Blog

  • President Visit รอบผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    President Visit รอบผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116430/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ATlWbCfbIO_zJXzVyu0rW

  • กทม. ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ตามนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้

    กทม. ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ตามนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้

    (31 ต.ค. 68) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต โดยมีวาระสำคัญในการรับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัย และพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570

    ที่ประชุมมีมติพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 โดยการประชุมในครั้งนี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร และสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักการศึกษา กรมกิจการเด็กและเยาวชน สำนักอนามัย โดยประธานการประชุมฯ มีมติให้มีการบูรณาการแผนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเพิ่มแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของข้อมูลเด็กปฐมวัย รวมถึงการวางกรอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ให้สอดคล้องกับ นโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ประกอบด้วย 3 เร่ง: เร่งให้ความรู้ผู้ปกครองและสังคม, เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, และเร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน 3 ลด: ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก (งดก่อน 2 ขวบ), ลดความเครียดและคืนความสุขให้เด็ก, และลดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) 3 เพิ่ม: เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย, เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานให้เด็กสม่ำเสมอ, และเพิ่มความรักความใส่ใจและเวลาคุณภาพของครอบครัว

    สำหรับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 จัดทําขึ้นเพื่อนํานโยบายระดับชาติและแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานครตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และให้หน่วยงานทางการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และเอกชน ดําเนินการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการดําเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามยุทธศาสตร์และแผนการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เพื่อพัฒนาการดําเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน เต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพภายใต้ปรัชญา “เด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการดูแล พัฒนา และเรียนรู้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจวินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย อย่างมีคุณภาพ และเท่าเทียม ตามศักยภาพตามวัย และต่อเนื่องบนพื้นฐานของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับหลักการพัฒนาศักยภาพและความต้องการจําเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล โดยคํานึงถึงความสุข ความเป็นอยู่ที่ดี การคุ้มครองสิทธิ และความต้องการพื้นฐานของเด็กปฐมวัย รวมทั้งการปฏิบัติต่อเด็กทุกคนโดยยึดหลักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม การเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการกระทําทั้งปวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสําคัญ” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสําหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2351KsQXEiAS6DiVIlKYKb

  • “หนิม” จุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จับตาภารกิจกู้ศรัทธา

    “หนิม” จุลพันธ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จับตาภารกิจกู้ศรัทธา

    ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเลือกนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ วัย 50 ปี สส.เชียงใหม่ 5 สมัยซ้อน อดีต รมช.คลัง ยุคนายกฯ เศรษฐา-แพทองธาร นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยเสียงอย่างท้วมท้น เตรียมนำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ ต้นปี 2569

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชื่อเล่นว่า “หนิม” เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เติบโตมาในครอบครัวการเมือง โดยเป็นบุตรชายของ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับนางเพ็ชรี อมรวิวัฒน์

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ (MBA) จากวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา

    สนามการเมือง 5 สมัย : จากบ้านใหญ่เชียงใหม่สู่เก้าอี้รัฐมนตรี

    นายจุลพันธ์ เริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย และได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องถึง 5 สมัย และมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเงินของประเทศหลายชุด อาทิ อดีตกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน, อดีตกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และ อดีตกรรมาธิการงบประมาณ

    บทบาทสำคัญที่สุดในช่วงที่ผ่านมาคือการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และต่อเนื่องในรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยเป็นหนึ่งในขุนพลเศรษฐกิจที่รับผิดชอบและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญระดับชาติ เช่น โครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท (Digital Wallet)

    นอกจากนี้ เขายังเคยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และในช่วงปลายปี 2568 ก่อนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คนที่ 9 ซึ่งสะท้อนถึงการยอมรับในความสามารถและการเป็นคนรุ่นกลางที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านงานบริหารและงานนิติบัญญัติ

    ในด้านชีวิตครอบครัว จุลพันธ์ ได้สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นบุตรสาวของ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย เป็นการรวมสายใยของ 2 ตระกูลการเมืองสำคัญในภาคเหนือเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2892573&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l2bYJPsXAx9xfHegc88yR

  • ปีที่ 32 มอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท

    ปีที่ 32 มอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท

    การศึกษา

    ปีที่ 32 มอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท

    วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.47 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คุณหญิงลักขณา แสงสนิท เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิพลเอกวิโรจน์-คุณหญิงลักขณา แสงสนิท แก่นิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 32 โดยมี ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์จำกัด ร่วมพิธีด้วย ณ ที่ทำการมูลนิธิฯ สุขุมวิท 22

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/452597&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gvVuZvocH6zxGWT1W6dqh

  • “รองนายกฯ สุชาติ” ร่วมหารือคณะกรรมาธิการฯ แก้ไขปัญหาช้างป่า เดินหน้า 5 มาตรการหลักครอบคลุม การเยียวยา ปรับปรุงกฎหมาย และควบคุมประชากร

    “รองนายกฯ สุชาติ” ร่วมหารือคณะกรรมาธิการฯ แก้ไขปัญหาช้างป่า เดินหน้า 5 มาตรการหลักครอบคลุม การเยียวยา ปรับปรุงกฎหมาย และควบคุมประชากร

    “รองนายกฯ สุชาติ” ร่วมหารือคณะกรรมาธิการฯ แก้ไขปัญหาช้างป่า เดินหน้า 5 มาตรการหลักครอบคลุม การเยียวยา ปรับปรุงกฎหมาย และควบคุมประชากร


    31/10/2568 | 216 |

    วันนี้ (31 ตุลาคม 2568) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้การต้อนรับ นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิตต์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมหารือและรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้กล่าวเน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาช้างป่าถือเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างการอนุรักษ์สัตว์ป่ากับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานทุกระดับ ตั้งแต่การวางแผนเชิงพื้นที่ไปจนถึงการผลักดันด้านกฎหมาย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเป็นธรรมที่สุด ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 4,200-4,700 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 70 แห่ง โดยเฉพาะ 5 กลุ่มป่าที่มีปัญหาอย่างรุนแรง ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันตก ตะวันออก ดงพญาเย็น – เขาใหญ่ ภูเขียว – น้ำหนาว และแก่งกระจาน แม้ว่าสถิติในปีงบประมาณ 2564 จะแสดงให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนลดลง แต่ความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรและทรัพย์สินยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข

    ทั้งนี้ นายสุชาติ ได้มอบหมายให้กรมอุทยานฯ รับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งในระยะเร่งด่วนทางกรมอุทยานฯ ได้เตรียมดำเนินการเชิงรุก โดยการจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า และ สำนักอนุรักษ์ช้างป่า เพื่อเป็นกลไกหลักในการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งเร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบที่ประกาศใช้ และได้จัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ พ.ศ. 2564 – 2572 กำหนด 10 แนวทางหลัก ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การจัดการพื้นที่รองรับและถิ่นอาศัย การยกระดับระบบป้องกันและแจ้งเตือน ไปจนถึงการศึกษาวิจัยและควบคุมประชากรช้างป่า ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการสร้างรูปแบบการจัดการปัญหาช้างป่าที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างป่ากับการดำรงชีวิตของชุมชนอย่างเป็นธรรม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    สำหรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย 5 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 
    1) การเร่งรัด และกระชับขั้นตอนในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ตามระเบียบกรมอุทยานฯ ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาจากงบกลาง พ.ศ. 2568 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 
    2) พัฒนาพื้นที่ที่มีช้างป่าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยการพัฒนาพื้นที่ ปรับทัศนียภาพ และระบบสาธารณูปโภคให้เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบชมสัตว์ป่าในธรรมชาติ (Safari)
    3) เสนอร่างการรับบริจาคเงินเพื่อการลดหย่อนภาษีเงินได้ สร้างแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืน ในส่วนของช้างป่า และขอให้ ทส. พิจารณาประสานงาน หารือความเป็นไปได้ในการเสนอร่างรับบริจาคเงิน (ช้างพาหนะหรือช้างบ้าน) เพื่อให้สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้ เป็นแนวทางเดียวกัน
    4) ศึกษารูปแบบ Barrier ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นได้เสนอ Barrier ของกรมทางหลวงไว้
    5) เห็นควรเร่งรัดดำเนินการ ศึกษา ติดตามผลประสิทธิภาพของวัคซีนควบ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/436929&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01enMMLbsz6_EYI0gS_m_S

  • S

    S

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ตอกย้ำบทบาทสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยที่มีเครือข่ายนานาชาติอันแข็งแกร่ง เปิดบ้านต้อนรับ คณะผู้แทนจาก Institute of International Education (IIE) และ มหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 12 แห่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568

    SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย คุณนพรัตน์ ศิวารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิเทศสัมพันธ์ นำเสนอภาพรวมวิสัยทัศน์และความก้าวหน้าของ SPU ในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา เพื่อยกระดับสู่ “Global Partnership University” ที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ได้เยี่ยมชมการเรียนรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยในหลากหลายคณะและหน่วยงาน อาทิห้องปฏิบัติการ Engineering BimClub คณะวิศวกรรมศาสตร์ ห้องปฏิบัติการการบินจำลอง (Mock Up Room) วิทยาลัยการบิน การท่องเที่ยว และการบริการ ห้อง Digital Play คณะดิจิทัลมีเดีย และ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และบ่มเพาะนวัตกรรมของนักศึกษา SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    กิจกรรมยังต่อยอดด้วย Networking Session ที่เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ กับคณบดีและคณาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชา อาทิ คณะศิลปศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และวิทยาลัยนานาชาติ พร้อมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมือ SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็น อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ SPU ในการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการศึกษาในระดับโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา หลักสูตรร่วม และงานวิจัยสากลในอนาคต ตอกย้ำจุดยืนของมหาวิทยาลัยศรีปทุมที่พร้อม สนับสนุน สร้างโอกาสให้แก่นักศึกษาไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีนานาชาติ SPU เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนจากสถาบันการศึกษาชั้นนำสหรัฐอเมริกา เสริมพลังเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก สู่ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezb5tm894u2rkzif20hh83jhoa0caa0&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XGiqvHTlawP2yTKZxB5kC

  • “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” รัฐบาลหนุนค่าเดินทาง-ที่พัก เริ่ม 15 พ.ย.

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น 

    โดยใช้ “การท่องเที่ยว” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บูรณาการความร่วมมือกับภาคีพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเดินทางในรูปแบบหมู่คณะ (Group Tour) ผ่านบริษัทนำเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวชายแดน ภายใต้โครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด 

    ทั้งนี้ ททท. จะสนับสนุนค่าเดินทางในอัตราตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดให้กับบริษัทนำเที่ยว สำหรับรายการนำเที่ยวที่เป็นการเดินทางข้ามจังหวัดและพักค้างคืนอย่างน้อย 1 คืน (คืนละ 300 บาท) ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก การเดินทาง อาหาร ของที่ระลึก และบริการในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และร้านค้าชุมชน รวมถึงก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคบริการและธุรกิจท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง
     

    สำหรับโครงการ “เช็กอิน ฟิน ว้าว ตะวันออก X เฉียงเหนือ” จะเริ่มเปิดให้เดินทางตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบสิทธิ์ จำนวน 10,000 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด และคืนความคึกคักให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย สำหรับบริษัทนำเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมและยื่นคำขอรับการสนับสนุนผ่านสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/609258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1juIa5Gu_czIuTosQ_tbWc

  • ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    ธปท.เผยภาพรวมเศรษฐกิจ Q3/68 ชะลอตัวแต่เริ่มฟื้นปลายไตรมาส ก.ย.ดีขึ้นตามการผลิตอุตฯ-บริการที่เกี่ยวข้อง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ปรับดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาสโดยด้านอุปทานชะลอลง จากการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจากการหยุดผลิตชั่วคราวในบางสินค้า ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับลดลง ส่วนด้านอุปสงค์ชะลอลงตามอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ขณะที่การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นจากหมวดอิเล็กทรอนิกส์

    • ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนก.ย.68

    สำหรับเดือน ก.ย.68 เศรษฐกิจปรับดีขึ้น จากภาคการผลิตที่ทยอยกลับมาผลิต หลังจากการหยุดเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในช่วงก่อน ประกอบกับการส่งออกและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ในประเทศชะลอลง ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน

    – การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มปิโตรเลียมและเครื่องดื่มที่กลับมาผลิตหลังหยุดผลิตชั่วคราว และการผลิตรถยนต์กลับมาเพิ่มขึ้นจากกลุ่ม EV ส่วนการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการ

    – จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรายรับจากการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ (Short-haul) โดยเฉพาะมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว และอินเดียที่มีการเพิ่มเส้นทางบินตรงใหม่ ด้านรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้น จากจำนวนวันพักที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว และพบว่าในระยะหลังมีการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวตามภูมิภาคต่างๆ ในไทยมากขึ้น

    – มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ในหลายหมวด อาทิ (1) สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศไปสหรัฐฯ (2) ยานยนต์ ตามการส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลาง และชิ้นส่วนยานยนต์ไปอาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ และ (3) อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในฮ่องกง

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรลดลงตามการส่งออกทุเรียนไปจีน และข้าวไปแอฟริกาใต้และอินโดนีเซีย และการส่งออกปิโตรเลียมลดลงตามการส่งออกไปมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ จากการเร่งส่งออกไปในเดือนก่อน สำหรับการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บ Reciprocal tariffs ชะลอลงหลายรายการมากขึ้น อาทิ สินค้าเกษตร ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และยานยนต์

    – มูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน จากหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เพื่อผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม ประกอบกับการนำเข้าหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภคที่เพิ่มขึ้น ตามการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือจากจีนเป็นสำคัญ ขณะที่การนำเข้าเชื้อเพลิง และสินค้าทุน ไม่รวมเครื่องบินปรับลดลงจากเดือนก่อน

    • ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    – อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.ย. ติดลบน้อยลงจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานที่ผลของฐานสูงในปีก่อนทยอยลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกในประเทศ ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดใกล้เคียงกับเดือนก่อน ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เป็นบวกลดลงจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งจากการทำโปรโมชันอาหารโทรสั่ง และของใช้ส่วนตัว

    – ภาวะตลาดแรงงาน การจ้างงานทรงตัวจากเดือนก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ใกล้เคียงเดือนก่อน ตามการจ้างงานในภาคบริการเป็นสำคัญ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตลดลงบ้าง โดยต้องติดตามการจ้างงานที่ยังคงลดลงในกลุ่มการผลิตสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันของสินค้านำเข้า สำหรับสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานรวม และรายใหม่ ต่อผู้ประกันตนทรงตัวจากเดือนก่อน

    – ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากดุลการค้าที่เกินดุลเป็นสำคัญ โดยในเดือนก.ย.68 ไทยเกินดุลการค้า 3.6 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากส่งออก ได้เป็นมูลค่า 30.6 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นำเข้า มีมูลค่า 27 พันล้านดอลลาร์

    • ภาวะการเงิน

    – อัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ในเดือน ก.ย. ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่าจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การเพิ่มคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าคาด รวมถึงปัจจัยเฉพาะภายในประเทศ หลังสถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น

    สำหรับเดือน ต.ค. (ข้อมูลถึง 27 ต.ค.68) เงินบาทปรับอ่อนค่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่ปรับแย่ลง ทั้งจากสงครามการค้าและสถานการณ์การเมืองของฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) เฉลี่ยแข็งค่าในเดือน ก.ย. จากปัจจัยเฉพาะของไทยทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ และราคาทองคำ ขณะที่ดัชนีค่าเงินฯ ปรับอ่อนค่าลงในเดือน ต.ค.

    – การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากช่องทางสินเชื่อเป็นสำคัญ โดยการระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้นตามการกู้ยืมเงินระหว่างบริษัทในเครือของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลิตเครื่องดื่ม ขณะที่การระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นจากธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และการโฆษณา ด้านการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ลดลง หลังจากที่เร่งไปในเดือนก่อนหน้า ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)

    ต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ ตั้งแต่ 1 ก.ย. ถึง 27 ต.ค.68 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าจะมีการชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ประกอบกับนักลงทุนสถาบันมีการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยเน้นถือพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้น

    • เชื่อ “คนละครึ่งพลัส” เป็น upside ศก.ไทย Q4/68

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปว่า ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวจาก 1.การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ทยอยกลับมาหลังจากหยุดผลิตไปชั่วคราวในก่อนหน้านี้ และส่งผลดีต่อภาคบริการที่เกี่ยวข้อง 2.การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ 3.ภาคการท่องเที่ยว และอุปสงค์ในประเทศ มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    โดยในระยะต่อไปยังต้องติดตาม 1.การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2. ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ 3. พัฒนาการในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และ 4.ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    น.ส.ปราณี กล่าวถึงแรงส่งต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จากผลของมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า ในเบื้องต้น ธปท.ได้รวมผลของมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้ในประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 68 ที่การขยายตัว 2.2% แล้ว แต่หากในทางปฏิบัติจริงพบว่าประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่คาดไว้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเป็น upside กับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังต้องจับตาดูต่อไป

    อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ผลทางเชิงจิตวิทยาในเชิงบวก ที่ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น

    โดย ธปฦ/กษมาพร กิตติสัมพันธ์/ศศิธร ซิมาภรณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9U0IQCTFJSAIAX01BKYT2NXAN4UYI9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pL9qfqC-2-qZFgzdFOrSm

  • ไทยจะปลดล็อกปัญหาผู้สูงวัยสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ได้อย่างไร

    ไทยจะปลดล็อกปัญหาผู้สูงวัยสู่ “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy) ได้อย่างไร

    เมื่อพูดถึง “สังคมสูงวัย” (Aged Society) ภาพที่มักปรากฏในหัวคือ “ค่าใช้จ่าย” และ “ความเชื่องช้า” แต่ในเวทีโลก กระแสลมกำลังเปลี่ยนทิศ ผู้คนไม่ได้มองว่าการมีอายุยืนคือวิกฤต แต่มองเป็น “เศรษฐกิจอายุยืน” (Longevity Economy)

    นี่คือเทรนด์เศรษฐกิจมหาศาลที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “คนแก่ที่เจ็บป่วย” แต่ขับเคลื่อนด้วย “คนที่อยากอายุยืนอย่างมีคุณภาพ” (Health Span) ที่ได้สร้างตลาดใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล ตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) ไปจนถึงอาหารโภชนาการขั้นสูง ทว่า… สำหรับประเทศไทยโอกาสทองนี้ กลับถูกพันธนาการไว้ด้วย “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่น่าปวดหัว

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ฉายภาพใหญ่ในมุมเศรษฐศาสตร์ที่เฉียบคมว่า ประเทศไทยกำลังติดกับดักอะไรอยู่

    พาราด็อกซ์” ของบัตรทอง ยิ่งสำเร็จ ยิ่งเสี่ยง โดยดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ชี้ว่า ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ของไทยนั้นทำหน้าที่ได้ “ดีเยี่ยม” ในการลดภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพส่วนตัวของประชาชนจาก 34% เหลือเพียง 9% แต่ความสำเร็จนี้เอง กลับกำลังสร้างปัญหาใหญ่ถึง 2 ประการ

    ประการที่หนึ่ง คือ ค่าใช้จ่ายโตแซงเศรษฐกิจ สวัสดิการสุขภาพโตเฉลี่ยปีละ 4.53% ขณะที่ GDP โตไม่ถึง 2% กับประการที่สอง เรื่องโครงสร้างประชากรที่พังทลาย โดยเรามีอายุยืนขึ้นจริง แต่สวนทางกับอัตราการเกิดใหม่ที่ลดลงจนน่าใจหาย ปัญหาโครงสร้างประชากรที่บิดเบี้ยวนี้ กำลังนำไปสู่ความท้าทายที่แท้จริง นั่นคือ “ผลิตภาพ (Productivity)”

    ดร.ศุภวุฒิ ฉายภาพอนาคตอันใกล้ว่า “ในอีก 15 ปีข้างหน้า คนวัยทำงานเพียง 1.8 คน จะต้องแบกรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน” “ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ประชาชนอยู่ในภาวะสูงอายุแล้วจะรักษาผลิตภาพให้โตได้ 2-3% นี่คือโจทย์ที่ยากที่สุดของไทย” ดร.ศุภวุฒิ ย้ำ 

    เมื่อสถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ “มันไม่ใช่เรื่องของพร้อม มันคือเรื่องของว่าต้องทำ” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว โดยมี 2 สิ่งที่ต้องเร่งลงมือทันที คือ การสร้างคนคุณภาพ ในเมื่อเด็กเกิดน้อย ก็ต้องอัดฉีดคุณภาพให้สูงสุด รวมถึงการสร้าง Wellness ที่ต้องทำให้คนอายุเยอะมีสุขภาพดี ไม่ใช่แค่ “อายุยืน” แต่ “ป่วยออดๆ แอดๆ”

    โดยโจทย์การสร้าง Wellness นั้นไม่ง่าย เพราะ ดร.ศุภวุฒิ ชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากังวลว่า “ประเทศไทยล้มเหลวในการควบคุม NCDs” (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ซึ่งเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยใน 100 คนที่เป็นโรคเบาหวาน รักษาและควบคุมโรคได้มีเพียง 11 คน และใน 100 คนที่เป็นโรคความดัน ควบคุมโรคได้มีเพียง 16 คน ทั้งหมดนี้คือ “คอขวด” ที่ท้าทายที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไม “Wellness” จึงกลายเป็น Keyword สำคัญในการอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ

    แง่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ดร.ศุภวุฒิ เสนอทางออกที่ชัดเจนว่า “ประเทศไทยต้องเลิกพยายามแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เราสู้จีนไม่ได้ (เช่น แร่หายาก) และหันมาทุ่มเทสร้าง 2 อุตสาหกรรมหลักที่เรามีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของโลกยุค Longevity เช่น การทำอาหารที่ดี (อาหารออร์แกนิก, อาหารคุณภาพสูง) และการดูแลสุขภาพ (Wellness)

    สรุปว่าเมื่อนำอุตสาหกรรม อาหารคุณภาพสูง มารวมกับ ภาคการดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้คือ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยในยุค Longevity Economy ได้อย่างน่าสนใจ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2892180&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lTY9S_CEl0zYI3WASeYvF

  • ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับสตาร์ทอัพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของประเทศไทยในการขยายธุรกิจ

    โดยผ่านโครงการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและตลาดสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น (Angel Fund) ซึ่งดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อปั้นผู้ประกอบการอัจฉริยะ (Smart Entrepreneurs)

    ซึ่งล่าสุดได้สนับสนุนวงเงินรวม 5 ล้านบาทให้กับสตาร์ทอัพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์รวม 31 ราย โดยตั้งเป้าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาทในปี 2568 

    “10 ปีของโครงการสามารถสร้างผู้ประกอบการอัจฉริยะเข้าสู่วงการแล้วกว่า 237 ราย ด้วยเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 38.16 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท” 

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    ดร.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจของโลก สตาร์ทอัพ คือ กุญแจและเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย กระทรวงฯมุ่งที่จะส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแนวทางต่าง ๆ 

    สำหรับแนวทางในการผลักดันสตาร์ทอัพของกระทรวงฯ ในระยะถัดไปได้เล็งเห็นถึงความได้เปรียบในด้านการมีเครือข่ายธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงมอบหมายดีพร้อม ในการเป็นหน่วยงานหลักที่จะสร้างความพร้อม เพื่อเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการช่วยเปิดทางให้สตาร์ทอัพ ได้มีโอกาสนำผลิตภัณฑ์หรือบริการเข้าไปร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น โดยจะสร้างพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยีและบ่มเพาะธุรกิจ ส่งเสริมให้หน่วยงานเครือข่ายนำโซลูชั่นของสตาร์ทอัพไปใช้งานจริง

    รวมถึงสำรวจปัญหาของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเฟ้นหาโซลูชั่นจากสตาร์ทอัพเข้าไปช่วยยกระดับการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงของสตาร์ทอัพที่ผลิตนวัตกรรมไม่ตอบโจทย์ตลาดแล้ว ยังเป็นการขยายเครือข่ายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้พร้อมก้าวสู่ตลาดทั้งในระดับประเทศและสากล

    นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีดีพร้อม กล่าวว่า โครงการ Angel Fund ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคือการสร้างผลกระทบที่วัดผลได้จริง ได้สร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่วงการกว่า 237 ราย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ดีพร้อมได้ยกระดับโครงการสำหรับสตาร์ทอัพในระยะเติบโต (Growth stage) ด้วย 3 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้แก่ 

    • ขยายตลาดผ่าน Content Creator: เพื่อช่วยสตาร์ทอัพที่มักเก่งเรื่องเทคโนโลยี แต่ยังต้องเสริมเรื่องการเล่าเรื่อง (Storytelling) โดยเชื่อมโยงสตาร์ทอัพเข้ากับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อใช้ช่องทางของโซเชียลมีเดียในการปั้นเทรนด์การเสพสื่อด้านนวัตกรรม สร้างการรับรู้ และเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ

    ดีพร้อม-เดลต้าทุ่มเงินกว่า 38 ล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยดันเศรษฐกิจกว่าพันล้าน

    • พิสูจน์นวัตกรรมในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC): เปิดช่องทางให้สตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมในการทดลองใช้นวัตกรรมในตลาดจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยปีนี้มีพันธมิตรเข้าร่วม เช่น กลุ่มเซ็นทรัล (CENTRAL THAM) กรุงเทพมหานคร (BMA) โรงพยาบาลปทุมธานี และการยาสูบแห่งประเทศไทย 
    • เชื่อมโยงสู่แหล่งทุนที่ใหญ่ขึ้น โดยได้มีการขยายความร่วมมือกับ Shark Tank Thailand เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยได้เข้าถึงโอกาสการลงทุนที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

    นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สตาร์ทอัพไทยมีศักยภาพ การดำเนินการสนับสนุนมา 10 ปี ด้วยวงเงินทุนรวมกว่า 38 ล้านบาท เป็นการสร้างฐานนวัตกรรมให้แก่ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xo7vyWaFVBR4h1YZy8mlL