด์เช่า มาแรง

    ตลาดอสังหริมทรัพย์ของไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

    ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2568 ชี้ให้เห็นว่า กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568-2569 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว 

    โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า อยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%

    สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น 

    นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 และ 2569 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15%YoY ในปี 2568 และ -1% ถึง -5%YoY ในปี 2569 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    ผลสำรวจยังสะท้อนว่าที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% 

    โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด 

    ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น คิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง ส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน 

    อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568-2569 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ 

    โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น

    ขณะที่การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูง จากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต 

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้

    ขณะเดียวกัน ผลสำรวจได้บ่งชี้ว่า ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด โดย 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย

    เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%

    ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่า กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย 

    อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น

    ส่วนกลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18_qxsAQbQsyBnvkQehUD6

  • ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน SMS แนบลิงก์ หวั่น! สูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์” รองลงมาคือเรื่อง “กรมวิชาการเกษตร เปิดเพจ Palm Farmer Center แจกต้นปาล์มฟรี” โดยขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ – แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 17 – 23 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,019,009 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 755 ข้อความ

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 726 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ และช่องทาง Website จำนวน 9 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 176 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 62 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์

    อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมวิชาการเกษตร เปิดเพจ Palm Farmer Center แจกต้นปาล์มฟรี

    อันดับที่ 3 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง ขายหุ้นทอง SET50 ผ่านเพจ Gold Mutual fund For Rookie

    อันดับที่ 4 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจ ทำใบขับขี่ ทุกชนิด

    อันดับที่ 5 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้ลงทุนผ่านไลน์ hsh_online69 มี ก.ล.ต. รับรองความปลอดภัย

    อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เร่งคืนทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย ยื่นคำร้องผ่านเพจเฟซบุ๊ก Ong Chi

    อันดับที่ 7 : เรื่อง สินเชื่อด่วนออมสิน สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสาร ติดต่อได้ที่เพจ Ulises Elizabeth Love

    อันดับที่ 8 : เรื่อง เพจ จาริยา รัชตาธิวัฒน์ รับทำใบขับขี่ออนไลน์

    อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ส่งหลักฐานเพื่อติดต่อรับเงินคืน ผ่านบัญชีติ๊กต็อก ชื่อ a.m.l.o.1441

    อันดับที่ 10 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดคอร์สฝึกลงทุนหุ้นฟรี ไม่ต้องมีพื้นฐาน

    “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” การให้บริการของหน่วยงานรัฐ การคืนเงินจากมิจฉาชีพให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง การชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว 

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ธนาคารกรุงไทย ได้ยืนยันแล้วว่า “โครงการคนละครึ่งพลัส” ไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ประชาชนกรอกข้อมูลลงทะเบียนแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ กดลงทะเบียนผ่านลิงก์ดังกล่าว ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนได้ทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น

    นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้

    อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eyYnWHUD5a6V4AelKMOpF