Blog

  • B

    B

    บูทิค คอร์ปอเรชั่น (BC) มองแนวโน้มไตรมาส 4/68 สดใส รับแรงหนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรยากาศท่องเที่ยวปลายปี ส่งผลดีต่อพอร์ตโรงแรมในหัวเมืองสำคัญ ขณะที่ ผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 ทำรายได้รวมเกือบ 505 ล้านบาท กำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) เกือบ 18 ล้านบาท เดินหน้าฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อัตราเข้าพักโรงแรม (ของโครงการในกรุงเทพฯ) เพิ่มเป็น 75.7% หนุนรายได้ธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเปิดโรงแรม “Mercure Phuket Patong Journeyhub” ภายในเดือน พฤศจิกายนนี้ หลังรีโนเวทรับทราฟฟิคลูกค้า หนุนผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    BC เผย 9 เดือน โกยรายได้ 505 ลบ. มั่นใจ Q4/68 ท่องเที่ยว-มาตรการรัฐหนุน เตรียมปักหมุดโรงแรมใหม่ จ.ภูเก็ต เสริมรายได้ปลายปี

    นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ “Build-Operate-Sale” (BOS) เปิดเผยว่า “ภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 3/2568 สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยอัตราการเข้าพักของโรงแรมในเครือ (ของโครงการในกรุงเทพฯ) เพิ่มขึ้นจาก 66.7% ในไตรมาสก่อน เป็น 75.7% ในไตรมาสนี้ หนุนรายได้จากธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานเติบโตตามดีมานด์นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่กลับมาคึกคัก ขณะที่ช่วงไฮซีซั่นปลายปีซึ่งมีเทศกาลลอยกระทง คริสต์มาส และปีใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นรายได้กลุ่มโรงแรมในทำเลศักยภาพหลัก ได้แก่ สุขุมวิท นิมมาน ป่าตอง และพัทยา ให้เติบโตต่อเนื่อง เสริมด้วยแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของภาคประชาชนที่ฟื้นตัวชัดเจน

    ในด้านการบริหารการเงิน บริษัทได้ชำระคืนหนี้และปรับโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวภายใต้โมเดลธุรกิจ ‘สร้าง-ดำเนินงาน-ขาย (Build-Operate-Sell)’ โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม ความคืบหน้าโครงการใหม่ และการขายสินทรัพย์ผ่าน Tokenization ที่ช่วยเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น

    นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับเครือ Accor เซ็นสัญญาแฟรนไชส์ บริหารโรงแรมทั้ง 3 แห่ง ภายใต้แบรนด์ Moevenpick, Mercure และ Handwritten Collection พร้อมได้รับการรับรองเป็น Third Party Operator (TPO) อย่างเป็นทางการ ซึ่งตอกย้ำศักยภาพการบริหารโรงแรมตามมาตรฐานสากล โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ ได้เปิดตัวโรงแรม ‘Mercure Phuket Patong Journeyhub’ อย่างเป็นทางการ หลังรีโนเวทปรับโฉมครั้งใหญ่ รับการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี เสริมฐานรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

    สำหรับผลประกอบการงวด 9 เดือนแรก ปี 2568 BC มีรายได้รวม 504.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 17.8 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตอย่างมั่นคงจากการดำเนินงานในธุรกิจหลัก

    ด้าน ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 BC มีรายได้รวม 80.4 ล้านบาท ลดลง 59.4% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการขายเงินลงทุนทั้งหมดในบริษัท BPKN3 ซึ่งรับรู้รายได้ไปแล้วในไตรมาส 1/2568 ภายใต้โครงการจำหน่ายเงินลงทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล (Tokenization) รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนในโรงแรม IBIS ในไตรมาส 3/2567 อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะการดำเนินงานปกติ รายได้จากธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และสำนักงานปรับตัวดีขึ้นตามอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในส่วนของ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลขาดทุนลดลงเหลือ 12.1 ล้านบาท จากการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดลงของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนใหม่ ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทอยู่ที่ 45.0 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากขาดทุน 55.7 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

    โครงสร้างรายได้ตามพื้นที่ดำเนินการ กลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ มีรายได้ 79.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) สะท้อนการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวและความต้องการเข้าพักที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประกอบด้วยโครงการหลัก ได้แก่ ซิทาดีนส์ 8, ซิทาดีนส์ 11, ซิทาดีนส์ 16, โอ๊ควู้ด เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท 24, โจโน่ อโศก และเจอร์นีย์ฮับ สุขุมวิท 26

    กลุ่มโรงแรมต่างจังหวัด มีรายได้ 47.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% QoQ จากดีมานด์ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต พัทยา และเชียงใหม่ ซึ่งมีโรงแรมในเครือ เช่น เจอร์นีย์ฮับ ภูเก็ต, เจอร์นีย์ฮับ พัทยา, โนโวเทล เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นีย์ฮับ และไอบิส เชียงใหม่ นิมมาน เจอร์นีย์ฮับ นอกจากนี้ BC ยังบริหารโครงการของลูกค้าภายนอกในจังหวัดภูเก็ต (กะรน) ภายใต้แบรนด์ของตนเอง “โจโน่ เอ็กซ์” และได้รับค่าตอบแทนจากการบริหารรายได้และการบริหารโรงแรม ซึ่งเป็นรายได้ต่อเนื่องจากธุรกิจบริหารจัดการ

    สำหรับธุรกิจศูนย์การค้าและพื้นที่เช่าโครงการ “โคฟ ฮิลล์” (Cove Hill) ไลฟ์สไตล์มอลล์ในย่านเจริญกรุง มีอัตราการเช่าพื้นที่รวมสูงขึ้นเป็น 71.4% ในไตรมาส 3/2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 78% ในไตรมาส 4/2568 นอกจากนี้ BC ยังคงมีรายได้บริหารโครงการพื้นที่เช่าแบบมิกซ์ยูส “ซัมเมอร์ พ้อยท์” (Summer Point) ย่านพระโขนง ซึ่งได้จำหน่ายเงินลงทุนสำเร็จในไตรมาส 1/2568 ภายใต้โครงการ Tokenization เสริมรายได้ค่าบริการอย่างต่อเนื่องให้กลุ่มบริษัทฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ietdmsdthtth95cgcx9uybynoqsv5hvz&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1URKVQta8QJPmAVLeGXFIw

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ นำทัพภาคท่องเที่ยว หารือนายกฯ เสนอ 2 มาตรการเร่งด่วน “Restoring Trust & Quick Win” ยกระดับมาตรฐาน-เสริมแกร่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    รมว.ท่องเที่ยวฯ นำทัพภาคท่องเที่ยว หารือนายกฯ เสนอ 2 มาตรการเร่งด่วน “Restoring Trust & Quick Win” ยกระดับมาตรฐาน-เสริมแกร่งอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.30 น. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ประกอบด้วย นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวและกีฬา, นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว, นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่ายภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงานสถานการณ์ และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับศักยภาพและฟื้นฟูความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในปี 2569

    นายอรรถกร เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การนำภาคเอกชนเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตจำนงค์ของกระทรวงฯ ในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งพัฒนาประเทศไทยให้เป็น “จุดหมายปลายทางคุณภาพ” ที่มอบทั้ง “มูลค่าที่คุ้มค่า” (Value for Money) และสร้างภาพลักษณ์ “ความเป็นมิตร” (Friendly) ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่กระทรวงฯ กำลังขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยได้นำเสนอ 2 มาตรการหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาและกระตุ้นตลาดในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการเป็น “จุดหมายปลายทางหลัก” ในภูมิภาค โดยสรุป 2 มาตรการหลักที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบาย คือ

    โดยสรุป 2 มาตรการหลักที่ได้รับการผลักดันเชิงนโยบาย คือ 1. มาตรการด้านความปลอดภัยและการฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Restoring Trust)
    –  เน้นหนัก: การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อจัดการข่าวสารที่ไม่ถูกต้องและลดข่าวปลอม
    – หัวใจสำคัญ: ผลักดันให้มีการจัดทำ “Travel Advisory Note” ที่มีมาตรฐานเดียวและมีความชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงรุกและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่นักท่องเที่ยว
    – การกำกับดูแล: เข้มงวดในการกวดขันและปราบปรามผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    2. มาตรการกระตุ้นตลาดและลดต้นทุนผู้ประกอบการ (Reviving Market Momentum / Quick Win)
    – การตลาด: เร่งจัดทำแผนงานและแคมเปญ “Quick Win” ทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ พร้อมจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมการขายร่วมกับเอกชน เพื่อกระตุ้นยอดเดินทาง
    – การสนับสนุน: ขอรับการสนับสนุนมาตรการด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกภาคส่วนสามารถลดต้นทุนและฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรี ได้ให้การตอบรับและแสดงความพร้อมของรัฐบาลในการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเห็นชอบในหลักการที่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า บริการ และมาตรการความปลอดภัยให้ทัดเทียมสากล ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/258092&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iNnnfG-IpO5CEDX0Kw_R8

  • นายกฯ อนุทิน หารือภาคท่องเที่ยว เร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568

    นายกฯ อนุทิน หารือภาคท่องเที่ยว เร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568

    นายกฯ อนุทิน หารือภาคท่องเที่ยว เร่งฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี 2568


    18/11/2568 | 163 |

    วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2568) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงฯ นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำคณะผู้แทนจากภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (สทน.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมสายการบินประเทศไทย เข้าพบปะหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2568 หลังจากหลายประเทศในเอเชียและอาเซียนประสบภาวะตลาดหดตัวส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวตลอดปี 2568 อาจลดลงราวร้อยละ 7 

    ภาคเอกชนได้เสนอมาตรการเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่น และการสื่อสารเชิงรุกเพื่อจัดการข่าวลบในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมกับมาตรการกระตุ้นตลาด ด้วยข้อเสนอให้จัดแคมเปญความปลอดภัยในระดับโลก การเพิ่มแรงจูงใจด้านราคาบัตรโดยสารทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ในส่วนของข้อเสนอระยะกลางและระยะยาว ภาคเอกชนแนะนำให้คณะกรรมการท่องเที่ยวแห่งชาติขับเคลื่อน 6 แผนงานสำคัญ ได้แก่ ปรับปรุงกฎหมายท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับโลก และสร้างภาพจำใหม่ของประเทศไทย พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการทันเวลา ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลดบทบาทจาก “จุดหมายปลายทางหลัก” เหลือเพียง “หนึ่งในตัวเลือก” ของนักท่องเที่ยวในอนาคต

    นายกรัฐมนตรี แจ้งให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่า รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลจากการเดินทางเยือนจีนที่ผ่านมา การเจรจาระหว่าง “รัฐกับรัฐ” เป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะเร่งเจรจาเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางระหว่างจีน-ไทย รวมถึงโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจีนจะเดินทางมาหารือข้อตกลงระหว่างไทย-จีน ททท. อาจจะพิจารณาเสนอ MOU ด้านการท่องเที่ยวในคราวเดียวกันเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/444252&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IK1iyAhLT5sy3zUietKbd

  • ทาสแมวเฮ! ครม. เห็นชอบ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. เห็นชอบ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    ทาสแมวเฮ! ครม. เห็นชอบ ‘แมวไทย’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    วันนี้(วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ 

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 – 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ

    เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย

    โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง

    อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน

    แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต 

    อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ 

    โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกันส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/lifestyle/644332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17oJxYKv1rPitRSjy42MFq

  • คนละครึ่งพลัส เฟส 2 คนที่เคยได้มาก่อน 20 ล้านคน ลงทะเบียนไม่ทันจะชวดอีก 2,000 ไหม

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 คนที่เคยได้มาก่อน 20 ล้านคน ลงทะเบียนไม่ทันจะชวดอีก 2,000 ไหม

              คนละครึ่งพลัส เฟส 2 คนที่เคยได้มาก่อน 20 ล้านคน ถ้าลงทะเบียนไม่ทันจะชวดเงินอีก 2,000 บาทไหม สรุปรายละเอียดเบื้องต้น

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียน
    ภาพจาก tete_escape/shutterstock.com

              คนละครึ่งพลัส ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ หลายคนก็ใช้เงินจนหมดเกลี้ยงแล้ว และกำลังรอคอยคนละครึ่งพลัส เฟส 2 อย่างใจจดใจจ่อ

              ล่าสุด วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กระปุกดอทคอม มีการสรุปรายละเอียดคร่าว ๆ เกี่ยวกับคนละครึ่งพลัส เฟส 2 มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ดังนี้

    คนที่ได้เฟส 1 ต้องลงทะเบียนใหม่เฟส 2 ใหม่

              คำตอบคือ ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ระบบจะมอบเงินให้ทันที ส่วนคนที่ต้องลงทะเบียนใหม่คือ คนที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟส 1

    ช่วงเวลาการลงทะเบียน

              ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน

    จำนวนเงินที่ได้

              นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุเบื้องต้นไว้ว่า คนที่เคยเข้าเฟส 1 จะได้เฟส 2 จำนวน 2,000 บาท ส่วนคนที่ไม่ได้เข้า จะได้ 4,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต้องรอสรุปผลการหารืออีกครั้ง

    ช่วงเวลาที่ใช้

              คาดว่าเริ่มเดือนมกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296589.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lkzxQonNpYI-l0EqGx5nN

  • คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนเมื่อไร มีเงื่อนไขอะไร ใครได้บ้าง

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนเมื่อไร มีเงื่อนไขอะไร ใครได้บ้าง

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เป็นโครงการที่หลายคนกำลังจับตามอง เนื่องจากเป็นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนเพิ่มเติม หลังจากเฟสแรกมีผู้ตกหล่นจำนวนมาก โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จในเฟสนี้ คาดว่า จะได้รับวงเงินสูงสุด 4,000 บาท และจะสามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีหน้า ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ อยู่ระหว่างการพิจารณาและออกแบบระบบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน

    ปัจจุบัน โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 อยู่ระหว่างขั้นตอนการหารือและออกแบบการดำเนินงาน โดยรัฐบาลยืนยันว่า จะเปิดให้ผู้ตกหล่นจากเฟสแรกลงทะเบียนใหม่ได้ เบื้องต้น คาดว่าเปิดลงทะเบียนภายในเดือนธันวาคม 2568 และ เริ่มใช้สิทธิได้จริงในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส เฟส 2

    • มีสัญชาติไทย
    • อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • มีบัตรประชาชน
    • ไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568
    • ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือเรียกคืนเงินในโครงการที่เกี่ยวข้อง

    วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    ประชาชนที่สนใจ คาดว่า สามารถลงทะเบียนผ่านแอป เป๋าตัง โดยมีขั้นตอนดังนี้

    1. ดาวน์โหลดและเปิดใช้งานแอปฯ เป๋าตัง
    2. กดลงทะเบียนรับสิทธิในแบนเนอร์โครงการ
    3. ตรวจสอบผลผ่าน SMS หรือหน้าแอปฯ
    4. เมื่อผ่านการตรวจสอบแล้วจึงเริ่มใช้สิทธิได้ตามกำหนด

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เท่าไร ใช้วันไหน

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวชัดเจนแล้วว่า คนที่ไม่เคยเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสเฟส 1 ควรได้รับวงเงินมากกว่า ส่วนวงเงินที่จะได้รับต่อคนนั้น ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่รัฐบาล และสำนักงานงบประมาณจัดสรร พร้อมยืนยันว่า ตัวเงิน 4,000 บาท เป็นเพียงตัวเลขสมมติเท่านั้น 

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ควบคู่ไปกับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน รอบใหม่ ยืนยันจะเริ่มจ่ายเงินให้ประชาชนภายในเดือน ม.ค. 69 

    เงื่อนไขคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างออกแบบหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งในกลุ่มผู้เคยได้รับสิทธิและผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม โดยมีแนวทางเบื้องต้นว่า

    • ผู้ใช้สิทธิครบ 2,000 บาทในเฟสแรก สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ได้
    • ผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน จะได้รับวงเงินมากกว่า
    • วงเงินที่ผู้ใช้เฟสแรกไม่ได้ใช้จะถูกรวมกลับเข้าสู่ระบบเพื่อนำมาใช้ในเฟสใหม่

    สรุป คนละครึ่งพลัส เฟส 2

    โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 คาดว่ารัฐบาลจะเริ่มจ่ายเงินให้ประชาชนได้ในเดือน ม.ค. 69 โดยผู้ที่ตกหล่นจากเฟสแรกมีโอกาสได้รับวงเงินมากกว่า ทั้งนี้ ต้องรอติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945172/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yCzMmSmhmP2wUZgjAGXgt

  • เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตตุลาการ นั่ง ประธาน กกต.คนใหม่

    18 พ.ย. 2568 มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ที่ประชุม กกต.มีมติ 4-3 เสียง เลือก “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ว่าที่ กกต. ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก สว.ชุดปี 2567 ให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.คนใหม่ 

    ทั้งนี้ในที่ประชุม กกต.ช่วงบ่าย มีวาระการประชุม เสนอชื่อเพื่อเป็นประธาน กกต.จำนวน 3 คน ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ อดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา และนายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าฯ อุทัยธานี ซึ่งนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ได้รับคะแนนเสียง 4 เสียง ส่วนนายสิทธิโชติ ได้ไป 3 เสียง

    เปิดประวัติ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.คนใหม่

    นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ จบการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2525 เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี 2526 และพัฒนบริหารศาสตรบัณฑิตทางรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปี 2539

    ประวัติการทำงาน

    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 2 (1 ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2559) 
    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ตุลาคม 2559 – 30 กันยายน 2561) 
    • รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (1 ตุลาคม 2561 – 30 กันยายน 2562) 
    • อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง (1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2564) 
    • ผู้พิพากษาศาลฎีกา (1 ตุลาคม 2564 – 30 กันยายน 2566) 
    • ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา (1 ตุลาคม 2566 – 2568)
    • กรรมการการเลือกตั้ง (30 สิงหาคม 2568 – ปัจจุบัน )

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/610038&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BN4gpZG7JcP3tn_IFjt7X

  • นายกฯ สั่งคลัง เร่งลงทะเบียนรอบใหม่ “บัตรรัฐ-คนละครึ่งพลัส เฟส2”

    นายกฯ สั่งคลัง เร่งลงทะเบียนรอบใหม่ “บัตรรัฐ-คนละครึ่งพลัส เฟส2”

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมเปิดลงทะเบียน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ควบคู่ไปกับการจัดทำโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2

    นายกฯ กำชับชัดว่า ทั้งสองโครงการต้อง ‘ปิดจ๊อบ’ ภายในเดือนธันวาคม 2568 โดยให้ปรับปรุงจากผลการดำเนินงานโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก และแนวทางเดิมของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังรับไปดำเนินการอย่างเร่งด่วน

    anutin-mof-government-card-half-half-plus-new-round-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เอกนิติ ระบุว่า รัฐบาลยังเดินหน้าแนวทางเดิมในการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ คือ
    • คนที่มีกำลังซื้อ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส รัฐช่วยสมทบคนละครึ่ง
    • ผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่สามารถร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ จะได้รับเงินสนับสนุนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน
    โดยผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถเข้าร่วมคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้

    สำหรับงบประมาณที่จะใช้ดำเนินโครงการ รองนายกฯ ระบุว่า จะใช้งบกลางเป็นหลัก ส่วนจำนวนเงินต้องขอพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าการโอนเงินถึงมือประชาชนจะเป็นไปตามแผนเดิมคือ ภายในเดือนมกราคม 2569

    ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ และคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จึงถูกมองว่าเป็นมาตรการคู่ขนานที่รัฐบาลใช้ดูแลทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีกำลังซื้อ เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงรอยต่อปีใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-mof-government-card-half-half-plus-new-round&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-_bhl1R_e1-yhdVlzIotn

  • จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน 2026

    จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน 2026

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ ผงาด TOP 3 ของอาเซียน มหาวิทยาลัยยั่งยืน QS World University Rankings: Sustainability 2026

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจาก QS World University Rankings: Sustainability 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืน ให้อยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน อันดับ 1 ของประเทศไทยเช่นเดียวกับปีที่แล้ว อันดับ 15 ของเอเชีย และอันดับ 165 ของโลก จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 2,000 แห่ง ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568  

    QS World University Rankings: Sustainability 2026 พิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยประเมินมหาวิทยาลัยจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) และการบริหารจัดการ (Governance)

    ทั้งนี้ผลการจัดอันดับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2026 ดีขึ้นจากปี 2025 โดยผลคะแนนรวมของจุฬาฯ สูงถึง 85.5 สะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ แสดงถึงความมุ่งมั่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้น โดยผลงานที่โดดเด่นของจุฬาฯ เช่น

    – ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 81 ของโลก

    – การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 138 ของโลก

    – ความเท่าเทียม: อันดับ 175 ของโลก

    – ความสามารถในการจ้างงานและโอกาส: อันดับ 179 ของโลก

    ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกด้านความยั่งยืนเพิ่มเติมได้ที่

    https://www.topuniversities.com/sustainability-rankings

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/272029/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tYeGdHOyPY599Rmy4364i

  • ม.นครพนมเปิดหลักสูตรใหม่ ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

    ม.นครพนมเปิดหลักสูตรใหม่ ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

    ภูมิภาค

    ม.นครพนมเปิดหลักสูตรใหม่ ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ จัดเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ”

    วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม (Faculty of Management Sciences and Information Technology, Nakhonphanom University) ได้จัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” และร่วมฟัง ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อร่วมกันพลิกโฉมโลจิสติกส์ไทย พร้อมเปิดตัวหลักสูตรใหม่ “สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ”โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรีภูมินทร์ ฮงมา คณบดีฯเป็นประธาน และกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมในครั้งนี้ ณ  MIT Co-working Space ชั้น 1 คณะวิทยาการจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม

    ซึ่งกิจกรรมเสวนาวิชาการ “ทิศทางโลจิสติกส์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ได้รับเกียรติจากผู้ร่วมเสวนาที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์มากมาย ได้แก่ ผศ.ดร.ขจิต ณ กาฬสินธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยนครพนม  คุณศรีตระกูล จันทรนิภา รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครพนม  คุณดิศพล เลิศสุวรรณวงษ์ Aircraft Appearance Supervisor, Thai Lion Air  คุณภัคธินันท์ ธนโสภณไพสิฐ บริษัท ไอซีแอล อินเตอร์เนชันแนล จำกัด สาขานครพนม และ คุณวิภาวี ถึงนาค หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 2 ด่านศุลกากรนครพนม นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.พรหมภัสสร ชุณหบุญญทิพย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาฯ มหาวิทยาลัยนครพนม เป็นผู้ดำเนินรายการในกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย

    ทั้งนี้ จังหวัดนครพนมถูกวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภาคอีสาน เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน คือเป็นประตูเศรษฐกิจสู่อาเซียนและจีนตอนใต้ – ตะวันออก โดยมีการพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดน เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า รองรับการเปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าระหว่างรถบรรทุกกับระบบรถไฟทางคู่ในอนาคต

    มีวิสัยทัศน์เป็นศูนย์กลางขนส่งและโลจิสติกส์,ผลิตอาหารปลอดภัยอุตสาหกรรมแปรรูป,ศูนย์ธุรกิจขนส่ง และเป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม โดยเน้นจุดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ให้เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (สาสนา ประวัติศาสตร์ และนิเวศน์ในอนุภาคมิภาคลุ่มน้ำโขง),เกษตรปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม,เมืองศูนย์กลางการค้าชายแดน และการลงทุนประตูเศรษฐกิจสู่อาเชียน และจีนตอนใต้-ตะวันออก รวมถึงเป็นเมืองการศึกษารองรับการพัฒนาสู่ประชาคมอาเชียน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/454775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WPBWkJsVXYSiCYoBFlujQ