Blog

  • ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEแสนล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันพร้อมหั่นดบ.กระตุ้นศก.เพิ่ม

    ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEแสนล้าน ‘ผู้ว่าแบงก์ชาติ’ ยันพร้อมหั่นดบ.กระตุ้นศก.เพิ่ม

    ‘ผู้ว่าแบงก์’ ลุยเข็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี 1 แสนล้านบาท ขึ้นเกณฑ์ค้ำ 10-30% แจงเร่งสรุปรายละเอียดภายในปีนี้ ก่อนคิกออฟปี 69 ยันพร้อมหั่นดอกเบี้ยหากจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม เดินหน้าดูแลค่าบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม

    23 พ.ย. 2568 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธปท. ยังอยู่ระหว่างการหารือกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทยในการเร่งผลักดันมาตรการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ เนื่องจากสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส เนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อตาม credit cost ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมองว่าหากสินเชื่อดังกล่าวยังคงหดตัวต่อไปจะเป็นปัญหาทำให้เศรษบกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีศักยภาพ

    สำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้น จะเป็นการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี เพื่อลดความเสี่ยงของ credit cost จากการที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้เม็ดเงินที่เหลือจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) รองรับการดำเนินการ วงเงินปล่อยกู้ต่อราย คาดว่าจะอยู่ที่ 50-100 ล้านบาท โดยกลไกนี้จะลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้ธนาคาร 10-30% เช่น หากเป็นผู้ประกอบการที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่ที่ 10% และผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อยู่ที่ 30% โดยกลไกนี้จะง่ายและไม่ซับซ้อน และช่วยให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการได้ง่ายขึ้น

    ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักที่สอดรับกับ Reinvent Thailand และอื่น ๆ เช่น ค่าปลีก ค่าส่ง กลุ่มที่มีศักยภาพในการปรับตัว กลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่น ปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้ local content เป็นต้น และอุตสาหกรรมที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป Wellness เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือในรายละเอียดคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2568 และสามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569

    ผู้ว่าการ ธปท. ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้ดำเนินมาตรการ QE ว่า สำหรับประเทศไทยนั้นมาตรการดังกล่าวอาจจะมีผลค่อนข้างจำกัด เนื่องจากจุดประสงค์หลักของมาตรการ QE คือการกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวให้ลดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดเงิน แต่ในบริบทของเศรษฐกิจไทยการจะเร่งให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจได้จริงก็ต่อเมื่อสถาบันการเงินมีการปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการเร่งผลักดันโครงการค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

    ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นายวิทัย ระบุว่า ขณะนี้ยังมีช่องว่างเพียงพอที่จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก หากข้อมูลชี้ถึงความจำเป็นในการสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การตัดสินใจทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินข้อมูลและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นสำคัญด้วยเช่นกัน

    ทั้งนี้ มองว่าปัญหาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าในขณะนี้ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาสังคมสูงวัย และความไม่แน่นอนในการลงทุนมากกว่าเรื่องต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า

    “ธปท. ต้องคอยดูข้อมูลเศรษฐกิจอย่างละเอียด แต่ยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิมถ้ามีความจำเป็นที่นโยบายการเงินจะสามารถซัพพอร์ตเศรษฐกิจได้ แต่ในรายละเอียดต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจที่ไม่ดีนั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยจึงมีผลจำกัด แต่ถามว่าลดดอกเบี้ยแล้วก็มีผลที่ช่วยทำให้คนจ่ายหนี้ได้มากขึ้น เป็นหนี้เสียน้อยลง ดังนั้นหากถามว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ คงตอบไม่ได้ เพราะต้องมาพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย” นายวิทัย กล่าว

    นอกจากนี้ ในส่วนของแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นผลจากการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันพบว่าดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าไปแล้วกว่า 7% ขณะที่เงินบาทปรับแข็งเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นแล้ว 5% เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ, เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดพันธบัตรและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ​ (FDI), การซื้อขายทองคำของคนไทย และภาวะการเมืองไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้เงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้จากระดับ 34.10 บาทในช่วงปลายปี 2567 เป็น 32.48 ในช่วงไตรมาส 4/2568

    โดย ธปท. ยืนยันว่าอยากเห็นค่าเงินบาทอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะยังมีข้อจำกัดเรื่องปัจจัยพื้นฐานอยู่ โดยคาดหวังว่าในปี 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคส่งออกที่จะเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วงที่ผ่านมาได้มีการเร่งส่งออกค่อนข้างมาก

    “เหตุที่ ธปท. ไม่เข้าไปแทรกแซงค่าเงินเพราะเราอยู่ภายใต้ 3 เกณฑ์ของสหรัฐฯ ที่มีผลบังคับใช้กับประเทศคู่ค้ามาต่อเนื่องหลายปี ได้แก่ 1. เกินดุลกับสหรัฐฯ 1.5หมื่นล้านดอลลาร์ 2. มี Current Account หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดบวกมากกว่า 3% และ 3.การแซกแทรกอัตราแลกเปลี่ยนรวมไม่เกิน 2% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันเรามักจะเข้าเกณฑ์ข้อ 1 และ 2 อยู่แล้ว ดังนั้น ธปท. จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเกณฑ์ข้อ 3 เพราะหากเราเข้าทั้งหมด 3 เกณฑ์ นั่นหมายถึงเราบริหารจัดการค่าเงินผิดเกณฑ์ ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ หน้าที่ของ ธปท. คือการลดความผันผวนของค่าเงิน แต่หากเกิดภาวะวิกฤติหรือจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องเข้าไปดูแลค่าเงินบาทมากกว่าเดิม ธปท. ก็พร้อมเต็มที่” นายวิทัย กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/900971/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw036VWuYbVS2puihx2CYEZ_

  • ธปท. ส่งสัญญาณ! พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    ธปท. ส่งสัญญาณ! พร้อมใช้นโยบายดอกเบี้ย สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า พร้อมใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ยังมีช่องว่างให้สามารถลดลงได้อีก ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับข้อมูลของเศรษฐกิจไทยที่จะออกมาในช่วงก่อนการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ครั้งหน้า ในวันที่  17 ธันวาคม  2568 ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยมีผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นอกจากนี้ นายวิทัย ระบุว่า ความท้าทายของประเทศไทย คือการมีเครื่องมือนโยบายทางการเงินที่จำกัด โดยเครื่องมือของนโยบายการเงินในบริบทโครงสร้างประเทศไทย หลักๆคือเรื่องของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นเรื่องเดียวที่เป็นความท้าทาย

    โดยปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่ไม่เติบโตหรือเงินเฟ้อต่ำนั้น มาจากพื้นฐานเชิงโครงสร้าง ขีดความสามารถทางการแข่งขันที่มีน้อย ซึ่งไทยไม่มีอุตสาหกรรมที่สามารถแข่งขันได้ดี ขาด  New S Curve หรือ ภาวะที่ธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ ไม่มีแหล่งการเติบโตใหม่ๆ หรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทดแทน ขาด Competitive advantage หรือ การที่ธุรกิจไม่มีคุณลักษณะหรือกลยุทธ์เฉพาะที่ทำให้ตนเองเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่อง การเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงเรื่องหนี้ครัวเรือน และปัญหาอื่นๆอีกที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง 

    ซึ่งพวกนี้จะไม่สามารถกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ยได้มันต้องใช้การลดดอกเบี้ยเพื่อคงสภาพสภาพคล่อง  และช่วยดูแลและใช้มาตรการอื่นๆส่งเสริมร่วมด้วย

    ส่วน สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ นายวิทัย ระบุว่า เกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า และรายได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จากการที่ไทยเร่งส่งออกในที่ช่วงที่ผ่านมาที่มีปริมาณสูง 

    ซึ่งที่ผ่านมา การแข็งค่าของเงินบาทสอดคล้องกับหลายสกุลเงินในภูมิภาค โดยมีบางประเทศที่ค่าเงินอ่อนค่าจากปัจจัยเฉพาะ เช่น เวียดนาม ที่ผู้ส่งออกบางส่วนไม่แลกรายได้จากดอลล่าร์สหรัฐเป็นเงินดอง และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้น

    นายวิทัย ยอมรับว่า อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ พร้อมยอมรับว่าการดูแลค่าเงินบาทยังมีข้อจำกัด เนื่องจากสหรัฐมีหลักเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินบาท โดย ธปท. จะเข้าดูแลไม่ให้เงินบาทผันผวนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าค่าเงินบาทน่าจะมีทิศทางดีขึ้น จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะลดลง

    ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาของ กระทรวงการคลัง (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็นการบิดเบือนค่าเงิน  (currency manipulator) ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่
    1. เกินดุลการค้าและบริการกับสหรัฐมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
    2. ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account: CA) มากกว่า  3% ของ GDP
    3. แทรกแซงค่าเงินด้านซื้อเงินตราต่างประเทศ  (Forienge exchange)  สุทธิรวมมากกว่า  2% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/262079&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zCr_oVs9wCCTBimpp_XlK

  • “เมืองน่าอยู่” ต้องเปิดรับคนทุกกลุ่ม ชู GREEN HUG ดันเศรษฐกิจ

    “เมืองน่าอยู่” ต้องเปิดรับคนทุกกลุ่ม ชู GREEN HUG ดันเศรษฐกิจ

    อายิโนะโมะโต๊ะ ชู ‘เก็บดี มีสุข‘ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนทางธุรกิจ สมิชฌน์ เพ็ชร์ดี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอโครงการ “เก็บดี มีสุข” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเชิญชวนให้ผู้บริโภคเก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อส่งคืน

    เรามุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจัดช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถส่งคืนบรรจุภัณฑ์แล้วนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

    บรรจุภัณฑ์ที่รวบรวมได้จะถูกนำไป upcycling เป็นโต๊ะ เก้าอี้ เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ส่วนที่เหลือก็จะถูกนำไปทำเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานที่ตอบโจทย์สังคมอยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง

    จุฬาฯ ใช้พื้นที่สีเขียวเป็นสะพานเชื่อมเจนเนอเรชัน

    ในส่วนของการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง ผศ.ดร.จรัสพัฒน์ พฤกษารัตน์วุฒิ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของพื้นที่สีเขียวว่า ควรเป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือในการ “ลดช่องว่างระหว่างเจน และระหว่างวัย ให้ผู้คนมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน”

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดเผยถึงแผนการเปลี่ยนพื้นที่ บรรทัดทองสู่โมเดลยั่งยืน เพื่อปลดล็อกปัญหาขยะและน้ำเสียของพื้นที่ โดยกลยุทธ์สำคัญคือ การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม (Co-ownership) ให้กับร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

    “การขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ การสร้างความรู้สึกว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นเจ้าของร่วม…ต้องค่อยๆเดินไปพบเขาให้เขาเกิดความรู้สึกว่าเป็นมิตรกับเรา แล้วสร้างความความเป็นเจ้าของร่วมกัน”

    งาน GREEN HUG ตลาดนัดรักษ์โลก จัดขึ้นที่ จุฬาฯ ซอย 5 ระหว่างวันที่ 22–23 พฤศจิกายน 2025 โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ซึ่ง วันที่ 22 พฤศจิกายน ถือเป็นการเริ่มต้นวันแรกด้วยกิจกรรมที่อัดแน่น ดีต่อโลก และดีต่อใจ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมงานได้อีก 1 วัน ในวันพรุ่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JR1AkcJBUOVMr-MUvcB92

  • ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ไทยศักยภาพสูงสร้างท่าอวกาศยานของประเทศ ดึงเงินลงทุน หนุนเศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยก้าวอีกขั้นสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ (New Space Economy) หลัง GISTDA ร่วมกับ KPMG เปิดเผยผลสรุปจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย (Thailand Spaceport)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21

    โดยผลการประเมินเบื้องต้นชี้ว่า ไทยมีศักยภาพเพียงพอในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ มีความเป็นไปได้สูง ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ การเงิน และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมอวกาศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ผลการประเมินเบื้องต้น ระบุพื้นที่เหมาะสม 3 แห่ง ได้แก่

    • เกาะจวง/เกาะจาน จ.ชลบุรี เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง เด่นด้านการใช้ประโยชน์พื้นที่และผลกระทบต่อประชาชนน้อย
    • แหลมสนอ่อน จ.สงขลา เหมาะกับการส่งแบบแนวดิ่ง แต่อาจยังผลกระทบกับพื้นที่ชุมชน
    • สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เด่นด้านโลจิสติกส์ เหมาะกับการส่งแบบแนวราบ และมีศักยภาพพัฒนาเป็นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

    KPMG เผยผลการศึกษาว่า การมี Spaceport จะช่วย

    • สร้างอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
    • ยกระดับทักษะ STEM พร้อมสร้างอาชีพแห่งอนาคตให้เยาวชน โดยเริ่มจาก suborbital launch
    • เพิ่มความเป็นอิสระของชาติ ในการส่งดาวเทียมและพัฒนานวัตกรรม
    • หนุนไทยสู่ “Space-Faring Nation” ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคเริ่มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น

    ผลการศึกษาเป็น “สัญญาณสำคัญ” ว่าไทยไม่เพียงพร้อม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการสร้างท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์ของตัวเอง และอาจเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ระดับหมื่นล้านบาท พร้อมปั้นคนรุ่นใหม่สู่สายงานอวกาศ หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก

    การประชุมเชิงปฏิบัติการของโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาท่าอวกาศยานประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/733866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dZMF47TPd7z8nlZqmfcbA

  • เครือข่ายมิ่งเมือง จัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73

    เครือข่ายมิ่งเมือง จัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73

    22 Nov 68

    เครือข่ายมิ่งเมืองจัดแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568

    ดร.ปรีชาชาญ อินทรชิต ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเมธังกราวาส (เทศรัฐราษฎร์นุกูล) สพป.แพร่ เขต1พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเมธังกราวาสฯ คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และ ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนวัดเมธังกราวาสฯ ✨
    เข้าร่วมการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 73 ประจำปีการศึกษา 2568 (ระดับกลุ่มเครือข่ายการศึกษามิ่งเมือง)

    โดยมี นายนิโรจน์ มะเสนา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 เป็นประธาน
    ในพิธีเปิดการแข่งขันในครั้งนี้

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3827755/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UN4IvULUxmrge3aA1bhco

  • เร่งช่วยนักท่องเที่ยวติดค้างในหาดใหญ่นับพัน คาดอีก 2-3 วันสถานการณ์คลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    เร่งช่วยนักท่องเที่ยวติดค้างในหาดใหญ่นับพัน คาดอีก 2-3 วันสถานการณ์คลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวภาภยหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจชั้นในที่ได้รับผลกระทบหนัก ร้านค้า บ้านเรือนประชาชน และชุมชนรอบข้างถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ โดยได้ประสานกับทุกภาคส่วนเพื่อหาแนวทางการแก้ไขที่เกิดขึ้น

    โดยได้ดำเนินการจัดการส่งอาหารและน้ำดื่มให้นักท่องเที่ยวที่ติดค้างในโรงแรมที่พัก และหากได้รับการประสานจากทางกงสุลร้องขอให้เขาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวให้เร่งรีบดำเนินการและประสานรายงานผลให้ทางกงสุลทราบ ส่วนการบริหารจัดการภายในสนามบินหาดใหญ่ให้ทางสนามบินจัดจุดแจ้งขอความช่วยเหลือท่องเที่ยว และให้ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับ จนท. TAC ในการรับเรื่อง และให้ความช่วยเหลือ

    ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนติดค้างกระจายตามโรงแรม เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่ารถทั่วไปจะเข้าถึงได้ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งดูแลนักท่องเที่ยวทุกคนอย่างใกล้ชิด ทั้งชาวไทยและต่างชาติ และสั่งการให้กรมชลประทานจัดบรรทุก 10 ล้อในการอำนวยความสะดวกส่งอาหาร น้ำดื่ม และรับนักท่องเที่ยว ที่ติดค้างในโรงแรมที่พัก ออกมายังศูนย์พักพิงหรือสนามบิน โดยให้ประสานปฎิบัติกับตำรวจท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

    “เนื่องจากกระแสน้ำไหลมาเร็วและแรงทำให้รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เดินทางยากลำบากต้องพึ่งพารถของกองทัพเท่านั้น เราจึงประสานรถขนาดใหญ่ของกรมชลประทานเข้าช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ได้ประสานร้านอาหารหลายแห่งในพื้นที่ให้ทยอยนำอาหารและน้ำดื่มไปแจกจ่ายแก่ผู้ติดค้างอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน” นายอรรถกร กล่าว

    ส่วนสถานการณ์ในท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ยังมีผู้โดยสารตกค้างอยู่นั้น คาดว่าภายใน 2-3 วันนี้จะมีประมาณ 800-1,000 คน เนื่องจากการเดินทางเข้าตัวเมืองทำได้ลำบาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงได้ประสานให้สนามบินจัดจุดช่วยเหลือ พร้อมจัดเตรียมน้ำดื่ม อาหาร แปรงสีฟัน ยาสีฟัน และของใช้จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องพักค้าง โดยเฉพาะจุดปฐมพยาบาลและโซนห้องน้ำต้องเพียงพอต่อความต้องการ โดยตนได้กำชับตำรวจท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ TAC ได้จัดเวรผลัดเปลี่ยนให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว

    “ทุกหน่วยงานได้เร่งปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งจังหวัดสงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ตำรวจท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนอาหารและน้ำดื่ม เพื่อช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ ผมประเมินว่า สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วง 2-3 วันนี้ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติมก็จะทำให้การระบายน้ำสามารถดำเนินได้เต็มประสิทธิภาพ” นายอรรถกร กล่าว

    รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติทุกคน และจะดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยได้ตรวจเยี่ยมและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ตกค้างภายในสนามบิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่ขับรถมาเที่ยว และประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านพักในอำเภอหาดใหญ่ได้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/548144&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LNNp_p90oQ2D4B5wIxv8t

  • คมคุย คมคิด : การท่องเที่ยว…ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิตย์ที่ 23-11-68 เวลา 19:30 น.

    คมคุย คมคิด : การท่องเที่ยว…ฟันเฟืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาทิตย์ที่ 23-11-68 เวลา 19:30 น.

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/fmrNZA5y2lM&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZGkuih4LjwGvoN-6v4eUj

  • ตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการยกระดับมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวชายฝั่ง รับมือสถานการณ์ลมแรง-คลื่นสูงในทะเลภาคตะวันออก

    ตำรวจภูธรภาค 2 สั่งการยกระดับมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวชายฝั่ง รับมือสถานการณ์ลมแรง-คลื่นสูงในทะเลภาคตะวันออก

    ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 15 (354/2568) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 05.00 น. เรื่อง อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องจนถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นั้น

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ ภาคเหนือ–ภาคอีสาน มีอากาศเย็นถึงหนาว ภาคกลาง–กทม.–ปริมณฑล–ภาคตะวันออก มีอากาศเย็นในตอนเช้า บริเวณชายฝั่งมีลมแรง คลื่นสูง 2–3 เมตร ส่งผลต่อการเดินเรือ การท่องเที่ยวทางทะเลและความปลอดภัยของประชาชน

    พล.ต.ต.เอกภพ อินทวิวัฒน์ รอง ผบช.ภ.2/โฆษก ภ.2 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายทะเล อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ปรับแผนการปฏิบัติและยกระดับมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำแนวทางดังนี้

    1. ประสานความร่วมมือ กับตำรวจน้ำ เจ้าท่า หน่วยกู้ภัย อปท. และผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงและควบคุมพื้นที่ริมทะเล
    2. เพิ่มกำลังตรวจการณ์ บริเวณชายหาด จุดลงเล่นน้ำ ท่าเรือ พร้อมติดตั้งป้ายเตือนคลื่นลมแรง
    3. กำกับดูแลเรือโดยสารและกิจกรรมทางน้ำ ให้อยู่ภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
    4. รายงานสถานการณ์แบบต่อเนื่อง และเตรียมกำลังสนับสนุนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทุกประเภท

    พล.ต.ต.เอกภพ กล่าวต่อว่า ผบช.ภ.2 ได้กำชับให้ทุกพื้นที่ชายฝั่ง ดำเนินการเชิงรุกสูงสุด โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนเดินทางและท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างอุ่นใจ แม้ในช่วงสภาพอากาศผันผวน

    ตำรวจภูธรภาค 2 ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่มีป้ายเตือน สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งในการทำกิจกรรมทางน้ำ และหากพบเหตุฉุกเฉินสามารถโทรแจ้งได้ที่หมายเลข 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/258916&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KcKUJypN3zpc_ppmF28V3

  • โบว์ เมลดา จากนักร้องหน้าใส สู่นางเอกแถวหน้าของไทย สวยด้วยแถมตลกด้วย

    โบว์ เมลดา จากนักร้องหน้าใส สู่นางเอกแถวหน้าของไทย สวยด้วยแถมตลกด้วย

    เป็นอีกหนึ่งนางเอกสาวแถวหน้าของเมืองไทย สำหรับ โบว์ เมลดา สุศรี ที่นอกจากจะมีความสามารถทั้งด้านการแสดงแล้ว ยังมีความสามารถด้านการร้องเพลงด้วย นอกจากนี้ยังเป็นขวัญใจชาวโซเชียล เพราะทั้งสวยแถมตลกด้วย เพราะมักจะตอบคำถามนักข่าวไม่เคยตายไมค์ของแท้ แถมมักจะมีมีมตลกให้แฟนๆ ได้ขำกันตลอดจนกลายเป็นไวรัลก็หลายครั้ง

    สำหรับประวัติ โบว์ เมลดา เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 ที่กรุงเทพฯ เป็นลูกสาวคนเดียว เดิมใช้ชื่อว่า หทัยภัทร สุศรี ส่วนชื่อเล่นจริงที่ครอบครัวตั้งให้คือ “โบอิง” มีที่มาจากช่วงที่เครื่องบินโบอิงตก ด้านการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนพระแม่มารีพระโขนง ระดับมัธยมศึกษา แผนการเรียนศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะสื่อสารมวลชน สาขาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ส่วนเส้นทางในวงการบันเทิง โบว์ เมลดา เคยติด 1 ใน 7 จากการเข้าประกวด Smile Kids บนเวที ไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2004 ก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัวจากการเป็นนักร้องเกิร์ลกรุ๊ป  Kiss Me Five (คิส มี ไฟฟ์) จากค่ายกามิกาเซ่ แต่หลังจากยุบวง โบว์ได้เข้าร่วมการประกวดไทยซุปเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2013 และได้รับตำแหน่งชนะเลิศ ก่อนเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 7HD

    และเมื่อครั้งที่ โบว์ เมลดา อยู่ในสังกัดช่อง 7 ก็มีผลงานละครเรื่องแรกคือ “คาดเชือก” และละคร “ใยกัลยา” แต่ละครใยกัลยาได้ออนแอร์ก่อนในปี 2557 ซึ่งทั้งเรตติ้งและกระแสตอบรับดีมากๆ ทำให้โบว์แจ้งเกิดด้านการแสดงทันที หลังจากนั้นก็มีผลงานละคร “โนห์รา” ที่กระแสตอบรับดีเช่นกัน อีกทั้งยังมีละครดังๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ หงส์เหนือมังกร, คุณชายไก่โต้ง, สกาวเดือน, พชรมนตรา, มนตร์กาลบันดาลรัก และผลงานละครเรื่องสุดท้ายกับทางช่อง 7HD คือเรื่อง “อินทรีแดง” ในปี 2562

    หลังจากที่โบว์ เมลดา หมดสัญญากับทางช่อง 7HD ก็กลายเป็นนักแสดงอิสระ ปัจจุบันเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 3 และเซ็นสัญญาเป็นนักร้องสังกัดบีอีซี มิวสิค โดยในส่วนงานละครกับช่อง 3 เรื่องแรกคือ “มนต์รักหนองผักกะแยง” ก่อนจะมีผลงานอื่นๆ ตามมา อาทิ ซุปตาร์ 2550 (รับเชิญ), ใต้เงาตะวัน, โลกหมุนรอบเธอ และล่าสุดกับละคร “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์”

    นอกจากนี้ โบว์ เมลดา ยังมีผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ รักไม่เป็นภาษา, อโยธยา มหาละลวย, อนงค์, อนงค์ 2..สามสี่ชาติ, ธี่หยด 3 (รับเชิญ), สมิงเขาขวาง รวมไปถึงผลงานเพลงเดี่ยว อาทิ แฟนผมน่ารัก (Cute), แนะนำให้เป็นแฟนเรา, ฝังใจ และยังร้องเพลงประกอบละครและภาพยนตร์อีกมากมาย อีกทั้งยังเคยพากย์เสียงภาพยนตร์เรื่อง “สโนว์ไวท์ 2025” ด้วย

    และนอกจากความสามารถที่ครบเครื่องทั้งการแสดงและร้องเพลงแล้ว โบว์ เมลดา ยังเป็นนางเอกสาวที่มากเสน่ห์ เพราะนอกจากความสวยแล้ว ยังเป็นผู้หญิงตลกที่มักจะมาพร้อมกับมีมที่กลายเป็นไวรัลเมื่อถูกนักข่าวสัมภาษณ์เสมอ เรียกว่าไม่เคยตายไมค์สักครั้ง แถมยังมีมุกตลกเสิร์ฟให้ทุกคนได้ฮาตลอด ทำให้แฟนๆ ต่างยกให้เธอเป็นตัวอย่างของคนไทยพูดไปเรื่อย คำพูดมากมาย ความหมายเอาไว้ก่อน และอดแซวไม่ได้จริงๆ ว่าสมกับแฟนหนุ่มอย่างพระเอกหนุ่มตี๋อารมณ์ดี อาเล็ก ธีรเดช ซะจริงๆ เพราะศีลเสมอกันสุดๆ สร้างตำนานคู่รักสายโบ๊ะบ๊ะของแท้จ้า!!

    คุณอยากให้ใครเป็น “นักแสดงที่สุดแห่งปี 2025”

    ผู้ที่สร้างผลงานโดดเด่นด้านงานแสดงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่ววงการบันเทิง เพื่อค้นหา “นักแสดงที่สุดแห่งปี” ชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025”

    ร่วมโหวตได้ที่ https://www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

    คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2897265&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J12aeNbvUN264pmi8-wrD

  • “นิด้า” กางผลโพล คนตะวันออก หนุน “เท้ง-ปชน.” ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์”

    “นิด้า” กางผลโพล คนตะวันออก หนุน “เท้ง-ปชน.” ตามด้วย “อนุทิน-อภิสิทธิ์”


    นิด้าโพล เผย คนภาคตะวันออก ยังหาที่เหมาะเป็นนายกฯ ไม่ได้ แต่ให้ “เท้ง” อันดับ 2 “อนุทิน” อันดับ 3 “อภิสิทธิ์” ที่ 4 ส่วนพรรคการเมือง ยังไม่มีที่เหมาะสม นำ ตามด้วย ปชน.-ภท.-ปชป.

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมือง ภาคตะวันออก” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13 – 18 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคตะวันออก (จำนวน 8 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่องการจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง]. หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับกระแสการเมือง ภาคตะวันออก การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 39.75 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 15.90 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 15.35 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 5 ร้อยละ 5.60 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 6 ร้อยละ 3.75 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 7 ร้อยละ 3.65 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 2.80 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 9 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10 ร้อยละ 1.65 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) ร้อยละ 1.90 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายสนธยา คุณปลื้ม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) พลโทบุญสิน พาดกลาง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนภาคตะวันออกจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 34.90 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 24.65 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 10.95 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 7.95 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.50 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 6 ร้อยละ 4.25 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 3.90 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 2.10 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 1.70 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคไทรวมพลัง พรรคไทยภักดี พรรคพลังบูรพา และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No) และร้อยละ 0.25 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.85 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 14.75 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดระยอง ร้อยละ 14.15 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ร้อยละ 10.75 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสระแก้ว ร้อยละ 10.40 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดจันทบุรี ร้อยละ 9.70 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดปราจีนบุรี ร้อยละ 5.15 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครนายก และร้อยละ 4.25 มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตราด โดยตัวอย่าง ร้อยละ 48.25 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.75 เป็นเพศหญิง 

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.35 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 18.85 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 19.35 อายุ 36-45 ปี  ร้อยละ 26.35 อายุ 46-59 ปี ร้อยละ 23.10 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 97.05 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 1.80 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.15 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.40 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.10 สมรส และร้อยละ 2.50 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.90 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 22.05 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 37.20 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.45 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 25.90 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 7.70 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.10 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.80 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 8.60 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 17.45 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.25 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.10 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 20.55 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 35.95 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 1.90 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.25 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.25 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.65 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/37787&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YUy7ZqCncIv8MuqIq-drZ