———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uVeNhJgF85S4I5dipOKc3
Blog
-

ชวนใช้ “คนละครึ่งพลัส” เตือนอย่านำสิทธิ์แลกเงินสด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ
-

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี – กระทรวงการต่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี
วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ต.ค. 2568
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ต.ค. 2568
| 54 view
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในห้วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ตามคำเชิญของนายอี แช-มย็อง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี
การประชุมรัฐมนตรีเอเปคในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Beyond a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Connect. Innovate. Prosper. หรือเชื่อมโยงอย่างมีบูรณาการ สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเติบโต และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ในห้วงการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 การประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจเอเปค และการหารือทวิภาคี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคและหุ้นส่วนที่สำคัญ รวมถึงส่งเสริมบทบาทที่แข็งขันและสร้างสรรค์ของไทยในเวทีพหุภาคีด้านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นของโลก
การเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่หุ้นส่วนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยไทยจะมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างภูมิภาคที่ยั่งยืน ครอบคลุม และคาดการณ์ได้ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของภูมิภาค ตลอดจนเพื่อเป็นการสานต่อผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี (Bangkok Goals on BCG Economy) ซึ่งเป็นแผนงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนฉบับแรกของเอเปคที่ไทยเป็นผู้ริเริ่ม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/apec-korea-2025-pre-pr-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dRA5V2zttfBqs1ckGAJfz -

คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด
คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว อะไรคือตัวแปรว่าได้หรือไม่ได้ หลังเปิดให้เข้าโครงการอย่างเป็นทางการ

เริ่มโครงการอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับคนละครึ่งพลัส เบื้องต้นหลายคนรู้ว่า สามารถนำไปซื้ออาหาร หรือชำระค่าเดินทางได้ แต่อาจจะยังไม่รู้ละเอียดว่า สามารถทำอย่างอื่นได้อีก
วันที่ 29 ตุลาคม 2568 แนวหน้า รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหาร ร้านค้าเท่านั้น แต่ประชาชนสามารถชำระค่าบริการอื่น ๆ ได้ เช่น ร้านนวดแผนไทย ร้านตัดผม เสริมสวย ซักรีด ล้างรถ ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงร้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
ส่วนวิธีการชำระเงิน ไม่ต่างจากการซื้อสินค้าทั่วไปแต่อย่างใด
บทความที่เกี่ยวข้องกับคนละครึ่ง 2568
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296087.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02zPi3TOBIRDhgTYiTnFVz -

แนวหน้าวิเคราะห์ :
วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.
“คนละครึ่ง”ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์
จากผลสำรวจจาก“สวนดุสิตโพล”เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม ที่มีการเผยแพร่ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความรู้สึกและความคาดหวังของคนไทยต่อรัฐ ในยุคค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะพบว่า มีมากกว่าร้อยละ76.43 ของประชาชน เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่ง”และพบอีกว่า มีถึงร้อยละ 69.31ระบุว่า ชื่นชอบมากที่สุด เมื่อเทียบกับ โครงการลดภาระค่าครองชีพอื่นๆ ตลอดช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา
โดยเฉพาะโครงการ‘คนละครึ่ง’ที่ได้มีการริเริ่มในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผล และ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
ความนิยมที่“คนละครึ่ง”ยังคงครองใจคนไทยได้ แม้เปลี่ยนรัฐบาล สะท้อนว่า นโยบายนี้“เข้าถึงได้จริง” และ“เห็นผลทันตา” เพราะประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์โดยตรง มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม กินได้ ซื้อได้ เดินตลาดได้ เป็นนโยบายที่จับต้องได้ทางอารมณ์ เพราะสร้างความรู้สึกว่า“รัฐยังไม่ทอดทิ้ง”ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจรากหญ้าและร้านค้ารายย่อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น มีสภาพคล่องจริง เงินหมุนในระบบฐานราก ไม่หยุดอยู่ในเมืองใหญ่
มุมเศรษฐกิจ : ยาช่วยระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่การรักษาโรค
แม้“คนละครึ่ง”จะช่วยให้ เศรษฐกิจฐานรากขยับตัวได้ในช่วงสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเช่น รศ.ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ชี้ให้เห็นว่า“นี่เป็นเพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง”
เพราะในขณะที่ประชาชนพอใจที่รัฐช่วยแบ่งครึ่งค่าใช้จ่าย แต่ปัญหาต้นเหตุของค่าครองชีพสูง ยังไม่ถูกแก้ได้แก่ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะระดับประวัติการณ์
ดังนั้น หากไม่มีการ“ควบคุมราคาสินค้าและต้นทุนหลัก” อย่างที่ประชาชน 61.9% เรียกร้อง ผลของ “คนละครึ่ง”หรือ“คนละครึ่งพลัส”ก็จะเป็นเพียง“การต่ออายุลมหายใจเศรษฐกิจ”ชั่วคราว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนทางรายได้ หรือ กำลังซื้อในระยะยาว
มิติทางการเมือง :“ประชานิยม” ยังครองใจคนส่วนใหญ่
ผลสำรวจที่พบว่าร้อยละ 67.4 ของคนไทย เชื่อว่า พรรคที่มีนโยบายประชานิยม จะได้เปรียบในการเลือกตั้ง นี่คือสัญญาณชัดว่า“เศรษฐกิจปากท้อง”ยังคงเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่งทางการเมือง
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลชุดปัจจุบันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต่อยอดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”จึงถูกจับตาอย่างมากว่าจะสามารถสร้าง“โมเมนตัมทางเศรษฐกิจ”ได้จริงหรือไม่ หลังจากเริ่มโครงการดังกล่าวในวันที่ 29 ตุลาคมนี้
หากโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีผลเชิงบวกต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568โดยเฉพาในช่วงจับจ่ายปลายไตรมาส 4/2568 ก็อาจเป็น“จุดเปลี่ยนทางความนิยม”ของรัฐบาลชุดนี้ได้
ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568
ระยะสั้น ภายใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าการใช้จ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้น 5–7%ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ธุรกิจค้าปลีก ตลาดสด ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยจะได้รับผลบวกโดยตรง สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะในภูมิภาค
ระยะกลาง ช่วงต้นปี 2569 ผลของโครงการจะเริ่มชะลอตัว หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง หากรัฐไม่เร่งแก้ราคาพลังงานและค่าขนส่ง ผลของ“คนละครึ่งพลัส”จะถูกกลบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น
ระยะยาว การพึ่งนโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี“การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”เช่นการเพิ่มรายได้ การลดภาษีผู้มีรายได้น้อยและการพัฒนาทักษะแรงงาน
“สวนดุสิตโพล”ครั้งนี้ เป็น เสียงเตือนจากประชาชนว่า รัฐบาลไม่สามารถละเลย เรื่องปากท้องได้ แม้วันเดียว“ประชาชนต้องการให้รัฐที่ลงมือเร็ว แต่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน” แม้“คนละครึ่ง”อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหวัง แต่ความยั่งยืนต้องมาจากการ“ควบคุมต้นทุนสินค้า-พลังงาน”และ“เพิ่มรายได้ประชาชน” ไปพร้อมกัน
และท้ายนี้ สิ่งสำคัญ คนไทยทุกๆคน อย่าลืมเติมเงินใน‘เป๋าตัง’แล้ว ไปใช้สิทธิ์ของท่านในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 นี้
เพราะ“เสียงของประชาชน”คือ พลังสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YhkELGUTBYPPaC5_vSckw -

ททท.ร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เปิดเวทีชวน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” | TOPNEWS

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง อำเภอบ้านธิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรมเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น.
เพื่อเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้า/บริการทางการท่องเที่ยว เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริม การท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่า ที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลัก สู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน
นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางด้าน MICE, Wellness รวมถึงมีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่ง ที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอย ในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น การศึกษาถนนคนเดิน นอกจากจะช่วยพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ
นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สรุปองค์ความรู้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน (ในฐานะพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชื่อมโยงถนนคนเดิน)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของถนนคนเดิน ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันถนนคนเดินให้เป็น “ต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ตอบโจทย์ การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ภายในงาน มีผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และนักออกแบบชื่อดัง ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ (TCDC) และนักออกแบบ ดีไซน์เนอร์ชาวเชียงใหม่ นักออกแบบและนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจากเพจ “อินไซต์ล้านนา”
คุณศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง ECO LIFE คุณอ้อม มณีรัตน์ รัตนัง ศิลปินหญิงล้านนา และนายจักรพงษ์ ชินกระโทก ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการผลงานแนวคิด “ถนนคนเดินสร้างสรรค์” และกิจกรรม Creative Performance ถ่ายทอดความ มีชีวิตชีวาของถนนคนเดินล้านนาที่เป็น ทั้งเวทีวัฒนธรรม จุดนัดพบของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1371705&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18LE0e_P3JFcVsLmKgy71z -

“โอลิเวีย ยาเซ่” มิสยูนิเวิร์สโกตดิวัวร์ 2025 ปฏิบัติภารกิจทูตการท่องเที่ยว สานสัมพันธ์ไทย-โกตดิวัวร์
เนื้อหาน่าอ่าน
แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106856&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pIKsEENKWjv4VLS4SVfeO -

“มาร์ค” ชี้ท่องเที่ยวไทยโตช้า แนะเร่งกวาดล้าง “ธุรกิจสีเทา” ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน
“มาร์ค” ชี้ท่องเที่ยวไทยโตช้า แนะเร่งกวาดล้าง “ธุรกิจสีเทา” ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน
“อภิสิทธิ์” ชี้ท่องเที่ยวไทยโตช้า เหตุนักท่องเที่ยวจีนไม่มา เพราะไม่เชื่อมั่นความปลอดภัย จี้รัฐบาลเร่งกวาดล้าง “ธุรกิจสีเทา” ฟื้นความเชื่อมั่น
วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษต่อสมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) โดยระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำที่สุดในภูมิภาคคือ เครื่องยนต์ท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาเต็มกำลัง แม้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรใหญ่ที่สุดของประเทศแต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวและรายได้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติ และปีนี้อาจต่ำกว่าปีก่อนด้วยซ้ำ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า ปัญหาหลักคือการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ที่เคยมาไทยกว่า 10 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่คู่แข่งในภูมิภาคกลับได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ สาเหตุสำคัญคือคนจีนไม่มั่นใจในความปลอดภัยเมื่อมาไทย จากข่าวและคลิปในโซเชียลที่พูดถึงการลักพาตัว การค้าอวัยวะ และการเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาในไทย จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลกล้ายอมรับปัญหาและจัดการอย่างจริงจัง ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อฟื้นภาพลักษณ์ประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริงยังทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งส่งผลให้นักท่องเที่ยวรัสเซียและจีนจำนวนมากหันไปเที่ยวประเทศเหล่านั้นแทน.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892110&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y2JOTCZtUAEI9b2fVblmD -

“อภิสิทธิ์” ชี้ ท่องเที่ยวไทยติดหล่ม 5 ด้าน จี้รัฐบาลปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมโลก แนะเร่งยกระดับ
“อภิสิทธิ์” ชี้ ท่องเที่ยวไทยติดหล่ม 5 ด้าน จี้รัฐบาลปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมโลก แนะเร่งยกระดับเมืองรองและทักษะแรงงานสู้เทรนด์โลก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บรรยายในหัวข้อ “การท่องเที่ยวกับอนาคตประเทศไทย” (จัดโดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว) ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ โดยได้วิเคราะห์ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป
นายอภิสิทธิ์ ได้สรุปปัญหาและข้อเสนอแนะหลักที่รัฐบาลและผู้ประกอบการต้องเร่งดำเนินการไว้ 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. พฤติกรรมท่องเที่ยวเปลี่ยน เล็ก-เร็ว-เฉพาะกลุ่ม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของชาวโลกได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่นิยมมาเป็นหมู่คณะใหญ่ แต่แนวโน้มปัจจุบันนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเป็น กลุ่มเล็กลงและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น รัฐบาลและผู้ประกอบการจึงต้องร่วมกันหามาตรการรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
2. กระแสยั่งยืน ต้องช่วย SMEs ปรับตัว กระแสการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและอนุรักษ์ธรรมชาติกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง รัฐบาลควรหาทางช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ในการพัฒนาขีดความสามารถและมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
3. วิกฤตแรงงาน เพิ่มทักษะรับเทคโนโลยี หลังการระบาดของโควิด-19 แรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนักและยังคงเผชิญปัญหา นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า รัฐบาลควรเร่ง เพิ่มทักษะแรงงานท่องเที่ยว (Reskill/Upskill) ให้เข้าใจและสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพของแรงงาน และช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย
4. เมืองรองทรุดโทรมเร่งแก้โครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองหลายแห่งยังอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม และการเข้าถึงยังไม่สะดวก นายอภิสิทธิ์ เสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงสาธารณูปโภค สถานที่ท่องเที่ยว และ ระบบคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงอย่างเป็นระบบ
5. การตลาดภาครัฐต้องเข้าถึงเป้าหมายด้วยโซเชียลมีเดีย นายอภิสิทธิ์ ยังเสนอแนะว่า หน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือ ททท. ประสิทธิภาพในการทำการตลาด ยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ไม่เต็มที่ จึงเสนอให้มีการปรับปรุงแนวทางการสื่อสาร โดยใช้ช่องทาง โซเชียลมีเดีย (Social Media) ให้มากขึ้น เพื่อให้ตรงกับพฤติกรรมการค้นหาและตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/450531&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BV6RSBXmQSS9TJRKmK2Lq -

รวบยกแก๊ง! ต่างชาติสเปนเปิดโรงแรมเถื่อน จ้างพม่าผิดกฎหมาย เข้าข่ายนอมินี
วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.27 น.
29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สั่งการให้ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สว.ส.ทท.5 บก.ทท.3 นำทีมตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน รวมกับ ฝ่ายปกครอง เกาะพะงัน สภ.เกาะพะงัน ตรวจคนเข้าเมืองพะงัน ได้เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหารวม 9 ราย ภายใน โรงแรม The 10 คลับ โฮสเทล เลขที่ 19/1 ม.1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังได้รับแจ้งว่ามีชาวต่างชาติลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต สามารถจับกุมผู้ต้องหา ได้ทั้งหมด 9 คน คนไทย 1 คน คนสเปน 3 คน พม่า 5 คน

1.นางสาวกิตติพร สัญชาติ ไทย อายุ 34 ปี 2.นายซามูเอล ริเวร่า กามาโช่ (Mr.Samuel Rivera Camacho) อายุ 37 ปี สัญชาติ สเปน แจ้งข้อหา ผู้ต้องที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ว่ากระทำความผิดฐาน“ร่วมกันประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต” และแจ้งข้อหาผู้ต้องหาที่ 2 ว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ์ และ เป็นนายจ้างจ้างบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน, เป็นนายจ้างรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานไม่แจ้งให้ทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงานของนายจ้าง และ ลักษณะงานหลักที่ทำ ให้นายทะเบียนทราบ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่รับเข้าทำงาน”
3.นายเอเดรียน ริเวร่า กามาโช่ (Mr.Adrian Rivera Camacho) อายุ 31 ปี สัญชาติ สเปน ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (เสมียนพนักงาน)”
4.นายเซอร์จีโอ ปาสคาล ริเวอร์ร่า กามาโช่ Mr.Sergio Pascaul Rivera Camacho อายุ 30 ปี สัญชาติ สเปน ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน”
5. Mr Kyaine Win (คายวิน) อู อายุ 24 ปี สัญชาติ พม่า ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ” เป็นบุคคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานไม่แจ้งให้ทราบถึงผู้เป็นนายจ้างสถานที่ทำงานของนายจ้างและลักษณะงานหลักที่ทำให้นายทะเบียนทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้าทำงานกับนายจ้าง”
6.นายโซเนียง Mr.SOE NAING อายุ 42 ปี สัญชาติ พม่า ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะทำได้ (ช่างฉาบปูน)” เป็นบุคคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานไม่แจ้งให้ทราบถึงผู้เป็นนายจ้างสถานที่ทำงานของนายจ้างและลักษณะงานหลักที่ทำให้นายทะเบียนทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้าทำงานกับนายจ้าง”
7. Mr WINTHAN (วินแทน) อายุ 38 ปี สัญชาติ พม่า ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะทำได้ (ช่างฉาบปูน)” เป็นบุคคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานไม่แจ้งให้ทราบถึงผู้เป็นนายจ้างสถานที่ทำงานของนายจ้างและลักษณะงานหลักที่ทำให้นายทะเบียนทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้าทำงานกับนายจ้าง”
8. Mr แตนมินอาว อายุ 41 ปี สัญชาติ พม่า ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะทำได้ (ช่างฉาบปูน)” เป็นบุคคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานไม่แจ้งให้ทราบถึงผู้เป็นนายจ้างสถานที่ทำงานของนายจ้างและลักษณะงานหลักที่ทำให้นายทะเบียนทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้าทำงานกับนายจ้าง”
9. นายซาน ลวิน อู (Mr.San Lwin Oo) อายุ 35 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะทำได้ (ช่างฉาบปูน)” เป็นบุคคนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ทำงานไม่แจ้งให้ทราบถึงผู้เป็นนายจ้างสถานที่ทำงานของนายจ้างและลักษณะงานหลักที่ทำให้นายทะเบียนทราบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้าทำงานกับนายจ้าง”

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สืบเนื่อง เคสนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับการร้องเรียน กรณีชาวต่างชาติ ประกอบธุรกิจ ผิดกฏหมาย มีพฤติกรรม สร้างความวุ่นวาย ส่งเสียงดัง ปล่อยให้ลูกค้า เมา สร้างความรำคาญ ให้ชาวบ้านในพื้นที่ และสงสัยจะเข้าขาย นอมินี และ จะให้บริการเน้นนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ชาติเดียวกัน (สเปน) จึงแจ้งให้ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงได้ ตรวจสอบ สืบสวนจนทราบว่า โรงแรมดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 1 ตำบลเกาะพะงัน ชุดจับกุมจึงวางแผน เข้าจับกุมโดยบูรณาการณ์ หลายหน่วยงาน จนนำไปสู่การจับกุม ผตห. 9 รายในครั้งนี้
ทั้งนี้ทางท่าน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำผบช.ทท.ได้กำชับหัวหน้าสถานีตำรวจท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวนำร่องและพื้นที่ไกล้เคียงเร่งให้กวาดล้างการกระทำผิดของกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาแฝงตัวก่ออาชญากรรมทุกรูปแบบ ให้ดำเนินคดีเด็ดขาดไม่เว้นทุกกรณี ไม่ว่าสัญชาติไหนเพื่อสร้างภาพลักษณการท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว อย่างจิงจังและเด็ดขาด.
012
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/924115&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qIe8oHV1UysBioOHcJsFA -

สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย นำคณะ “พคบ.ชร.” ศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำและผังเมือง
เชียงราย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเชียงราย นำคณะ “พคบ.ชร.” ศึกษาดูงานระบบจัดการน้ำและผังเมือง ณ ไต้หวัน
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโดยนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ว่าที่ รต.เมฆา สิริชัยรุ่งเรือง นำคณะ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร จังหวัดเชียงราย (พคบ.ชร.) ให้ดำเนินการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบป้องกันภัยพิบัติจากน้ำท่วมและการจัดการผังเมือง ณ กรุงไทเปและนิวไทเป สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ระหว่างวันที่ 22-25 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
ในการศึกษาดูงาน คณะได้รับเกียรติจากหลายหน่วยงานของไต้หวันในการให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อาทิ รัฐสภาไต้หวันได้ให้การต้อนรับคณะเข้าเยี่ยมชมสภาอันทรงเกียรติและเลี้ยงอาหารค่ำ นอกจากนี้ คณะยังได้รับฟังการบรรยายพิเศษจากผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังภัยพิบัติและการจัดการระบบน้ำเมืองไทเป และผู้อำนวยการศูนย์การจัดการระบบผังเมืองและการระบายน้ำเมืองนิวไทเป ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจระบบการจัดการสมัยใหม่
คณะยังได้เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน (ไทเป) โดยมีผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ให้การต้อนรับและนำชมอย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการพบปะกับอาจารย์ฮู เจ้าของพิพิธภัณฑ์หยกร่วมสมัยของศิลปินสัญชาติไทย “胡焱榮翡翠风华博物馆” ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของศิลปินไทยที่ได้เปิดร่วมกับพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติกู้กงไทเป โดยอาจารย์ฮูได้ให้การต้อนรับและดูแลคณะเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกเป็นหยกแก่คณะ พคบ.ชร.
ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและไต้หวัน คณะได้รับเกียรติจาก นายณรงค์ บุญเสถีรวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ให้การต้อนรับและบรรยายแก่คณะ โดยคณะ พคบ.ชร. ได้มอบของที่ระลึกแสดงความขอบคุณ นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานไทเป ไต้หวัน ก็ได้ให้การต้อนรับและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับทิศทางนักท่องเที่ยว โดยสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายได้มอบของที่ระลึกเป็นการตอบแทน
การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของไต้หวันมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติและการวางผังเมืองของจังหวัดเชียงรายในอนาคต














ร่วมแสดงความคิดเห็น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3807782/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02aw_J3984MkeDbw-uv43V







