Blog

  • กกต. ขอเชิญชวนสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. ระหว่างวันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2568

    กกต. ขอเชิญชวนสมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. ระหว่างวันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2568

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ระหว่างวันที่ 1 – 5 ธันวาคม 2568 เวลา 08.30 – 16.30 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ผู้ที่สนใจสมัครรับเลือกตั้งสามารถตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และเตรียมหลักฐานและเอกสารประกอบการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมทั้งค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
    1.1 มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
    1.2 ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง สำหรับผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
    1.3 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลที่สมัครรับเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
    1.4 วุฒิการศึกษา
    • สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษา
    • ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา

    2. ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
    2.1 ติดยาเสพติดให้โทษ
    2.2 เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
    2.3 เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ
    2.4 เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 39 (1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช (2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือ (4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
    2.5 อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
    2.6 ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
    2.7 เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    2.8 เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
    2.9 เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
    2.10 เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
    2.11 เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง
    2.12 เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
    2.13 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
    2.14 เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
    2.15 เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
    2.16 อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
    2.17 เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาว่าเป็นผู้มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
    2.18 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ไม่ว่าจะได้รับโทษหรือไม่ โดยได้พ้นโทษหรือต้องคำพิพากษามายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี
    2.19 เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นแล้วแต่กรณี มายังไม่ถึง 5 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
    2.20 อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 หรือตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    2.21 เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดียวกันหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น
    2.22 เคยพ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะเหตุมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น หรือมีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในสัญญาหรือกิจการที่กระทำกับหรือจะกระทำกับหรือให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น โดยมีพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าเป็นการต่างตอบแทน หรือเอื้อประโยชน์ส่วนตนระหว่างกัน และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
    2.23 เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพราะจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
    2.24 เคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งใด ๆ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่และอำนาจ หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่และอำนาจ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือมีความประพฤติในทางที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ศักดิ์ตำแหน่ง หรือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือแก่ราชการ และยังไม่พ้น 5 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งจนถึงวันเลือกตั้ง
    2.25 ลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด

    3. หลักฐานและเอกสารประกอบการยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลพร้อมทั้งหลักฐานการสมัคร ดังนี้

    3.1 ใบสมัครรับเลือกตั้งตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 4/1
    3.2 รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก หรือ รูปภาพที่พิมพ์ชัดเจนเหมือนรูปถ่ายของตนเอง ขนาดกว้างประมาณ 8.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 13.5 เซนติเมตร จำนวนตามที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนด
    3.3 สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
    3.4 สำเนาทะเบียนบ้าน
    3.5 ใบรับรองแพทย์
    3.6 หลักฐานการศึกษา
    3.7 หลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลาติดต่อกัน 3 ปี (2565, 2566, 2567) นับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้ง เว้นแต่เป็นผู้ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ ให้ทำหนังสือยืนยันการไม่ได้เสียภาษี พร้อมทั้งสาเหตุแห่งการไม่ได้เสียภาษีตามแบบ ส.ถ./ผ.ถ. 4/2

    4. ค่าธรรมเนียมการสมัครรับเลือกตั้ง
    4.1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบล 2,500 บาท
    4.2 สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล 1,000 บาท

    ทั้งนี้ ผู้ใดลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปีตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหาร
    ส่วนตำบลและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือ Application Smart Vote หรือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
    ประจำจังหวัดทุกจังหวัด หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/905271/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14PHG0QsyhMxFKbpzJsc7D

  • พรุ่งนี้ ! นำทีมเศรษฐกิจ หน่วยงานการเงินที่สำคัญ   ลงหาดใหญ่ให้เห็นภาพจริง เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    พรุ่งนี้ ! นำทีมเศรษฐกิจ หน่วยงานการเงินที่สำคัญ ลงหาดใหญ่ให้เห็นภาพจริง เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3svQNE7VXvHKXbvLoqckTF

  • ‘REIC’ ชี้มาตรการ ‘Quick Big Win’ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ-โอนที่อยู่อาศัยพุ่ง

    ‘REIC’ ชี้มาตรการ ‘Quick Big Win’ ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ-โอนที่อยู่อาศัยพุ่ง

    การขับเคลื่อนมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาลประเมินว่าส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจสะท้อนจากการคาดการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมของไตรมาส 3 ปี 2568

    มีสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยอุปสงค์ขยายตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 (QoQ) ปัจจัยบวกจากมาตรการของรัฐบาล ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองที่อยู่อาศัยเหลือ0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท การผ่อนเกณฑ์ LTV และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ มีผลให้เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค

    ประกอบกับผู้ประกอบการเริ่มมีการปรับลดราคาให้ยืดหยุ่นตามความสามารถของผู้ซื้อที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงทั้งหมดนี้มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยและอัตราการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภททั่วประเทศไตรมาส 3 มีจำนวน 84,397 หน่วยเพิ่มขึ้น 9.1% คิดเป็นมูลค่า 226,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% โดยเป็นการโอนกรรมสิทธิ์

    ที่อยู่อาศัยแนวราบจำนวน 57,581 หน่วยเพิ่มขึ้น 6.7% คิดเป็นมูลค่า 164,060 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% และเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจำนวนหน่วย 26,816 หน่วยเพิ่มขึ้น 14.8% คิดเป็นมูลค่า 62,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4% ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกระดับราคา โดยเฉพาะบ้านสร้างใหม่ระดับราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 37% ขณะที่บ้านมือสองระดับราคา 5.01 – 7.50 ล้านบาท มีอัตราการโอนกรรมสิทธิ์
    เพิ่มขึ้น 14.1% จากไตรมาสก่อน

    สำหรับ 10 จังหวัดแรกที่มีมูลค่าการโอนสูงสุดในไตรมาส 3 ปี 2568 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ระยอง นครราชสีมา และขอนแก่น โดยจังหวัดที่มีการขยายตัวของการโอนเพิ่มขึ้น
    จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าในไตรมาส 3 มี 3 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ระยองและนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีเพียงจังหวัดภูเก็ต ระยอง และนครราชสีมา ที่มีการขยายตัวของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น
    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติ ไตรมาส 3 ปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีจำนวน 3,844 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3% มูลค่า 15,378 ล้านบาท ลดลง -17.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยชาวต่างชาติที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ “ห้องชุด” มากที่สุด 3 อันดับแรกในไตรมาส 3 ปี 2568

    ได้แก่ จีน ไต้หวัน และพม่า ซึ่งจีนยังคงมีแนวโน้มลดลงโดยมีการโอนห้องชุดในไตรมาสนี้จำนวน 1,335 หน่วย มีมูลค่า4,573 ล้านบาท จำนวนหน่วยลดลง -11.8% มูลค่าลดลง -34.6% ไต้หวันจำนวน 376 หน่วย มูลค่า 1,844 ล้านบาทจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 31.5% มูลค่าเพิ่มขึ้น 17.1% พม่าโอนห้องชุดในไตรมาสนี้จำนวน 517 หน่วย เพิ่มขึ้น 25.5% แต่มูลค่า1,550 ล้านบาท ลดลง -30.3% โดยภาพรวมหลายประเทศมีแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพิ่มขึ้นตามทิศทางการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์สะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ยังหดตัวทั้งด้านจำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวน 227,106 หน่วย ลดลง -9.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 250,386 หน่วย มีมูลค่า 617,768 ล้านบาท ลดลง -12.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีมูลค่า 705,085 ล้านบาท สะท้อนกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบมีจำนวน 155,125 หน่วย ลดลง -7.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน167,308  หน่วย มูลค่า 446,309 ล้านบาท ลดลง -9.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 492,506 ล้านบาทและอาคารชุดมีจำนวน 71,991 หน่วย ลดลง -13.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 83,078 หน่วยมูลค่า 171,458 ล้านบาท ลดลง -19.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 212,578 ล้านบาท

    ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2568 มีมูลค่า 146,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2ปี 2568 (QoQ) ที่มีมูลค่า 134,115 ล้านบาท จากอานิสงค์บวกของ 2 มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แต่โดยภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 มีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่มีมูลค่า 390,317 ล้านบาท
    ลดลง -6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีมูลค่า 417,944 ล้านบาท

    นายกมลภพ กล่าวอีกว่า แม้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยสะสมในช่วงที่ผ่านมายังหดตัว แต่จากการจัดทำมาตรการ “Quick Big Win” ของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านมาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการพลังงานสะอาด มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)และการปรับโครงสร้างหนี้เสียภาคครัวเรือน รวมถึงมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs

    คาดการณ์เป็นปัจจัยบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศไตรมาส 4 ปี 2568 ฟื้นตัวขึ้น โดยจะมียอดการโอนจำนวน 95,484 หน่วย เพิ่มขึ้น  13.1% จากไตรมาส 3 (QoQ) ที่มีจำนวน 84,397 หน่วย และมีมูลค่าจำนวน 255,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% จากไตรมาส 3 (QoQ) ที่มีจำนวน 226,166 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ ทั่วประเทศ ไตรมาส 4 ปี 2568 คาดการณ์มีมูลค่าประมาณ 160,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากไตรมาส 3 (QoQ) ที่มีมูลค่า 146,834 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ทั้งปี 2568 การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังคงติดลบ แต่เป็นการติดลบที่ลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน  322,500 หน่วย ลดลง -7.3%  เมื่อเทียบกับปี 2567 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 873,400 ล้านบาท ลดลง -10.9% เมื่อเทียบกับปี 2567 และคาดว่าปี 2569 สถานการณ์
    จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

    โดยจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 320,200 หน่วย ลดลงเพียง -0.7%เมื่อเทียบกับปี 2568 และมีมูลค่าการโอนประมาณ 866,200 ล้านบาท ลดลง -0.8% เมื่อเทียบกับปี 2568 ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ทั่วประเทศในปี 2568 จะมีมูลค่าประมาณ 551,092 ล้านบาท ลดลง -5.8%

    เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 584,843 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ ทั่วประเทศในปี 2569 จะมีมูลค่าประมาณ 547,533 ล้านบาท ลดลง -0.6% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีมูลค่า 551,092 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/645287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kG9Ol2rCGQyVGKwKBcHRV

  • ‘กงสุลใหญ่’ กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    ‘กงสุลใหญ่’ กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    เศรษฐกิจ

    ‘กงสุลใหญ่’ กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    'กงสุลใหญ่' กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    กงสุลใหญ่ฯ “กว่างโจว” ชี้กวางตุ้งคือ “หัวใจเศรษฐกิจจีน” เตือนไทยเร่งอัพสกิลแรงงาน–ยกระดับซอฟต์แวร์รัฐ รับคลื่นลงทุนจีนยุค AI

    • “กาจฐิติ วิวัธวานนท์” กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ชี้ว่ามณฑลกวางตุ้งเป็นขุมพลังเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีนและเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย แต่การขาดดุลการค้าที่พุ่งสูงขึ้นเป็นสัญญาณของคลื่นการลงทุนขนาดใหญ่จากจีนที่กำลังเข้ามาในไทย
    • นักลงทุนจีนเผชิญปัญหาใหญ่คือการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV ทำให้บริษัทจีนต้องจัดทำโครงการ Upskill/Reskill เองเพื่อแก้ปัญหา
    • กงสุลใหญ่ฯ เสนอให้ไทยยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” กับจีน เพื่อรับมือกับยุคที่จีนขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีขั้นสูง
    • ไทยถูกเตือนให้เร่งพัฒนา “ซอฟต์แวร์ภาครัฐ” เช่น ระบบตรวจคนเข้าเมืองและการบริหารข้อมูล ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างคนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

    นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว เปิดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ต่อทิศทางเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ไทย-จีน ในจังหวะครบรอบ 50 ปี ชี้ “กวางตุ้ง” ยังเป็นขุมพลังเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของจีน และเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของไทย เตือนไทยกำลังเผชิญภาวะ “ขาดดุลการค้าพุ่งแรง” สะท้อนการลงทุนจีนที่ไหลบ่า ขณะที่แรงงานทักษะไทยยังไม่พร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่

    สำหรับมณฑลกวางตุ้ง ยังเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจ” ใหญ่ที่สุดของจีน เติบโตต่อเนื่อง 36 ปี และมี GDP มากกว่าไทยถึง 4 เท่า พร้อมเป็นฐานเมืองเทคโนโลยีสำคัญของจีน ทั้งกว่างโจวและเซินเจิ้น

    ปัจจุบันกวางตุ้งเป็น คู่ค้าอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 25% ของการค้ารวมไทย-จีน แต่ไทยกลับขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปี 2566 ขาดดุล 1,500 ล้านดอลลาร์ และเพียงครึ่งปีแรกของ 2568 ตัวเลขก็แซงหน้าปีก่อนแล้ว

    “นี่อาจไม่ใช่วิกฤติการค้า แต่คือสัญญาณของการลงทุนจีนที่เข้ามาเป็นคลื่นใหญ่ ทั้ง BYD, GAC และผู้ผลิตเทคโนโลยี ที่ตั้งฐานในไทย” 

    'กงสุลใหญ่' กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    สัมพันธ์ 50 ปี สู่ “หุ้นส่วนวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี”

    นายกาจฐิติ เสนอว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนในอีก 50 ปีข้างหน้าต้องขยับสู่การเป็น “หุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” แทนความสัมพันธ์แบบเชิงสายเลือดในอดีต

    จีนกำลังขับเคลื่อนประเทศด้วยยุทธศาสตร์ High Quality Development ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ โดย AI และเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมผนึกกำลังในโครงการ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งรวม 9 เมืองกวางตุ้งเข้ากับฮ่องกง-มาเก๊า สร้างซูเปอร์คลัสเตอร์เทคโนโลยีระดับโลก

    “Pain Point ใหญ่ของนักลงทุนจีนคือ ไทยขาดแคลนแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรม EV ซึ่งต้องการแรงงานกว่า 50,000 คน บริษัทจีนต้องจัดทำโครงการ Upskill/Reskill เอง หรือจับมืออาชีวะไทยทำ MOU เพื่อยกระดับทักษะ ขณะที่บริษัท SME จีนเริ่มขอให้รัฐบาลกวางตุ้งช่วยประสานกับหน่วยงานไทย คำถามคือ ทำไมไทยยังไม่มีสถาบันเทคโนโลยีแบบจีน เหมือนที่เคยทำกับญี่ปุ่น” 

    ดันความร่วมมือ 3 ธีมใหญ่ “ATMP-พลังงาน-เกษตรแม่นยำ”

    อย่างไรก็ตาม จึงควรวาง 3 ภารกิจเชื่อมศักยภาพกวางตุ้งกับไทย ได้แก่

    1. การแพทย์ขั้นสูง (ATMP) มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยี Gene Editing, Cell Therapy ไทยเพิ่งบรรลุความร่วมมือ เทคโนโลยีตัดต่อยีนรักษาโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งไทยอาจเป็นประเทศแรกที่ได้รับถ่ายทอดจากจีน

    2. พลังงานทางเลือก  รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง แม่เหล็กพลังงาน ที่อาจดิสรัปต์โลก EV

    3. เกษตรแม่นยำ นำข้อมูล โดยใช้ AI ยกระดับการผลิต

    “การแพทย์แผนไทย ต้องผลักดันให้ไทยสกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร พร้อม หลักฐานวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาเป็นยาที่แพทย์ตะวันตกสามารถสั่งจ่ายได้”

    สิ่งที่จีนทำได้ดีคือ เทคโนโลยีใหม่ อาทิ 1. Palm Scanning Payment การสแกนเส้นเลือดฝ่ามือเพื่อชำระเงิน ใช้จริงแล้วในหลายเมืองของจีน 2. Magnetic Power เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยแรงแม่เหล็ก อาจเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรม EV 3. Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งไห่หนานเตรียมเป็นพื้นที่แรกของโลกที่นำ SMR มาใช้เชิงพาณิชย์ในปี 2568 ขณะที่หน่วยงานไทยกว่า 15 คณะเดินทางไปศึกษาดูงานแล้ว

    'กงสุลใหญ่' กว่างโจว จี้ไทยอัพสกิลแรงงาน ยกระดับซอฟต์แวร์ รับนักลงทุนจีน

    ไห่หนาน 2035 จากพื้นที่ชายแดนสู่ฐานเศรษฐกิจโลกใหม่

    ทั้งนี้ จีนกำลังผลักดันไห่หนานสู่ Free Trade Port และฐานเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ Space Industry โรงงานซ่อมบำรุงอากาศยาน MRO Center ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ รวมถึงฐานปล่อยจรวดของไห่หนานที่ยังมองไทยเป็นพันธมิตรที่เป็นไปได้ เพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ใช้พลังงานน้อยและบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่า

    “ด้าน Connectivity นั้น อนาคตไม่ใช่การแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์ แต่คือการแข่งขันด้าน ซอฟต์แวร์รัฐ เช่น ระบบ ตม. ด่านตรวจ และการบริหารข้อมูล”

    ปมใหญ่ของไทย “การศึกษา” ไม่ตอบโจทย์โลกใหม่

    นายกาจฐิติ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือ เด็กไทยเรียนไม่ตรงกับอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่ง 10 เดือน ที่รับตำแหน่งยังไม่เจอเด็กไทยคนใดในกวางตุ้งที่เรียนด้านเทคโนโลยี หรือ Education โดยนักศึกษาจำนวนมากยังเรียนเฉพาะ Business และภาษา ซึ่งทำให้โอกาสเติบโตในบริษัทเทคโนโลยีจำกัดอยู่แค่ HR-Marketing-Accounting เพราะเด็กศิลป์ไม่เรียนวิทย์ เด็กวิทย์ไม่เรียนภาษา จึงยากที่ไทยจะเป็นฮับในภูมิภาคได้

    “ไทยต้อง ‘เปลี่ยนเรือสำเภา‘ จากการค้าสายสัมพันธ์ในอดีต สู่เรือบรรทุกเทคโนโลยี-นวัตกรรม-ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อพร้อมรับโลกใหม่ที่จีนกำลังสร้างในยุค 2035 การเป็นมหาอำนาจของจีนไม่ได้อยู่ที่อาวุธ แต่อยู่ที่ความพร้อมของคนและระบบ ถ้าไทยอยากเป็นฮับ ต้องเริ่มจากการสร้างคนและซอฟต์แวร์รัฐให้ทันโลก”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1209553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QSvV5qT_k7WcT24qDPHbm

  • นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่เร่งฟื้นฟูความเสียหาย

    นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่เร่งฟื้นฟูความเสียหาย

    “อนุทิน” ยอมรับบกพร่อง ย้ำขอโทษไม่สามารถปกป้องให้ประชาชนปลอดภัยได้ มองต้องแก้กฎหมาย ยกระดับการเตือนภัย เผย 30 พ.ย. ขนทีมเศรษฐกิจ-ผู้บริหารสถาบันการเงิน ลงพื้นที่หาดใหญ่ ให้เห็นกับตา ก่อนปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู ระบุหลังได้ลงพื้นที่เขต 8 สงขลา ไม่พบความรุนแรง เจอแต่ความเสียหาย

    29 พฤศจิกายน 2568 – เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 30 พ.ย.ช่วงบ่ายตนจะเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อีกครั้ง โดยจะมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และรักษาการแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ร่วมคณะลงพื้นที่ เพื่อจะได้เห็นเหตุการณ์จริงทั้งหมด และจะได้เตรียมการเรื่องของให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่ ซึ่งต้องลงพื้นที่ไปเห็นหน้างานด้วยตัวเองจะได้เห็นภาพ และนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจ และรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ

    นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนที่เรียกนายเอกนิติ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประชุมที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นการสรุป และดูสิ่งที่ต้องช่วยเหลืออย่างโดยด่วน หลังจากลงพื้นที่มาได้มอบภารกิจให้กับรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวันนี้จะเร่งให้กระทรวงมหาดไทย นำรายชื่อผู้ที่จะได้รับการเยียวยา หลังรัฐบาลได้อนุมัติกรอบวงเงินไว้เรียบร้อยแล้ว ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าเงินเยียวยาจะถึงมือประชาชน

    เมื่อถามว่า มีข่าวว่ายอดการเยียวยาอาจจะทะลุไปถึง 30,000 บาท นายกฯ กล่าวว่า การเยียวยามีหลายอย่าง ตอนนี้ตรงไหนที่ใช้เยียวยาได้ก็เอาออกมาใช้ให้หมด อย่างเช่นงบฯของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ครัวเรือนละ 9,000 บาท จะดำเนินการทันที และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งตนจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ โดยหากคนส่วนกลางไม่พอก็จะระดมคนจากส่วนภูมิภาคลงไปช่วยเหลือด้วย

    นายกฯ กล่าวว่า นอกจากนี้จะมีการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย ในระยะเวลา 6 เดือน และอีกก้อนหนึ่งคือ สินเชื่อเพื่อนำไปซ่อมแซมทรัพย์สิน ครัวเรือนละ 100,000 บาทเช่นกัน และระยะเวลา 1 ปี ซึ่งรมว.คลัง ตอบรับมาแล้วว่าสถาบันการเงินมีแหล่งเงินเพียงพอในการให้สินเชื่อ ซึ่งส่วนนี้ก็จะเป็นธนาคารของรัฐ ที่รับนโยบายอยู่แล้ว รวมไปถึงการพักหนี้ พักดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามนายเอกนิติ และนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังหารือเพื่อขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ เพราะเราไปบังคับเขาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือ

    นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของกระทรวงพาณิชย์ จะมีการจัดให้มีสินค้าราคาทุน หรือต่ำกว่าทุน จัดเป็นมหกรรม หรือศูนย์กลางเพื่อจำหน่ายสินค้า ให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันว่าได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้ผลิตบางคนให้สินค้าราคาทุน และยังแถมสินค้ามาเพิ่มให้ด้วย

    นายกฯ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ระหว่างลงพื้นที่ ตนพบเจอใครก็บอกขอโทษที่รัฐบาลไม่สามารถดูแลปกป้อง ให้พวกเขามีความปลอดภัยได้

    เมื่อถามว่า ตอนนี้เข้าสู่ระยะฟื้นฟูแล้วได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้า เรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลมีความบกพร่องตนก็ยอมรับไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็แล้ว แต่เมื่อมีคนเสียชีวิต มีคนสูญเสีย มีคนบาดเจ็บ อยู่บ้านไม่ได้ มันก็นายกฯทั้งนั้น ความผิดนายกฯทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด

    เมื่อถามย้ำว่า มีความจำเป็นต้องหาถึงต้นตอ จะได้ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต นายอนุทิน กล่าวว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับว่าเตือนภัย เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก เมื่อสักครู่นั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ไม่ใช่ว่าเตือนใครจะออกก็ออก ต้องมีการซ้อมการหนีภัย ซึ่งได้สั่งให้ ปภ. และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเราทราบจุดที่เสี่ยงเกิดภัยอยู่แล้ว ต้องดำเนินการ

    เรื่องของสภาพภูมิประเทศ จ.สงขลาคือ แอ่งกระทะจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเมืองหาดใหญ่คือกระทะ ทุกอย่างก็ไหลลงมากองอยู่ก้นกระทะ ตอนนี้ต้องไปนั่งแก้ไข ถนนเป็นอุปสรรคหรือไม่ ถ้าถนนเป็นอุปสรรคจะทำอย่างไร เพื่อให้ส่วนแนวถนนเป็นที่ระบายน้ำ ก็ต้องมาดูรายละเอียดเยอะ พอระบายไปที่ทะเลสาบสงขลา เกิดมีช่วงหนึ่งน้ำทะเลหนุนมากกว่าช่องรูถนน จะทำให้น้ำกลับไหลเข้าเมืองอีกหรือไม่ ตรงนี้กรมทางหลวงต้องดูอย่างละเอียด ทางเลี่ยงเมืองต้องคิดแล้วว่า จะเลี่ยงอย่างไร ทำให้เป็นคันกั้นน้ำ เอาไว้รายละเอียดค่อยว่ากัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ส่วนการลงพื้นที่เขต 8 อำเภอหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่สถานการณ์ไม่ปกติ สถานการณ์แย่ เพราะน้ำได้ทำลายบ้านเรือนโดยส่วนใหญ่ น้ำทำลายหมด เหลือแต่เปลือกบ้าน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลใช้หลักเดียวการเดียวกันกับ State Quarantine ตอนที่มีโควิด-19 ซึ่งผู้ที่ยังเข้าบ้านเรือนไม่ได้ ทางจังหวัดจัดให้ไปอยู่ที่โรงแรม อย่างน้อย 3-5 วัน และจะเร่งระดมทั้งอาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ ทำเฮ้าท์คลีนนิ่ง

    นอกจากทำความสะอาดเมืองแล้ว ก็จะไปทำความสะอาดบ้าน เจ้าของบ้านก็จะใช้ช่วงเวลากลางวันเข้าไปทำความสะอาดบ้านของตนเอง แต่ช่วงกลางคืนก็จะกลับไปพักที่โรงแรม ถือเป็นการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจด้วย เพราะช่วงนี้โรงแรมจะมีผู้ที่เข้าพักเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นผู้ที่จะเข้าพักก็คงไม่มีแล้ว จึงนำชาวบ้านเข้าไปอาศัยอยู่แทน และภารกิจศูนย์พักพิงก็จะลดลงด้วย และค่าใช้จ่ายก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

    “ตอนนี้สภาพเขต 8 นอนไม่ได้จริงๆ ตรงไหนมีตู้ลอยน้ำมาก็ไปนอนอยู่ตรงนั้น สภาพแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ รัฐบาลก็ต้องดูแลพวกเขา เมื่อวานก็เจอคนนึงบอกไม่ได้อาบน้ำมา 7 วัน ต้องทำให้เขาสะดวก“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่เขต 8 ไม่มีสิ่งผิดกฎหมายใช่หรือไม่ เพราะในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่ข่าวว่ามีการใช้ความรุนแรง และอาวุธปืนเยอะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองเข้าไปก็ไม่เห็นมีเรื่องแบบนั้น และที่ตนเข้าไปก็ไม่ได้มีตำรวจมาล้อมรอบตน เพียงแต่จะมีเหตุการณ์อารมณ์ยั่วยุบ้างเป็นครั้งๆ แต่ก็ได้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้การฯ หาดใหญ่ ดูแล ซึ่งก็จะเห็นได้ว่ามีการปล่อยแถวตรวจ และส่วนที่รุนแรงก็จะอยู่ที่ตรงใจกลางเมืองหาดใหญ่ เขต 8 แต่เชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมไม่มีเรื่องรุนแรงอย่างที่กล่าวมา

    ส่วนกรณีที่มีผู้ปล้นสะดมสินค้า ในช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ก็ได้ให้คำยืนยันกับตนเองว่าได้มีการควบคุมพื้นที่ และ อส.ของกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปช่วย จำนวน 4,000 นาย ซึ่งจะไปช่วยเรื่องการควบคุมพื้นที่และการคลีนนิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/905538/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dXtZsJT3yjDSD8Q4bSgSC

  • ราคาทองวันนี้ (29 พ.ย. 68) ทอง +400 รูปพรรณ 64,800

    ราคาทองวันนี้ (29 พ.ย. 68) ทอง +400 รูปพรรณ 64,800

    ตู๋ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 29 พ.ย. 2568, 10:09 1

    วันนี้ ( 29 พ.ย. 68 ) เวลา 09.00 น. รายงานจาก สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาขึ้น 400 บาท

    ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อที่บาทละ 63,900 บาท ขายออกบาทละ 64,000 บาท

    ขณะที่ราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อบาท 62,625.96 บาท และขายออกบาทละ 64,800 บาท

    ข้อมูลนี้เป็นประกาศจากสมาคมค้าทองคำ ณ เวลา 09:00 น. (ครั้งที่ 1)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/439ud8xectse&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Id7ZeNcofjZlf0KKQ41hu

  • จับตา ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ถกค้าสหรัฐล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตตํ่าสุด 1%

    จับตา ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ถกค้าสหรัฐล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตตํ่าสุด 1%

    เอกชน-นักวิชาการ จับตา “อนุทิน” ชิงยุบสภา 12 ธ.ค. พ่วงเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐไม่คืบ กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เสี่ยงสถาบันจัดอันดับปรับลดเครดิตเรตติ้งของประเทศเป็นลบ ทำต้นทุนทางการเงินพุ่ง ฉากทัศน์เลวร้ายสุด จีดีพีไทยปี 2569 อาจขยายตัวได้แค่ 0.5-1%

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในโค้งสุดท้ายของปีนี้ยังผันผวนสูง แม้จะได้โครงการ “คนละครึ่งพลัส” มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็มีปัจจัยลบอยู่มาก ทั้งมหาอุทกภัยในภาคใต้ การขู่ยุบสภาของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล หากฝ่ายค้านยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแบบลงมติ ในวันเปิดสภาฯ 12 ธันวาคมนี้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการส่งออกไทยไปสหรัฐ หลังสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ระงับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนกับไทยอย่างไม่มีกำหนด

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากรัฐบาลประกาศยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ (จากเดิมจะยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. 2569) ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมประมาณ 1 เดือนครึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่อาจชะลอ เพื่อจับตาทิศทางทางการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

    จับตา ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ถกค้าสหรัฐล่าช้า ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตตํ่าสุด 1%

    อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 เดือนที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศถือว่าวิธีการทำได้ค่อนข้างดี โดยส่วนหนึ่งได้นำคนนอกที่เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจจริง ๆ โดยไม่ใช้การเมืองนำหน้า

    วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

    “ภาพจำที่ประชาชนทั่วไปกับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่โดดเด่นที่สุดคือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ประชาชนได้รับประโยชน์ในการลดค่าครองชีพ ขณะเดียวกันสามารถช่วยกระตุ้นการจับจ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้พร้อมกัน ไม่ใช่การแจกเงินอย่างเดียว ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวสุด ๆ ก่อนหน้านี้”

    ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากรัฐบาลมีการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ขณะที่การเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ ระงับลงชั่วคราวและยังไม่มีความคืบหน้า จะส่งผลให้การเจรจาการค้าไม่สามารถจบตามเป้าหมายในสิ้นปีนี้ ทั้งสองเรื่องจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะเรื่องเครดิตหรือความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของไทย มีโอกาสถูกปรับเป็นมุมมองด้านลบ(Negative) ได้

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์  พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    “ผมมองว่าในปี 2569 ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไทยภายใต้การยุบสภาพ่วงกับการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ หากยังไม่มีความคืบหน้า เศรษฐกิจไทยจะถูกแช่แข็ง หรือขยายตัวตํ่าในช่วงครึ่งปีแรก เพราะการค้าการลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น การลงทุนใหม่จากภาคเอกชนในประเทศและต่างประเทศจะหยุดชะงัก เนื่องจากต้องรอความชัดเจนด้านนโยบาย กว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศคงเป็นช่วงครึ่งปีหลัง เบื้องต้นจึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจหรือการขยายตัวของจีดีพีไทยในปีหน้าจากที่ IMF คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.6% ผมคิดว่าจะเหลือประมาณ 0.5% ถึง 1% ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด”

    ผลที่ตามมาคือ สถาบันจัดระดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เช่น Moody’s, S&P และ Fitch Ratings มีโอกาสสูงที่จะปรับลดมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทยเป็น Negative ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศ และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ในฉากทัศน์ หากไทยสามารถเจรจาการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐได้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ตามกำหนด จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอย่างมีนัยสำคัญมากนัก ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/645236&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZxQyNYx6Qk7XnHaJsUbN1

  • “อนุทิน” เรียกถก “เอกนิติ-ปลัดพาณิชย์” เตรียมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่

    “อนุทิน” เรียกถก “เอกนิติ-ปลัดพาณิชย์” เตรียมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่

    “นายกฯ อนุทิน” เรียก “เอกนิติ-ปลัดพาณิชย์” ประชุมเตรียมฟื้นฟูพื้นที่เศรษฐกิจ หามาตรการเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมใต้เพิ่ม เผย สัปดาห์หน้าเริ่มจ่ายชดเชย 9,000 บาท

    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางเยียวยา ช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจร้านค้า โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.17 น. หลังจากเมื่อวานนี้ (28 พฤศจิกายน 2568) ได้ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นครั้งที่ 4 ตลอดทั้งวัน มีการประชุมและรับฟังความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือ และสัปดาห์หน้ารัฐบาลจะเริ่มจ่ายเงินชดเชย 9,000 บาท ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนจะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v4fcH4u_mvVMXSbDCBNoK

  • นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจลงพื้นที่สงขลาดูสภาพจริงพรุ่งนี้ ก่อนกำหนดนโยบายฟื้นฟูหลังวิกฤตน้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เตรียมนำทีมเศรษฐกิจลงพื้นที่สงขลาดูสภาพจริงพรุ่งนี้ ก่อนกำหนดนโยบายฟื้นฟูหลังวิกฤตน้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ภาพ: Thaigov)

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยจะนำคณะประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง, นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์,นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.), นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย, นายฉัตรชัย ศิริไล ประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ, นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รักษาการผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน และนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ลงพื้นที่จ.สงขลา เพื่อให้ไปเห็นสถานการณ์และปัญหา เพื่อนำมาสู่การออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAS0IQ9LMWZWK0488AIE027R1YBYT6H&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34qtyhbSj44PDUdlXyJCO7

  • ภาคเหนือเดินหน้า NEC ปั้นเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน

    ภาคเหนือเดินหน้า NEC ปั้นเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน

    ทุกวันนี้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เศรษฐกิจถือเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้รัฐบาลมีรายได้จากการเก็บภาษีเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่าง ๆ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวประมาณ 2.5% และมีแนวโน้มว่าในปี 2568–2569 จะชะลอตัวเล็กน้อย ซึ่งหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต คือการบริโภคทั้งในเมืองและภูมิภาค จึงทำให้เกิด NEC ขึ้นมา 

    NEC (Northern Economic Corridor) หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ เกิดจากคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องการกำหนดกิจการ เป้าหมาย และสิทธิประโยชน์สำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค โดยมีวัตุประสงค์เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งในภาคเหนือก็ได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บทเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor: NEC)” ภายใต้แนวคิด BCG Economy โดยมุ่งความสนใจไปที่การสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative LANNA) เพื่อสร้างเครือข่ายกิจกรรมเศรษฐกิจให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงพัฒนา และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนและมีทิศทาง โดยครอบคลุม 4 จังหวัดภาคเหนือได้แก่ เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือ เชียงราย ลำพูน และลำปาง เพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและแหล่งผลิตสินค้าและบริการที่ต่อยอดจากฐานวัฒนธรรมล้านนา ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่  

    นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนและยกระดับความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) มุ่งพัฒนาให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานพิธีเปิด และนายนายนิพนธ์ นิยม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ร่วมการประชุมในครั้งนี้ 

    กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจภายในประเทศจะสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยการบริโภคของประชาชนเป็นสำคัญ แต่เมื่อรายได้ของประชาชนน้อยลงจึงเกิดโครงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บท NEC ขึ้น เพื่อเพิ่มการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ไม่เป็นการเกาะรายได้อยู่ในเมืองหลัก และอย่างน้อยเราก็ได้เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการให้เศรษฐกิจภายในประเทศขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีและไม่ทิ้งชุมชน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพัฒนาอะไรอีกหรือไม่ ต้องรอติดตามต่อไป 

    ที่มา :

    เชียงรายโฟกัส , STEP CMU , กรมประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3833734/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24onl5OWFXZN6j8-_Tmk2W