Blog

  • “นฤมล” ลุยใต้ “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” สั่ง ศธ. ฟื้นฟูเต็มกำลัง เปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    “นฤมล” ลุยใต้ “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” สั่ง ศธ. ฟื้นฟูเต็มกำลัง เปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    “นฤมล” ลุยใต้ “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” สั่ง ศธ. ฟื้นฟูเต็มกำลัง เปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    “นฤมล” สั่ง ศธ. ลุยฟื้นฟูภาคใต้เต็มกำลัง ตั้ง “Fix It Center” 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต ย้ำต้องเร่งเปิดเรียนให้เร็วที่สุด

    เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 29 พฤจิกายน 2568  นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงแผนการฟื้นฟูพื้นที่ภาคใต้หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พร้อมบอกว่าตนจะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย.) พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดจัดเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และชุดปฏิบัติการให้พร้อมเต็มที่เพื่อมุ่งเป้า “ฟื้นเมือง คืนชีวิต” ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกต่อว่า สหนักงานคณะการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้ง ศูนย์ Fix It Center จำนวน 50 ศูนย์ ทั่วพื้นที่ภาคใต้เพื่อให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ของประชาชนฟรี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ประชาชนกลับไปประกอบอาชีพได้เร็วขึ้น ส่วนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ระดมกำลังพร้อมชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด เพื่อเร่งคืนสภาพพื้นที่ชุมชน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรับผิดชอบล้างและฟื้นฟูโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อเร่งให้โรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ทันตามกำหนด และลดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

    นางนฤมลย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทำงานจริงเพื่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยครู บุคลากร นักศึกษาอาชีวะ และเครือข่ายจิตอาสาของ ศธ. จะเป็นกำลังสำคัญของการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ซึ่งจะต้องทำงานเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2898857&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jo7-C-9ALf9XSJDqU9vsz

  • แรงกดดันการทูตทุบค่าเงินเยน ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    แรงกดดันการทูตทุบค่าเงินเยน ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    แรงกดดันการทูตทุบค่าเงินเยน ฉุดเสถียรภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น

    ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นต้องรับมือทั้งความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะระดับสูง และความผันผวนในตลาดการเงิน ขณะเดียวกันท่าทีต่อไต้หวันทำให้ความสัมพันธ์กับจีนถดถอยลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และเพิ่มความเสี่ยงต่อภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค

    การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางภาระการคลังอาจบั่นทอนเสถียรภาพระยะยาว ขณะที่ความตึงเครียดกับจีนเปิดฉากความท้าทายในหลายฉากทัศน์ทั้งการลดทอนความตึงเครียด ความไม่มั่นคงยืดเยื้อ หรือการเผชิญหน้ารุนแรงขึ้น

    เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซานาเอะ ทาคาอิชิ ประธานพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้รับคะแนนเสียงให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 104 ของญี่ปุ่น กลายเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศ

    เกือบหนึ่งเดือนต่อมา ในถ้อยแถลงครั้งแรกต่อรัฐสภา ทาคาอิชิ ระบุว่าญี่ปุ่นอาจเกี่ยวข้องทางทหารในความขัดแย้งระหว่างจีนและไต้หวัน ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตทางการทูตทันที เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนทรุดต่ำลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

    อย่างไรก็ดี วิกฤตนี้ก่อตัวขึ้นมานานแล้ว ทาคาอิชิต้องการประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเบี่ยงความสนใจออกจากความท้าทายทางเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อของญี่ปุ่น

    ช่วงแรก คณะรัฐมนตรีของทาคาอิชิได้รับความนิยมสูงที่สุดชุดหนึ่งในรอบสองทศวรรษ โดยมีคะแนนสนับสนุนอยู่ที่ 65%-85% โดยเฉพาะจากกลุ่มคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน ชาวญี่ปุ่นมองว่าลำดับความสำคัญของรัฐบาลคือการแก้เงินเฟ้อ (84%) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (64%) ระบบประกันสังคม (53%) และความมั่นคง (47%) ประเด็นปากท้องมีน้ำหนักมากกว่าประเด็นทางการทหารมาก

    มีเพียงคนญี่ปุ่นส่วนน้อย (17%) ที่เห็นชอบให้ ฮางิอูดะ โคอิจิ ซึ่งเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินนอกระบบ เข้ารับตำแหน่งผู้รักษาการเลขาธิการบริหาร หลังการลอบสังหารอดีตนายกฯ อาเบะ ความเชื่อมโยงระหว่าง LDP และโบสถ์ยูนิฟิเคชันถูกจับตาอย่างเข้มข้น โดยฮางิอูดะมีความใกล้ชิดกับองค์กรศาสนาที่ถูกวิจารณ์นี้

    ทั้งทาคาอิชิและฮางิอูดะต่างเป็นสมาชิกของนิปปอนไคกิ องค์กรเอ็นจีโอฝ่ายขวาจัดและชาตินิยมมากที่สุดของญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเปลี่ยนมุมมองประวัติศาสตร์ตามคำตัดสินของศาลโตเกียวหลังสงครามโลก ฟื้นฟูสถานะกึ่งศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิ และลดทอนความเท่าเทียมทางเพศ องค์กรนี้สนับสนุนการเยี่ยมศาลเจ้ายาสุกุนิของผู้กระทำสงคราม และปฏิเสธการบังคับค้าประเวณีของ “สตรีปลอบขวัญ” ในสงครามโลกครั้งที่สอง

    นิปปอนไคกิมีบทบาทสำคัญในรัฐสภาญี่ปุ่น และมีนายกรัฐมนตรีถึง 6 คนที่เป็นสมาชิก เป้าหมายที่แท้จริงของทาคาอิชิคือการทำให้แนวคิดของนิปปอนไคงิเป็นกระแสหลัก และเสริมความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ความเปราะบางเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ

    สัปดาห์ที่แล้ว คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติแพ็กเกจสภาพคล่อง 135,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น และส่งเสริมการเติบโตด้วยการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์

    นานหลายเดือนที่ผ่านมา ทาคาอิชิเรียกร้องให้ใช้นโยบายการคลังเชิงรุกอย่าง “รับผิดชอบ” อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่า ได้วางแนวทางรักษาวินัยการคลังควบคู่กับการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างไร เมื่อวัดทั้งในเชิงมูลค่ารวมและสัดส่วนต่อเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นมีภาระหนี้สาธารณะสูงสุดในโลกเกือบ 10 ล้านล้านดอลลาร์ มากกว่าสองเท่าของขนาดเศรษฐกิจประเทศ

    สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีที่สูงยังไม่ทำให้เกิดการล้มสลาย เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่ถือโดยนักลงทุนภายในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงตั้งแต่โควิด-19 แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจของทาคาอิชิอาจทำให้แนวโน้มนี้กลับทิศ

    การใช้จ่ายภาครัฐ การสวัสดิการสังคม ประชากรผู้สูงวัยและหดตัว รวมถึงภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ ล้วนซ้ำเติมภาระหนี้นี้ เมื่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น แพ็กเกจสภาพคล่องของทาคาอิชิอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและเยนอ่อนค่า ซึ่งจะกระตุ้นเงินเฟ้อและบั่นทอนประสิทธิผลของมาตรการ อีกทั้งอาจทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนำไปสู่การไหลออกของเงินทุน พร้อมผลกระทบลุกลามระดับโลก

    ความย้อนแย้งที่ยังคงอยู่ของ LDP

    สัญญาณเบื้องต้นสะท้อนความวิตกที่เพิ่มขึ้นในตลาดญี่ปุ่น ความกังวลนี้สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะ 1.835% สูงสุดตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2008

    ขณะเดียวกันเยนอ่อนค่าลงแตะระดับ 157.90 เยนต่อดอลลาร์ จากความกังวลด้านการคลังและความคาดหวังที่ลดลงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

    การอ่อนค่าของเยนอาจผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น และส่งผลให้ประสิทธิผลของแพ็กเกจสภาพคล่องลดลง ซึ่งจะทำให้คณะรัฐมนตรีทาคาอิชิต้องขอใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มขึ้นอีก โดยจะยิ่งทำให้เสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะกลางถึงยาวอ่อนแอลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/645288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C-WWZo1JKGcbytSK9fxbo

  • ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

    ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

    2. นิยามใหม่ของความหรูหรา: Branded Residence และ Ecosystem ของการใช้ชีวิต

    หมดยุคที่ความหรูหราจะวัดกันแค่ขนาดห้องหรือวัสดุปูพื้น ความสำเร็จของดุสิตสะท้อนว่า ผู้ซื้อระดับบนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับ “ความไร้กังวล”

    โมเดล Branded Residence ภายใต้บริการ ‘Graciously Dusit Hospitality’ ตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างตรงจุด การผสานโรงแรมระดับตำนาน อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า เข้ากับพื้นที่สีเขียวอย่าง “สวนดุสิตอรุณ” (Roof Park) ขนาด 7 ไร่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Mixed-Use Ecosystem

    นี่คือการรีเซ็ตย่านสีลม-พระราม 4 ให้กลายเป็น Super Core CBD ที่แท้จริง ลูกค้าระดับนี้ไม่ได้ซื้อแค่ “ที่อยู่” แต่ซื้อ “คุณภาพชีวิต” ที่มีงาน การพักผ่อน และธรรมชาติรวมอยู่ในที่เดียว ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั่วโลกหลังยุคโควิด-19

    3. Sustainability: มาตรฐานใหม่ที่ขาดไม่ได้

    การที่โครงการนี้เป็นเรสซิเดนซ์แห่งแรกในอาเซียนที่พัฒนาตามเกณฑ์ LEED Gold v4.1 บ่งบอกว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (Prerequisite) ของสินทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ไปแล้ว

    กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักในปัจจุบันมีความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและ Well-being สูงมาก การที่อาคารสูง 299 เมตรแห่งนี้ใส่ใจเรื่องนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยตัดสินใจซื้อ นอกเหนือไปจากความหรูหราทางกายภาพ

    ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

    4. ความยืดหยุ่นของราคา (Price Inelasticity) ในตลาดบนสุด

    ข้อมูลระบุว่า ยูนิตระดับ Penthouse 7 ห้อง ถูกจับจองไปแล้วถึง 5 ห้อง และยูนิตขนาดใหญ่ที่สุด 900 ตารางเมตร ที่ทางบริษัท วิมานสุริยา เก็บไว้เป็น “ไพ่ตาย” ใบสุดท้าย คาดว่าจะทำราคาได้แตะระดับ 500,000 บาทต่อตารางเมตร

    ปรากฏการณ์นี้ยืนยันทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ตลาดระดับบนสุดมีความยืดหยุ่นต่อราคาน้อยมาก (Price Inelastic) หากสินค้านั้นตอบโจทย์เรื่องความหายาก (Scarcity) และคุณค่าทางใจ (Legacy) ราคาที่สูงขึ้นแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

    ก้าวต่อไป: บทพิสูจน์โมเดล ‘ภูเก็ต-พัทยา’

    ความสำเร็จที่กรุงเทพฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อโมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “เวิร์ก” ดุสิตธานีและเซ็นทรัลพัฒนาจึงไม่รอช้าที่จะขยายความสำเร็จนี้ไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ภูเก็ต และ พัทยา ภายในปี 2569

    การขยายตัวนี้ไม่ใช่แค่การสร้างตึกใหม่ แต่คือการนำจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของการเป็น Global Destination ไปปักหมุดในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก

    ยอดขาย 95% ของดุสิต เรสซิเดนเซส ไม่ได้บอกเราแค่ว่า “โครงการนี้ขายดี” แต่มันกำลังตะโกนบอกเราว่า ในขณะที่เศรษฐกิจฐานรากอาจกำลังดิ้นรน ยอดพีระมิดของไทยยังคงแข็งแกร่ง และพร้อมจะจ่ายไม่อั้นให้กับสินทรัพย์ที่พวกเขามั่นใจว่าจะเป็น “มรดก” ที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F621desMhZLa6Ka9s_giB

  • ไทยติดอันดับ 17 ‘เสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว’ พร้อมเร่งยกระดับการเตือนภัย

    ไทยติดอันดับ 17 ‘เสี่ยงสูงจากสภาพอากาศสุดขั้ว’ พร้อมเร่งยกระดับการเตือนภัย

    ดร.พิรุณ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าไทยจะมีระดับการพัฒนาสูงกว่าประเทศรายได้ต่ำหลายประเทศ แต่ยังคงเผชิญกับความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หนึ่งในจังหวัดที่มีความเสี่ยงในเรื่องภัยอันตรายจากฝนตกหนัก ที่มีปริมาณฝนตกหนักสูงสุดถึง 350 มิลลิเมตรต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่มากผิดปกติในรอบ 300 ปี ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสาเหตุของปริมาณฝนที่ตกหนักนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูปแบบของฝนเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดนโยบายรัฐบาลด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ 12 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงสูง และข้อ 13 ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050

    ภายใต้กรอบดังกล่าว กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงเร่งขับเคลื่อนและบูรณาการการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานหลักทั้ง 6 สาขา ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งการยกระดับระบบเตือนภัยพิบัติของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) การบริหารจัดการน้ำทั้งในเมืองและชนบท การส่งเสริมมาตรการปรับตัวด้านสาธารณสุข เกษตร

    และโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนการใช้แนวทางธรรมชาติในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาแนวทางการปรับตัวในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนการปรับตัว เช่น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการปรับตัวในพื้นที่ การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยงและศูนย์ข้อมูลด้านการปรับตัว รวมถึงระบบการติดตามเชิงรุก การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง

    อีกทั้งพัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (CRI) ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นเครื่องมือในการวางแผนนโยบายรายพื้นที่หรือระดับจังหวัด และเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ให้กับทุกภาคส่วน ได้เข้าถึงข้อมูลดัชนีความเสี่ยงฯ เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมกับเร่งผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นกลไกในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสื่อสารสร้างความตระหนักรู้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศและประชาชนในการรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่มีความถี่และความรุนแรงที่มากขึ้นในอนาคต

    ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/860913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FjMcDtYki4xVYCUhLFd5U

  • “อัครา” นำทีมติดตามบูรณาการกับท้องถิ่น ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย จ.แพร่

    “อัครา” นำทีมติดตามบูรณาการกับท้องถิ่น ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย จ.แพร่

    “อัครา” นำทีมติดตามบูรณาการกับท้องถิ่น ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย จ.แพร่

    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อตรวจติดตามการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนการบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย จากนั้นมอบถุงยังชีพ “ถุงฮีล(Heal)ใจ พม.ใกล้คุณ” เครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้กลุ่มเปราะบางจำนวน 400 ราย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมทั้งมอบงบประมาณสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดแพร่ ปีงบประมาณ 2569 จำนวน 6 โครงการ เป็นเงิน 4,799,674 บาท โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) คณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) , กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)  , กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ โดมสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

    นายอัครา กล่าวว่า วันนี้ ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และกระทรวง กษ. , ศธ. และ กก. ได้มาร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อตรวจติดตามการบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัย หลังจากวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ระหว่าง 4 กระทรวง กับ 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย , สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกช่วงวัยในท้องถิ่นทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ทั้งด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น การลดรายจ่ายครัวเรือนเปราะบาง , การช่วยเหลือดูแลครัวเรือนเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม , การส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร , การส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงคนทุกช่วงวัย และการนำสินค้า บริการจากคนทุกช่วงวัยมาใช้ยกระดับการท่องเที่ยว เพื่อสร้างอาชีพ และรายได้

    นายอัครา กล่าวว่า สำหรับกระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ที่มุ่งยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่มีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบของปัญหาทางสังคม และต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างใกล้ชิดและทันสถานการณ์ โดยกระทรวง พม. ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและทำงานแบบมุ่งเป้า เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม อาทิ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด , เบี้ยความพิการ , เบี้ยผู้สูงอายุ , เงินสงเคราะห์สำหรับกลุ่มเปราะบาง , งบประมาณการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส , โครงการบ้านมั่นคง , โครงการบ้านพอเพียง , โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย, เงินกู้ยืมเพื่อการประกอบอาชีพสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ , กายอุปกรณ์สำหรับคนพิการ และการฝึกอบรมพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างรายได้สำหรับกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายในการลดรายจ่ายที่จำเป็นของครัวเรือน สร้างรายได้ใกล้บ้าน และจัดการภาระหนี้อย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนาคนทำงานเพื่อสังคม โดยประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ธุรกิจเอกชน องค์กรประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62204&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Tyk1RYi_MRHsQtdfB_Yqw

  • ไปต่อไม่ไหว ‘ทางหลวงชนบท’ พับแผนสร้าง ‘สะพานสนามบินน้ำ’ 5 พันล้าน

    ไปต่อไม่ไหว ‘ทางหลวงชนบท’ พับแผนสร้าง ‘สะพานสนามบินน้ำ’ 5 พันล้าน

    ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา ‘กรมทางหลวงชนบท’ เดินหน้าก่อสร้างสะพานหลายแห่ง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่ แต่ปัจจุบันพบว่า ‘โครงการสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณถนนสนามบินน้ำ’ กลับถูกคัดค้านจากชาวบ้านในพื้นที่อย่างหนัก แหล่งข่าวจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา บริเวณถนนสนามบินน้ำ งบประมาณรวม 5,000 ล้านบาท

    ที่ผ่านมากรมฯได้ศึกษาสำรวจออกแบบรายละเอียดความเหมาะสมของโครงการฯควบคู่กับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เสร็จแล้ว

    ทั้งนี้ในปัจจุบันกรมฯได้ยกเลิกโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากประชาชนในพื้นที่มีการคัดค้านและไม่เห็นด้วยในการก่อสร้างโครงการฯ เพราะการก่อสร้างกระทบต่อวิถีชีวิต ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง

    “เรามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่มา 2 ครั้งแล้ว ซึ่งมองแล้วไม่น่าไหว เพราะมีการคัดค้านสูงมาก” แหล่งข่าวจากทช.กล่าว

    แหล่งข่าวจากทช.กล่าวต่อว่า หากโครงการดังกล่าวไม่เกิดอาจจะส่งผลกระทบต่อการจราจรติดขัดในพื้นที่ได้ เนื่องจากในขณะนี้กรมฯมีสะพานที่เปิดให้บริการ จำนวน 13 แห่งทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ไม่สามารถรองรับปริมาณจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนได้

    อีกทั้งในปัจจุบันการหาทำเลที่ดินในการก่อสร้างสะพานค่อนข้างยาก โดยเฉพาะพื้นที่ธุรกิจ ซึ่งเต็มพื้นที่หมดแล้ว

    ที่ผ่านมามีกลุ่มชาวบ้านสนามบินนํ้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เรียกร้องให้ยกเลิกโครงการฯนั้น ทาง กรมฯได้รับทราบเรื่องแล้ว โดยกรมฯได้จัดประชุมเพื่อชี้แจงกับชาวบ้านมาโดยตลอด ซึ่งไม่ได้ปิดกั้นความคิดเห็นประชาชนที่คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ

    สำหรับรายละเอียดในหนังสือเรียกร้องดังกล่าว ระบุว่า กรมทางหลวงชนบทมีโครงการจะสร้างสะพานข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยาบริเวณถนนสนามบินนํ้า จากฝั่งชุมชนสนามบินนํ้า อำเภอเมือง นนทบุรี

    ข้ามแม่นํ้าเจ้าพระยา ไปยังฝั่งตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด ผ่านตำบลท่าอิฐไปสิ้นสุดที่ถนนราชพฤกษ์ ซึ่งจะทำให้คนในชุมชนสนามบินนํ้าเดือดร้อนไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมากซึ่งไม่เห็นด้วยในการก่อสร้างสะพานสนามบินนํ้า ด้วยเหตุผลการสร้างสะพานไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างแท้จริง

    ตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯแต่กลับสร้างปัญหาจราจรติดขัดบริเวณแยกสนามบินนํ้าเพิ่มขึ้นปัจจุบันระบบขนส่งมวลชน ระบบรางคือรถไฟฟ้ามีถึง 2 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วงที่เปิดดำเนินการแล้วกับสายสีชมพูที่กำลังก่อสร้างและเปิดให้บริการในปัจจุบันแล้ว

    ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐท้องถิ่นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด สภาพการจราจรภายในเขต อำเภอเมืองนนทบุรีแออัดอยู่แล้วและมีสะพานหลักคือ สะพานพระนั่งเกล้า 2 สะพาน เท่ากับเป็นสะพานสนามบินนํ้าได้

    ส่วนแนวเส้นทางพื้นที่ที่ถูกเวนคืนของโครงการฯ มีพื้นที่เวนคืนที่ดิน 146 ไร่ 337 แปลง 250 หลังคาเรือน ตั้งอยู่บนพื้นที่บริเวณกรมพลาธิการทหารบก

    ช่วงเชิงสะพานฝั่งถนนสนามบินนํ้าตลอดจนพื้นที่บริเวณถนนระดับดินบริเวณตำบลท่าอิฐเชื่อมต่อถนนราชพฤกษ์ ระยะทาง 7 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งกรมฯไม่ได้มีการเวนคืนที่ดินบริเวณสะพานข้ามถนนสนามบินนํ้า แต่จะดำเนินการขยายช่องจราจรบริเวณเขตทางเดิม

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจการดำเนินโครงการฯ พบว่ามูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 1,152.23 ล้านบาท

    อัตราผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ 16.60% อัตราผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) อยู่ที่ 1.45 ซึ่งถือว่าโครงการฯ มีความเหมาะสม

    อย่างไรก็ดีจากการคาดการณ์ปริมาณการจราจรในอนาคตบริเวณถนนในโครงการ- สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ทั้ง 5 แห่ง พบว่า เมื่อเปิดให้บริการในปีแรก ทำให้ปริมาณการจราจรบริเวณถนนรัตนาธิเบศร์ ลดลงอยู่ที่ 124,363 คันต่อวัน

    ถนนนครอินทร์ ลดลงอยู่ที่ 126,725 คันต่อวัน ถนนราชพฤกษ์ ลดลงอยู่ที่ 113,275 คันต่อวัน ถนนกาญจนาภิเษก ลดลงอยู่ที่ 192,213 คันต่อวัน และสะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 78,575 คันต่อวัน

    เมกะโปรเจ็กต์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,153 วันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/645233&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oxkB9xQnIt4b6uxMHVzcN

  • เช็กไฟฟ้าดับวันนี้ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ 29-30 พ.ย.68

    เช็กไฟฟ้าดับวันนี้ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ 29-30 พ.ย.68

    การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประกาศแจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไฟฟ้าดับวันนี้ ในหลายพื้นที่ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากจำเป็นต้องงดจ่ายกระแสไฟเป็นการชั่วคราว

    ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาหรือบำรุงรักษาระบบการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี และ จ.สมุทรปราการ โดยมีรายละเอียดตามวัน เวลาและสถานที่ ได้ดังต่อไปนี้

    นนทบุรี ไฟฟ้าดับ

    29 พฤศจิกายน 2568 

    เวลา 07.30 – 15.30 น. ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ซอยสถานีตำรวจภูธรนนทบุรี (เก่า)

    เวลา 08.30 – 15.30 น. ริมถนนปทุม-บางเลน บริเวณถ.เลียบคลองโต๊ะนุ้ย ถึง หมู่บ้านมั่นคง ขุนศรี

    กรุงเทพมหานคร ไฟฟ้าดับ

    29 พฤศจิกายน 2568 

    เวลา 08.30 – 10.30 น. ถนนกาญจนาภิเษก บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.และเชลล์

    เวลา 08.30 – 11.00 น. ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอยปากซอยจรัญ 12

    เวลา 08.30 – 14.00 น. ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก ซอยทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก 16/3 (ม.อักษรา), 33 ถึง รร.คลองทวีวัฒนา และบริเวณใกล้เคียงตามที่ได้รับใบประกาศดับไฟ

    เวลา 08.30 – 15.00 น.

    • ริมถนนสุขาภิบาล 5 บริเวณ ระหว่างซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 33 ถึง ซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 35
    • ริมถนนสุขาภิบาล 5 บริเวณ บิ๊กซี สุขาภิบาล 5 ถึง ปากซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 33
    • ถนนสายไหม ตั้งแต่ซอยสายไหม 9 (บางส่วน) ถึง ซอยสายไหม 11 (บางส่วน)
    • ถนนสายไหม ตั้งแต่ซอยปากซอยสายไหม 3 ถึง ซอยสายไหม 5

    เวลา 08.30 – 15.30 น.

    • ถนนหลานหลวง ตั้งแต่ ซอยหลานหลวง 1, 2, 3, 4, 6, 7, 9, 11 ถึง ซอยหลานหลวง 1, 2, 3, 4, 6, 7, 9, 11
    • ริมถนนบางบอน 4 (ฝั่งหมู่บ้านวรารมย์) บริเวณคลองรางไผ่ 2 ถึง คลองบางโคลัด
    • ริมถนนบางบอน 4 บริเวณคลองรางไผ่ 2 ถึงคลองบางโคลัด
    • ถนนสุขุมวิท 63 ซอยเอกมัย 10

    เวลา 10.00 – 14.00 น.

    • ถนนเพชรเกษม บริเวณเพชรเกษม 48 แยก 7 /รร.จันทร์ประดิษฐ์

    สมุทรปราการ ไฟฟ้าดับ

    30 พฤศจิกายน 2568

    เวลา 08.00 – 15.00 น. ริมถนนเทพารักษ์ บริเวณ ซ.มังกร-ขันดี จากปาก ซ. ถึง ซ.มังกร-ขันดี 3

    เวลา 08.00 – 15.30 น.

    • ริมถนนพุทธรักษา บริเวณโครงการบ้านเอื้ออาทรสมุทรปราการแพรกษา 14 ถึงปั้มน้ำมันบางจาก ถนนบางพลี-ตำหรุ
    • ริมถนนเทพารักษ์ บริเวณปาก ซ.มังกร-ขันดี ถึงซ.มังกรขันดี 3 ฝกส.พาดสาย 185 ASC.เพิ่มวงจร
    • ริมถนนพุทธรักษา บริเวณโครงการเอื้ออาทรสมุทรปราการแพรกษา 14 ถึงปั้มน้ำมันบางจาก ถนนบางพลี-ตำหรุ

    เวลา 08.00 – 17.00 น.

    • ถนนบางพลี-ตำหรุ ซอยศรีสัมพันธ์

    เวลา 08.30 – 15.30 น.

    • ริมถนนภายในซอยกิ่งแก้ว 21/1 และซอยกิ่งแก้ว 21/2 กฟน. จะดับไฟปรับปรุงหม้อแปลงไฟฟ้า 24 kV.
    • ริมถนนภายในซอยกิ่งแก้ว 2 กฟน.จะดับไฟย้ายแนวเสา-สายไฟฟ้าแรงสูง

    เวลา 09.00 – 14.00 น.

    • ริมถนนภายในซอยวัดหอมศิล กฟน. จะดับไฟติดตั้ง Sectionalizer พร้อมปรับปรุงสายไฟฟ้าแรงสูง

    เวลา 09.30 – 12.00 น.

    • ริมถนนบริเวณสี่แยก ซอยไทยประกัน 1/9 กฟน. จะดับไฟเปลี่ยนหม้อแปลงไฟฟ้าน้ำมันไหล

    นนทบุรี ไฟฟ้าดับ

    30 พฤศจิกายน 2568 

    เวลา 08.30 – 15.30 น.

    • ถนนบางกรวย-ไทยน้อย ซอยไปรษณีย์บางใหญ่ ( ใกล้สะพาน 8 )

    กรุงเทพมหานคร ไฟฟ้าดับ

    30 พฤศจิกายน 2568 

    เวลา 08.00 – 17.00 น. ถนนพระรามที่ 2 ซอย 100

    เวลา 08.30 – 14.00 น. ถนนเพชรเกษม ซอยเพชรเกษม 47/2 ท้ายซอย

    เวลา 08.30 – 15.00 น.

    – ริมถนนสุขาภิบาล 5 (ทั้ง 2 ฝั่ง) บริเวณ ปากซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 37 ถึง สำนักงานเขตสายไหม

    – ริมถนนสุขาภิบาล 5 บริเวณ ถนนสุขาภิบาล 5 ถึง ปากซอยสุขาภิบาล 5 ซอย 35

    – ริมถนนสายไหม บริเวณ ปากซอยสายไหม 13 (บางส่วน) ถึง ก่อนถึงตลาดเอซีสายไหม

    – ริมถนนสายไหม บริเวณ ตลาดเอซี สายไหม ถึง ปากทางเข้าหมู่บ้านเพอร์เฟค สายไหม

    – ริมถนนเลียบคลองทวีวัฒนา, ถนนอุทยาน บริเวณซอยทวีวัฒนา 10, 12, 14, 16, 18, 21, 23, 23/1, 25 ถึงและบริเวณถนนอุทยาน ซอยอุทยาน 4, 6 ม.คาร์ล อุทยาน

    – ถนนบางขุนเทียน – ชายทะเล ซอยเทียนทะเล 20 แยก 12 บริเวณหมู่บ้านบ้านพิศาล เทียนทะเล 20 โครงการ 1

    เวลา 08.30 – 15.30 น.

    • ถนนโพธิ์แก้ว ซอยโพธิ์แก้ว 3 แยก 4
    • ถนนสุขุมวิท 31 ซอยหลัง มศว ด้าน โรงงาน
    • ถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 106 (ดับทั้งซอย)
    • ถนนชัยพฤกษ์ ซอยชัยพฤกษ์ 20, 25, 27 และ 29

    เวลา 08.30 – 16.30 น.

    • ถนนซ.สุขุมวิท 31 ซอยซ.สุขุมวิท 31 หลัง มศว.ด้านโรงอาหาร

    เวลา 09.00 – 15.00 น.

    • ถนนเอกชัย ซอย 58 (HT.95608583 บริษัท เดอเบล จำกัด) 

    ที่มา การไฟฟ้านครหลวง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/645229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HtREpzjAvwcEVQPHDY3uA

  • น้ำตาล-ฟิล์ม คู่จิ้นสายมุ้งมิ้ง มาพร้อมความสดใส น่ารักโดนใจชาวด้อมลูน่า – ไทยรัฐ

    น้ำตาล-ฟิล์ม คู่จิ้นสายมุ้งมิ้ง มาพร้อมความสดใส น่ารักโดนใจชาวด้อมลูน่า – ไทยรัฐ

    อีกหนึ่งคู่จิ้นหญิงที่มาแรงก็ต้องมีชื่อของ น้ำตาล ทิพนารี วีรวัฒโนดม และ ฟิล์ม รชานันท์ มหาวรรณ์ ที่เคมีเคใจเข้ากันสุดๆ หลังมาร่วมงานในซีรีส์ “Pluto นิทาน ดวงดาว ความรัก” ทางช่อง GMM25 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2898861&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lZuqi-9bhwu3rd3Tsk_Gc

  • ชื่นชม ตร.ท่องเที่ยว ผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชียงดาว ช่วย นทท.หลงป่า

    ชื่นชม ตร.ท่องเที่ยว ผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชียงดาว ช่วย นทท.หลงป่า

    ชื่นชม ตำรวจท่องเที่ยวผนึกกำลังหลายหน่วยงานเชียงดาว ช่วยนักท่องเที่ยวหลงป่าช่วงกลางคืนออกมาได้อย่างปลอดภัย

    จากกรณีช่วงค่ำคืนเวลาประมาณ 00.24 น. ของวันที่ 28 พ.ย. 68 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 เชียงใหม่ ว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สัญชาติฝรั่งเศสและสัญชาตินอร์เวย์ หลงป่าบริเวณเขตอุทยานแห่งชาติเชียงดาว เมื่อทราบดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยประสานงานกับผู้ประสบเหตุทางโทรศัพท์ เพื่อสอบถามพิกัดและรายละเอียดเบื้องต้น ซึ่งทราบว่าบริเวณที่หลงเป็นป่าเขา มืดมิด มีถ้ำและน้ำตกขนาดเล็ก คาดว่าอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านนาเลาใหม่ ตำบลเชียงดาว และได้กำชับให้นักท่องเที่ยว อยู่ในพิกัดเดิม ไม่เคลื่อนย้ายไปจุดอื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามได้ง่าย

    ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจท่องเที่ยวได้ประสานกับ เจ้าหน้าที่ตำรสจ สภ.เชียงดาว และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่เพื่อเเบ่งหน้าที่ จัดกำลังสายตรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยออกติดตามให้ความช่วยเหลือทันที แม้จะเป็นช่วงกลางคืนและเส้นทางทุรกันดาร พร้อมทั้งพยายามติดต่อโฮมสเตย์ที่คาดว่านักท่องเที่ยวเข้าพักเพื่อเป็นข้อมูลในการช่วยเหลือ

    จนกระทั่งเวลาประมาณ 05.00 น. เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เชียงดาว, เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และหน่วยกู้ภัยที่ร่วมปฏิบัติการ ได้ พบตัวและให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสองคนออกมาจากป่าได้อย่าง ปลอดภัยซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งสองคนอยู่ในสภาพเหนื่อยล้า

    อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการกำชับทางนักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง โดยเฉพาะในช่วงนี้ ก่อนเริ่มเดินป่าหรือสำรวจพื้นที่ ควรแจ้งแผนการเดินทางโดยละเอียด (เส้นทางที่ใช้, จุดหมาย, วันที่เข้าและออก) ให้กับเจ้าหน้าที่ที่พัก หรือเจ้าหน้าที่อุทยาน/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทราบทุกครั้ง พร้อมทั้งตรวจสอบว่าโทรศัพท์มือถือมีแบตเตอรี่เต็มและมีสัญญาณในพื้นที่นั้น ๆ และควรมีแหล่งจ่ายไฟสำรอง (Power Bank) เสมอ และพยายามส่งพิกัด GPS (Coordinates) ที่ชัดเจนให้แก่เจ้าหน้าที่ และ อย่าเคลื่อนย้ายไปจุดอื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3834186/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1unWGXe8LXBXNmWMONYmWk

  • “จิ๋วแต่แจ๋ว! โรงเรียนบ้านแม่เงา” อ. สบเมย กวาดเหรียญทองคู่ สวนถาดเรียนรวม (เด็กพิเศษ) ในงานศิลปหัตถกรรม ครั้งที่ 73 | TOPNEWS

    “จิ๋วแต่แจ๋ว! โรงเรียนบ้านแม่เงา” อ. สบเมย กวาดเหรียญทองคู่ สวนถาดเรียนรวม (เด็กพิเศษ) ในงานศิลปหัตถกรรม ครั้งที่ 73 | TOPNEWS

    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ความสามารถที่โดดเด่นและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ได้นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของ โรงเรียนบ้านแม่เงา ตำบลแม่สวด อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่เด็กนักเรียน สร้างความสุดยอด ด้วยการคว้า รางวัลชนะเลิศเหรียญทอง มาครองได้ถึง 2 รายการ ในการแข่งขัน การจัดสวนถาดเรียนรวม (เด็กพิเศษ) ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลงานของสามนักเรียนคนเก่ง เด็กชายภากร ชิดชัยเลิศ, เด็กชายศิลาดล แก้วศรีมาลา และ เด็กหญิงสกีดี ไม่มีสกุล ที่แสดงให้เห็นถึงความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีมอย่างยอดเยี่ยม เหรียญทองแรก: ชนะเลิศเหรียญทอง การจัด สวนถาดแห้ง (เรียนรวม) ระดับชั้น ป.1-6 เหรียญทองที่สอง: ชนะเลิศเหรียญทอง การจัด สวนถาดชื้น (เรียนรวม) ระดับชั้น ป.1-6

    รางวัลสองเหรียญทองตอกย้ำถึงความสำเร็จของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) ของโรงเรียนบ้านแม่เงา ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะมีข้อจำกัดทางร่างกายหรือการเรียนรู้ใด ๆ ก็ตาม ภายใต้การนำของ นางวรรณภา กุนนา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่เงา และ คุณครูผู้กำกับการฝึกสอน นายภาณุวัฒน์ ชื่นดวง นายธีรพงษ์ ปัญญา ส่งผลทำให้ เด็กนักเรียน ได้แสดงออกถึงพรสวรรค์และสมาธิในการจัดองค์ประกอบของสวนถาดขนาดเล็กได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งการเลือกสรรวัสดุ การจัดวางที่ลงตัว และการสื่อสารเรื่องราวผ่านผลงาน ซึ่งคุณครูผู้กำกับฝึกสอน เป็นผู้จุดประกายการเรียนรู้สร้างจิตนาการ ให้คำแนะนำ จนสามารถดึงศักยภาพสูงสุดของลูกศิษย์ออกมาได้

    ความสำเร็จ ในครั้งนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “ความแตกต่างไม่ใช่ข้อจำกัด หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความพิเศษ” และเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการสนับสนุนที่เหมาะสมสามารถช่วยให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จได้ในทุกเวทีการแข่งขัน

    ทั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ได้จัดงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ศิลปหัตถกรรมและนวัตกรรมการศึกษาบนพื้นที่สูง” ประจำปีการศึกษา 2568 ระหว่างวันที่ 27 – 28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นเวทีให้นักเรียนและครู ได้แสดงออกซึ่งความสามารถของตนเองอย่างอิสระและสร้างสรรค์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งการใช้กิจกรรมเป็นสื่อ เพื่อการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรให้กับนักเรียนใน

    โดยมีโรงเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 172 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และโรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขัน จำนวน 2,499 คน ผู้บริหาร ครูผู้ควบคุมทีม คณะกรรมการตัดสินการแข่งขัน จำนวน 1,823 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1408019&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lGdTzBHHyoI6ueh4WNvTB