Blog

  • รัฐบาลขยายสิทธิ ลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    รัฐบาลขยายสิทธิ ลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    รัฐบาลขยายสิทธิ ลดหย่อนภาษีให้บุคคลธรรมดาท่องเที่ยว “เมืองหลัก” ในอำเภอที่ได้สิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ใช้สิทธิได้ถึง 15 ธันวาคม 2568

    (3 พฤศจิกายน 2568) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยล่าสุด กรมสรรพากรได้ออก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 456) เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่ บุคคลธรรมดา ที่เดินทางท่องเที่ยวในอำเภอของจังหวัดเมืองหลักที่ได้รับสิทธิเทียบเท่าเมืองรอง ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราเท่ากับเมืองรอง

    พื้นที่ที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีครอบคลุมอำเภอในเมืองท่องเที่ยวหลากหลายจังหวัด เช่น

    กระบี่ (เขาพนม, ปลายพระยา, ลำทับ)
    เชียงใหม่ (แม่แตง, แม่วาง, ดอยสะเก็ด, สันทราย, สารภี, อมก๋อย ฯลฯ)
    นครราชสีมา (วังน้ำเขียว, ปักธงชัย, พิมาย, สีคิ้ว, ด่านขุนทด, เสิงสาง ฯลฯ)
    ชลบุรี (บ้านบึง, พานทอง, พนัสนิคม, หนองใหญ่ ฯลฯ)
    สุราษฎร์ธานี (กาญจนดิษฐ์, ดอนสัก, พุนพิน, ไชยา, วิภาวดี ฯลฯ)
    รวมถึง กาญจนบุรี, เพชรบุรี, พังงา, ระยอง, พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา และสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เพิ่มเติมที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและบริการรองรับครบถ้วน

    รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิท่องเที่ยวในช่วงปลายปีได้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการขยายสิทธิลดหย่อนภาษีในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มการจับจ่ายในธุรกิจบริการรายย่อย และเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60495&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36eJ5lPXtGoDzuMWsRRK1f

  • 10 เดือนแรกต่างชาติเที่ยวไทย 26.8 ล้านคน โกยรายได้ 1.24 ล้านลบ. อินเดียทะลุ 2 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    10 เดือนแรกต่างชาติเที่ยวไทย 26.8 ล้านคน โกยรายได้ 1.24 ล้านลบ. อินเดียทะลุ 2 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงภาพรวมการท่องเที่ยว ว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-2 พ.ย. 68 ทั้งสิ้น 26,889,456 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ประมาณ 1,242,365 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 3,881,852 คน จีน 3,795,540 คน อินเดีย 2,001,467 คน รัสเซีย 1,430,848 คน และเกาหลีใต้ 1,281,701 คน

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (27 ต.ค.-2 พ.ย. 68) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% จากการออกเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 33.20% และขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 5 จากเดิมในอันดับที่ 7 อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวสะสมแล้วกว่า 2 ล้านคน และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 3 ถึง 10 สัปดาห์แล้วติดต่อกัน

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 644,179 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 51,983 คน หรือ 8.78% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 92,026 คน โดย 5 อันดับแรก ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย 77,086 คน จีน 72,470 คน อินเดีย 54,478 คน รัสเซีย 43,254 คน และสหรัฐฯ 26,330 คน

    “นักท่องเที่ยวชาวสหรัฐฯ และรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.20% และ 11.63% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย จีน และอินเดีย มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 15.15% 2.62% และ 0.73% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (3-9 พ.ย.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) ของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/542723&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h0oLwhGkDruLgVYixS_G8

  • ครม.ไฟเขียวต่อสัญญาจัด ‘MotoGP’ 5 ปี ถึงปี 74 วงเงินเฉียด 4 พันล้าน

    ครม.ไฟเขียวต่อสัญญาจัด ‘MotoGP’ 5 ปี ถึงปี 74 วงเงินเฉียด 4 พันล้าน

    ครม.ไฟเขียวต่อสัญญาจัด 'MotoGP' 5 ปี ถึงปี 74 วงเงินเฉียด 4 พันล้าน

    ครม.เห็นชอบการเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพ การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโตจีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี) งบประมาณ 3997.86 ล้านบาท

    • คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโต จีพี” ต่ออีก 5 ปี
    • สัญญาการเป็นเจ้าภาพจะครอบคลุมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 ถึง พ.ศ. 2574
    • อนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับจัดการแข่งขันเป็นจำนวน 3,997.86 ล้านบาท

    ครม.เห็นชอบการเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพ การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโตจีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี) งบประมาณ 3997.86 ล้านบาท

    นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ ดังนี้ 

    1. ให้ประเทศไทยเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี)
    2. กรอบวงเงินงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2570-2574 (5 ปี) จำนวน 3,997.86 ล้านบาท หรือไม่เกินวงเงินตามสกุลเงินท้องถิ่นสำหรับกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน

    ปัจจุบันการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี ถือเป็นรายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีความเร็วสูงสุดในโลก ซึ่งนับว่าเป็นกีฬาประเภทมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยมีผู้ติดตามการแข่งขันทั้งจากการเข้าชมการแข่งขัน ณ สนามแข่งขัน และรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านระบบการถ่ายทอดในรูปแบบต่างๆ กว่า 800 ล้านคน หรือจาก 207 ประเทศทั่วโลก

    โดยตั้งแต่ปี 2561-2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพด้านการจัดการแข่งขันกีฬาของประเทศไทยสู่สายตาประชาคมโลก ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการแข่งขันและการเป็นศูนย์กลางด้านกีฬาในภูมิภาคอาเซียน ทั้งยังส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยได้มากถึง 24,927 ล้านบาท

    จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการแข่งขันที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งผลจากการสำรวจพบว่ามีผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างการแข่งขันเฉลี่ยกว่า 206,240 คนต่อครั้ง ส่งผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการท่องเที่ยว  

    ดังนั้น เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวและรักษาความต่อเนื่องในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กก. จึงมีความประสงค์ขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโตจีพี อีก 5 ปี (ปี 2570-2574)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860573&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ym3WG-9NYA43O8aIYP92q

  • &

    &

    “ทรีนีตี้” ให้กรอบดัชนีหุ้นเดือนพฤศจิกายน ที่ระดับ 1260-1350 จุด โดยมีกรอบแนวรับแรกที่ระดับ 1290 จุด และกรอบแนวต้านแรกที่ระดับ 1330 จุด หุ้นย่อตัวให้ใช้เป็นจังหวะเข้าสะสม หุ้น Domestic play และกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่ม Bond-like ที่มีคุณลักษณะ Defensive เช่น กลุ่ม Utilities ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการพักเงิน ในช่วงนี้ แนะหุ้น CPAXT, KTC, LH, ERW, BGRIM เป็นต้น

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นเดือนพฤศจิกายนว่า คาดว่า SET Index จะอยู่ในโหมดทรงตัวให้กรอบดัชนีที่ระดับ 1260-1350 จุด โดยมีกรอบแนวรับแรกที่ระดับ 1290 จุด และกรอบแนวต้านแรกที่ระดับ 1330 จุด

    ภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้ ช่วงแรกอาจมีปัจจัยบวกอยู่บ้างตามทิศทางของตลาดหุ้นโลก ที่น่าจะยังคงมี Sentiment บวก เกี่ยวกับดีลการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ล่าสุดจีนประกาศเตรียมระงับการบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากต่างๆ และมีแนวโน้มยุติการสอบสวนที่มุ่งเป้าไปที่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้สหรัฐฯ อาจชะลอการเก็บ “ภาษีตอบโต้” บางรายการต่อสินค้าจีนออกไปอีกหนึ่งปี

    นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่ในภาพรวมส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อาจส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯ ขนาดใหญ่ของไทย เช่น DELTA ยังคงเป็นหุ้นที่ช่วยประคองดัชนีได้ นอกจากนั้น หุ้นในกลุ่มพลังงานอาจได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ หลังกลุ่ม OPEC+ ตัดสินใจที่จะระงับการเพิ่มการผลิตในไตรมาสแรกของปีหน้าไว้ก่อน หลังจากที่การประชุมล่าสุดมีมติให้เพิ่มกำลังผลิตในเดือนธันวาคมอีก 137,000 บาร์เรลต่อวัน แต่เป็นระดับเดียวกันกับที่เพิ่มไปเมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนที่ผ่านมา

    ในทางกลับกัน ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่อาจต้องติดตามตลอดทั้งเดือนนี้มองไปยังการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจจริงต่างๆโดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งถ้าหากออกมาทิศทางอ่อนแอ อาจส่งผลกดดันต่อหุ้นในกลุ่มวัฏจักรได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่เริ่มลังเลต่อการลดดอกเบี้ยในช่วงถัดไปมากขึ้น แนะติดตามการออกมาแสดงความคิดเห็นของกรรมการ Fed สาขาต่างๆตลอดทั้งเดือนนี้ หากมีทิศทางที่ Hawkish มากขึ้น อาจส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้

    นายณัฐชาต กล่าวว่า ส่วนของปัจจัยภายในประเทศที่จะส่งผลต่อการลงทุนในเดือนนี้คือ การประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 3 ปี 2568 ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ ซึ่งอาจออกมามีทิศทางที่ไม่ดีนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic play) และกลุ่มท่องเที่ยว (Tourism) อาทิ ค้าปลีก ไฟแนนซ์ อสังหาฯ และโรงแรม

    อย่างไรก็ตาม มองเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ (Buy on fact) ที่น่าสนใจ เพราะเชื่อว่าข่าวร้ายที่เกิดกับกลุ่มนี้น่าหมดลงแล้ว และรอรับปัจจัยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากมาตรการของรัฐบาลที่มีสัญญาณดีขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หนุนให้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น ประกอบกับการเข้าสู่ High season ของฤดูกาลท่องเที่ยวพอดี ซึ่งจะหนุนให้ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเหล่านี้กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะให้เริ่มเข้าสะสมหุ้นที่ระดับดัชนี 1290 จุด โดยโฟกัสหุ้นในกลุ่ม Domestic play กลุ่ม Tourism และกลุ่ม Defensive มองหุ้นเด่นประจำเดือนนี้ ได้แก่ CPAXT, KTC, LH, ERW, BGRIM เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezjkgz15embhlx6oww26ummafwd5k6a&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dVHeZQ4734egfJSnaJLyw

  • เวียดนามตั้งเป้าตลาดค้าปลีกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 11.5 ต่อปี ภายในปี 2573 เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ระบบการค้ายุคใหม่

    เวียดนามตั้งเป้าตลาดค้าปลีกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 11.5 ต่อปี ภายในปี 2573 เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ระบบการค้ายุคใหม่

    เนื้อข่าว 

    นาย Bui Thanh Son รองนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้ลงนามในคำสั่งของนายกรัฐมนตรี (Prime Ministerial Decision) เพื่ออนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของประเทศเวียดนามจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 (Strategy for the Development of Viet Nam’s Retail Market through 2030, with a Vision towards 2050) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการปรับโครงสร้างภาคค้าปลีกให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีบทบาทเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ

    image.png

    ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดเป้าหมายให้อัตราการเติบโตของยอดขายอีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละร้อยละ 15–20 โดยภายในปี 2573 มูลค่ายอดขายอีคอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนร้อยละ 15–20 ของยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพื่อการบริโภครวม พร้อมตั้งเป้าให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในสัดส่วนร้อยละ 40–45 นอกจากนี้ เมื่อคำนวณตามมูลค่าราคาปัจจุบัน คาดว่ามูลค่าการค้าปลีกสินค้าและรายได้จากบริการเพื่อการบริโภครวมจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11–11.5 ต่อปี ภายในปี 2573

    ในด้านการดำเนินงาน ยุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมให้สถานประกอบการทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคค้าปลีก โดยสามารถดำเนินกิจการในรูปแบบและขนาดที่เหมาะสมกับศักยภาพของตน พร้อมจัดตั้งกลุ่มกำลังหลักด้านการจัดจำหน่ายภายในประเทศ (Core Domestic Distribution Force) 
    เพื่อเป็นฐานสำคัญของระบบค้าปลีกในประเทศ โดยจะได้รับการสนับสนุนผ่านมาตรการด้านการเงินและนโยบายที่ดิน นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนากลุ่มวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านการจัดจำหน่าย (Large Corporations in the Distribution Sector) โดยเฉพาะวิสาหกิจภายในประเทศ รวมถึงวิสาหกิจที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด พร้อมสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สหกรณ์ ธุรกิจครัวเรือน และผู้ค้ารายย่อย เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น

    ยุทธศาสตร์ยังมุ่งพัฒนารูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Models) และการค้าปลีกแบบผสมช่องทาง (Omnichannel Retail) ควบคู่กับการค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Retail Formats) โดยส่งเสริมให้ธุรกิจผสานการจำหน่ายสินค้าคงคลังกับกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภค พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนในศูนย์การค้าบริการแบบครบวงจร (Comprehensive Commercial-Service Centres) โดยให้ตลาดดั้งเดิม (Traditional Markets) เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับถนนการค้า (Commercial Streets) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการค้าของเวียดนาม

    ในด้านห่วงโซ่อุปทาน ยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตและการจัดจำหน่าย (Production–Distribution Linkages) โดยเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น ผลิตผลทางการเกษตรและอาหาร เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ควบคู่กับการบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเน้นการจัดตั้งระบบกระจายสินค้าจำเป็นที่มีประสิทธิภาพและมั่นคง

    ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงการผลิตและการจัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้ห่วงโซ่อุปทานสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพ (Quality Standards) ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และแนวทางการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Practices) รวมถึงการใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco-labelling) เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและสร้างภาพลักษณ์การค้าที่ยั่งยืน

    ในส่วนของการพัฒนาธุรกิจเชิงดิจิทัล ยุทธศาสตร์มุ่งส่งเสริมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและรูปแบบการค้าเชิงดิจิทัล (Digital-based Trading Platforms) เพื่อสร้างความหลากหลายของช่องทางค้าปลีก โดยครอบคลุมการขายผ่านโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ และแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการสร้างตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แข็งแกร่ง และยั่งยืน (Healthy, Competitive and Sustainable E-commerce Market) โดยส่งเสริมการบริโภคผ่านแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลของภาคธุรกิจ และผลักดันการค้าข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) รวมถึงการค้าในพื้นที่ชายแดน (Border-area E-commerce) เพื่อขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจและยกระดับความเชื่อมโยงทางการค้าของเวียดนามในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

     (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2568)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกแห่งชาติจนถึงปี 2573 พร้อมวิสัยทัศน์ถึงปี 2593 เพื่อยกระดับภาคค้าปลีกให้ทันสมัย ยั่งยืน และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ายอดค้าปลีกสินค้าและบริการเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 11–11.5 ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ และสร้างระบบการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ตลาดค้าปลีกเวียดนามกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค ด้วยแนวทางพัฒนาการจัดจำหน่ายสมัยใหม่ที่ผสมผสานความยั่งยืนและนวัตกรรม รัฐบาลเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้กลุ่มทุนค้าปลีกต่างชาติและนักลงทุนขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office) ระบุว่า ในปี 2567 ยอดขายปลีกสินค้าและบริการมีมูลค่า 6,391 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0 เมื่อเทียบกับปี 2566 และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าอยู่ที่ 5,176 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการขยายตัวต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคภายในประเทศ

    ด้านอีคอมเมิร์ซ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารายงานว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตลาดธุรกิจขายตรงให้ผู้บริโภค (B2C) เติบโตร้อยละ 25–27 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 3–7 โดยสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว (FMCG) เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยแนวโน้มดังกล่าว รัฐบาลได้ปรับเป้าหมายการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในปี 2568 เป็นร้อยละ 25.5 จากคาดการณ์เดิมร้อยละ 20–22

    ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ตั้งเป้าให้อีคอมเมิร์ซเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 15–20 ภายในปี 2573 และสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าร่วมในแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนร้อยละ 40–45 พร้อมเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า ระบบโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) และมาตรฐานการบริหารคุณภาพสินค้า เพื่อเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

    เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามกำหนด 7 กลุ่มมาตรการสำคัญ ได้แก่

    1. ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ (Legal and Policy Alignment with International Commitments)

    2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานค้าปลีกและโลจิสติกส์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Retail Infrastructure and Green Logistics Development)

    3. ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs (Capacity Building for Enterprises, especially SMEs)

    4. เสริมสร้างระบบกำกับดูแลคุณภาพสินค้าและจัดตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับชาติ (Quality Governance and National E-commerce Platforms)

    5. วางมาตรการทางเทคนิคเพื่อให้สินค้าภายในประเทศสอดคล้องมาตรฐานสากล (Technical Measures for Domestic Products to Meet International Standards)

    6. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเพื่อสร้างเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาค (Promoting Regional Retail Networks)

    7. เสริมบทบาทสมาคมการค้าในฐานะกลไกเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับหน่วยงานรัฐ (Trade Associations as Linkages between Private Sector and Government Agencies)

    ยุทธศาสตร์นี้คาดว่าจะสร้างเศรษฐกิจการบริโภคคุณภาพสูง (High-quality Consumption Economy) ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคค้าปลีกภายในประเทศ และสนับสนุนการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซทั้งในตลาดภายในประเทศและข้ามพรมแดน (Cross-border E-commerce) อีกทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุน และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายอย่างยั่งยืน

    ยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ยั่งยืน สนับสนุนการบริโภค เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางค้าปลีกสมัยใหม่ที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดค้าปลีกของเวียดนามจนถึงปี 2573 เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมตลาดค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซของเวียดนาม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูง (FMCG และ Consumer Electronics) ความต่อเนื่องของกำลังซื้อและกิจกรรมการบริโภคในเวียดนาม สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยคุณภาพสูง และความพร้อมของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

    ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามสนับสนุน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไทยสามารถเข้าร่วมในสัดส่วนที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายไว้ร้อยละ 40–45 ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง นอกจากนี้ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์สีเขียวและมาตรฐานคุณภาพสินค้าของเวียดนามยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการจัดส่งและการบริหารคุณภาพ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนจัดส่งสินค้าข้ามพรมแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                      ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายของเวียดนาม เช่น การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด การวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภคและการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันในตลาดเวียดนามได้อย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x0lq3u0o8y4zgz1d2v1uv6lw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RsOL4gyyoumofbNGtAvMN

  • M

    M

    เคยสังเกตไหมว่า คนเรา “ใช้เงินไม่เหมือนกัน”

    rn

    rnบางคนได้เงินเพิ่มมาก็เลือกใช้ทันที ส่วนบางคนแทบไม่ได้แตะเลย คนรายได้น้อยมักใช้รายได้ส่วนเพิ่มไปกับของจำเป็นในชีวิตประจำวัน — อาหาร เสื้อผ้า หรือค่ารักษาพยาบาล ส่วนคนรายได้สูงกลับเลือกเก็บออม หรือนำไปใช้ในรูปแบบอื่นแทน รายได้เพิ่มขึ้นเท่ากัน แต่ผลของมันกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

    rn

    และถ้ามองให้ลึกลงไปอีก “ภูมิภาคที่เราอยู่” ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คนอีสานอาจใช้เงินส่วนเพิ่มเพื่อจ่ายค่าครองชีพหรือดูแลครอบครัว ส่วนคนกรุงเทพฯ อาจใช้ไปกับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันหรือการเดินทาง คนเหนือกับคนใต้ก็มีรูปแบบการใช้จ่ายที่ต่างกันตามโครงสร้างรายได้ ค่าครองชีพ และวิถีชีวิตของพื้นที่นั้น ๆ ความต่างเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ฐานะทางการเงิน แต่ยังสะท้อน “ความจริงของชีวิต” ในแต่ละภูมิภาค

    rn

     

    rn

    แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า MPC (Marginal Propensity to Consume) — ค่าที่บอกว่า เมื่อรายได้ของคนเพิ่มขึ้น 1 หน่วย พวกเขาจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่าไร การรู้ค่า MPC ของแต่ละกลุ่มรายได้และแต่ละภูมิภาค จึงช่วยให้เราเข้าใจ “นิสัยการใช้จ่ายของคนไทย” ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ว่าฐานชีวิตที่ต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายอย่างไร

    rn

     

    rn

    เพราะในความเป็นจริง คนที่มีรายได้น้อยมักมีค่า MPC สูง — เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นก็จำเป็นต้องใช้เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาด ขณะที่คนรายได้สูงมีค่า MPC ต่ำกว่า เพราะรายได้ที่มีอยู่เพียงพอแล้วต่อการดำรงชีวิต การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อการออกแบบ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ให้ “ตรงจุด” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ในเชิงตัวเงิน แต่ในเชิงพฤติกรรมของผู้คน

    rn

     

    rn

    การจัดทำค่า MPC ในระดับภูมิภาคจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นการสะท้อนภาพจริงของชีวิตผู้คนในแต่ละพื้นที่ ว่าพวกเขาตอบสนองต่อรายได้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร ข้อมูลนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตาม ประเมิน และออกแบบมาตรการช่วยเหลือหรือกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น สอดคล้องกับลักษณะของรายได้ ค่าครองชีพ และพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละภูมิภาคอย่างแท้จริง

    rn”}}” id=”intro”>

    เคยสังเกตไหมว่า คนเรา “ใช้เงินไม่เหมือนกัน”

    บางคนได้เงินเพิ่มมาก็เลือกใช้ทันที ส่วนบางคนแทบไม่ได้แตะเลย คนรายได้น้อยมักใช้รายได้ส่วนเพิ่มไปกับของจำเป็นในชีวิตประจำวัน — อาหาร เสื้อผ้า หรือค่ารักษาพยาบาล ส่วนคนรายได้สูงกลับเลือกเก็บออม หรือนำไปใช้ในรูปแบบอื่นแทน รายได้เพิ่มขึ้นเท่ากัน แต่ผลของมันกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

    และถ้ามองให้ลึกลงไปอีก “ภูมิภาคที่เราอยู่” ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน คนอีสานอาจใช้เงินส่วนเพิ่มเพื่อจ่ายค่าครองชีพหรือดูแลครอบครัว ส่วนคนกรุงเทพฯ อาจใช้ไปกับความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันหรือการเดินทาง คนเหนือกับคนใต้ก็มีรูปแบบการใช้จ่ายที่ต่างกันตามโครงสร้างรายได้ ค่าครองชีพ และวิถีชีวิตของพื้นที่นั้น ๆ ความต่างเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ฐานะทางการเงิน แต่ยังสะท้อน “ความจริงของชีวิต” ในแต่ละภูมิภาค

    แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า MPC (Marginal Propensity to Consume) — ค่าที่บอกว่า เมื่อรายได้ของคนเพิ่มขึ้น 1 หน่วย พวกเขาจะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่าไร การรู้ค่า MPC ของแต่ละกลุ่มรายได้และแต่ละภูมิภาค จึงช่วยให้เราเข้าใจ “นิสัยการใช้จ่ายของคนไทย” ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ว่าฐานชีวิตที่ต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายอย่างไร

    เพราะในความเป็นจริง คนที่มีรายได้น้อยมักมีค่า MPC สูง — เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นก็จำเป็นต้องใช้เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาด ขณะที่คนรายได้สูงมีค่า MPC ต่ำกว่า เพราะรายได้ที่มีอยู่เพียงพอแล้วต่อการดำรงชีวิต การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อการออกแบบ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ให้ “ตรงจุด” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ในเชิงตัวเงิน แต่ในเชิงพฤติกรรมของผู้คน

    การจัดทำค่า MPC ในระดับภูมิภาคจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นการสะท้อนภาพจริงของชีวิตผู้คนในแต่ละพื้นที่ ว่าพวกเขาตอบสนองต่อรายได้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร ข้อมูลนี้สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตาม ประเมิน และออกแบบมาตรการช่วยเหลือหรือกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น สอดคล้องกับลักษณะของรายได้ ค่าครองชีพ และพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละภูมิภาคอย่างแท้จริง

    rnrn

    rnDisclaimer: งานศึกษานี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

     

    rn

     

    rn

     

    rn

     

    rn

     

    rn”}}” id=”text-4992e1b8e7″>


    Disclaimer: งานศึกษานี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/regional/reg-research-2025-03.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VqF87FWIQslIDqs1UONpR

  • กยศ. อนุมัติผู้กู้ยืมเงินปีการศึกษา 1/68 เสร็จครบถ้วน ผู้กู้ยืมเงิน-สถานศึกษา เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนเสร็จภายใน 15 พ.ย. 68 นี้

    กยศ. อนุมัติผู้กู้ยืมเงินปีการศึกษา 1/68 เสร็จครบถ้วน ผู้กู้ยืมเงิน-สถานศึกษา เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนเสร็จภายใน 15 พ.ย. 68 นี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108159&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BYVZT02ShbB0C74qc36b3

  • ‘รักชนก’เฉลยแล้ว ธมน.คือ‘ธรรมนัส’ถาม‘ไผ่’แหก รมต.ท่องเที่ยวฯ เพื่อนร่วมพรรคหรือไม่ | เดลินิวส์

    ‘รักชนก’เฉลยแล้ว ธมน.คือ‘ธรรมนัส’ถาม‘ไผ่’แหก รมต.ท่องเที่ยวฯ เพื่อนร่วมพรรคหรือไม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 พ.ย. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ภาพเฟซบุ๊กของนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ที่ตั้งคำถามถึงแชตหลุดของ น.ส.รักชนก ที่จะช่วยปั่นเรื่องกีฬาซีเกมส์ ว่าอันนี้คุณไผ่แหกใคร แหกดิฉันหรือแหกรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อนร่วมพรรค ? 

    ทีแรกดิฉันกะว่าจะยังไม่รับ เพราะอยากเก็บไว้ดำเนินคดีกับคนที่เผยแพร่ แต่โพสต์มาแล้วก็เอาค่ะ การเปิดโปงข้อสงสัย เรื่องการทุจริตเงินนักกีฬาที่รู้กันทั่วว่าได้ไม่ครบ ประเด็นงบประมาณที่น่าสงสัยในซีเกมส์ที่กำลังจะมาถึง โดยร่วมกับเพื่อนๆที่เชี่ยวชาญด้านกีฬา มันไม่ดียังไงนะคะ ? 

    ดิฉันยอมรับว่าต้องการจะ ปั่นเพราะยิ่งประชาชนหูตาสว่างมากขึ้น ยิ่งประชาชนรู้ว่าใครทำอะไรกับเงินภาษี แล้วจับตาดูว่ามีหน้าใครหน้าไหนที่เป็นเห็บหมัดกัดกินภาษีของพวกเค้า มันไม่ดีตรงไหน ? ทำไมกันนะคุณไผ่ถึงเป็นเดือดเป็นร้อนกับการเปิดโปงการทุจริตนักหนา ? 

    ท่านใดเห็นว่าการปั่นของดิฉันมีประโยชน์ อยากเอาด้วย มาช่วยกันปั่นนะค้าาา

    ทำเพื่อคะแนนเสียงหรือสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน ? อ่านดูแล้วคิดไม่ออกด้วยตัวเองไม่ออกจริงๆหรือคะ ว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์ยังไง ถ้าการโกง เปิดโปง แล้วถ้าประชาชนจะสนับสนุนดิฉันเพิ่มขึ้น เพราะการทำงานที่เอาจริง นั่นก็เป็นสิ่งที่ดิฉันใฝ่ฝันเลยล่ะ

    เป็นนักการเมือง จะเขินอายทำไมว่าอยากได้รับการสนับสนุน ดิฉันอยากได้จริงๆค่ะ ได้โปรดขอการสนับสนุนให้พวกเราเถอะ ขอเวลาแค่ 4ปี พรรคประชาชนจะทำให้เห็นว่าประเทศที่ไม่มีทุจริตคอรัปชั่นมันน่าอยู่ขึ้นขนาดไหน ลูกหลานเราจะมีอนาคตที่ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร แล้วประเทศเราจะเหลือเงินไปทำประโยชน์ให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนได้อีกมหาศาล

    มีพรรคประชาชน ไม่มีสแกมเมอร์ มีพรรคประชาชน ไม่มีทุนสีเทากินรวบประเทศ มีพรรคประชาชน ไม่มีทุจริตนมโรงเรียน/อาหารกลางวันลูกหลานเรา มีพรรคประชาชน ไม่มีใครหน้าไหนโยกงบลงพื้นที่ได้อีก มีพรรคประชาชน ไม่มีหมูเถื่อน ปลาหมอคางดำ มีพรรคประชาชน ไม่มีโกงโควต้าหวยคนพิการ มีพรรคประชาชน ไม่มีโกงเงินนักกีฬาทีมชาติ

    มีพรรคประชาชน มีการศึกษาที่ดีให้ลูกหลาน มีพรรคประชาชน มีสวัสดิการให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุ มีพรรคประชาชน ทุกที่มีแต่ความโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น

    มีพรรคประชาชน เราจะแก้ปัญหาที่ต้นตอ ถอนรากถอนโคนพวกโกงกิน มีพรรคประชาชน แล้วเรามาสร้างประเทศแบบที่เราฝันกันเถอะค่ะ

    ยังไงก็ขอขอบคุณที่โปรโมทผลงาน โฆษณาให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง และการทำงานเป็นทีมของพรรคประชาชน

    ปล. เผื่อไม่รู้ว่าย่อมาจากอะไร ธมน = ธรรมนัส 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5270319/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tybpL8NSbJ_7lYMF_niT0

  • ตำรวจท่องเที่ยวปล่อยแถว “ลอยกระทงปลอดภัย สืบสานประเพณีไทย 2568” | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยวปล่อยแถว “ลอยกระทงปลอดภัย สืบสานประเพณีไทย 2568” | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5270421/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CbOa_yk0CkSvpAOQLqgA1

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568

                      1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – ไปรษณีย์ออสเตรเลียเริ่มกลับมาให้บริการจัดส่งพัสดุไปยังสหรัฐอเมริกาและบริการบางส่วนไปในเปอร์โตริโกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568  

    – ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 โครงการ Home Guarantee Scheme ของรัฐบาลกลาง เริ่มมีผลบังคับใช้โดยยกเลิกข้อจำกัดด้านรายได้ และเพิ่มเพดานราคาที่พักอาศัยเพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่พักอาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมากสามารถซื้อบ้านหลังแรกด้วยเงินมัดจำเพียงร้อยละ 5 ของราคาบ้านโดยมีรัฐบาลเป็น Guarantor และไม่ต้องชำระค่าประกันสินเชื่อ (Lenders Mortgage Insurance) คาดว่า ในปีแรกผู้มีสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 70,000 คน 

    – ธนาคารกลางออสเตรเลียรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.60 เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสเดือนมิถุนายนที่ดีเกินคาด ความกดดันด้านค่าครองชีพเริ่มลดลง ทำให้ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 3 อีกทั้งตลาดแรงงานที่ทรงตัว และมีแนวโน้มสูงจะธนาคารกลางออสเตรเลีจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงภายในสิ้นปี

    – นาย Anthony Albanese นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในวันที่ 20 ตุลตาคม 2568 เพื่อร่วมประชุมกับนาย Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกเพื่อเจรจาความร่วมมือในข้อตกลง Aukus ลงนามในโครงการ Critical minerals project และกระชับความสัมพันธ์สองฝ่ายให้แน่นฟ้นยิ่งขึ้น

                        2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

    ปี 2568 เดือนมกราคม-สิงหาคม สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 218,396 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 4.07) เป็นการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 27.77) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 27.49) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 11.84) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 4.99) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.20) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และอังกฤษ สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (น้ำมันปิโตรเลียมดิบ ข้าวสาลีและเมสลิน ทองแดงบริสุทธิ์  อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปและเนื้อสัตว์สำหรับบริโภค)

    ปี 2568 เดือนมกราคม-สิงหาคม การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 190,074 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 1.21) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 14.45) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 13.82) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 11.68) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.71) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.90) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ ปี 2568 เดือนมกราคมสิงหาคม ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 28,322 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 มีมูลค่า 7,686 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 14.06) (สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ ยางรถยนต์ใหม่ และทูน่ากระป๋อง) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 4,569 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (146,208 ล้านบาท)  

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 26,867 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 5.31) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 28.95) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 28.28) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.32) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.64) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 2.74) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป น้ำมันปิโตรเลียมดิบ ทองแดงบริสุทธิ์ อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป และเนื้อสัตว์สำหรับบริโภค)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่า 25,013 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 6.28) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 15.07) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 12.57) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล)  (ร้อยละ 11.64) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.48) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.53) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 1,854 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 7 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และยางรถยนต์ใหม่) 

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2] 

    Screenshot 2025-11-04 145303.jpg

     [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

                          4. การค้าระหว่างไทย-ออสเตรเลียเดือนสิงหาคม 2568 

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568 มีมูลค่า 1,102.11 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (35,267.5 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 0.33 เป็นการลดลงของสินค้าเครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แต่การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น       

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนสิงหาคม ปี 2568 มีมูลค่า 404.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (12,953 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.02 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินแร่โลหะอื่นๆ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี ถ่านหิน น้ำมันดิบพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผักและผลไม้ แต่การนำเข้าสินค้าก๊าซธรรมชาติ นมและผลิตภัณฑ์นม และเคมีภัณฑ์ลดลง    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mihs883k8ce10odmsqu55u8o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VP59sgwWDV_mEWPUMGo7W