Blog

  • ธปท. สรุปความคืบหน้าและผลสำเร็จของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย”

    ธปท. สรุปความคืบหน้าและผลสำเร็จของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย”

    ตามที่กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่ง ดำเนินมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”(โครงการฯ) เพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวทางการเงินของประชาชน ซึ่งครบกำหนดการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นั้น

    rn

     

    rn

    ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงสิ้นสุดการลงทะเบียน มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 9.4 แสนราย ครอบคลุมยอดหนี้ 6.2 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ประกอบด้วยลูกหนี้สินเชื่อรถ 3.1 แสนราย สินเชื่อบ้าน 2.5 แสนราย และสินเชื่อ SMEs 1.7 แสนราย ซึ่งช่วยให้ลูกหนี้สามารถรักษาทรัพย์สินสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและประกอบธุรกิจเอาไว้ได้ รองลงมาเป็นลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” จำนวน 1.6 แสนราย และมาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” อีก 5.1 หมื่นราย ซึ่งช่วยลดภาระและทำให้ลูกหนี้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ สถาบันการเงินอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 6.2 แสนราย คิดเป็นร้อยละ 66 ของลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ ทั้งหมด ครอบคลุมยอดหนี้ 4.4 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71 ของยอดหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ ทั้งนี้ ในระหว่างที่สถาบันการเงินดำเนินการติดต่อลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ลูกหนี้รับการติดต่อดังกล่าวเพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินการได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการฯ ช่วยให้ลูกหนี้ (1) มีภาระการผ่อนชำระหนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากค่างวดที่ลดลง ส่งผลให้ลูกหนี้มีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพและใช้หมุนเวียนเพื่อประกอบธุรกิจมากขึ้น (2) การนำค่างวดทั้งหมดไปตัดต้นเงินทำให้ลูกหนี้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและ SMEs สะท้อนจากต้นเงินของหนี้ที่ลดลงได้เร็วขึ้นกว่า 1.5–2 เท่าเทียบกับช่วงก่อนเข้ามาตรการ (3) ลูกหนี้จำนวนมากสามารถรักษาทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ หรือสถานประกอบการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและประกอบธุรกิจไว้ได้

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีส่วนช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้ SMEs และลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบาง โดยพบว่าลูกหนี้ในโครงการฯ ที่กลับมาชำระหนี้ได้เป็นปกติมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนบัญชีที่เข้าโครงการฯ ทั้งหมด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากปริมาณรถถูกยึดที่ลดลง และอัตราผลขาดทุนจากการขายรถยึด (Loss on Sale) ที่ปรับลดลง

    rn

     

    rn

    ธปท. และหน่วยงานที่ร่วมผลักดันโครงการฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในส่วนของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้โดยตรงได้ที่สาขาหรือ Call center ของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ กด 99 เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) หรือหากมีข้อร้องเรียน สามารถติดต่อ BOT contact center ของ ธปท. โทร. 1213

    rn

     

    rn

     

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    18 พฤศจิกายน 2568

    rn”}}” id=”anchor1″>

    ตามที่กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่ง ดำเนินมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและลูกหนี้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”(โครงการฯ) เพื่อช่วยลดภาระหนี้และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวทางการเงินของประชาชน ซึ่งครบกำหนดการลงทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นั้น

    ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงสิ้นสุดการลงทะเบียน มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 9.4 แสนราย ครอบคลุมยอดหนี้ 6.2 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ประกอบด้วยลูกหนี้สินเชื่อรถ 3.1 แสนราย สินเชื่อบ้าน 2.5 แสนราย และสินเชื่อ SMEs 1.7 แสนราย ซึ่งช่วยให้ลูกหนี้สามารถรักษาทรัพย์สินสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและประกอบธุรกิจเอาไว้ได้ รองลงมาเป็นลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือภายใต้มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” จำนวน 1.6 แสนราย และมาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” อีก 5.1 หมื่นราย ซึ่งช่วยลดภาระและทำให้ลูกหนี้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ สถาบันการเงินอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ดำเนินการไปแล้วทั้งสิ้น 6.2 แสนราย คิดเป็นร้อยละ 66 ของลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ ทั้งหมด ครอบคลุมยอดหนี้ 4.4 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 71 ของยอดหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ ทั้งนี้ ในระหว่างที่สถาบันการเงินดำเนินการติดต่อลูกหนี้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ขอให้ลูกหนี้รับการติดต่อดังกล่าวเพื่อให้การช่วยเหลือดำเนินการได้จริงและเกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมโครงการฯ ช่วยให้ลูกหนี้ (1) มีภาระการผ่อนชำระหนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากค่างวดที่ลดลง ส่งผลให้ลูกหนี้มีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพและใช้หมุนเวียนเพื่อประกอบธุรกิจมากขึ้น (2) การนำค่างวดทั้งหมดไปตัดต้นเงินทำให้ลูกหนี้สามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและ SMEs สะท้อนจากต้นเงินของหนี้ที่ลดลงได้เร็วขึ้นกว่า 1.5–2 เท่าเทียบกับช่วงก่อนเข้ามาตรการ (3) ลูกหนี้จำนวนมากสามารถรักษาทรัพย์สิน เช่น บ้าน รถ หรือสถานประกอบการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและประกอบธุรกิจไว้ได้

    นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีส่วนช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของลูกหนี้ SMEs และลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบาง โดยพบว่าลูกหนี้ในโครงการฯ ที่กลับมาชำระหนี้ได้เป็นปกติมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนบัญชีที่เข้าโครงการฯ ทั้งหมด อีกทั้งยังมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากปริมาณรถถูกยึดที่ลดลง และอัตราผลขาดทุนจากการขายรถยึด (Loss on Sale) ที่ปรับลดลง

    ธปท. และหน่วยงานที่ร่วมผลักดันโครงการฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในส่วนของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้แต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสถาบันการเงินเจ้าหนี้โดยตรงได้ที่สาขาหรือ Call center ของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ กด 99 เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible lending) หรือหากมีข้อร้องเรียน สามารถติดต่อ BOT contact center ของ ธปท. โทร. 1213

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    18 พฤศจิกายน 2568

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251118-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gKI47QU40OqfAPBVFqPUU

  • สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3 ปี 2568

    สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3 ปี 2568

    ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง  สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 3 ปี 2568 โดยรวมยังหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ร้อยละ -1.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเล็กน้อย ทั้งนี้ ความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงในขณะที่การชำระคืนหนี้เพิ่มขึ้น ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3[1]) ในภาพรวมค่อนข้างทรงตัว จาก New NPL ที่ชะลอลงเป็นสำคัญ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อ Stage 3 ไตรมาส 3 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 544.0 พันล้านบาท ทั้งนี้ สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.94 ส่วนหนึ่งจากผลของฐานสินเชื่อที่หดตัว สำหรับสินเชื่อ Stage 2[2] ปรับเพิ่มขึ้น ตามการจัดชั้นเชิงคุณภาพจากปัจจัยเฉพาะรายของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ และส่วนหนึ่งจากการปรับชั้นดีขึ้นของ NPL ส่งผลให้สัดส่วน stage 2 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 7.24  อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริหารจัดการคุณภาพหนี้  สำหรับผลการดำเนินงานปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามการหดตัวของสินเชื่อ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ทั้งจากการปรับลดโดยธนาคารและตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย

    rn

     

    rn

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ และรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ทั้งนี้ ความช่วยเหลือภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนจากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ขยายตัวชะลอลงเป็นสำคัญ  ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ลดลงตามการก่อหนี้ที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านความสามารถในการทำกำไรลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนเกือบทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว

    rn

     

    rn

     

    rn


    rnrn

    [1] สินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3)
    rn[2] สินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2)  

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง  สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 3 ปี 2568 โดยรวมยังหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ร้อยละ -1.0 จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเล็กน้อย ทั้งนี้ ความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงในขณะที่การชำระคืนหนี้เพิ่มขึ้น ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3[1]) ในภาพรวมค่อนข้างทรงตัว จาก New NPL ที่ชะลอลงเป็นสำคัญ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อ Stage 3 ไตรมาส 3 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 544.0 พันล้านบาท ทั้งนี้ สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 2.94 ส่วนหนึ่งจากผลของฐานสินเชื่อที่หดตัว สำหรับสินเชื่อ Stage 2[2] ปรับเพิ่มขึ้น ตามการจัดชั้นเชิงคุณภาพจากปัจจัยเฉพาะรายของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ และส่วนหนึ่งจากการปรับชั้นดีขึ้นของ NPL ส่งผลให้สัดส่วน stage 2 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 7.24  อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบริหารจัดการคุณภาพหนี้  สำหรับผลการดำเนินงานปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามการหดตัวของสินเชื่อ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ทั้งจากการปรับลดโดยธนาคารและตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ และรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ทั้งนี้ ความช่วยเหลือภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อนจากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ขยายตัวชะลอลงเป็นสำคัญ  ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ลดลงตามการก่อหนี้ที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านความสามารถในการทำกำไรลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนเกือบทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัว


    [1] สินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3)
    [2] สินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2)  

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20251118.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hDIC0aw128xI7cdk0t0oo

  • มิติใหม่การต่อสู้ด้านการศึกษา ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้อง “ค่าบำรุงการศึกษา” ได้ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    มิติใหม่การต่อสู้ด้านการศึกษา ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้อง “ค่าบำรุงการศึกษา” ได้ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    มิติใหม่การต่อสู้ด้านการศึกษา ศาลปกครองสูงสุดให้รับฟ้อง “ค่าบำรุงการศึกษา” ได้

    ศาลปกครองสูงสุดเปิดทางผู้ปกครอง ฟ้องสถานศึกษาได้ กรณีเก็บค่าบำรุงการศึกษา ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และขัดแย้งนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล

    วันที่ 18 พฤศจิกายน 68 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดีที่สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ ร่วมกับนักเรียนและผู้ปกครองฟ้องสถาบันการศึกษา กรณีการเรียกเก็บ “เงินบำรุงการศึกษา” ไว้พิจารณา หลังจากที่ศาลชั้นต้นเคยไม่รับฟ้องในตอนแรก ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษามีสิทธิฟ้องสถานศึกษาได้

    ศาลปกครองสูงสุด ยืนยันผู้ปกครองฟ้องสถานศึกษาได้

    สิงห์ชัย สุขแสงรัตน์ ทนายความผู้เสียหาย เปิดเผยว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้ถือเป็น “นิมิตหมายที่ดี” และเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของการต่อสู้ทางกฎหมาย หลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้นเคยมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีทั้งหมดมาก่อน อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีลำดับที่ 4 และจำเลยที่เกี่ยวข้อง(สถาบันการศึกษา) ขณะที่จำเลยรายอื่น ๆ คือกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังคงไม่รับฟ้อง

    คดีนี้ สภาผู้บริโภค และผู้แทนผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษา ได้แก่ นักเรียนและผู้ปกครอง เข้ายื่นฟ้องกระทรวงศึกษาธิการ (สธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยศาลชั้นต้นไม่รับฟ้อง แต่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องคดี

    ศาลได้วินิจฉัยว่า การยื่นฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ 4 ยังไม่พ้นอายุความ จึงสามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ และได้มีคำสั่งให้สถานศึกษาเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้ข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาได้ถูกตรวจสอบอย่างรอบด้านต่อไป

    อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ระบุว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องกรณีการเรียกเก็บ “เงินบำรุงการศึกษา” ไว้พิจารณา ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกอย่างสำคัญ เพราะเป็นการเปิดประเด็นให้พิจารณาว่า ขอบเขตและนิยามของเงินประเภทนี้ควรอยู่ตรงไหน รวมถึงตรวจสอบว่าประกาศกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากอาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

    “คำสั่งของศาลที่รับฟ้องคดีภายในอายุความครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเปิด “ประตูแห่งสิทธิ” ให้แก่ผู้ปกครองและผู้บริโภคบริการสาธารณะ ได้มีช่องทางทางกฎหมายในการตรวจสอบและตั้งคำถามต่อการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐที่อาจไม่เป็นธรรม เป็นการยืนยันสิทธิของผู้ปกครอง ในฐานะผู้บริโภคบริการสาธารณะ ว่ามีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมยื่นฟ้องเพื่อปกป้องตนเองได้” อรรถพลกล่าว

    ทั้งนี้ ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามเคลื่อนไหวประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่บางกรณีหมดอายุความไปแล้ว เช่น ผู้ปกครองที่ชำระเงินตั้งแต่ปี 2565–2566 แต่สำหรับคดีล่าสุดที่ศาลรับไว้พิจารณา เป็นกรณีที่มีการชำระเงินในปี 2566 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่สามารถยื่นฟ้องได้ จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ ส่งถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่าผู้ปกครองมีสิทธิสอบถาม ตรวจสอบ และคัดค้านการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาในหลักสูตรทั่วไปได้ หากพบว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    นอกจากนี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการปี 2554 ระบุชัดเจนว่ามี “22 หมวดรายการ” ที่โรงเรียนไม่มีสิทธิเรียกเก็บ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าโรงเรียนหลายแห่งเรียกเก็บซ้ำซ้อน โดยไม่รู้ว่ารายการเหล่านั้นเป็นรายการที่รัฐจัดสรรงบประมาณรองรับไว้อยู่แล้ว เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่สภาผู้บริโภคต้องเดินหน้าสื่อสารให้ผู้ปกครองรับรู้สิทธิของตนอย่างชัดเจน

    “ก่อนจะจ่ายเงินบำรุงการศึกษา ผู้ปกครองมีสิทธิถามโรงเรียนว่า รายการที่ถูกเรียกเก็บนั้นซ้ำซ้อนกับงบของรัฐหรือไม่ เพราะนั่นคือการปกป้องสิทธิของตัวเองและของเด็ก ๆ ในฐานะผู้รับบริการสาธารณะจากรัฐ” อรรถพลกล่าว พร้อมย้ำว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 54 ระบุชัดเจนว่า เด็กมีสิทธิได้รับการศึกษาฟรีอย่างน้อย 12 ปี และ 15 ปี ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยปี 2559

    อรรถพล ทิ้งท้ายว่า ประเด็นนี้คือภารกิจที่สภาผู้บริโภคจะยังคงเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบการศึกษามีความเป็นธรรม และสอดคล้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการทำงานด้านการศึกษา เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่า ผู้ปกครองและเด็กทุกคนสามารถใช้สภาผู้บริโภคเป็นช่องทางในการส่งเสียงถึงโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพ ความปลอดภัย สิทธิ หรือโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน

    “สภาผู้บริโภคพร้อมทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางรับเรื่องร้องเรียน และสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้บริโภค ได้รับสิทธิที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียมทั่วถึง โดยเฉพาะสิทธิด้านการศึกษาที่ต้องเข้าถึงได้สำหรับเด็กทุกคน”

    ดันหลักการ “เรียนฟรี 15 ปี” ให้กลับมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ

    เชษฐา มั่นคง อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา 54 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้เด็กได้รับการศึกษาฟรี 12 ปี อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาของสภาผู้บริโภคกำลังผลักดันให้มีหลักการ “เรียนฟรี 15 ปี” ตามที่เคยระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 เพื่อให้สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่า รายการใดเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบเอง และรายการใดเป็นสิทธิที่รัฐต้องจัดให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ปัจจุบันระบบการศึกษาไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้อย่างโปร่งใส ทำให้ผู้ปกครองหลายคนไม่รู้ว่าตนกำลังจ่ายในสิ่งที่ไม่ควรต้องจ่าย

    “หากมีการกำหนดขอบเขตค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ผู้ปกครองจะรู้ว่าสิทธิของลูกหลานคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่รัฐต้องจัดให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กควรได้รับ” เชษฐากล่าว พร้อมฝากให้ทุกฝ่ายร่วมผลักดันประเด็นนี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป

    สมชาย คุ้มพูล อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่รับเรื่องไว้พิจารณาและเรียกคู่คดีเข้ามานั้น เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมหันกลับมาคำนึงถึง “การพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ” ซึ่งควรได้รับการศึกษาฟรี 15 ปีอย่างแท้จริง รัฐจึงต้องให้ความสำคัญต่อสิทธิด้านการศึกษา เพราะการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นได้ เด็กและเยาวชนต้องเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและไม่ถูกขัดขวางด้วยภาระค่าใช้จ่าย

    สมชาย กล่าวว่า การเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองที่ผ่านมาอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 54 รวมถึงคำสั่ง คสช. และตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (UNCRC) ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษา 3 ปี ก่อนวัยเรียน และ 12 ปี ระดับพื้นฐาน รวมเป็น 15 ปี ซึ่งต้องเป็นการศึกษาฟรี ตามหลักการสากล

    ประเด็นนี้ควรได้รับการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้องว่า รัฐไม่ควรเรียกเก็บเงินค่าเรียนจากเด็กในระบบการศึกษาภาคบังคับ และหากทำได้จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะแบ่งเบาภาระเรื่องเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้เด็กในพื้นที่ชนบททั้ง 77 จังหวัด ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น

    เสียงสะท้อนจากเยาวชน

    ด้าน ตัวแทนจากสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวแสดงความเห็นว่า ในฐานะตัวแทนของเยาวชน เขาเห็นว่า รัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาฟรี 12 ปี ดังนั้น เมื่อสถานศึกษาของรัฐไม่ปฏิบัติตามหลักการนี้ ย่อมสะท้อนคำถามสำคัญว่า เหตุใดกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่ยึดถือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

    “หากคดีนี้เดินหน้าและชนะ ผู้ปกครองจำนวนมากจะได้รับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีรายได้วันต่อวัน เช่น ผู้ค้าขายรายย่อย ซึ่งเดิมทีต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงเกินกำลัง การยกเลิกการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อครอบครัวไทยจำนวนมาก” เขากล่าวเสริม

    ตัวแทนเยาวชนยังกล่าวด้วยว่า ภาระค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็นอาจทำให้เด็กบางคนผู้ที่มีผลการเรียนดีอาจต้องหยุดเรียนกลางคัน เพราะผู้ปกครองไม่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเรียกเก็บได้ ส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาในระดับมัธยมปลายและการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย การที่ศาลรับฟ้องคดีนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ที่จะช่วยคุ้มครองสิทธิด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชน และลดภาระให้กับผู้ปกครองได้

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/181168-lawsuit-educational/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02J5GPIDA-0drzS3j_Wb0C

  • ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

    ผลการศึกษาชี้ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก

    ผลการศึกษาใหม่เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่รับเงินกู้จากจีนมากที่สุดในโลก จากการติดตามกิจกรรมสินเชื่อของทางการจีน และพบแนวโน้มว่าจีนกำลังหันไปปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีรายได้สูง แทนที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา

    รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารโดย AidData ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยของมหาวิทยาลัยวิลเลียม แอนด์ แมรี ในสหรัฐฯ ระบุว่า ยอดรวมการให้กู้ยืมและเงินช่วยเหลือจากจีนรวมทั้งสิ้น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 200 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2023

    เดิมที จีนถูกมองว่าเป็นผู้ให้กู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road initiative) แต่ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปสู่การปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า โดยให้การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง ในด้านต่าง ๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานสะอาด

    AidData ระบุว่า ขนาดพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของจีนใหญ่กว่าที่เคยมีการประเมินไว้ถึง 2-4 เท่า ทำให้จีนยังคงเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อย่างเป็นทางการของโลก โดยมากกว่า 3 ใน 4 ของการดำเนินงานปล่อยกู้ในต่างประเทศของจีนในปัจจุบัน สนับสนุนโครงการและกิจกรรมในประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงและประเทศที่มีรายได้สูง

    นายแบรด พาร์คสผู้อำนวยการบริหารของ AidData และหัวหน้าผู้เขียนรายงานกล่าวว่า “การปล่อยกู้ส่วนใหญ่ให้กับประเทศร่ำรวยนั้น มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แร่ธาตุสำคัญ และการเข้าซื้อกิจการสินทรัพย์เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น บริษัทเซมิคอนดักเตอร์”

    รายงานระบุว่า สหรัฐอเมริกาได้รับสินเชื่อจากภาคส่วนทางการของจีนมากที่สุด คือมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับโครงการและกิจกรรมเกือบ 2,500 รายการ

    AidData ชี้ว่า หน่วยงานของรัฐบาลจีน “มีความกระตือรือร้นในทุกมุมและทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ” โดยให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างโครงการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในรัฐเท็กซัสและหลุยเซียนา, ศูนย์ข้อมูลในรัฐเวอร์จิเนีย, อาคารผู้โดยสารที่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ. เคเนดี ในนครนิวยอร์ก และสนามบินนานาชาติลอสแอนเจลิส รวมถึงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Matterhorn Express และท่อส่งน้ำมัน Dakota Access

    นอกจากนี้ จีนยังให้การสนับสนุนทางการเงินในการเข้าซื้อบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง และสถาบันการเงินของรัฐบาลจีนได้มอบวงเงินสินเชื่อให้กับบริษัทในดัชนี Fortune 500 หลายแห่ง เช่น Amazon, AT&T, Verizon, Tesla, General Motors, Ford, Boeing และ Disney

    ขณะที่สัดส่วนการให้กู้แก่ประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำลดลงเหลือ 12% ในปี 2023 จาก 88% ในปี 2000 แต่ในขณะเดียวกัน สัดส่วนการสนับสนุนประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงเพิ่มขึ้นเป็น 76% ในปี 2023 จาก 24% ในปี 2000 โดยยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรได้รับ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับ 1.61 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ.

    ที่มา Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2896323&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1psCUzPEyzKZa6ZGKb32RY

  • ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 1 ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนประสบอัคคีภัย – OBEC

    ผอ.สพป.ราชบุรี เขต 1 ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือนักเรียนประสบอัคคีภัย – OBEC

    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ดร.บรรเจิด อุ่นมณีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 นางสาวกวิตาภัทร มงคลนำ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา นายสุทธิพงษ์ สันทอง นักจิตวิทยาโรงเรียน นางสาวธัญนันท์ ทองเต็ม นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ นางสาวเพ็ญศิริ เตี้ยเนตร เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับ นางสาวปาริชาติ โชติช่วง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเบิกไพร และคณะครู ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนและมอบเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิการศึกษาสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี จำนวน 3,000 บาท และกองทุนช่วยเหลือนักเรียนที่เดือดร้อนฉุกเฉิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 จำนวน 5,000 บาท รวม 8,000 บาท เพื่อให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นให้กับ เด็กหญิงรัตนา ชื่นตา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 และครอบครัว ณ บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ 4 ตำบลด่านทับตะโก อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เนื่องจาก เมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.30 น. บ้านนักเรียนประสบอัคคีภัย ได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายไม่สามารถอยู่อาศัยได้ สิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านได้รับความเสียทั้งหมด สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22210&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GZ3YqKu_wgtXwIoISS1sD

  • “สหพัฒนพิบูล” เติมฝัน สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน มอบ 300 ทุนการศึกษา สร้างพลังแห่งการเรียนรู้ | TOPNEWS

    “สหพัฒนพิบูล” เติมฝัน สานต่ออนาคตบุตรพนักงาน มอบ 300 ทุนการศึกษา สร้างพลังแห่งการเรียนรู้ | TOPNEWS

    การศึกษา คือรากฐานสำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีและยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม การเรียนรู้ไม่ควรหยุดนิ่ง ความสนใจใฝ่รู้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการมีองค์ความรู้ที่กว้างขวาง จะช่วยให้สามารถแข่งขันและเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงได้

    บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC สานต่อเจตนารมณ์ความห่วงใยและใส่ใจบุคลากร มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ผ่าน “โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา” แก่บุตร-ธิดาพนักงานและบริษัทในเครือ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว และเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยในปี 2568 นี้ SPC ได้มอบทุนการศึกษาไปทั้งสิ้น 300 ทุน

    เพราะการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรหยุดใฝ่รู้

    นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ได้ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาในพิธีมอบทุนว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยของชีวิต ในวัยใดก็ตาม แม้กระทั่งตนเอง ก็คิดว่า ต้องไม่หยุดที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเอง สามารถเรียนรู้ได้ไม่สิ้นสุด การเรียนรู้มีความสำคัญมาก อยากฝากพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลาน ให้สนใจเรียนรู้เพิ่มเติม ความสนใจใฝ่รู้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคนเรารู้น้อย จะไม่สามารถสู้คนที่รู้เยอะได้ ต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยทุกอย่างผ่านไป ถือว่าไม่ใช่หน้าที่”

    พลังใจและความมุ่งมั่นของเด็กๆ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างน่าประทับใจ

    ด.ญ.ปิญดา กุศลศิลป์ (น้องบิวตี้) อายุ 8 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนวัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวด้วยความดีใจและซาบซึ้ง “รู้สึกดีใจ และขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ได้ทุนการศึกษานี้จะนำไปแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับพ่อแม่ ซึ่งตนเองมีความใฝ่ฝันอยากเป็นครู และมีผลการเรียนระดับ 3 มาตลอด เนื่องจากได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ต้องเหนื่อยทำงานเพื่อดูแลครอบครัว จึงตั้งใจเรียนและมักจะช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านด้วยการกวาดบ้านถูบ้าน เพื่อช่วยแบ่งเบาและทำให้คุณพ่อคุณแม่หายเหนื่อย

    น.ส. ทิพย์รัตน์ สายเสมา (น้องจีจ้า) อายุ 15 ปี  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนบ้านหนองนกทา จ.อุบลราชธานี ผู้ได้รับทุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3  กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้โอกาสทางการศึกษา เงินทุนที่ได้รับมีความสำคัญอย่างยิ่ง “นำเงินทุนการศึกษาที่ได้ ไปจ่ายค่าเทอม ซื้อชุดนักเรียน และใช้กับกิจกรรม การเรียนต่างๆ เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง ส่วนผลการเรียนอยู่ในระดับดีเสมอมา และชอบงานสายลุย จึงทำให้ตั้งเป้าหมายที่ตนเองตั้งใจไว้ นั่นคือ การเป็นวิศวกรรมโยธา

    นายภูริพัฒน์ มหาเจริญ (น้องเชพ) อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนวัดห้วยจรเข้วิทยาคม จ.นครปฐม ผู้ได้รับทุนเป็นปีแรก  ได้กล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่มอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ตนเองนั้นรู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก  และจะนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งทุนการศึกษา และค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารอากาศเหมือนคุณตา

    การมอบทุนการศึกษานี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SPC ในการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างเยาวชนคนเก่งให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาครอบครัว สังคม และประเทศชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394433&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AEK7Z6QLFmFzkga9ZkizQ

  • “แพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์” จุดเปลี่ยนประเทศไทย

    “แพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์” จุดเปลี่ยนประเทศไทย

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.33 น.

    ตลาด อี-คอมเมิร์ซ ในไทยระอุ เผยมูลค่าซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ 10 เดือนแรกของปี ทะลุ 8 แสนล้านบาท ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลังเกิดแนวคิดใหม่ “เศรษฐกิจแห่งความใจร้อน” หรือ Impatience Economy 

    นายอุดมธิปก ไพรเกษตร อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) หรือสมาคมอี-คอมเมิร์ซ เปิดเผยว่า ปัจจุบันความนิยมของคนไทยในการเปิดร้านค้าจำหน่ายสินค้าบน “แพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ” รวมทั้งการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยว่า มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลทำให้จำนวนผู้ซื้อที่มีการรายงานกันว่า มีมากกว่า 16 ล้านคน  และมีสินค้ามากกว่า 300 ล้านรายการวางจำหน่ายอยู่บนร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทยนั้น เป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แต่ที่น่าสนในก็คือ การเข้ามาของธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าขายของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แต่การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ คนไทย ทั้งในฝั่งขายต้องทำความเข้าใจในเรื่องกฎระเบียบ กติกา ตลอดจนข้อจำกัด และกลยุทธทางด้านการแข่งขันต่าง ๆ ให้ชัดเจน ขณะที่ผู้ซื้อเองก็ต้องรู้เท่าทัน และต้องสามารถปกป้องตนเองจากมิจฉาชีพ ที่อาจแฝงตัวเข้ามาอยู่ในธุรกิจนี้ได้ด้วย  

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า ธุรกิจ B2C e-Commerce สำหรับประเทศไทยในปีนี้ จะเติบโตได้ 6.4%  โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท

    แต่สำหรับผู้คนในแวดวง อี-คอมเมิร์ซ ระบุว่า มูลค่าของธุรกิจนี้ สำหรับปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 1.07 ล้านล้านบาท และตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านบาท ในปี พ.ศ.2573 โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับคนไทย ยังคงเป็น Shopee, Lazada, และ TikTok  

    ส่วนพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปรจะวันไปแล้ว แต่ก็ยังมีช่วงที่ที่สนใจสั่งซื้อเป็นกรณีพิเศษคือ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี คือ เดือนตุลาคม – ธันวาคม โดยในช่วงดังดังกล่าว สัดส่วนการซื้อจะอยู่ที่ประมาณ 25-30% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งปี ดังนั้นจึงสามารถประเมินได้ว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) คนไทยซื้อ-ขายสินค้าออกไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม อี-คอมเมิร์ซ ที่ร้อยละ 70 – ร้อยละ 75 จากมูลค่ารวมที่ 1.07 ล้านล้านบาท จึงน่าจะมีตัวเลขของมูลค่าการซื้อ-ขายที่749,000 – 802,500 ล้านบาท

    นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่าง ๆ ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าร้อยละ 67 ที่ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น ส่วนใหญ่มักได้รับแรงจูงใจจากเนื้อหาตามโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การซื้อ-ขายสินค้าได้ย้ายไปอยู่ในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต และ อี-คอมเมิร์ซ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการค้าของประเทศไทยจากตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิมไปสู่ตลาดดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว และเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอาศัยปัจจัยหลักจากการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจแห่งความใจร้อน (Impatience Economy) ของผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม แม้ “แพลตฟอร์ม Marketplace”อย่าง Shopee และ Lazada ยังคงเป็นผู้ครองตลาด ด้วยส่วนแบ่งรวมกันที่ ร้อยละ 50 แต่ทั้ง 2 ราย ก็ยังต้องถูกท้าทายอย่างหนักจากการแข่งขันด้านราคา และความเร็วในการจัดส่งสินค้า ดังนั้นการอยู่ให้รอดของผู้ค้าออนไลน์นั้น นอกจากสามารถแข่งขันทางด้านราคา และความเร็วในการจัดส่งสินค้าได้แล้ว การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ยังกลายเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในตลาดนี้อีกด้วย 

    ทั้งนี้ การเติบโตของแพลตฟอร์มการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ที่สามารถดันมูลค่าการค้าได้ให้สูงขึ้นเกิน 1 ล้านล้านบาทได้แล้ว ธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ ก็ยังเข้ามาเปลี่ยนประเทศไทยอีกด้วย คือ

    เปลี่ยนที่ 1 คือ เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) ให้เกิดความคุ้นชินกับเศรษฐกิจดิจิทัล คือ อี-คอมเมิร์ซ ทำให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัย รวมทั้งผู้สูงวัย (Baby Boomer) และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงและคุ้นชินกับการทำธุรกรรมออนไลน์ การซื้อของออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และคนไทยทุกคนสามารถตัดสินใจซื้อ และได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว

    เปลี่ยนที่ 2 คือ พลิกโฉมธุรกิจและการแข่งขัน (Business Transformation) ได้แก่ การปลดล็อก SMEs ให้สามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ได้ ด้วย อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งถือว่า ตลอดออนไลน์ ได้ทลายข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ในต่างจังหวัด สามารถขายสินค้าไปยังผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ และยังสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ต้นทุนในการเปิดร้านค้าทางกายภาพ (off line) ลดลง พร้อมทั้งสามารถจัดส่งสินค้าได้ภายในวันเดียว (Same Day Delivery) และลูกค้าสามารถซื้อได้จากทุกช่องทาง (Omnichannel) กระทั่งการซื้อ-ขายออนไลน์ กลายเป็นมาตรฐานไม่ใช่เป็นแค่ทางเลือกอีกต่อไป

    เปลี่ยนที่ 3 คือ เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (Infrastructure Development) เข้าสู่ระบบโลจิสติกส์ยุคใหม่ ที่ความต้องการความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า พร้อม ๆ กับประสิทธิภาพในระดับสูง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีในธุรกิจโลจิสติกส์และคลังสินค้า (Warehouse Management) ทั่วประเทศ อย่างมากมายเพื่อรองรับการบริหารและจัดการ การจัดส่งพัสดุจำนวนมากในเวลาที่จำกัด

    เปลี่ยนที่ 4 คือ เปลี่ยนระบบการชำระเงินจากการโอนจ่ายหน้าร้านค้าแบบ off line มาเป็นการชำระในระบบดิจิทัล หรือ e-Payment เช่น การโอนค้าสินค้าผ่าน Mobile Banking, e-Wallet, และ QR Code มากขึ้นอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดสังคมไร้เงินสดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/454781&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28CLVFR8hkhyw6hpf4Gkuv

  • ไทยก้าวใหม่ เตือนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเอาไม่อยู่ GDP ไทยยังขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน

    ไทยก้าวใหม่ เตือนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเอาไม่อยู่ GDP ไทยยังขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน

    หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ชี้สัญญาณอันตราย GDP ไทยขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน เหตุ “ภาษีทรัมป์-ลงทุนภาครัฐ-เอกชนต่ำ” กระตุ้นระยะสั้นเอาไม่อยู่แน่

    วันที่ 18 พ.ย. 2568 นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ ออกโรงเตือนรัฐบาล หลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% จากปีก่อน และหดตัว -0.6% จากไตรมาสก่อน ต่ำสุดในอาเซียน สะท้อนสัญญาณชัดว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแรงต่อเนื่อง

    นายคเณศ ระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาต่ำกว่าคาดมีสาเหตุสำคัญหลายปัจจัย ได้แก่

    1. ภาคการผลิตเริ่มหดตัว จากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มกระทบภาคส่งออกสำคัญ

    2. การลงทุนภาครัฐที่หดตัว และภาคเอกชนชะลอการลงทุนต่อเนื่อง

    3. การท่องเที่ยวอ่อนแรงลง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ลดลงถึง 7.56% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่ฟื้นตัว

    4. ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์สูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเสียเปรียบหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่มีต้นทุนและโครงสร้างโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพกว่า

    5. แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูงอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้กำลังซื้อของประชาชนไม่ฟื้น แม้มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐก็ได้ผลจำกัด ส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนแรง

    นายคเณศ มองว่าปัจจัยเหล่านี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกดทับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ทั้งความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การพึ่งพาการท่องเที่ยวแบบเดิม และผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม มาตรการของรัฐบาลในปัจจุบันกลับเน้นเพียงการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เช่น มาตรการกระตุ้นเฉพาะหน้าและการอัดฉีดเพื่อประคองกำลังซื้อ ซึ่ง “ไม่เพียงพอ” ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายคเณศ จึงเรียกร้องให้รัฐบาล “เปลี่ยนเกียร์” ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เช่น การฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน การยกระดับอุตสาหกรรมเพื่อรองรับห่วงโซ่อุปทานใหม่ การเจรจาการค้าระดับยุทธศาสตร์เพื่อรับมือมาตรการกีดกันทางการค้า การยกเครื่องนโยบายท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์คุณภาพและตลาดใหม่

    และการปฏิรูประบบราชการและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ

    “นี่คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเสียความสามารถในการแข่งขัน หากรัฐบาลไม่เร่งออกนโยบายที่แก้ปัญหารากเหง้า ประเทศจะเสี่ยงถดถอยซ้ำซ้อนในระยะยาว” นายคเณศกล่าว

    พรรคไทยก้าวใหม่ย้ำว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมืออย่างรอบด้าน และหยุดพึ่งพามาตรการสั้นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทย “หลุดวงโคจร” การแข่งขันของภูมิภาคในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896345&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AbtIGbXOzj9n6VTwTp4Bk

  • EU คาดเศรษฐกิจขยายตัวปานกลาง ชี้การค้าโลกและกำแพงภาษีสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ : อินโฟเควสท์

    EU คาดเศรษฐกิจขยายตัวปานกลาง ชี้การค้าโลกและกำแพงภาษีสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ : อินโฟเควสท์

    คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจประจำฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 โดยระบุว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (EU) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวในอัตราปานกลางต่อไปตามช่วงเวลาที่คาดการณ์ไว้

    EC ระบุในรายงานเมื่อวันจันทร์ (17 พ.ย.) ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ EU จะเติบโต 1.4% ในปี 2568 ขณะที่กลุ่มยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% สำหรับการเติบโตในปี 2569 นั้น คาดการณ์ไว้ที่ 1.4% สำหรับ EU และ 1.2% สำหรับยูโรโซน ลดลงเล็กน้อยจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพ.ค.

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในยูโรโซน น่าจะลดลงเหลือ 2.1% ในปีนี้ จาก 2.4% ในปี 2567 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วทั้ง EU คาดว่าจะลดลงจาก 2.6% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 2.2% ในปี 2570

    EC คาดว่า การขาดดุลงบประมาณของ EU จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ของ GDP ในปี 2570 จาก 3.1% ในปี 2567 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านกลาโหม ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ของ EU คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 84.5% ในปี 2567 เป็น 85% ในปี 2570 ส่วนอัตราส่วนของยูโรโซนคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 88% เป็น 90.4%

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานคาดการณ์ระบุว่า อุปสรรคทางการค้าทั่วโลกได้ยกระดับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และปัจจุบัน EU ต้องเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรเฉลี่ยที่สูงขึ้นสำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อฤดูใบไม้ผลิ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องยังคงฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยที่มาตรการภาษีและข้อจำกัดที่ไม่ใช่ภาษีอาจจำกัดการเติบโตของ EU มากกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า การยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ใด ๆ ก็ตาม อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออุปทานอย่างรุนแรงมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L4jLt1ersG6Jp1rdekuww

  • ‘

    “เอกนิติ” มั่นใจจีดีพีปี 68 โตถึง 2% หลัง “สภาพัฒน์” คาดไตรมาส 4 ขยายตัว 0.6% เผยไตรมาส 3 ติดลบ 0.6% ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่ติดลบไตรมาสต่อไตรมาสรอบ 10 ไตรมาส แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดภาวะถดถอย ทางเทคนิค แนะไทยเดินหน้าเจรจาการค้าต่อเนื่อง รักษาบรรยากาศการค้า การลงทุนในปีที่มีการเลือกตั้ง ด้านนักเศรษฐศาสตร์ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำถาวร หากไม่เร่งปรับโครงสร้าง

       นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าขยายตัว 1.2% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับฤดูกาลพบว่าหดตัว 0.6% QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่หดตัวไตรมาสต่อไตรมาส แต่โดยรวม 9 เดือนยังขยายตัวได้ 2.4%

       ไตรมาสที่ 3/2568 พบว่าการใช้จ่ายเอกชนเติบโต 2.6% ใช้จ่ายภาครัฐลดลง 3.9% การลงทุนรวมโต 1.1% จากการลงทุนภาครัฐหดตัว 5.3% ขณะที่ภาคส่งออกเริ่มได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ที่บังคับใช้ตั้งเดือน ส.ค. ส่งผลให้ชะลอลงเหลือ 11.5% จาก 15% ในไตรมาสก่อนหน้า

       ไตรมาสที่ 3 ยังมีปัจจัยลบทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยเฉพาะเรื่องการปิดซ่อมโรงกลั่นทำให้ตัวเลขการผลิตนี้หดตัวลง

       หวังกระตุ้นเศรษฐกิจประคองการเติบโต

       สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ ไว้ที่ 2% โดยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนเอกชนจะทำให้ไตรมาสสุดท้ายของยังคงขยายตัว ได้ประมาณ 0.6% ส่วนกระทรวงการคลังประเมินว่าจีดีพีจะโต 1.1% ในไตรมาสสุดท้าย

       อย่างไรก็ตามยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าไทยมีสัญญาณของการถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ต้องดูรวมทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง

       สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในกรอบ 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) แต่ยอมรับความเสี่ยงสำคัญ มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ การชะลอตัวของการค้าโลก ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงก่อน-หลังการเลือกตั้งซึ่งต้องมีการรักษาบรรยากาศให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุนมากที่สุด

       ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มลดลงภายหลังการขยายตัวในเกณฑ์สูงในช่วงก่อนหน้า อีกทั้งไทยมีสัดส่วนสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะเจาะจง ในสัดส่วนที่สูง เช่นรถยนต์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน เหล็กและอะลูมิเนียม

       ทั้งนี้การส่งออกอาจไม่มีแรงส่งถึงปีหน้า แต่ยังมีตลาดใหม่ที่สามารถขยายได้ เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา อินเดีย

       ส่วนในด้านนโยบายการคลัง การเร่งจัดทำงบประมาณปี 2569 สำคัญมาก เพราะการล่าช้างบประมาณที่ผ่านมา ทำให้การเบิกจ่ายลงทุนหายไปเกือบทั้งปี

       สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 และในปี 2569 ที่สภาพัฒน์แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่

       1.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อนุมัติแล้ว และเร่งจัดทำงบปี 2570

       2.ฟื้นการท่องเที่ยว

       3.เร่งฟื้นฟูเกษตรกรหลังอุทกภัย เร่งโครงการ บริหารจัดการน้ำตามแผนหลัก

       4.ผลักดันการส่งออก ลดต้นทุนผู้ผลิต รับมือกีดกันการค้าสหรัฐ การสร้างความเข้าใจเรื่องกฎถิ่นกำเนิด (C/O และ RVC) ขยายตลาดใหม่ เดินหน้าเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป-เกาหลีใต้ ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ บริหารความเสี่ยงค่าเงิน

       5.กระตุ้นลงทุนเอกชน และดึง FDI เข้าประเทศ โดยเร่งให้นักลงทุนที่ได้รับส่งเสริมในช่วงปี 2567 -2569 ลงทุนจริง และใช้โอกาสการเบี่ยงเบนการค้า -การลงทุนจากมาตรการสหรัฐ ดึงอุตสาหกรรม มูลค่าเพิ่มสูงเข้าประเทศ 6.ให้ความสำคัญกับการ แก้ปัญหาสินเชื่อ-คลี่คลายลูกหนี้เรื้อรังโดย เดินหน้าลดปัญหา NPL ครัวเรือน ผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก ช่วย SMEs ที่ขาดสภาพคล่องจากผลกระทบกีดกันการค้า ยกระดับฐานข้อมูลหนี้ทั้งในและนอกระบบ เพื่อวิเคราะห์เครดิตและปรับโครงสร้างหนี้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

       มั่นใจจีดีพีปีนี้เกิน2%-ห่วงโตต่ำระยะยาว

       นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ายังมั่นใจว่าจีดีพีปี 2568 จะขยายตัวเกิน 2% โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเสาที่หนึ่งทั้งคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็นส่วนสำคัญ หลังรัฐบาลออกนโยบาย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนก็เริ่มฟื้นตัว

       ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า แม้ภาพเศรษฐกิจไตรมาส 4 อาจไม่ได้แย่หากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ภาพใหญ่ยังน่ากังวล จากศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่อาจเหลือเพียง 1-2% เท่านั้น หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปฏิรูปด้านเทคโนโลยี ที่ดินแรงงาน ด้านพลังงานต่าง ๆ ดังนั้น หากไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ระยะยาวเศรษฐกิจไทย การโตจะวนอยู่ในระดับต่ำต่อไป หรืออาจไม่ถึง 1% ในอนาคต

       ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ที่ออกมา ไม่ต่างกับที่ประเมินไว้ คือ โตต่ำเทียบกับปีก่อน และติดลบเทียบไตรมาสต่อไตรมาสหน้า แต่เชื่อว่าการติดลบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าไม่น่าจะลากยาว และนำไปสู่ภาวะ ถดถอยทางเทคนิค และมองไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้นตัวได้ เพราะรัฐบาลเริ่มทำงาน มาตรการต่าง ๆ เริ่ม เดินหน้า และความเชื่อมั่นค่อย ๆ กลับมา สิ่งที่น่าห่วง ที่สุดไม่ใช่การถดถอย แต่คือเศรษฐกิจโตต่ำยาวนาน

       “การโตต่ำจะลากยาวไปถึงอย่างน้อยครึ่งแรกของปีหน้า และนี่คือประเด็นใหญ่ที่ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลงในสายตาต่างชาติ เพราะกลายเป็นประเทศที่ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาคอีกครั้ง เพราะปีนี้คาดว่าไทยขยายตัว 2.2% ปีหน้า 1.7%”

       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจที่ออกมาในไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยจากเดิมที่คาด 1.6%

       สิ่งที่น่าห่วงที่สุด คือ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่แย่กว่าที่คาดมาก แม้ว่าการส่งออกจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ แต่ก็มีสัญญาณค่อนข้างชะลอลง และปีถัดไปน่ากังวลยิ่งกว่าจากผลกระทบนโยบายทรัมป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KpuD3NL2KX51_KoZxtffB