Blog

  • คลังชง ครม.ศก. อัดแรงหนุนร้านค้า คนละครึ่ง พลัส เติมเงิน 2 พัน หนุนทักษะขายดิจิทัล

    คลังชง ครม.ศก. อัดแรงหนุนร้านค้า คนละครึ่ง พลัส เติมเงิน 2 พัน หนุนทักษะขายดิจิทัล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2568 เตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) พิจารณาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส 1.5” โดยจะเติมเงินให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมเพิ่มทักษะการขายออนไลน์ในอัตรา 10-20% ของยอดขาย ไม่เกิน 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้าใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลพัฒนาธุรกิจ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการใหม่นี้แตกต่างจาก “คนละครึ่ง พลัส” เดิม ที่เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายฝั่งประชาชน โดยรอบนี้จะเพิ่มการพัฒนาศักยภาพร้านค้า เช่น การขายของผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การทำบัญชีดิจิทัล และการใช้เอไอ (AI) ช่วยดำเนินธุรกิจ โดยใช้งบประมาณบางส่วนจากโครงการเฟสแรกมาสนับสนุน ซึ่งจะมีการแถลงรายละเอียดหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วงเช้าวันเดียวกัน จะพิจารณาโครงการ “Thailand FastPass” เพื่อเร่งรัดให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่ารวมกว่า 4.7 แสนล้านบาท ดำเนินการได้เร็วขึ้น รวมถึงพิจารณาการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2npsgOA_s2o9ROEwtbhI_m

  • แนวโน้ม SET รีบาวด์ คลายกังวลชัตดาวน์สหรัฐ-จีนส่งสัญญาณเศรษฐกิจ

    แนวโน้ม SET รีบาวด์ คลายกังวลชัตดาวน์สหรัฐ-จีนส่งสัญญาณเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 พ.ย.68) นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีฟื้นตัวตามตลาดต่างประเทศ หลังสถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีโอกาสใกล้ยุติ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ในประเทศยังได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยให้กรอบแนวรับ 1,300 จุด และแนวต้าน 1,320 จุด

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดฟื้นตัวตามทิศทางตลาดต่างประเทศ หลังสถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีโอกาสใกล้ยุติ ประกอบกับการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะเงินเฟ้อเดือนต.ค. เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น คาดว่าจะช่วยลดความกังวลเรื่องเงินฝืดของจีนได้บ้าง

    สำหรับปัจจัยในประเทศ ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลเปิดเผยว่าจะเตรียมออกโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ซึ่งเป็น Sentiment ที่ดี ช่วยให้ตลาดโดยรวมมีโอกาสฟื้นตัว โดยให้กรอบแนวรับ 1,300 จุด และแนวต้าน 1,320 จุด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/794535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LFUDVJDWwE5sSI2XAs2uH

  • คนละครึ่งพลัสเฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ใครได้สิทธิบ้าง อัปเดตที่นี่

    คนละครึ่งพลัสเฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ใครได้สิทธิบ้าง อัปเดตที่นี่

    หลังจากโครงการคนละครึ่งพลัส เริ่มคิกออฟใช้สิทธิวันแรกตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลการตอบรับถือว่าดี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคัก ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ โดยต้องดูเงื่อนไขรายละเอียด รวมไปถึงผู้ที่ตกหล่น และยังพิจารณาเกี่ยวกับคนที่ได้สิทธิในเฟสแรก จะยังสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการในเฟส 2 อีกด้วย ทั้งนี้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมีอะไรบ้าง “ฐานเศรษฐกิจ”มัดรวมมานำเสนอดังต่อไปนี้ 

    โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 คาดว่าจะเริ่มลงทะเบียนตอนไหน เริ่มใช้จ่ายเมื่อไหร่

    • กระทรวงการคลัง คาดว่าจะเสนอครม.ในเดือนธันวาคม 2568 
    • ส่วนการใช้จ่าย ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสเฟส 2 คาดว่าจะเริ่มเดือน มกราคม 2569 

    โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จะได้เงินกี่บาท ใช้งบจากไหน

    • งบประมาณที่รัฐจะนำมาใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 คาดว่าจะเป็นการจัดสรรงบกลางของปี 2569

    เบื้องต้นเงินที่จะได้รับในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 คลังระบุว่าจะอยู่ที่ 4,000 บาท โดยมีรูปแบบแนวทางการแจกดังนี้

    • ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟสแรก เมื่อลงทะเบียนในเฟสสอง จะได้รับ 4000 บาท  
    • ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟสแรก ที่ได้รับ 2000 บาทไปแล้ว เมื่อลงทะเบียนเข้าร่วมในเฟสสอง จะได้รับ 2000 บาท 

    ทั้งนี้เพื่อความเท่าเทียม อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้ยังเป็นแนวคิด อยู่ในระหว่างการออกแบบโครงการ

    อนึ่งโครงการคนละครึ่งพลัส ข้อมูลล่าสุด(วันที่ 9 พ.ย.68) มีผู้ใช้สิทธิแล้วกว่า 19.43 ล้านคน ส่วนยอดการใช้จ่ายสะสมของโครงการอยู่ที่ 25,763 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 

    • การใช้จ่ายของประชาชน 13,045 ล้านบาท
    • ภาครัฐร่วมจ่ายอีก 12,717 ล้านบาท

    ทั้งนี้ผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสในเฟสแรก และยังไม่ได้ใช้สิทธิ คลังย้ำว่าต้องใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งหากไม่มีการใช้สิทธิภายในวันดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิ

    ไทม์ไลน์คนละครึ่งพลัส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/643596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rvdrN98b8P0tTKZmqIrl0

  • เงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อ 32.20-32.70 กรุงศรีฯชี้ สหรัฐฯอาจใกล้ยุติชัตดาวน์

    เงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อ 32.20-32.70 กรุงศรีฯชี้ สหรัฐฯอาจใกล้ยุติชัตดาวน์

    กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.20-32.70 สหรัฐฯอาจใกล้ยุติชัตดาวน์ หลังนักลงทุนมองตลาดแรงงานอ่อนแอ หากยืดเยื้อมาก ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะยิ่งมากขึ้น ส่วนเงินเยนญี่ปุ่นฟื้นตัว เช่นเดียวกับเงินปอนด์หลัง ธนาคารอังกฤษมีมติคงดอกเบี้ยที่4%

    วันนี้ ( 10 พ.ย.2568) กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ ทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.70 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดทรงตัวที่ 32.35 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ ค่อนข้างแคบระหว่าง 32.32-32.61 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโรและเยน แม้ในช่วงแรกดัชนีดอลลาร์พุ่งทะลุระดับ 100 โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขจ้างงาน ADP และดัชนี ISM ภาคบริการเดือนตุลาคมของสหรัฐฯที่สดใสเกินคาด นอกจากนี้ ถ้อยแถลงล่าสุดของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)หลายรายสะท้อนถึงท่าทีที่ระมัดระวังต่อทิศทางนโยบายการเงิน เน้นถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของข้อมูล

    ขณะที่เงินเยนฟื้นตัว หลังการแทรกแซงด้วยวาจาโดยรมต.คลังของญี่ปุ่นที่กล่าวย้ำว่ากำลังจับตาความเคลื่อนไหวทางเดียวของเงินเยนอย่างใกล้ชิดและด้วยความเร่งด่วน ส่วนค่าเงินปอนด์ปรับตัวผันผวนหลังธนาคารกลางอังกฤษ(บีโออี)มีมติ 5 ต่อ 4 เสียงให้คงดอกเบี้ยที่ 4.00% ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 1,265 ล้านบาท แต่ซื้อพันธบัตรสุทธิ 8,228 ล้านบาท

    สำหรับในสัปดาห์นี้ การปรับตัวของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในระยะนี้สะท้อนให้เห็นว่าค่าเงินดอลลาร์ได้รับอานิสงส์บางส่วนจากสุญญากาศด้านข้อมูล ท่ามกลางภาวะ Government Shutdown ที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เราประเมินว่าหลังรัฐบาลเปิดทำการและสามารถเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจได้ นักลงทุนอาจจะเห็นภาคแรงงานที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน ยิ่งการปิดทำการยืดเยื้อมากเท่าใดต่อจากนี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะยิ่งมากขึ้น

    นอกจากนี้ การไต่สวนของศาลสูงสุดเรื่องอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้มาตรการ Reciprocal Tariff โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากสภาเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยคำตัดสินอาจออกมาภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปี 2569 ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังเตรียมใช้กฎหมายการค้าฉบับอื่นเพื่อทดแทนรายได้ที่สูญเสียไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    สำหรับภาพรวมในประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนตุลาคมของไทยลดลง 0.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 อีกทั้งเป็นเดือนที่ 8 ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ทางด้านกระทรวงพาณิชย์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังคงติดลบในเดือนพฤศจิกายนและมีโอกาสที่จะเป็นลบตลอดทั้งปี 2568 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมพลังงานและอาหารสด เพิ่มขึ้น 0.61% ในเดือนตุลาคมต่ำกว่าที่ตลาดคาดเช่นกัน

    อ่านข่าว:

     ราคา“ทองคำ”พุ่ง 500 บาท อานิสงส์ดอลลาร์อ่อน-เฟดอาจหยุดทำQT

    “ทองคำ” พักรบ Vs ปรับฐาน ลุ้น 5 พ.ย.ศาลฎีกาชี้ชะตา”ภาษีทรัมป์”

    ปลดล็อกเศรษฐกิจไทย หอการค้าฯ ระดมสมองเอกชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s8Is9BT410xL4p-HbNpvZ

  • “กรุงศรี” มอง SET สัปดาห์นี้ไซด์เวย์อัพ จับตาชัตดาวน์สหรัฐ-เศรษฐกิจจีน

    “กรุงศรี” มอง SET สัปดาห์นี้ไซด์เวย์อัพ จับตาชัตดาวน์สหรัฐ-เศรษฐกิจจีน

    บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้(10-14 พ.ย.68)หน้ามีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ “Sideways/Up” มีแนวโน้มอยู่ในระดับ “เป็นกลางถึงบวก” โดยให้แนวต้านที่ระดับ 1,317-1,331 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,274-1,289 จุด หลังความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างประเทศเริ่มคลายตัว ประกอบกับความคืบหน้าในการหารืองบประมาณของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มบรรลุข้อตกลง และอาจกลับมาเปิดหน่วยงานของภาครัฐได้ตามปกติ

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อกระแสเงินทุนในตลาดทุนโลก ด้านปัจจัยในประเทศ มีการปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย

    รวมถึงการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ช่วยหนุนให้ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในช่วงขาลง และส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในต่างประเทศ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือนตุลาคม และข้อมูลเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการผลิต ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้นำต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น ส่วนในประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมออกมาตรการแก้หนี้ และจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อรับซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันต่อระบบการเงิน และกระตุ้นสภาพคล่องในตลาด

    กลุ่มหุ้นนำตลาดสัปดาห์นี้คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง (Rate Cut Cycle) โดยเฉพาะกลุ่มการเงินที่เกี่ยวข้องกับมาตรการแก้หนี้ และกลุ่มบริษัทที่มีภาระหนี้สูง รวมถึงกลุ่ม Deep Value อย่างกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หุ้นเด่นประจำสัปดาห์ ได้แก่

    บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC หนึ่งในหุ้นที่ได้รับอานิสงส์สูงจากมาตรการแก้หนี้และการจัดตั้ง AMC เพื่อรับซื้อหนี้เสีย (NPLs) รวมถึงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง โดยให้ราคาเป้าหมาย 58 บาท

    ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ได้ประโยชน์โดยตรงจากมาตรการแก้หนี้และการตั้ง AMC เพื่อรองรับการซื้อหนี้เสียในระบบการเงิน โดยให้ราคาเป้าหมาย 30 บาท

    บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF คาดว่ากำไรไตรมาส 4/2568 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน และไตรมาสก่อน โดยมีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-Time High) โดยให้ราคาเป้าหมาย 59 บาท

    ส่วนผลตอบแทนจากหุ้นเด่นที่แนะนำในสัปดาห์ก่อนหน้า ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  หรือ ADVANC, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.36% ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ปรับตัวลดลง 0.50%

    ด้านธีมการลงทุน (Investment Theme) เดือนพฤศจิกายน 2568 แนะนำ ADVANC, MTC, GULF, TRUE, KTB, PTTGC และ CENTEL ขณะที่หุ้นเด่นประจำไตรมาส 4/2568 ได้แก่ AOT, BJC, CPALL, GULF, HMPRO, IVL, MTC, PTTGC, TOP และ WHA

    สำหรับกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็กที่น่าสนใจ (Small Cap Play) ได้แก่ AMATA, CENTEL, ERW และ GLOBAL ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/794472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wbbjMlcD6s6wY7WoYVG7n

  • ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    ททท. จัดมหาปรากฏการณ์ “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” รำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง จัด 45 คืน หวังยกระดับสู่ World Event สร้างรายได้กว่า 6,200 ล้านบาท

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “Vijit Chao Phraya 2025” ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน”

    งานแสดงแสง สี เสียง สุดยิ่งใหญ่นี้จัดขึ้นตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมระยะเวลา 45 คืนเต็ม คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานได้ถึง 1,500,000 คน
     

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Vijit Chao Phraya 2025” เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน – 23 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 – 22.00 น.

    โดย ททท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดเต็มมหาปรากฏการณ์ที่จะเปลี่ยนบรรยากาศริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้สว่างไสวและเปี่ยมมนต์เสน่ห์กว่าที่เคย

    เทิดพระเกียรติ “แม่ของแผ่นดิน”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 ในปีนี้ได้เนรมิตการแสดงแสง สี เสียงแห่งปี ตลอดแนวริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

    ใช้การแสดงแสง สี สุดล้ำสมัย ส่องประกายไปยังสะพาน วัด อาคารประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแลนด์มาร์กใหม่ที่เรียงรายไปตามโค้งน้ำ ทั้งนี้ ทุกการแสดงจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    งานนี้ประกอบด้วยจุดการแสดงทั้งหมด 15 จุด ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ผ่านแนวคิดและเทคโนโลยีแสง สี เสียงที่แตกต่างกัน อาทิ

    • สะพานพระราม 8: จัดแสดงเลเซอร์ประกอบ Light & Sound ภายใต้แนวคิด “พระมหากรุณา สายธาราสู่รามา 8”

    • วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร: ภายใต้แนวคิด “Dawn of Siam อรุณรุ่งแห่งมหานครสยาม”

    • สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า): จัดแสดงด้วยเทคโนโลยี Light & Sound สุดล้ำสมัย ผสานการแสดงโดรนสุดอลังการกว่า 500–1,000 ลำ ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งสยาม แม่ของแผ่นดิน” ส่องสว่างเหนือน่านน้ำเจ้าพระยาในค่ำคืนพิเศษ ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยามค่ำคืนสู่ World Event

    นายอรรถกร ระบุว่า งาน Vijit Chao Phraya 2025 ถือเป็นบิ๊กอีเวนต์สำคัญที่จะช่วยเติมเต็มบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยในช่วงปลายปีให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

    ททท. มุ่งหมายให้แม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นเวทีของอีเวนต์ระดับโลกที่ทุกคนไม่ควรพลาด และงานนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านค้า โรงแรม และชุมชนในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างทั่วถึง

    ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    นอกจากนี้ งานยังมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจยามค่ำคืน หรือ Night Economy ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    คาดการณ์ว่านอกจากการดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวน 1.5 ล้านคน แล้ว จะเกิดรายได้หมุนเวียนในช่วงจัดงานไม่น้อยกว่า 6,200 ล้านบาท พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก

    นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมสีสันบรรยากาศความงดงามบริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในแต่ละพื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ทุกวัน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 45 วัน

    ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน ททท.เปิด วิจิตรเจ้าพระยา 2025 เทิดพระเกียรติ คาดดึงนทท. 1.5 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/733193&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L4qSOoOb48HN9A0XXaEHE

  • “อรรถกร ” ลุยปัตตานี ผลักดัน “เมืองโบราณยะรัง” เป็นศูนย์กลาง “ลังกาสุกะ-ศรีวิชัย” สู่เส้นทางท่องเที่ยวระดับโลก

    “อรรถกร ” ลุยปัตตานี ผลักดัน “เมืองโบราณยะรัง” เป็นศูนย์กลาง “ลังกาสุกะ-ศรีวิชัย” สู่เส้นทางท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.30 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมหารือแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ “เมืองโบราณยะรัง” ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อยกระดับแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโบราณ “ลังกาสุกะ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญระดับโลก

    การประชุมหารือ “แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองโบราณยะรัง และเส้นทางวัฒนธรรมลังกาสุกะ-ศรีวิชัย” ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ, สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด, ภาคเอกชน, สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว, และชุมชนท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบูรณาการความร่วมมือและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อสร้าง “เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์” ที่โดดเด่นเชื่อมโยงเรื่องราวของอาณาจักรโบราณ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    หลังการประชุม รัฐมนตรีและคณะได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เมืองโบราณยะรัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางอารยธรรมและการเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในอดีต

    ข้อสั่งการสำคัญเพื่อการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนรมว.อรรถกร ศิริลัทธยากร ได้มอบหมายข้อสั่งการที่สำคัญไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด ดังนี้ 1. การส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้: การรับรู้ของนักท่องเที่ยว ให้หน่วยงานบูรณาการร่วมกันเพื่อสร้างการรับรู้ให้คนไทยและชาวต่างชาติเห็นว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว กลุ่มเป้าหมายตะวันออกกลาง (อัลฟาตานี) ฝากให้ ททท. พิจารณาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง และพิจารณามาตรฐานที่กลุ่มประเทศดังกล่าวให้การยอมรับ การผลักดันสู่พื้นที่พิเศษ (อพท.) ให้สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ผลักดันให้ เมืองโบราณยะรัง เข้าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ดูแล เพื่อเพิ่มช่องทางการขับเคลื่อนและการทำงานร่วมกับชุมชน

    2. ข้อสั่งการถึงหน่วยงานปฏิบัติการ กรมการท่องเที่ยว: ให้จัดสรรงบประมาณปี 2570 สำหรับ การสร้างห้องน้ำเพิ่ม ณ โบราณสถานให้เพียงพอ รวมถึงเร่งดำเนินการติดตั้งป้ายบอกทาง ไปยังโบราณสถานให้ชัดเจน สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ให้ทำหนังสือถึงกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อขอให้พิจารณา ปรับปรุงถนนเข้าพื้นที่ และให้นำเรื่องการผลักดัน เมืองโบราณยะรังเข้าเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษ อพท. เข้าที่ประชุมบอร์ดเพื่อศึกษาความเหมาะสมและผลักดันต่อไป กรมการพลศึกษา: พิจารณาสนับสนุน การสร้างสนามกีฬา ให้กับเยาวชนในพื้นที่

    นายอรรถกร ย้ำในตอนท้ายว่า ฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กรมการท่องเที่ยว, กรมพลศึกษา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานในพื้นที่ ดำเนินการตามข้อสั่งการอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับเมืองโบราณยะรังให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สร้างความภาคภูมิใจและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่คนในพื้นที่ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255817&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xmwjNJYnoz9OuK_W6siEy

  • พับแผนเพิ่มศูนย์ดิจิทัลชุมชน 1.2 พันแห่ง “ไชยชนก” สั่งทบทวนความคุ้ม

    พับแผนเพิ่มศูนย์ดิจิทัลชุมชน 1.2 พันแห่ง “ไชยชนก” สั่งทบทวนความคุ้ม

    สดช.เตรียมทบทวนแผนขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนใหม่ 1,200 แห่ง หลัง “ไชยชนก ชิดชอบ” สั่งทบทวนโครงการ ย้ำดูงบประมาณและความคุ้มค่า ชี้ประชาชนยุคใหม่ใช้เน็ตที่บ้าน

    ศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีอยู่จำนวน 2,222 แห่ง ทั่วประเทศ โดยเป็นการลงนามสัญญาเมื่อปี 2566 และจะครบกำหนดสัญญาในปี 2571 ซึ่งในสมัยที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี สมัยพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนั้น มีนโยบายให้ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช .) ขยายศูนย์ดิจิทัลชุมชนใหม่เพิ่มเติมอีก 1,200 แห่ง อีกทั้งยังมีแนวคิดให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ใช้สาขาของไปรษณีย์ไทย ทำหน้าที่เสมือนศูนย์ดิจิทัลชุมชนในการเป็นพื้นที่ให้ความรู้ สำหรับการทำตลาดอีคอมเมิร์ซ ด้วย 

    ล่าสุด ภายใต้การทำงานของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี คนปัจจุบัน ได้ขอให้สดช.ทบทวนโครงการดังกล่าว โดยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า สดช.เตรียมทบทวนจัดตั้ง”ศูนย์ดิจิทัลชุมชน”เพิ่มเติมอีก 1,200 ศูนย์  ตามแผนงานเดิม หลังจากนายไชยชนก ชิดชอบ ให้สดช. พิจารณาทบทวนว่าการจัดตั้งเพิ่มดังกล่าว มีความคุ้มค่าหรือไม่ 

    เนื่องจากโครงการนี้ได้ดำเนินงานมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ดังนั้นในภาพรวมต้องทบทวนว่ามีจุดไหนที่ต้องปรับปรุง บางจุดที่ติดตั้งไปแล้วเป็นเวลานาน มีการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่  เพราะบางจุดเมื่อเวลาเปลี่ยนไป อาจจะไม่ได้มีคนใช้งานแล้ว หรือประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ หรืออินเทอร์เน็ตบ้านของตนเองได้แล้ว เป็นต้น

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สดช. ได้จัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 1,722 แห่ง ใน 77 จังหวัด และได้เปิดให้บริการเพิ่มเติมอีก 500 แห่ง รวมเป็น 2,222 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ผ่าน “โครงการพัฒนาระบบนิเวศศูนย์ดิจิทัลชุมชนอย่างยั่งยืน” ภายใต้แผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ที่ 5 ของแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560 – 2564 และ เพื่อใช้เป็นพื้นที่แหล่งเรียนรู้สู่อนาคตดิจิทัล 

    สำหรับการจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลชุมชน ใช้งบประมาณศูนย์ละประมาณ 4 แสนบาทต่อปี และดำเนินโครงการมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เป็นการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาสังคมในพื้นที่ชนบท โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ประชาชน ผู้มีรายได้น้อย คนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสในสังคมในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในสถานที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย อาทิ วัด มัสยิด ที่ทำการหมู่บ้าน โรงเรียน และห้องสมุด เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xKYn3wMKMJDgYqK99t0Si

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าฟื้นตามต่างประเทศ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐใกล้จบ-ตัวเลขเศรษฐกิจจีนสัญญาณดี : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าฟื้นตามต่างประเทศ ชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐใกล้จบ-ตัวเลขเศรษฐกิจจีนสัญญาณดี : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีฟื้นตัวตามตลาดต่างประเทศ หลังสถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีโอกาสใกล้ยุติ ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ในประเทศยังได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยให้กรอบแนวรับ 1,300 จุด และแนวต้าน 1,320 จุด

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดฟื้นตัวตามทิศทางตลาดต่างประเทศ หลังสถานการณ์ชัตดาวน์รัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีโอกาสใกล้ยุติ ประกอบกับการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะเงินเฟ้อเดือนต.ค. เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น คาดว่าจะช่วยลดความกังวลเรื่องเงินฝืดของจีนได้บ้าง

    สำหรับปัจจัยในประเทศ ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลเปิดเผยว่าจะเตรียมออกโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ซึ่งเป็น Sentiment ที่ดี ช่วยให้ตลาดโดยรวมมีโอกาสฟื้นตัว

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,300 จุด และแนวต้าน 1,320 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544030&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yR9c_XEhFR3PpYqNO0xIw

  • ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

    ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

    ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.38 น.

    ปรากฏการณ์‘หมอนทองวิทยา’ถึงศรัทธาที่สูญหาย เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

    10 พฤศจิกายน 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “หมอนทองวิทยา” ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

    “ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา” ถึงศรัทธาที่สูญหาย : เมื่อฟุตบอลสะท้อนเศรษฐกิจและการเมืองไทย

    ในวันที่ข่าวการเมืองเต็มไปด้วยความล้มเหลว ธุรกิจสีเทาแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่ว และขบวนการสแกรมเมอร์ (Scammer) หลอกลวงผู้คนในโลกออนไลน์กำลังบั่นทอนศรัทธาของสังคม — ทีมฟุตบอลเล็กๆ จากโรงเรียนหมอนทองวิทยา กลับกลายเป็นแสงแห่งความหวังที่ ชโลมจิตใจของผู้คนที่กำลังห่อเหี่ยว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองและการเมืองที่ไร้ทิศทาง

    “ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา” ทำให้เราได้เห็นว่าในวันที่ระบบใหญ่กำลังสั่นคลอน ยังมี “ความดีที่ไม่ต้องประชาสัมพันธ์” และ “ความเพียรที่ไม่ต้องอวด” เด็กๆกลุ่มหนึ่งจากโรงเรียนเล็กในต่างจังหวัด ซ้อมฟุตบอลด้วยหัวใจ มีครู–โค้ชที่ขับรถบรรทุกคันเก่าไปแข่งแทนที่จะขึ้นรถหรู มันคือสัญลักษณ์ของ ความจริงใจในสังคมที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาและมายาคติ

    ขณะที่นักการเมืองบางคนใช้ตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ธุรกิจสีเทาบางกลุ่มใช้กฎหมายเพื่อฟอกความไม่ชอบธรรม และสแกรมเมอร์ใช้เทคโนโลยีเพื่อหลอกลวงผู้คน

    “หมอนทองวิทยา” กลับใช้เพียง ศรัทธา ความเสียสละ และความรักในทีม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งประเทศ นี่คือ Soft Power ของความจริงใจ ที่ไม่มีเงินซื้อได้

    ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่มันคือ “การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์” ต่อระบบที่บิดเบี้ยวในสังคมไทย — ทีมเล็กจากต่างจังหวัดที่ลุกขึ้นมาท้าทายโครงสร้างอำนาจ และย้ำเตือนเราว่า

    “ความดีอาจไม่ดังที่สุด… แต่จริงที่สุดเสมอ”

    ท่ามกลางวิกฤตศรัทธา หมอนทองวิทยา ได้ชโลมใจคนทั้งประเทศ ให้ระลึกได้ว่า ความดี ความพยายาม และความร่วมมือจากหัวใจเล็กๆ ยังคงมีพลังพอจะปลุกศรัทธาที่เราคิดว่าสูญหายไปให้กลับมาอีกครั้ง เพราะสุดท้าย ประเทศนี้ไม่ต้องการแค่คนเก่งในตำแหน่งสูง

    แต่ต้องการ “คนจริง” ที่ลงมือทำสิ่งดีโดยไม่ต้องโกหกใคร

    เหมือนหมอนทองวิทยา ทีมเล็กที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจคนไทยทุกคน

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    'ไผ่ ลิกค์-มูลนิธิธรรมนัสฯ' อัดฉีดทีมหมอนทองวิทยา 1.5 แสนบาท ไม่ว่าแพ้หรือชนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/926703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iF-aCFLaxLGWVY8pJB8dr