Blog

  • วงดินเนอร์

    วงดินเนอร์

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

    วงดินเนอร์”ผู้นำ” “นายกฯ”ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค​ สะท้อนบทบาทของผู้นำไทยที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาคมโลก

    วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) เวลา 18.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมง) ณ ห้อง Ballroom ชั้น 1 โรงแรม Hilton Gyeongju เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders) ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation) ซึ่งนายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปค

    งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายอี แช มย็อง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, นายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์, นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และนายเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม ซึ่งในช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติ ได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” (Indo-Pacific Economic Corporation)

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำ สรุปสาระสำคัญดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดี อี แช มย็อง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

    ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้กำลังเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ กรอบแม่โขง–เกาหลีใต้ และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ขณะเดียวกัน ไทยยังทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง–สหรัฐฯ (Mekong–U.S. Partnership) และกรอบ ACMECS เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯ จะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย–สหรัฐฯ ที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีศักยภาพสูงจากประชากรที่ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยพลัง และมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยง โดยการจะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นโอกาสที่แท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1) ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ซึ่งไทยเห็นว่า เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางออนไลน์

    2) การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขัน ด้วยการลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ทั้งนี้ ความตั้งใจของไทยที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว

    3) การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

    ตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำถึงความตั้งใจของไทยที่จะร่วมมือกับทุกเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมค่านิยมร่วมด้านในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาชนในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00aTT7ub3SduwnccLkK00_

  • โผหุ้นเด่น รับผลบวกคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 0.2-0.3%

    โผหุ้นเด่น รับผลบวกคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 0.2-0.3%

    โครงการคนละครึ่ง พลัส เริ่มใช้วันแรก 6 โมงเช้าวันนี้ (29 ต.ค.2568) จนถึง 31 ธ.ค.2568 (สำหรับร้านค้าฟู้ดเดลิเวอรี เริ่มใช้วันแรก วันที่ 7 พ.ย.2568 เวลา 06.00-21.00 น.) 

    โดยรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ รัฐจ่าย 50% ประชาชนจ่ายเองอีก 50% รับสิทธิสูงสุด 200 บาทต่อวัน รวม 2,000-2,400 บาทต่อคน

    โผหุ้นเด่น รับผลบวกคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 0.2-0.3%

    โดยสินค้าและบริการที่ใช้สิทธิ์ได้ คือ 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 

    1.ร้านอาหารทั่วไป และ ฟู้ดเดลิเวอรี่
    2.ร้านโชห่วย, มินิมาร์ท, ร้านขายของชำ, ตลาดสด 
    3.ตัดผม-เสริมสวย, สปา-นวด และบริการขนส่งสาธารณะ
    4.ร้านขายยา-เวชภัณฑ์พื้นฐาน เป็นต้น 

    โผหุ้นเด่น รับผลบวกคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 0.2-0.3%

    บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น TNP, KK, ICHI, CBG, SAPPE, BEM, BTS, SPA เป็นต้น

    ฝ่ายวิจัยฯ ได้รวมโครงการคนละครึ่ง 5 เฟสที่ผ่านมา (2563-2565) พบว่า งบประมาณรวมทั้ง 5 เฟส กว่า 224,000 ล้านบาท กระตุ้น GDP ราว 1.15% ซึ่งหากรอบนี้ใช้งบประมาณราว 44,000 ล้านบาท คาดช่วยกระตุ้น GDP ได้ราว 0.2-0.3% ซึ่งน่าจะเป็นแรงพยุงให้เศรษฐกิจผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ โดยไม่เกิด TECHNICAL RECESSION

    โผหุ้นเด่น รับผลบวกคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจไทย 0.2-0.3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VHYlqoQo-wPnGKMH4sRos

  • ปิดเกม‘รับ-แลก-ลวง’ รวบ 3 ผู้ต้องหาโกงสิทธิ์ หลอกแลกเงินสด‘คนละครึ่งพลัส’

    ปิดเกม‘รับ-แลก-ลวง’ รวบ 3 ผู้ต้องหาโกงสิทธิ์ หลอกแลกเงินสด‘คนละครึ่งพลัส’

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

    ‘ตำรวจสอบสวนกลาง-กระทรวงการคลัง’เปิดปฏิบัติการปิดเกม‘รับ–แลก–ลวง’ สกัดขบวนการโกงสิทธิ์‘คนละครึ่งพลัส’ รวบร้านค้าทุจริตป่วนโซเชียลหลอกแลกเงินสด

    29 ตุลาคม 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ปอศ. , พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4 บก.ปอศ. , พ.ต.อ.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผกก.5 บก.ปอศ. ร่วมกับกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

    เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นจับกุม นำโดย พ.ต.ท.วรวุฒิ คงรักษา สว.กก.4 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ.  , พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ มอญรัต , พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ จันทพันธ์ , พ.ต.ต.พิชญากร แตงรอด และ พ.ต.ต.บัญชา ช่วยรอดหมด สว.กก.5 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 ราย ในวันที่ 29 ตุลาคม 68 ประกอบด้วย 1.น.ส.วันทนีย์ อายุ 24 ปี ที่บ้านหลังหนึ่งภายในพื้นที่ ต.บางเมือง อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 2.น.ส.ทิพย์เทวี อายุ 31 ปี ที่บ้านหลังหนึ่งภายในพื้นที่ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี และ 3.น.ส.นาตาชา อายุ 26 ปี ที่บ้านหลังหนึ่งภายในพื้นที่ ต.เนินกว้าว อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ พร้อมตรวจยึดของกลาง 1.โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และ 2.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง

    เบื้องต้นกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวล กฎหมายอาญา, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความ เสียหายต่อการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐาน อันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนก แก่ประชาชน”

    ​สืบเนื่องจาก “โครงการคนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ที่เกิดขึ้นเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ ลดรายจ่ายและภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้มีเงินหมุนเวียน ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย สินค้าและการให้บริการผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการยกระดับการค้าและบริการในยุคดิจิทัลอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ที่ฉวยโอกาสกระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางในการโฆษณาเชิญชวนประชาชนที่เข้าร่วมโครงการให้นำวงเงินตามสิทธิมาแลกรับเงินโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของโครงการฯ บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเกิดการหมุนเวียนเงินในระบบฐานราก

    จากกรณีดังกล่าว กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จึงได้ติดตามข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ช่องทางต่าง ๆ พบว่ามีบุคคลที่โพสต์ข้อความ สาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน Facebook ในลักษณะที่เชิญชวนให้บุคคลทั่วไปมาแลกรับเงินแทนการใช้สิทธิ จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการตามมูลค่าจริง ซึ่งถือเป็นการชักชวนให้ประชาชนกระทำผิดต่อกฎหมาย รวมถึงขัดต่อหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ บิดเบือนข้อเท็จจริง วัตถุประสงค์ และเงื่อนไขของโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงเจตนาทุจริต และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประชาชนทั่วไปว่าสามารถ นำวงเงินที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ แลกรับเป็นเงินสดกับร้านค้าโดยไม่จำต้องมีการใช้จ่าย หรือซื้อสินค้า ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งสิ้น ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการฯ ในภาพรวม ตลอดจนไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดเป้าหมายในการดำเนินโครงการฯ สศค. จึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่กระทำความผิดดังกล่าว

    ​ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงได้ดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบเพื่อป้องปรามและสกัดกั้นผู้ที่พยายาม บิดเบือนและแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” จนรู้ตัวผู้กระทำความผิดซึ่งใช้ช่องทาง สื่อสังคมออนไลน์ บิดเบือนความเป็นจริงเกี่ยวกับโครงการฯ โฆษณาเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิตามโครงการฯ เข้าร่วมแลกวงเงินตามสิทธิ เป็นเงินสดแทนการใช้จ่ายจริง โดยมีการหักส่วนต่างและแบ่งผลประโยชน์กัน

    จากการรวบรวมพยานหลักฐาน จนนำไปสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้กระทำความผิดผลการตรวจค้นจับกุม พบตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับ จำนวน 3 รายดังกล่าวพร้อมด้วยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับการกระทำความผิด อาทิเช่น ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งใช้ในการติดตั้ง แอปพลิเคชัน“เป๋าตัง” ซึ่งมีการลงทะเบียนร้านค้าหรือใช้ในการติดต่อสื่อสาร กับบุคคลที่มาใช้บริการ แลกเงินทางช่องทางต่าง ๆ ตลอดจนเอกสารสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการกระทำความผิดอีกหลายรายการ จากนั้น จึงได้นำตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    จากการสอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้ให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ ดังกล่าวจริง โดย น.ส.วันทนีย์ ได้ให้การรับสารภาพ เนื่องจากเห็นข้อมูลจากสื่อโซเชียลเลยต้องการหารายได้พิเศษ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นให้การปฏิเสธ

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอฝากเตือนภัยถึงประชาชน เนื่องด้วย “โครงการคนละครึ่งพลัส” มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการรายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าและให้บริการ โปรดอย่าหลงเชื่อการเชิญชวนให้แลกวงเงินสิทธิโครงการฯ เป็นเงินสด เนื่องจากเป็นการนำข้อมูลเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)

    ทั้งนี้หากมีการแลกวงเงินสิทธิโครงการฯ เป็นเงินสดเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นความผิดทางอาญา ฐานร่วมกันฉ้อโกงทั้งผู้แลกและผู้รับแลก (ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ตลอดจนถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐบาล รวมถึงต้องคืนเงินให้แก่รัฐบาล อีกด้วย ดังนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อหรือผู้ร่วมกระทำผิดเพียงเพราะความโลภ ในเงินส่วนต่างเพียงเล็กน้อย และโปรดใช้สิทธิตามเงื่อนไขและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลเท่านั้น หากท่านมีข้อสงสัยถึงการดำเนินการหรือเงื่อนไขการใช้สิทธิ หรือต้องการแจ้งเบาะแส ตามโครงการคนละครึ่งพลัส โปรดติดตามรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/924192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vgCsNgMq5Yx_jsHrC1GCa

  • สัญญาณความเสี่ยงภายใต้ปัจจัยเชิงลบเศรษฐกิจไทย … ทางออกของธุรกิจ-แรงงานอยู่ตรงไหน

    สัญญาณความเสี่ยงภายใต้ปัจจัยเชิงลบเศรษฐกิจไทย … ทางออกของธุรกิจ-แรงงานอยู่ตรงไหน

    บริบทเศรษฐกิจไทยซึ่งเหลือเวลาแค่สองเดือนจะหมดปีที่ผ่านมาเผชิญกับปัจจัยเชิงลบประดังเข้ามารอบด้าน ต้นปีจ่อถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าขาดดุลการค้าหรือ “Reciprocal Trade” ช่วงแรกไทยถูกเรียกเก็บอัตราร้อยละ 36 ต่อมาภายหลังเจรจาเหลือร้อยละ 19 กลางปีปัญหาขัดแย้งกับประเทศกัมพูชามีการปะทะเป็นสงครามย่อยกระทบส่งออกผ่านชายแดนมูลค่าปีละมากกว่า 1.428 แสนล้านบาท ตามด้วยวิกฤตการเมืองศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยเข้ามาแบบเฉพาะกิจเพื่อแก้รัฐธรรมนูญโดยมีเงื่อนไขต้องยุบสภาภายในเดือนมกราคมปีหน้ากว่าจะเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่อยู่ในช่วงเดือนเมษายน

    สภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดช่วงสุญญากาศทางการเมืองมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผ่านมามีแต่ทรงกับทรุด สะท้อนจากการบริโภคกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแอส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ลดลงและกับดักหนี้ครัวเรือน อีกทั้งภาคท่องเที่ยวต่างชาติไม่ฟื้นตัวนับแต่วิกฤตโควิด-19 สถานะที่เป็นอยู่คือการขาดสภาพคล่องทั้งภาคธุรกิจและประชาชนทำให้หนี้เสียและหนี้เปราะบางสูงขึ้นทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อกระทบเป็นลูกโซ่ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส”

    ใช้เงินจำนวน 8.4 หมื่นล้านบาท มีผู้เข้าถึงประมาณ 20 ล้านคนแต่ด้วยเงินไม่มากจำกัดใช้วันละไม่เกิน 200 บาทแค่สิบวันหรือไม่เกินสิบสองวันเงินก็หมดแล้วคงช่วยดึงเศรษฐกิจได้บ้างดีกว่าไม่ทำอะไร สภาวะที่ไม่เอื้อเช่นนี้มีการปรับลด GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 – 2.2 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวได้ร้อยละ 2.5 และปีหน้าจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่มีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูงเศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 – 1.8 ต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปากท้องและการจ้างงานมีความไม่แน่นอนสูง สัญญานทางบวกซึ่งพอเริ่มเห็นซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2569 เกี่ยวข้องกับปัจจัยเอื้อดังต่อไปนี้

    ประการแรก ภาคส่งออกภายใต้ความแปรปรวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนทำให้สกุลบาทแข็งค่าตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.37 ที่น่าประหลาดใจการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ดีเป็นเสาค้ำยันเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศสะท้อนจากอัตราว่างงานล่าสุดร้อยละ 0.79 และอัตราว่างงานประกันสังคมมาตรา 33 ร้อยละ 2.34 ขณะที่เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักล้วนออก “อาการเดี้ยง” กล่าวคือช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ย.) ส่งออกขยายตัวเชิงเหรียญสหรัฐฯ สูงถึงร้อยละ 13.94 หากเป็นอัตราเงินบาทขยายตัวได้ร้อยละ 5.58 ข้อมูลล่าสุดส่งออกเดือนกันยายนขยายตัวถึงร้อยละ 19.0 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากส่องกล้องพบว่าสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวได้ถึงร้อยละ 26.4 ตรงข้ามกับสินค้าเกษตร-ประมง-ปศุสัตว์ส่งออกขยายตัวติดลบร้อยละ 18.2 ทำให้มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและรายได้ครัวเรือนลดลงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน

    การที่ส่งออกช่วงที่ผ่านมาขยายตัวได้ดีมาจากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา 9 เดือนแรกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 28.57 แม้แต่เดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 35.34 แสดงว่ามาตรการภาษีของ “ทรัมป์” ไม่ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดส่งออกเนื่องจากอัตราภาษีเรียกเก็บของสหรัฐฯ ในภูมิภาคใกล้เคียงกัน ที่น่าวิตกคือการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับสองลดลงต่อเนื่องเดือนสิงหาคมขยายตัวได้ร้อยละ 5.8 และเดือนกันยายนขยายตัวได้ร้อยละ 3.22 จากที่ก่อนหน้าขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 20 – 23 ทำให้ซับพลายสินค้าของจีนมีส่วนเกินสูงและไหลบ่าด้วยราคาต่ำกว่าทุนเข้ามาแย่งตลาดของไทย หากไม่มีมาตรการประเภท “Anti Dumpling” จะทำให้ผู้ผลิตของไทยแข่งขันไม่ได้กระทบไปถึงการจ้างงาน

    ประการที่สอง สถานการณ์ขัดแย้งกัมพูชาเริ่มคลี่คลายเดิมพันทางเศรษฐกิจมูลค่าส่งออก 3.236 แสนล้านบาทเป็นการส่งออกผ่านชายแดนมูลค่า 1.745 แสนล้านบาท ปัจจุบันมาตรการปิดด่านยังคงมีอยู่ทำให้การส่งออกในส่วนนี้เป็น “0” ช่วงก่อนมีการปะทะกันส่งออกไปกัมพูชาเฉลี่ยเดือนละ 2.7 หมื่นล้านบาทอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 42.7 ปัจจัยบวกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยปีพ.ศ. 2569

    คือเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมาสามารถทำข้อตกลงสันติภาพ “Thai-Cambodia Peace Deal” ณ นครกัวลาลัมเปอร์ โดยมีประธานอาเซียนและปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามเป็นสักขีพยาน ภายใต้ปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อกัมพูชาทำให้ไม่มีข้อต่อรองและทางเลือกจนนำไปสู่การลงนามสันติภาพ อาจเป็นการยุติปัญหา (ชั่วคราว) ได้ระดับหนึ่งและอาจนำไปสู่การเปิดด่านชายแดนซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า-บริการและความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวแต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับทางกัมพูชาว่าจะทำตามข้อตกลงมาน้อยเพียงใด

    ประการที่สาม การเจรจาภาษีการค้า “Reciprocal Trade” กับสหรัฐอเมริกามีความคืบหน้าหลังจากไทยสามารถเข้าถึงปธน.ทรัมป์ได้มากขึ้นและนายกอนุทินฯ เชิญทรัมป์ให้มาเยือนประเทศไทย ล่าสุดมีการลงรายละเอียดการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมจากสหรัฐฯ อัตราร้อยละ 99 และรายละเอียดต่างๆ ที่ไทยไปทำความข้อตกลง เช่น การนำเข้าสินค้าเกษตร การจัดซื้อเครื่องบิน 80 ลำ การซื้อเชื้อเพลิงรวมทั้งการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการสวมสิทธิ์และแหล่งกำเนิดสินค้าเกี่ยวข้องกับสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของวัตถุดิบภายในภูมิภาค (RVC : Reginal Value Content) ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ รายละเอียดสแกนได้จากคิวอาร์โค้ด >>

    ประการที่สี่ ความชัดเจนด้านเสถียรภาพการเมืองซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ด้วยการเข้ามาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกุล เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญและเงื่อนไขต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนประมาณปลายเดือนมกราคมหรืออาจเร็วกว่า ทำให้เห็นทิศทางการเมืองได้ชัดเจนว่าภายในไตรมาสแรกปีหน้าจะมีการ “Zero Reset” ด้วยการเลือกตั้งใหม่ส่วนจะได้รัฐบาลผสมข้ามขั้วหรือจะติดล็อกเป็นสามก๊กเหมือนเดิมค่อยไปลุ้นหลังเลือกตั้งแต่ประการสำคัญคงปลดล็อกการเมืองติดกับดักได้ระดับหนึ่ง

    เศรษฐกิจปีนี้เหลือเวลาแค่สองเดือนภายใต้รัฐบาลเฉพาะกิจรอวันยุบสภาใน 2 – 3 เดือนข้างหน้าคงหวังพึ่งอะไรไม่ได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับเงินในกระเป๋าซึ่งแทบจะฉีก สำหรับปีพ.ศ.2569 ปัจจัยเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยยังขาดความชัดเจนเป็นปัญหาทางโครงสร้างทั้งด้านการเมืองมีช่องว่างต้องรอรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งอย่างเร็วต้นเดือนเมษายนปีหน้าทำให้เกิดสุญญากาศในการแก้ปัญหาและฟื้นเชื่อมั่น ด้านหนี้ประชาชนซึ่งสูงทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบทำให้ถ่วงกำลังซื้อมีความเปราะบางตลอดจนภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม เศรษฐกิจปีหน้าอาจอยู่ในอาการซบเซาและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายในและภายนอกเป็นความท้าทายและโจทย์ยากของรัฐบาล

    ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวนผสมโรงกับมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาและข้อจำกัดจากเสถียรภาพทางการเมืองไทยเป็นปัญหาทางโครงสร้างเป็นโจทย์แก้ยากที่ไทยจะต้องเผชิญ เศรษฐกิจปีหน้าอาจขยายในอัตราที่ต่ำกว่าปีนี้ซึ่งนับว่าแย่แล้วคงต้องรับมือหนักกว่าเดิม เป็นความเสี่ยงของภาคธุรกิจตลอดจนมนุษย์เงินเดือนที่ต้องก้าวผ่านขึ้นอยู่กับศักยภาพของธุรกิจและ

    ขีดความสามารถในการแข่งขัน โหมดการทำธุรกิจของ SMEs คือความอยู่รอดประคองตัวไม่ให้ “เจ๊ง” ปัญหาการขาดสภาพคล่องหรือ “Liquidity Effect” ซึ่งกำลังงก่อตัวเป็นวิกฤตระดับประเทศ ขณะที่นายแบงค์ดังๆ หลายธนาคารออกมาระบุว่ามีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อด้วยการตั้งการ์ดลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินนำไปสู่การพิจารณาสินเชื่อระดับเข้มข้นและซับซ้อนสูงสุด (Management Overlay) จะทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ขาดสภาพคล่องมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจไทยหรือ GDP ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาค

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจปีนี้ตลอดไปจนถึงปีหน้ามีแนวโน้มผันผวนและเปราะบางรวมถึงมีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองสอดคล้องกับล่าสุด “IMF” ออกแถลงการณ์เตือนว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2569 เข้าสู่ภาวะผันผวนและไร้ทิศทาง เศรษฐกิจไทยขาดแรงหนุนเผชิญปัจจัยเชิงลบทั้งจากภายนอกและภายในทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอหนี้-ครัวเรือนสูงและภาคท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    ภาคธุรกิจและประชาชนขาดสภาพคล่องนำไปสู่วิกฤตหนี้เสียกระทบเป็นลูกโซ่ ภาวะเช่นนี้ส่งผลทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องเป็นทศวรรษ เสมือนเป็นกับดักต่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและเล็กที่มีขีดความสามารถแข่งขันต่ำทั้งด้านนวัตกรรมและราคา เกี่ยวข้องไปถึงเสถียรภาพมนุษย์เงินเดือนและแรงงานซึ่งทำงานอยู่ในภาคส่วนเหล่านี้ล้วนมีความเสี่ยงที่จะต้องหาทางออก…ประเด็นคือทางออกอยู่ตรงไหน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/business-labor-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IyxxEEOQ-7H8f3B5R5nCN

  • B

    B

    BAM เปิดฉากเวทีสัมมนาใหญ่แห่งปี BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 ครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษถึงบทบาท และความสำคัญของภาคการเงินต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักลงทุน นักวิชาการ และผู้ประกอบการในวงการบริหารสินทรัพย์ทั่วประเทศ

    BAM เปิดงานใหญ่ BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 เวทีประวัติศาสตร์ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย สู่ยุคใหม่แห่งการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ช่วยจัดการหนี้เสียไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และยังช่วยฟื้นฟูลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

    “BAM ถือเป็นกำลังหลักของประเทศในการช่วยดูแลปัญหาหนี้เสีย ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ธปท.เชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจ AMC จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเปิดโอกาสใหม่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” นายวิทัย กล่าว

    ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันจาก “หนี้ครัวเรือน” และ “หนี้ SME” ที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ BAM ในฐานะผู้นำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ของประเทศ ต้องการใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วมกันว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการหนี้หรือขายทรัพย์เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็น “ฟันเฟืองสำคัญ” ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

    “BAM ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้จัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แต่เป็นผู้สร้างคุณค่าใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการพลิกฟื้นหนี้เสียให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างมูลค่า เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และสร้างสมดุลใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย” ดร.รักษ์ กล่าว

    สำหรับงานสัมมนา BAM SYMPOSIUM ครั้งที่ 1 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด New Era of AMC 2025 : พลิกฟื้นสินทรัพย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับบทบาทของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในยุคใหม่ ครอบคลุมในหลายมิติ อาทิ AMC กับบทบาทการพลิกฟื้นสินทรัพย์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย, ผนึกกำลังขุนพล AMC แก้วิกฤตหนี้ท่วมระบบ, ไขรหัสลับ NCB จากข้อมูลสู่โอกาส, ลงทุนอสังหาไปต่อหรือพอก่อน?, ไขกุญแจลับเปิดขุมทรัพย์ NPA และ เจาะลึกการดูฮวงจุ้ยและแก้ฮวงจุ้ยทรัพย์มือสอง

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักจากการรวมตัวของผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท AMC ชั้นนำของไทย 5 แห่ง ได้แก่ BAM, SAM, JMT, CHAYO และ KCC ที่มาร่วมเสวนาในเวทีเดียวกันเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยผู้บริหารจาก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ และกูรูการลงทุนชื่อดัง โดยมีนักธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาอย่างคับคั่ง งาน BAM SYMPOSIUM : New Era of AMC 2025 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคใหม่แห่งธุรกิจบริหารสินทรัพย์ไทย” ที่ไม่เพียงสร้างองค์ความรู้ แต่ยังเปิดโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมองเห็นศักยภาพใหม่ของการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างคุณค่าจากทรัพย์ในมุมมองที่แตกต่าง

    ดร.รักษ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางการดำเนินงานของ BAM ว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ “New Era – Business Recycling Machine” BAM มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวคิด “รีไซเคิลธุรกิจ ฟื้นลูกหนี้ที่มีศักยภาพ” และ “เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3P ได้แก่

    • People : ใส่ใจผู้ถือหุ้น ลูกหนี้ และพนักงาน เพื่อสร้างสมดุลแห่งคุณค่า
    • Partnerships : สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมเพิ่มมูลค่าทรัพย์ และขยายฐานการลงทุน
    • Platforms : นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

    ทั้งนี้ BAM ยังเดินหน้าสู่ “โอกาสใหม่ขององค์กร” ด้วยบทบาท ที่ปรึกษาแก้หนี้อย่างยั่งยืน, ผู้พัฒนา NPA ให้เป็น Investment of Choice / Property for All, และการเติบโตสู่ “Green & Sustainable BAM” ที่สร้างคุณค่าให้แก่ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    “เราตั้งใจให้ BAM เป็นศูนย์กลางการบริหารสินทรัพย์ ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาหนี้ แต่ยังสร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” ดร.รักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezdwe5vut9omhhozrgvjcioygwst07f&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hezjZj1cVj0Ih1EXJ4Oaf

  • ยีลด์พันธบัตรทั่วโลกดีดขึ้น รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นเฟดยุติทำ QT

    ยีลด์พันธบัตรทั่วโลกดีดขึ้น รับเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นเฟดยุติทำ QT

    การเงิน-การลงทุน

    29 ต.ค. 2025 เวลา 17:13 น.

    การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลข GDP ที่ดีกว่าคาดทั้งในสหรัฐฯ และไทย รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน “กูรู” เผยจับตาการประชุมเฟด อาจประกาศยุติการทำ QT จากสภาพคล่องในระบบที่เริ่มตึงตัว หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์และเป็นผลดีต่อตลาดการเงินทั่วโลก

    • การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว และคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย โดยได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลข GDP ที่ดีกว่าคาดทั้งในสหรัฐฯ และไทย รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
    • นักลงทุนกำลังจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมีประเด็นสำคัญคือการที่เฟดอาจประกาศยุติการทำ Quantitative Tightening (QT) เนื่องจากสภาพคล่องในระบบที่เริ่มตึงตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์และเป็นผลดีต่อตลาดการเงินทั่วโลก
    • ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย และอาจใช้นโยบาย “ลดแล้วพัก” เพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แทนที่จะลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง
    • หากเฟดลดดอกเบี้ยหรือหยุดทำ QT จริง คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากแนวโน้มเงินทุนไหลเข้า
    • การดีดตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ไทยถูกมองว่าเป็นเพียงการเคลื่อนไหวระยะสั้นจากการทำกำไรของนักลงทุน และแนวโน้มหลักในระยะกลางถึงยาวยังคงเป็นทิศทางขาลง สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก

    ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ทั้งในสหรัฐฯ และไทย กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนมุมมองของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจโลก

    โดยล่าสุด Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับ 4% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการขยับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนก แต่สะท้อนถึงการคลายความกังวลของตลาด หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด และความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ขณะเดียวกัน ฝั่งไทยแม้จะเห็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดีดขึ้นในช่วงสั้น โดยแนวโน้มจะเป็นขาลงตามทิศทางดอกเบี้ยโลก

    ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัดให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การดีดตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกของตลาด แต่เป็นผลจากสภาพคล่องที่หายไปในระบบการเงินโลก และมองว่ายีลด์ปรับขึ้นชั่วคราวเท่านั้น

    สำหรับตลาดพันธบัตรไทย มองว่า เคลื่อนไหวเป็นไปตามทิศทางเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่ง ยีลด์ที่เคยถูกกดลงแรงก่อนหน้าเริ่มปรับขึ้น เพราะนักลงทุนเก็งว่าดอกเบี้ยไทยจะลด แต่เมื่อการลดเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด ยีลด์จึงเด้งกลับมา
     

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะผลตอบแทนของบอนด์ยังไม่จูงใจ แต่อาจเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลก และนักลงทุนที่ต้องการหลบความผันผวน ให้เลือก Money Market Fund แทน เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้งเมื่อยีลด์เริ่มนิ่ง

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของการประชุมเฟดที่กำลังจะมีขึ้น ตลาดยังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เพราะยังไม่ชัดเจนว่าเฟดจะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเมื่อใด ซึ่งถ้าเฟดยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจน ตลาดอาจเกิดแรงเทขายบอนด์เพิ่มขึ้นอีกระยะ 

    แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ การที่เฟดอาจประกาศยุติการทำ QT เนื่องจากสภาพคล่องในระบบเริ่มตึงตัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะช่วยพยุงราคาบอนด์ และเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดการเงินทั่วโลก 

    “หากเฟดลดดอกเบี้ยหรือหยุดทำ QT จริง ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มรับเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง”

    ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา (FINNOMENA)  กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yields) ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนว่าทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยอาจกำลังเปลี่ยนทิศหรือไม่ แต่ททว่าการปรับตัวขึ้นดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวระยะสั้น เท่านั้น และแนวโน้มหลักของบอนด์ยีลด์ไทยยังคงอยู่ในทิศทางขาลง

    ทั้งนี้ การที่บอนด์ยีลด์ไทยดีดตัวขึ้นในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำกำไรระยะสั้นของนักลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดได้ Priced in การลดดอกเบี้ยไปล่วงหน้าแล้ว บวกกับเมื่อมีสัญญาณว่าธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. อาจเลือก รอดูทิศทางก่อนที่จะลดดอกเบี้ยตามเฟด นักลงทุนระยะสั้นจึงเข้ามา Take Profit ส่งผลให้ยีลด์ขยับขึ้น 

    สำหรับทิศทางระยะกลางถึงยาวของบอนด์ยีลด์ไทยยังคงเป็นขาลง สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่กำลังลดลง โดยมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะประกาศลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดนี้ และอาจลดอีกครั้งในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ดี อัพไซด์ของการเข้าถือตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้อาจมีจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับที่ลดลงต่อได้ไม่มากนัก

    สำหรับนักลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้ไทยอยู่แล้ว แนะนำว่า อย่าเพิ่งตกใจหรือรีบขาย เพราะการปรับฐานของยีลด์ในรอบนี้อาจเป็นโอกาสรอเก็บกำไรเมื่อดอกเบี้ยเริ่มลดจริงในรอบถัดไป

    ขณะที่ผู้ที่ต้องการเข้าซื้อใหม่ แนะนำให้พิจารณาลงทุนใน พันธบัตรโลก หรือ Global Bonds มากกว่า เนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลดดอกเบี้ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ชัดเจนกว่า

    และผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย แนะนำให้เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งสามารถปรับพอร์ตได้ง่ายหากทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป

    บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นในระยะหลัง ไม่ได้เป็นสัญญาณลบอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาของตลาดโลกต่อภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ตลาดคลายกังวลการค้าโลก

    ทั้งนี้มาจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความคืบหน้า แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่เพียงพอให้ Sentiment ตลาดดีขึ้น เห็นได้จากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สามารถทำ All-Time High ได้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ ปรับประมาณการ GDP ไตรมาส 2/68 จาก 3.0% เป็น 3.3% และล่าสุด 3.8% ขณะที่ไตรมาส 3/68 ยังคาดว่าจะโตได้ราว 3% ทำให้ทั้งปีอาจขยายตัวเกิน 2%

    ขณะที่ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.0% โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่ง และแคมเปญท่องเที่ยวปลายปีนี้

    “ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ตลาดคลายความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย และมองว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ยอย่างที่เคยคาด”

    การฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำให้ตลาดเริ่มปรับคาดการณ์ต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก มองว่า รอบการลดดอกเบี้ยของเฟดและ ธปท. จะเกิดขึ้นในลักษณะลดแล้วพักมากกว่าการลดต่อเนื่อง

    โดยคาดว่า เฟด มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้งในปีนี้ หากลดเพียงครั้งเดียวถือว่าไม่เกินคาด แต่ถ้าลด 2 ครั้งจะสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    “เฟดอาจลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้ง แล้วหยุดรอดูผลในเดือนธ.ค.นี้ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจจริงอีกครั้ง” 

    ดังนั้นการปรับขึ้นของ Bond Yield ครั้งนี้เป็นเพียงการขยับระยะสั้น โดยเฉพาะในพันธบัตรระยะยาว 10 ปี ที่มักตอบสนองต่อความคาดหวังเศรษฐกิจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของนโยบายดอกเบี้ย

    อย่างไรก็ตาม แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับขึ้นราว 4% แต่ทว่ายังต่ำกว่าระดับสูงสุดของปีที่แล้วทีี่ 4.6% โดยในช่วงระยะ 3-6 เดือนข้างหน้ายังคงเป็นเทรนด์ดอกเบี้ยขาลง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1205284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U3HFRR8RiqE1GAMIW4of5

  • ตลาดสดโพธารามคึกคัก “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    ตลาดสดโพธารามคึกคัก “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    ภูมิภาค

    ตลาดสดโพธารามคึกคัก “คนละครึ่งพลัส” หนุนเศรษฐกิจชุมชน

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่ ตลาดสดหอนาฬิกา ริมเขื่อนหาดทรายโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก หลังประชาชนและผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาลกันอย่างต่อเนื่อง
       
    ร้านค้าหลากหลายประเภทในตลาด ทั้งร้านเสื้อผ้า ร้านอาหารสด ร้านดอกไม้ ผลไม้ และผักสวนครัว ต่างติดป้ายรับโครงการ เพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิ์จับจ่ายซื้อของจำเป็น ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยความคึกครื้น
        
    ผู้ประกอบการเชื่อว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น ส่วนประชาชนต่างเห็นตรงกันว่า “คนละครึ่งพลัส” ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจระดับชุมชนในพื้นที่ราชบุรี
        
    ประชาชนในพื้นที่รายหนึ่ง กล่าวว่าวันนี้ได้สิทธิ์คนละครึ่งมา ตอนเช้ายังไม่ได้ใช้ แต่จะไว้ใช้ตอนบ่าย ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันเข้าบ้าน รู้สึกดีมากที่รัฐบาลจัดโครงการนี้ อยากให้มีต่อเนื่อง และเพิ่มวงเงินขึ้นอีก อยากขอบคุณรัฐบาลที่เห็นใจพวกเรา ซึ่งเงินคนละครึ่งจำนวนนี้ช่วยได้มากทีเดียว
        
    พ่อค้าเขียงหมูสด กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของโครงการคนละครึ่ง บรรยากาศคึกคักมาก ช่วงเช้าได้ยอดขายกว่า 3,000 บาทแล้ว
       
    แม่ค้าขายกิ๊ฟช็อป กล่าวว่า วันนี้วันแรก คนมาใช้จ่ายเยอะมาก แทบจะไม่ได้รับเงินสดเลย ส่วนใหญ่จ่ายผ่านคนละครึ่ง คึกคักมากจริง ๆ อยากขอบคุณรัฐบาล แต่ถ้าเพิ่มวงเงินได้อีกก็จะดีมาก สำหรับตัวเองวันนี้สแกนเต็มวงเงิน 400 บาทแล้ว
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/region/452286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1npEuNvmxJOje_DXc8wjpO

  • HMPRO เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ดันรายได้บริการโตสวนกระแส ตอกย้ำ ‘แบรนด์ผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร’ เสริมพอร์ตธุรกิจยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HMPRO เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ดันรายได้บริการโตสวนกระแส ตอกย้ำ ‘แบรนด์ผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร’ เสริมพอร์ตธุรกิจยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2568 จะเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ภัยธรรมชาติ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและมีความสามารถในการปรับตัวสูง โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนธุรกิจบริการจาก “ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) – มือโปรประจำบ้านคุณ” ให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ “Total Home Solution” ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน

    นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่งที่ 26.25% สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

    “ปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่โฮมโปรยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้ลูกค้าต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจที่พร้อมปรับตัวต่อทุกสถานการณ์” นายวีรพันธ์ กล่าว

    ในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน แม่สาย และบางนา-ตราด รวมถึงเมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสำคัญในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงรุกและการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ประสบการณ์ลูกค้า” ในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน (ESG) และบริการหลังการขาย ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม โดยเฉพาะโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของแบรนด์ จากทีมช่างมืออาชีพ “ช่างโฮมโปร” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญองค์กร

    นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ในด้านช่องทางออนไลน์ โฮมโปรเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE MAN และ Grab ควบคู่กับการเปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วขึ้น ทันท่วงที

    แม้รายได้จากการขายสินค้าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่รายได้บริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) และค่าเช่าพื้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 2% จากการบริหารพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ

    นายวีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาคอีกด้วย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/29/589716/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SvCKMGNXUCkwvJX0agR9c

  • โฮมโปร เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร’ ดันรายได้บริการโตสวนกระแส

    โฮมโปร เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร’ ดันรายได้บริการโตสวนกระแส

    โฮมโปร มาแรงสวนกระแสภาพรวมเศรษฐกิจ ระบุยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนธุรกิจบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) – มือโปรประจำบ้านคุณ’ ให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ ‘Total Home Solution’ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน

    29 ต.ค. 2568 – นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่งที่ 26.25% สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

    “ปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่โฮมโปรยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้ลูกค้าต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจที่พร้อมปรับตัวต่อทุกสถานการณ์” นายวีรพันธ์ กล่าว

    สำหรับในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน แม่สาย และบางนา-ตราด รวมถึงเมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสำคัญในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงรุกและการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ประสบการณ์ลูกค้า” ในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน (ESG) และบริการหลังการขาย ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม โดยเฉพาะโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของแบรนด์ จากทีมช่างมืออาชีพ “ช่างโฮมโปร” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญองค์กร

    นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ในด้านช่องทางออนไลน์ โฮมโปรเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE MAN และ Grab ควบคู่กับการเปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วขึ้น ทันท่วงที

    แม้รายได้จากการขายสินค้าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่รายได้บริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) และค่าเช่าพื้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 2% จากการบริหารพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ

    นายวีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาคอีกด้วย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/886817/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lUZKV03gkHQZ9TumPRO05

  • TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 68 โต 2.1% จากเดิม 1.9% ได้แรงหนุน…

    TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 68 โต 2.1% จากเดิม 1.9% ได้แรงหนุน…

    TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.9% รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ขณะที่ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เบากว่าคาด

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% สะท้อนแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และผลกระทบจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเบากว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    ขณะที่ประมาณการการเติบโตในปี 2569 ยังคงไว้ที่ 1.6% โดยจับตาความเสี่ยงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแรง ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการหดตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่และข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลังของภาครัฐที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวแม้จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

    ด้านความเสี่ยงภายนอก แม้ผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะลดลงในระยะสั้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นหลายรายการ รวมถึงความไม่ชัดเจนของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment) ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

    ในส่วนของนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ แต่ TISCO ESU ยังมองว่าระดับปัจจุบันที่ 1.50% นั้นยังสูงเกินไป โดยคาดว่า ธปท. มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และอาจมีการปรับลดเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้งในปี 2569 โดยขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    TISCO ESU ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จะขยายตัวราว 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัวลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขอาจออกมาดีกว่าคาด หลังการส่งออกในเดือนกันยายนพลิกกลับมาขยายตัวถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดในรอบ 42 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Data Center ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ (หมวด HS Code: 84-85) จึงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย

    สำหรับปี 2569 TISCO ESU มองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดในอนาคตอันใกล้ ปัญหาทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ลดลง และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tisco-esu-upgrades-2568-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jVPlpe4H5yUGblcZwo_8c