Blog

  • ครบ 1 เดือน “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 6.1 หมื่นลบ. เต็มวงเงินแล้ว 2.47 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    ครบ 1 เดือน “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 6.1 หมื่นลบ. เต็มวงเงินแล้ว 2.47 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการคลัง เปิดเผยข้อมูลการใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ครบรอบ 1 เดือน หลังจากเปิดโครงการเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 พ.ย.68 เวลา 23.00 น. พบว่า มีประชาชนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิการใช้จ่ายครบเต็มจำนวนแล้ว (2,000 บาท หรือ 2,400 บาท) 2,471,711 ราย

    ขณะที่มีร้านค้าผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 985,545 ร้านค้า โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมการ Upskill Reskill สำเร็จ 82,878 ราย

    ส่วนยอดการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มียอดรวมทั้งสิ้น 61,911 ล้านบาท โดยแยกเป็น การใช้จ่ายในร้านค้าปกติ 59,982 ล้านบาท และร้านค้าผ่าน Food Delivery Platform อีก 1,928 ล้านบาท ทั้งนี้ ในยอดการใช้จ่ายรวม 61,911 ล้านบาทนั้น เป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 31,409 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่าย 30,502 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ประชาชนที่ได้รับสิทธิตามโครงการนี้ สามารถใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ภายในวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค.68

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550138&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S7f2gEzHZp-r0QPL0fN8e

  • รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเดินหน้าอยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เมื่อประเทศต้องเผชิญกับภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งด้านภัยพิบัติที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบอบรัฐสภาไทย

    มหาอุทกภัยภาคใต้: วิกฤตที่ท้าทายศักยภาพรัฐ

    ภาคใต้ของไทยกำลังเผชิญ อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 300 ปี โดยมีฝนตกหนักสะสมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ก่อนลุกลามสู่จังหวัดอื่นในพื้นที่ลุ่มน้ำสายสำคัญ

    ภัยพิบัติครั้งนี้กระทบพื้นที่กว่า 10 จังหวัด ครอบคลุม 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,116 หมู่บ้าน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกว่า 1.91 ล้านคน หรือ 719,000 ครัวเรือน ขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินอยู่ที่ 1,000–1,500 ล้านบาทต่อวัน และอาจแตะระดับ หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อครบหนึ่งเดือน

    ภาคใต้ถือเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญด้านการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน การหยุดชะงักของระบบสาธารณูปโภค การคมนาคม ไฟฟ้า และน้ำสะอาด ส่งผลให้แรงกดดันทางสังคมและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
     

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    รัฐบาลใต้แรงกดดัน: พรก.ฉุกเฉินและการรวมศูนย์อำนาจ

    เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรง รัฐบาลตัดสินใจใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก.ฉุกเฉิน) ซึ่งทำให้มีการโอนอำนาจตามกฎหมายกว่า 38 ฉบับ มาสู่นายกรัฐมนตรีโดยตรง ตั้งแต่การบริหารกำลังทหาร การสั่งการหน่วยงานพลเรือน ตลอดจนการจัดการด้านแรงงานและคนต่างด้าว

    การใช้กฎหมายฉุกเฉินครั้งนี้สะท้อนว่า วิกฤตน้ำท่วมถูกจัดเป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วน ซึ่งฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการระดมทรัพยากรและลดขั้นตอนราชการ ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์ชี้ว่าเป็นสัญญาณของความล่าช้าในการเตรียมพร้อมและระบบประสานงานที่ไร้เอกภาพ

    รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยาเร่งด่วน ได้แก่

    จ่ายเงินช่วยเหลือ 9,000 บาทต่อครัวเรือน

    หากพื้นที่ท่วมขัง 121 วันขึ้นไป เพิ่มเงินเยียวยา 20,000 บาท

    การสั่งการให้สถาบันการเงินรัฐและเอกชนออกมาตรการพักหนี้และสินเชื่อช่วยเหลือ

    แต่เสียงสะท้อนจากพื้นที่บางส่วนยังตั้งคำถามว่า มาตรการมาไม่ทันเวลา และ ระบบเตือนภัยไร้ประสิทธิภาพ

    รัฐบาลอนุทินเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต น้ำท่วม-การเมืองระอุ

    ศึกการเมืองคู่ขนาน: ความเสี่ยงซักฟอก–ยุบสภา

    ท่ามกลางการจัดการภัยพิบัติ สถานการณ์การเมืองก็กำลังดุเดือด โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้การประชุมสภาวิสามัญ 10–11 ธันวาคม เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 และ 3 ตามข้อตกลง MOA ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งผลักดันเพื่อรักษาความร่วมมือกับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

    ความเสี่ยงสำคัญคือ ฝ่ายค้านมีแนวโน้มยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบรายบุคคล (มาตรา 151) ซึ่งต้องมีรายชื่อของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลักหลายคน ซึ่งหากญัตติถูกยื่น นายกรัฐมนตรีจะ หมดสิทธิ์ยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญทันที

    นายอนุทินเคยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า
    “คุณยื่น เรายุบ”
    ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า รัฐบาลอาจตัดสินใจยุบสภาก่อนการซักฟอก โดยวันที่ถูกจับตาหนักที่สุดคือ 11 ธันวาคม หลังปิดประชุมสภา

    ทั้งนี้ หากปล่อยให้การอภิปรายเดินหน้า ความเสี่ยงแตกขั้วในพันธมิตรทางการเมืองอาจเกิดขึ้น และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่: กลยุทธ์ประคองความเชื่อมั่น

    เพื่อรับมือทั้งสองสมรภูมิ รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในการประชุม ครม. 9 ธันวาคม ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ยาหม้อชุดใหญ่” เพื่อบรรเทาความไม่พอใจและฟื้นความเชื่อมั่น

    มาตรการสำคัญที่คาดว่าจะประกาศ ได้แก่

    • ค่าโดยสารรถไฟฟ้า สูงสุด 40 บาท
    • ลดหย่อนภาษีติดตั้ง โซลาร์ครัวเรือนสูงสุด 200,000 บาทถึงปี 2571
    • มาตรการลดค่าครองชีพและช่วยเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัย

    มีรายงานภายในว่า พรรคภูมิใจไทยได้แจ้งให้ สส. และสมาชิกเตรียมความพร้อมรับทุกสถานการณ์ รวมถึงความเป็นไปได้ของการยุบสภาอย่างกะทันหัน

    บทสรุป: เส้นบางของเสถียรภาพ

    รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ซับซ้อนทั้งด้านการจัดการภัยพิบัติที่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรจำนวนมาก และการแข่งขันทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของอำนาจรัฐ

    หากการบริหารจัดการน้ำท่วมและการเยียวยาประชาชนไม่บรรลุผลทันการณ์ แรงสะเทือนทางสังคมอาจกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    และช่วง 10–12 ธันวาคม จะเป็นจุดชี้ชะตาที่ตัดสินว่า
    ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อด้วยรัฐบาลเดิม หรือเปิดฉากการเมืองหน้าใหม่

    ที่มาประกอบ : เนชั่นสุดสัปดาห์ 
    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/734259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S5zefW0Vf6vlWA6L-lFqQ

  • วันสุดท้ายแล้ว “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ครั้งใหญ่ของไทย

    วันสุดท้ายแล้ว “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ครั้งใหญ่ของไทย

    วันสุดท้ายห้ามพลาด “งานเมรัยไทยแลนด์ 2025” ณ Emsphere อัดแน่นร้านค้าสุราชุมชน-คราฟต์เบียร์ไทย ลิ้มรสเมนูพื้นถิ่นที่หายไปใน The Lost Thai Taste และฟรีคอนเสิร์ตศิลปินดัง

    วันที่ 5 ของงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังผู้ผลิตสุราไทยจากทุกภูมิภาคของไทยมาไว้ที่งานเดียว เพื่อเชิดชูภูมิปัญญาการหมักและการกลั่นท้องถิ่น

    โดยวันนี้ (30 พ.ย.68) เป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ซึ่งภายในงานยังคงมีร้านค้าเมรัย ที่รวมสุราชุมชน และคราฟต์เบียร์ไทยกว่า 50 แบรนด์ รวมทั้งกิจกรรมโซนต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ในโซน The Lost Thai Taste: รสชาติที่หายไป เมรัยตามหามา ซึ่งเป็นไฮไลต์ที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งใจนำเสนอภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นที่กำลังเลือนหายไปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    ผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้ลิ้มลองอาหารประจำถิ่นภาคใต้ “มะพร้าวคั่ว+พุงปลาอื้อ Pairing คู่กับ สุราสักทองแพร่” อาหารพื้นถิ่นชื่อดังจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เมนูนี้ เชฟบุช – เลอชาญ โก๊ะแอ เลือกใช้กุ้งลายเสือลวกเบิร์นไฟ เสิร์ฟกับเจลพุงปลาอื้อและกัวคาโมเลเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยแตงกวาและผักชีลาว วางบนแคร็กเกอร์มะพร้าวคั่วจากชุมพร เพิ่มกลิ่นรสแบบใต้ในคำเดียว พร้อมเสิร์ฟวันละ 4 รอบ คือ 16.00 / 17.00 / 18.00 และรอบพิเศษ 19.00 (Pairing กับเมรัยไทย)

    และไฮไลต์ช่วงเย็นจะเป็นฟรีคอนเสิร์ต พบกับ Onra (18.00-20.00 น.), วงดนตรีจาก ม่วน บางกอก สุดเขต (20.00-21.00 น.), Guncharlie’ หรือ กัน เสฐพงษ์ (21.30 – 22.30 น.) และ Yellow Fang (22.45-23.45 น.)

    สำหรับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” เปิดให้เข้าฟรีตลอดงาน ที่ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Emsphere กรุงเทพฯ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2898872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K1xUVbIvzfEs7Iq7uwCOP

  • “รมว.อรรถกร” เปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026” ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 69 พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก

    “รมว.อรรถกร” เปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026” ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 69 พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก

    “รมว.อรรถกร” เปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026” ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 69 ดันคอนเซปต์ “Healing is the New Luxury” พร้อมยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026”  ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จวงการอาหารไทย พร้อมประกาศทิศทางท่องเที่ยวปี 2569 มุ่งเน้น “คุณภาพ” และ “คุณค่า” ผ่านประสบการณ์มื้ออาหารที่น่าจดจำ

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Michelin Guide Ceremony 2026”  ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok ถนนวิทยุ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ธีม “The White Gala” เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ประจำปี 2569  

    ภายในงาน นายอรรถกร ได้กล่าวแสดงความยินดีกับเชฟและร้านอาหารที่ได้รับรางวัล “ดาวมิชลิน” และรางวัลพิเศษต่าง ๆ ที่ได้มีการประกาศผลไปในช่วงเช้าของวันเดียวกัน โดยยกย่องว่าความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากความทุ่มเทและความหลงใหลในศิลปะการปรุงอาหาร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยกระดับวงการอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ชูวิสัยทัศน์ท่องเที่ยวปี 2569: “Healing is the New Luxury”
    นายอรรถกร เน้นย้ำถึงทิศทางการท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ “คุณภาพ” (Quality) และ “คุณค่า” (Value) ในทุกมิติ

    “ธุรกิจร้านอาหารและการบริการมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นผู้สร้างสรรค์ประสบการณ์อันน่าจดจำ ภายใต้แนวคิดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คือ ‘Unforgettable Experiences: Healing is the New Luxury’ หรือ ‘ประสบการณ์ที่มิอาจลืมเลือน การเยียวยา คือ ความหรูหรารูปแบบใหม่’ เพราะการเดินทางไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่คือการค้นพบความสงบ ความสุข และแรงบันดาลใจ” นายอรรถกรกล่าว

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหารของไทยไปอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62272&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B51JIqw47aeKLKoIt-vOo

  • ทรงห่วงประชาชน

    ทรงห่วงประชาชน

    ทรงห่วงประชาชน ‘พระราชินี’ทรงรีบเข้าช่วยเหลือนักวิ่งหลังประสบอุบัติเหตุขาเจ็บ

    วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 21.14 น.

    ทรงห่วงประชาชน ‘พระราชินี’ทรงรีบเข้าช่วยเหลือนักวิ่งหลังประสบอุบัติเหตุขาเจ็บ ระหว่างงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอน

    เมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 30 พ.ย.2568 สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ในรายการ วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 8 “อะเมซิ่งไทยแลนด์ มาราธอน แบงค็อก” ครั้งที่ 8 ประจำปี 2568  Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส เขตปทุมวัน และท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    โดยช่วงหนึ่งได้มีนักวิ่งเกิดประสบอุบัติเหตุขณะร่วมวิ่ง ทำให้ขาเจ็บ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ได้ทรงเข้าไปให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว โดยทรงสอบถามด้วยความห่วงใยว่า ปลอดภัยดีหรือไม่ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก “สมศรี พุฒปาด” ได้โพสต์คลิปวิดีโอดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “น่ารักที่สุดพระราชินีของคนไทย พุ่งพรวดเข้าเหตุการณ์ องค์รักษ์หัวใจจะหยุดเต้นเพราะไม่มีการแจ้งล่วงหน้าในเหตุการณ์เฉพาะหน้า! อีกหนึ่งเหตุผลที่ฉันรักพระราชินีของฉันสุดหัวใจ พระราชินีในดวงใจของหม่อมฉันควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931565&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RVrL3mSemLu7YRKbeuMyx

  • อากาศหนาวจัด “ลานสนภูสอยดาว” อุณหภูมิต่ำสุด ลดเหลือ 2 องศา ส่งท้ายเดือน พ.ย.

    อากาศหนาวจัด “ลานสนภูสอยดาว” อุณหภูมิต่ำสุด ลดเหลือ 2 องศา ส่งท้ายเดือน พ.ย.

    เช้านี้หนาวจัด “ลานสนภูสอยดาว” อุณหภูมิต่ำสุด ลดเหลือ 2 องศาฯ ส่งท้ายเดือนพฤศจิกายน นักท่องเที่ยวแห่กางเต็นท์สัมผัสอากาศหนาว

    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายฟารุต ใจทัศน์กุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ได้รายงานสภาพอากาศสุดหนาวเย็นตรงจากบริเวณจุดชมพระอาทิตย์ตก บนลานสนภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่มีความสูงถึง 1,633 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมของอุทยานฯ

    จากการวัดอุณหภูมิพบว่า สภาพอากาศในเช้านี้หนาวจัดเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิแตะระดับต่ำถึง 2 องศาเซลเซียส สร้างความตื่นเต้นให้กับเจ้าหน้าที่ และนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปสัมผัสอากาศบนยอดภู แม้จะไม่ใช่ตัวเลขติดลบ แต่นักท่องเที่ยวสายลุยที่ขึ้นไปกางเต็นท์นอนดูดาว เตรียมตัวทำกิจกรรมสัมผัสความหนาว สำหรับใครที่เดินทางมา ก็อย่าลืมพก เสื้อโค้ทตัวโปรด ถุงมือ หมวก และผ้าพันคอมาให้พร้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/north/2898907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H_9Q2uGKtJhAIOQPb1gLo

  • “ปันปัน” เรียนจบคว้าปริญญาโท ตัวเองยังไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง

    “ปันปัน” เรียนจบคว้าปริญญาโท ตัวเองยังไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง

    นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของนักแสดงสาวมากความสามารถ “ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์” ที่ล่าสุดได้สวมชุดครุยเข้ารับปริญญาโทอย่างเป็นทางการแล้ว!

    ปันปัน สุทัตตา ได้เผยภาพความยินดีผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะที่สวมชุดครุยถ่ายภาพคู่กับคุณพ่อที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น พร้อมแคปชั่นที่แสดงถึงความทุ่มเทในการศึกษาครั้งนี้ว่า

    “รียนจบ ปโท ละค้าาาา เป็นมหาบัณฑิตสาขา Anti-aging เฉยย  ไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง เรียนทุกเสาร์อาทิตย์ มา 2 ปีรวด + ทำวิทยนิพนธ์อีกปี เย้ๆๆ #finallygraduated”

    โดยเธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ใน สาขา Anti-aging (สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างสูง เนื่องจากเธอต้องจัดสรรเวลาเรียนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ต่อเนื่องถึง 2 ปีเต็ม และยังต้องทุ่มเทให้กับการทำวิทยานิพนธ์อีกหนึ่งปี

    ภาพความสำเร็จในวันนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริง แม้จะมีตารางงานในวงการบันเทิงที่แน่น แต่ ปันปัน ก็สามารถแบ่งเวลาเพื่อพิชิตปริญญาโทมาครองได้สำเร็จ สร้างความปลื้มปิติให้กับคุณพ่อและครอบครัวเป็นอย่างมาก

    รวมถึงใต้โพสต์นี้ที่มีคนเข้ามาคอมเมนต์แสดความยินดีกันเยอะมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9859518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OYul4DXzh34UTZpaf1doY

  • “อนุสรณ์” ฝากบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การป้องกันกรุงเทพฯ แนะเริ่มศึกษาแผนย้ายเมืองหลวง : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ฝากบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ สู่การป้องกันกรุงเทพฯ แนะเริ่มศึกษาแผนย้ายเมืองหลวง : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิต ทรัพย์สินของคนจำนวนมาก จากเหตุน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา และจังหวัดอื่นในภาคใต้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ของสังคมไทยอย่างชัดเจน ต้องมีการถอดบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและความผิดผลาดซ้ำเดิมอีก

    ทั้งนี้ คาดว่าผลกระทบภัยพิบัติทางธรรมชาติต่อคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ชาวไทยยังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้าขั้นวิกฤติหลายมิติหลายลักษณะด้วยกัน ปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกหนัก น้ำท่วมรุนแรงจากปรากฎการณ์ลานีญา ล้วนมีความเกี่ยวพันกับภาวะโลกร้อน อันเป็นผลจากการพัฒนาแบบทำลายสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานฟอสซิสที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกทำลายชั้นบรรยากาศโลก เกิดความแปรปรวนของภูมิอากาศอย่างรุนแรง

    จากข้อมูลของนักวิจัยเกี่ยวกับลานีญาในประเทศไทย พบว่า ปรากฎการณ์ลานีญาอาจยาวนาน 9-12 เดือน ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง ทำให้ปริมาณน้ำฝนอาจสูงถึง 14,000 ล้าน ลบ.ม.

    “การคาดการณ์เหล่านี้ มีการนำเสนอข้อมูลล่วงหน้ามา 1-2 ปีแล้ว เป็นข้อมูลพยากรณ์ที่มีฐานจากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ แต่การตัดสินใจทางนโยบาย และการดำเนินการของระบบราชการในหลายกรณี ไม่ได้อิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เท่าไร จึงทำให้ “การตัดสินใจ” “การสั่งการ” “การดำเนินการ” ไม่มีประสิทธิภาพและล้มเหลว” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า การสูญเสียทางเศรษฐกิจ เกิดจากการลดลงของรายได้ ความเสียหายทางทรัพย์สิน ความเสียหายทางด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต จากการชะลอตัวลงของการท่องเที่ยวและการเดินทาง ภัยพิบัติเกี่ยวเนื่องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การชะลอตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลางแจ้ง และโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น ค่าเสียโอกาสจากประเด็นทางด้านสุขภาพ นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อยและคนจนในพื้นที่ภัยพิบัติ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ผู้ใช้แรงงานในเขตพื้นที่ภัยพิบัติ

    นายอนุสรณ์ มองว่า การเปลี่ยนผ่านจาก “เอลนีโญ” สู่ “ลานีญา” ในไทย ทำให้ภาคเกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ หลายพื้นที่ของประเทศเจอน้ำท่วมซ้ำซาก ช่วงหน้าแล้งก็เจอภัยแล้งรุนแรงมาก การจะบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ต้องปรับยุทธศาสตร์เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เดินหน้าลงทุนระบบการบริหารจัดการน้ำ

    การปรับยุทธศาสตร์เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน จะช่วยแก้ที่ต้นตอของปัญหา การพัฒนาในแบบที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดภาวะโลกเดือดรุนแรงขึ้น อีกทั้งส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศน้ำท่วม ภัยแล้งรุนแรงขึ้นไปอีก ขณะที่หลายพื้นที่ ประชาชนฐานรากเผชิญความยากลำบากอย่างรุนแรง รัฐบาลต้องปลดล็อคหนี้ทับถม อันเป็นผลมาจากการไม่สามารถทำงาน และแสวงหารายได้จากพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย ผ่านการทำโครงการลงทุนขนาดเล็ก กระจายทั่วประเทศเพื่อสร้างฐานรายได้ให้กับประชาชนฐานราก

    คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ความไม่มั่นใจต่อการบริหารจัดการเรื่องอุทกภัย การจัดการน้ำท่วมขังและการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และเริ่มวิตกกังวลมากขึ้นว่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การสูญเสียรายได้ และทรัพย์สินแบบหาดใหญ่ และแบบปี 2554 หรือไม่ การเตรียมการรับมือมีประสิทธิภาพอย่างไร

    ขณะที่ ปัญหาที่ใหญ่กว่าน้ำท่วมขัง อุทกภัยใหญ่หาดใหญ่ และภาคใต้ และแบบปี 2554 ก็คือ มีงานวิจัยของกรีนพีซเตือนว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ อาจจมทะเล สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสังคมรุนแรง หากไม่ทำอะไรเพื่อป้องกันตั้งแต่ตอนนี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวพันกันมากขึ้น เรื่อย ๆ

    นอกจากนี้ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ด้วยว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนที่ไม่มีการแก้ไขสูงถึง 20% ของจีดีพีโลก และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต แต่ความเสียหายลดลงได้หากทุกประเทศร่วมมือกันในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างมลพิษทางอากาศ

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์การทรุดตัวของกรุงเทพฯ ดีขึ้นจากสั่งห้ามการดูดน้ำบาดาลมาใช้ แต่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง หากกรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญน้ำท่วมไหลหลากจากทางเหนือ บวกระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปพร้อมกัน จากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) บ่งชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ระหว่าง 0.43-0.84 เมตรภ ยในปี พ.ศ. 2643 ไทยจะเผชิญการเกิดพายุความเร็วลมรุนแรง สร้างความเสียหายมากขึ้น คลื่นพายุซัดฝั่งสูงขึ้น และปริมาณน้ำฝนมีสภาวะสุดขีดมากกว่าในอดีตเหมือนที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่

    หากเกิดสถานการณ์กรุงเทพฯ จมน้ำ ความเสียหายทางด้านต่าง ๆ จะรุนแรงมากกว่าหาดใหญ่หลายเท่าตัว หากพื้นที่มากกว่า 80% ของกรุงเทพฯ จมทะเล งานวิจัยกรีซพีซประเมินสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอยู่ที่ 18.6 ล้านล้านบาท กระทบประชาชนกว่า 10.45 ล้านคน พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ 1,512 ตารางกิโลเมตร พื้นที่มากกว่า 96% ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงน้ำท่วมหากระดับน้ำทะเลหนุนสูง และมีงานวิจัยของ Greenpeace ฉายภาพอนาคตว่า กรุงเทพฯ อาจเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2573

    นายอนุสรณ์ ได้นำเสนอนโยบาย 6 ข้อเพื่อเร่งดำเนินการ ได้แก่

    1. สร้างเขื่อนกั้นน้ำ หรือ “ถนนเลียบชายฝั่งยกสูง” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลต้องวางแผนงบประมาณให้ดี

    2. ปลูกป่าชายเลน เพื่อให้เป็นพื้นที่กันชน ซับน้ำ รองรับความรุนแรงของคลื่นทะเล การปลูกป่าชายเลนตลอดแนวพื้นที่จากบางขุนเทียน สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ จะฟื้นฟูธรรมชาติและยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกด้วย

    3. จัดระเบียบการใช้ที่ดินริมชายฝั่ง

    4. กระจายการลงทุนไปภูมิภาค

    5. หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน

    6. ศึกษาการย้ายเมืองหลวง นโยบายการย้ายเมืองหลวงแบบกรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ควรนำมาศึกษาอย่างจริงจัง

    “เสนอว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ต้องเริ่มต้นลงทุนเพื่อป้องกัน “กรุงเทพฯ และปริมณฑล” จากภัยพิบัติในอนาคต โดยเฉพาะการเผชิญน้ำท่วมใหญ่จากระดับน้ำทะเลหนุนสูง พร้อมน้ำหลากจากทางเหนือ” นายอนุสรณ์ กล่าวในตอนท้าย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550150&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GLvwz87DcEf_6igPZN6jM

  • เปิดฉากรอบชิงชนะเลิศ! ประกวดวิดีโอสั้นนักศึกษาไทย “Zhongging Cup” ประจำปี 2025 | TOPNEWS

    เปิดฉากรอบชิงชนะเลิศ! ประกวดวิดีโอสั้นนักศึกษาไทย “Zhongging Cup” ประจำปี 2025 | TOPNEWS

    สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการโครงการ Zhongqing Cup ประกวดวีดีโอสร้างสรรค์ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568 รอบชิงชนะเลิศ

    ผู้ดำเนินโครงการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีนาย เฉิน ไห่ผิง กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธาน ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวสนับสนุนการจัดโครงการ พร้อมด้วย ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายไทย สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Ms.Lian Chen (เหลียน เฉิน) ผู้อำนวยการฝ่ายจีน สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องช้างคลาน 1 โรงแรมอโมร่า ท่าแพ เชียงใหม่

    นาย เฉิน ไห่ผิง กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ กล่าวว่า การแข่งขันในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมจากมหาวิทยาลัย 19 แห่งทั่วประเทศไทย รวม 46 ทีม และมีนักศึกษาไทยจีนเข้าร่วมถึง 156 คน น้องๆ นักศึกษาได้ใช้ภาษาจีนเปรียบเสมือนสะพาน และใช้ความคิดสร้างสรรค์เปรียบเสมือนใบเรือ เพื่อบันทึกความงดงามของประเทศไทย ผ่านเลนส์กล้อง และถ่ายทอดเรื่องราวของไทยด้วยภาษาจีน

    วิดีโอผลงานในปีนี้ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นวงกร้าง โดยมียอดการรับชมบนแพลดฟอร์มถึง 200,000 ครั้ง ยอดกดถูกใจ 15,000 ครั้ง และมีผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงและการยอมรับในเวทีการประกวด “Zhongging Cup” นั้นได้ยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขอให้ทีมผู้เข้าแข่งขันทุกทีมได้แสดงภูมิปัญญาของทีมอย่างเต็มความสามารถ โชว์ศักยภาพที่โดดเด่น และประสบความสำเร็จในการแข่งขัน

    ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการ Zhongging Cup (จงชิงคัพ) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในประเทศไทย ให้สามารถ บูรณาการความรู้ภาษาจีนกับทักษะความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสื่อใหม่ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้อง กับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะข้ามสาขาวิชา และใช้ภาษาจีนเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การแข่งขันวีดีโอสร้างสรรค์ในปีนี้ มุ่งเน้นให้นักศึกษาอาศัยภาษาจีนเป็นสะพาน และใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวเรือ เพื่อสร้างสรรค์และเผยแพร่วีดีโอคุณภาพสูงที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของประเทศไทย สู่สายตาชาวจีนผ่านสื่อยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการแสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาเท่านั้น ยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรม กระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและจีน โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 นี้ ยังเป็นวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โครงการนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ ที่ร่วมส่งเสริมมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมืออย่างยั่งยืนในอนาคต

    ดร.ลักษมณ สมานสินธุ์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การประกวด รอบชิงชนะเลิศของโครงการ Zhongqing Cup (จงชิง คัพ) วีดีโอสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2568 ในวันนี้ เวทีนี้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังของสื่อยุคใหม่ในการถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศไทยในมุมมองใหม่ เพื่อเผยแพร่เสน่ห์และเอกลักษณ์ของประเทศไทยอย่างสร้างสรรค์

    การประกวดในวันนี้จึงมากกว่าแค่การแข่งขัน เพราะนี่คือ “พลังของคนรุ่นใหม่” ที่จะช่วยขับเคลื่อนอนาคตของการท่องเที่ยวไทย และเป็น”สะพานวัฒนธรรม” ที่จะต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้แข็งแรงและยาวนานไม่ว่าผลของการแข่งขันจะเป็นเช่นไร ขอชื่นชมในความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าแข่งขันทุกคน ทุกผลงานสะท้อนความรักในภาษา ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และบทบาทของคุณในฐานะทูต วัฒนธรรมรุ่นใหม่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความร่วมมือไทย – จีนในอนาคตต่อไป

    ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายไทยสถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ 6 ของการจัดการแข่งขัน Zhongging Cup ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็น นักศึกษาไทยนับพันคนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพสร้างสรรค์ผลงาน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และก่อเกิดมิตรภาพที่ยั่งยืน”Zhongging Cup” จึงได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในกิจกรรมวิดีโอภาษาจีนที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในประเทศไทย

    ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ที่ได้ให้คำแนะนำและสนับสนุนการแข่งขันตลอดมา การเอื้อเพื้อและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นจากสถานกงสุลฯ ถือเป็นพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การแข่งขันเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    ปีนี้ เป็นวาระสำคัญของ “50 ปีทองแห่งมิตรภาพไทย – จีน” ในโอกาสครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน การจัดการแข่งขันวิดีโอสั้นภายใต้หัวข้อ “การโปรโมตการท่องเที่ยวไทยด้วยภาษาจีน” ไม่เพียงเป็นเวทีประชันทักษะภาษาเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอัน ลึกซึ้งและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่งดงามระหว่างสองประเทศ

    สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งคือ การแข่งขันในครั้งนี้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ทั่วประเทศกว่า 19 สถาบันเข้าร่วม ทุกคนได้ใช้กล้องเป็นสื่อเล่าเรื่องราว วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทย ผ่านภาษาจีนอย่างสร้างสรรค์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถความตั้งใจ และบทบาทของเยาวชนในฐานะสะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีไทย-จีน

    ความพิเศษของการแข่งขันในครั้งนี้คือการรวมทีมระหว่างนักศึกษาไทยและจีน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทั้งสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมาอย่างงดงาม นักศึกษาทั้งสองประเทศได้ทำงานร่วมกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และ ก่อเกิดมิตรภาพที่แน่นแฟ้น และนี่คือสิ่งที่สะท้อนคำว่า “ไทย-จีนใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” อย่างแท้จริง ขอให้เราร่วมกันใช้เวทีการแข่งขันครั้งนี้เป็นพลังขับเคลื่อนที่ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรมไทย-จีน พร้อมวางรากฐานในการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ ให้เติบโตขึ้นเป็นทูตวัฒนธรรมที่เชื่อมสัมพันธ์อันดีใน “50 ปีทอง” อย่างมั่นคงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1408789&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lK39PZv_NQFvtFyRYmJXK

  • เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100%

    เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100%

    วันนี้ (30 พฤศจิกายน) ทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสภาพความเสียหายและการฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา (ญ.ส.) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ระดมกำลังเข้าทำความสะอาดและกู้วิกฤตพื้นที่การศึกษา

    ดร.กมลาศน์ ศรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา เปิดเผยถึงผลกระทบจากมหาอุทกภัยในครั้งนี้ว่า เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ของโรงเรียนตั้งอยู่ในลักษณะแอ่งกระทะ ของอำเภอหาดใหญ่ ส่งผลให้มวลน้ำไหลมารวมตัวและท่วมสูงถึงระดับคานด้านบนของอาคารชั้น 1 ทำให้พื้นที่ชั้นล่างทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ หรือเรียกได้ว่าเสียหาย 100%

    ทรัพย์สินที่เสียหายประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นล่างทั้งหมด ห้องควบคุมเครื่องเสียงห้องสภานักเรียน ห้องพยาบาล ห้องประชุม ห้องดนตรีไทยและอุปกรณ์นาฏศิลป์

    มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาท โดยทางโรงเรียนจะเร่งสรุปข้อมูลเพื่อนำเสนอเรื่องไปยังหน่วยงานส่วนกลางเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณเยียวยาและซ่อมแซมต่อไป

    ดร.กมลาศน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงมาตรการรับมือว่า ทางโรงเรียนได้เฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามเรดาร์น้ำฝนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันพุธที่เริ่มมีฝนตกหนัก ต่อมาในวันพฤหัสบดีได้สั่งการให้นักเรียนกลับบ้านและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในวันศุกร์ทันที

    แม้ทางโรงเรียนจะมีการเตรียมความพร้อมด้วยการยกสิ่งของขึ้นที่สูงแล้ว แต่ด้วยมวลน้ำที่มาเร็วและมีความรุนแรงมาก ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์และทรัพย์สินขนาดใหญ่บางส่วนได้ทันการณ์ จนนำมาสู่ความเสียหายดังกล่าว

    เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 1เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 2เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 3เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 4เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 5เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 6เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 7เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 8เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 9เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 10เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 11เร่งฟื้นฟู โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา หลังน้ำลด ชั้นล่างจมมิด 100% ความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท 12

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/restore-somboonkulkanya-school-flood-damage/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hwiAvSOpjWxHQxdjiimq0