Blog

  • “ภาคใต้” จมน้ำอ่วมคาดกระทบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    “ภาคใต้” จมน้ำอ่วมคาดกระทบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้าน

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 14:36 1

    วันนี้ (1 ธ.ค.68) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบจากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ต่อเศรษฐกิจ เป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรก ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งพอจะประมาณได้ ส่วนที่สองจากความเสียหายต่อสินทรัพย์ ซึ่งซับซ้อนกว่า เพราะความเสียหายอาจทยอยรับรู้ในอนาคตโดยหลายภาคส่วน นอกเหนือไปจากครัวเรือน เช่น รัฐบาล สถาบันการเงิน คู่ค้า ฯลฯ

    สำหรับส่วนแรกนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเบื้องต้นอาจคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาทในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทย (Nominal GDP) บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก และความรุนแรงทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันถัดมา โดยผลกระทบหลักอยู่ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งช่วงแรกประสบภัยในแทบทุกพื้นที่ 

    โดยหลักๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการ (สถานที่พักแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง เป็นต้น) และการผลิตอุตสาหกรรม (เช่น เกษตรและอาหารแปรรูป) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 56% และ 18% ตามลำดับในจังหวัดสงขลา รวมไปถึงการหยุดให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปา (สัดส่วนกว่า 3%) 

    ขณะที่ เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมักจะคึกคักขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาลของการท่องเที่ยว อีกทั้งอยู่ในช่วงที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานกีฬาซีเกมส์ 9-20 ธันวาคม 2568 และสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันหลายประเภทกีฬา นอกจากนี้ ความเสียหายส่วนที่เหลือของสงขลาและในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ผลกระทบจะเป็นภาคเกษตร ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำหรือประมง 

    เมื่ออุทกภัยทยอยคลี่คลาย ผู้ประสบภัยจะได้รับผลกระทบจากการจัดการความเสียหายของสินทรัพย์เพิ่มเติม เช่น อาคาร รถยนต์ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการรับรู้ผลกระทบในส่วนที่สองนี้ ทั้งการซ่อมแซม/ฟื้นฟู/ซื้อใหม่ คงจะทยอยใช้เวลา และยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4g40591x1htm&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W-2yEJDtKW_GtjPB1ZfVP

  • พิชัย ห่วงน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจทรุด ไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

    พิชัย ห่วงน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจทรุด ไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

    พิชัย ห่วงน้ำท่วมใต้ฉุดเศรษฐกิจทรุด ไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 170 ราย และสร้างความเสียหายหนักต่อบ้านเรือน ธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม โดยระบุว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงอยู่แล้ว และอาจกดตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ให้ขยายต่ำกว่า 1% หลังไตรมาส 3 ขยายเพียง 1.2% เสี่ยงนำไปสู่ภาวะ เศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค หาก GDP ติดลบต่อเนื่อง 2 ไตรมาส

    ด้าน การส่งออกเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวเพียง 5.7% ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ขณะที่การนำเข้าไม่ลดลง ทำให้ขาดดุลการค้าสูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงเสนอให้เร่งฟื้นการส่งออกให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งทั้งปี 2568 ควรขยายได้อย่างน้อย 11-12% และปีหน้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย

    นายพิชัยเตือนว่าควรรีบผลักดันให้ USTR ยืนยันกลับมาเจรจาการค้าอย่างเป็นทางการ หลังสหรัฐประกาศพักการเจรจา เพราะหากมีการขึ้น Tariff กับไทยจะกระทบหนัก เนื่องจากไทยส่งออกไปสหรัฐ ราว 2 ล้านล้านบาทต่อปี หรือเกือบ 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด พร้อมเตือนว่าการสื่อสารที่สร้างภาพว่าสหรัฐต้องง้อไทยอาจส่งผลลบต่อความสัมพันธ์ทางการค้า

    ในส่วนสินค้าเกษตร นายพิชัยระบุว่าแม้ข้าวหอมมะลิยังมีราคาดี 15,000–16,500 บาทต่อตัน แต่ราคาข้าวเปลือกเจ้ายังต่ำมากเพียง 6,100–6,800 บาทต่อตัน และควรเร่งมาตรการดันราคากลับสู่ระดับ 8,800–9,000 บาทต่อตัน พร้อมกำชับว่ากระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลราคาสินค้าบริโภคในพื้นที่น้ำท่วมตามนโยบาย “ห้ามขาด ห้ามแพง” หลังพบราคาตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ–หาดใหญ่ และอุปกรณ์ทำความสะอาดพุ่งสูงขึ้นแล้ว

    อย่างไรก็ตาม นายพิชัยชื่นชมรัฐบาลและคณะเศรษฐกิจที่เดินหน้า ปลดล็อกอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ Data Center, AI, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์ และ EV ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งการลงทุนจากต่างประเทศหลายแสนล้านบาท และในอนาคตอาจถึงระดับหลายล้านล้านบาท

    นายพิชัยทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการพัฒนาอย่างมั่นคง ต้องเร่งทั้ง การขยายตัวของการส่งออก และ การดึงการลงทุนสมัยใหม่จากต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้ใหม่และทำให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/734288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rw9ZQN81gQ_rjkLXGseHJ

  • กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    1/12/2568 | 28 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน ระดับกรม มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (1 ธันวาคม 2568) เวลา 13.09 น. ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนชลบุรี จังหวัดชลบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดโครงการ “เสริมสร้างศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชน กิจกรรมที่ 1 เพิ่มศักยภาพกลไกการขับเคลื่อนงานทุนชุมชนตามหลักธรรมาภิบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก (ระดับกรม)” โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาทุนชุมชน ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทุนและองค์กรการเงินชุมชน พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    การเสริมสร้างศักยภาพกลไกงานทุนชุมชน เป็นภารกิจสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ พช. ในการผลักดันกองทุนชุมชนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของบุคลากร เพื่อบริหารจัดการเงินทุนชุมชนตามหลักธรรมาภิบาล เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ลดความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน และสนับสนุนการออมเชิงคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนเชื่อมั่นว่า ผู้เข้าร่วมโครงการจะสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อแก่พัฒนากรอำเภอและคณะกรรมการกองทุนชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานกองทุนชุมชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทยด้านการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/293298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HW8ltMxztzpBWqplVhgZP

  • ‘ในหลวง’พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ช่วยผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 หมื่น

    ‘ในหลวง’พระราชทานเงินส่วนพระองค์ ช่วยผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 หมื่น

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

    นายกฯเผย ‘ในหลวง’พระราชทานเงินส่วนพระองค์ช่วยผู้เสียชีวิตรายละ 2 หมื่น ถกครม.เศรษฐกิจเร่งเยียวยาจ่ายเงินน้ำท่วมเข้าครม.พรุ่งนี้  สั่ง‘สธ.’ระดมจิตแพทย์ลงพื้นที่ดูแลหวั่นเป็นโรคซึมเศร้า กำชับ ‘ดีอี’อัพเกรดระบบเตือนภัย

    1 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 6/2568 โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า ทุกช่วงบ่ายของวันจันทร์จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีมหันตภัย สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ร่วมกันออกมาตรการต่างๆในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตนเห็นว่าเนื่องจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเป็นเมืองเศรษฐกิจซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอุทกภัยในครั้งนี้ ทำให้มีผลกระทบอย่างรุนแรงมากในเรื่องของเศรษฐกิจต่อทั้งตัวจังหวัดเอง ผู้ประกอบการและต่อประชาชนทุกคน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบของการเสริมสร้างรายได้ของพวกเขา ตนจึงได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านให้มาร่วมประชุมกับทางคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้นำหน่วยงานภาครัฐรัฐวิสาหกิจตลอดจนสมาคมทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆลงไปในพื้นที่ เพื่อให้พวกท่านได้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะเราจะต้องเร่งทำการฟื้นฟูให้ ส่วนที่เสียหายไปนั้นได้กลับมามีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างรายได้และทำให้โอกาสต่างๆกลับคืนมาต่อไป เรื่องของการฟื้นฟูตัวจังหวัดล้างบ้าน ล้างเมืองและเร่งนำประชาชนกลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด 

    นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญพระราชกระแสเนื่องด้วยเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบเหตุโดยเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับศพผู้เสียชีวิตทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์และจิตอาสา ทั้งนี้จะได้พระราชทานเงินจำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่และซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ทดแทนที่เสียหายและจากพระราชทานโดรนสำหรับค้นหาและส่งอาหาร ยุทธภัณฑ์ต่างๆให้แก่กองทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้  ในการนี้ตนได้รับการแจ้งย้ำว่าขอให้ดำเนินการรับศพผู้เสียชีวิตทุกรายไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งหมายความว่าในส่วนของผู้ที่เป็นชาวพุทธจะมีการพระราชทานเพลิงให้กับทุกราย ส่วนผู้ที่เป็นศาสนามุสลิม จะมีการพระราชทานดินฟังศพ ตามประเพณีและวัฒนธรรมที่ดำเนินกันมาอยู่แล้วฉะนั้นตรงนี้ขออนุญาตแจ้งผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทยให้แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอที่มีผู้เสียชีวิตได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด อย่าให้ตกหล่น

    “ผมได้รับแจ้งมาว่าจะส่งพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระพระราชทานเงินช่วยเหลือแก่ผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตรงนี้ขอให้กำชับว่าให้ดำเนินการตามประเพณีและให้ทำรายงานแจ้งกลับราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำความกราบบังคมทูลให้พระกรุณาทรงทราบว่าได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว“ นายกฯ กล่าว

    นายกฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ได้รับข้อเสนอจากประธานสภาหอการค้าไทย และภาคีภาคเอกชนต่างๆ ได้มีข้อเสนออยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน ก็จะส่งมอบให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง ได้ช่วยรับข้อเสนอต่างๆเหล่านี้เพื่อจัดทำแนวทางในการช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ในส่วนของสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นมาก น้ำลดลงแล้วเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วยกเว้นพื้นที่ที่ยังเป็นพื้นที่ต่ำหรือมีน้ำท่วมขัง ทางผู้ว่าราชการจังหวัด นายกอบจ.สงขลา ยังดำเนินการดูแลฟื้นฟูสภาพเมืองอยู่ทุกวันวันนี้มีเรื่องต่างๆมากมายที่ต้องเร่งในการฟื้นฟูเยียวยาจะใช้มติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อเร่งดำเนินการให้การช่วยเหลือโดยเร็ว เพื่อที่จะนำเสนอให้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการประชุมวันที่ 2 ธ.ค.นี้ และในการเข้าร่วมประชุม เพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือฟื้นฟู หลังเหตุเหตุการณ์ในเรื่องของการช่วยเหลือฟื้นฟูจะต้องเร่งสปีดไปข้างหน้าเพื่อให้ประชาชนผลิกฟื้นความเลวร้ายต่างๆของพวกเขาให้กลับมาสู่การมีโอกาสต่างๆให้มากขึ้นโดยเร็ว ซึ่งไม่ได้มีแค่เพียงมิติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะต้องเร่งดูแลทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า ประปา อินเตอร์เน็ตให้กลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุดม

    นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพจิต สุขภาพกายของผู้ประสบอุทกภัย โดยขอให้รมว.สาธารณสุขเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด คนที่สูญเสียทั้งบ้านเรือน สูญเสียธุรกิจและสูญเสียรายได้ สูญเสียครอบครัวเราจะต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดมากๆ เพื่อให้เขาไม่มีอาการซึมเศร้าถึงขั้นอันตรายที่จะไปทำในสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้มันเกิดขึ้น จึงต้องฝากรมว.สาธารณสุขด้วย ทราบดีว่าท่านได้ จัดเตรียมทีมลงไปดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว จึงขอเน้นย้ำ ว่าตอนนี้หลังจากน้ำลดลงแล้วชาวบ้านกลับเข้าบ้านได้แล้ว ไปเห็นสภาพความเสียหายของบ้าน เห็นการสูญเสียของโอกาสต่างๆ ตนคิดว่ามันสามารถทำให้เกิดความหดหู่ทางจิตใจ ซึ่งจะพัฒนาไปสู่เรื่องการซึมเศร้า และนำไปสู่สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นต้องเกณฑ์จิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ลงไปดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วย

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่ได้หารือ เช่น การปรับปรุงการเตือนภัยอย่างเร่งด่วน การจ่ายเงินเยี่ยวยาผู้เสียชีวิต ซึ่งเรื่องของการเตือนภัยเร่งด่วนได้หารือกีบรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจกิจและสังคม(ดีอี) แล้วซึ่งรัฐมนตรีจะได้ไปหาหนทางและวิธีการและหาแพลตฟอร์มในการอัปเกรดการเตือนภัยให้เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้เรื่องสำคัญ ในเบื้องต้นที่จะเร่งดูแลพี่น้องประชาชน คือการจ่ายเงินเยียวยาทั้งเยียวยาในรายครัวเรือนและเยียวยาในเรื่องของผู้เสียชีวิตตรงจะให้ทางรมว.คลังได้นำเสนอให้ที่ประชุมได้รับทราบ และตนได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งนำเสนองบประมาณในการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและครอบครัวผู้ประสบภัยเข้าครม.ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้.

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/931765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PXwPAFGMX3FlhZOpfL0n9

  • ส่องภาพรวมดิจิทัลประเทศไทย อินเทอร์เน็ตประจำที่เร็วสุดอันดับ 7 โลก!

    ส่องภาพรวมดิจิทัลประเทศไทย อินเทอร์เน็ตประจำที่เร็วสุดอันดับ 7 โลก!

    เปิดข้อมูล “Digital 2026 Thailand” สถิติภาพรวมดิจิทัลประเทศไทยประจำปี คนไทยค้นหา “หนัง – แปล” บน Google มากสุด สุดภาคภูมิใจ! อินเทอร์เน็ตเร็วสุดอันดับ 7 ของโลก ส่วนใหญ่ใช้ไถโซเชียล – คุยแชตมากสุด

    สังคมไทย ยังคงเดินบนเส้นทางแห่งสังคมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ DataReportal เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลชื่อดัง เผยแพร่ “Digital 2026 Thailand” ข้อมูลสถิติด้านการใช้ดิจิทัลของคนไทยตลอดช่วงปี 2025 โดยเผยว่ามีอัตราการเข้าถึงและใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียพุ่งสูงติดอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของคนไทย

    DataReportal
    คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 94.7% ของสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ

    คนไทยใช้อินเทอร์เน็ต 94.7% ของสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ

    จากการสำรวจในช่วงปลายปี 2025 ประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 67.8 ล้านคน คิดเป็นอัตราการเข้าถึง 94.7% อันดับที่ 23 ของโลก ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นรองเพียงสิงคโปร์ (98.4%) และมาเลเซีย (98%) สะท้อนว่าประชาชนไทยสามารถเข้าถึงบริการออนไลน์ในชีวิตประจำวันเป็นส่วนมาก

    ไทยอันดับ 19 ของโลก ประชากรใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด

    แม้ว่าคนไทยจะใช้อินเทอร์เน็ต 94.7% เมื่อเทียบสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ ทว่าหากเทียบเป็นจำนวนประชากรแล้ว ประเทศไทยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 19 ของโลก ที่มีประชากรใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด ที่ 67.8 ล้านคน เป็นรองอินโดนีเซีย ที่มีประชากรใช้อินเทอร์เน็ต 230.4 ล้านคน และเวียดนาม 85.6 ล้านคน

    ส่วนประเทศ 3 อันดับแรกที่มีจำนวนประชากรใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก คือ จีน 1.3 พันล้านคน คิดเป็น 91.6% เทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ อินเดีย 1.026 พันล้านคน คิดเป็น 70% เทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ และ สหรัฐอเมริกา 323 ล้านคน คิดเป็น 93.1% เทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งประเทศ

    DataReportal
    ไทยอันดับ 19 ของโลก ประชากรใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด

    “ไถโซเชียล – คุยแชต” สาเหตุคนไทยเข้าใช้เว็บ-แอปฯ มากสุด

    Digital 2026 Thailand ยังชี้ให้เห็นพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของคนไทยยังคงเติบโตสูง โดย “โซเชียลมีเดีย” ครองอันดับหนึ่งของการใช้งานด้วยสัดส่วนสูงถึง 97.5% สะท้อนบทบาทสำคัญของแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ในชีวิตประจำวัน

    ขณะที่ “แชตและส่งข้อความ” ตามมาเป็นอันดับสองที่ 96.7% แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารแบบเรียลไทม์ยังเป็นหัวใจหลักของการใช้งานดิจิทัลในยุคปัจจุบัน

    กลุ่มเว็บไซต์/แอปค้นข้อมูลอย่าง “เสิร์ชเอนจิน” มีการใช้งาน 86.3% ขณะที่ “อีเมล” ยังคงได้รับความนิยมอยู่ที่ 85.9% ด้านอีคอมเมิร์ซทั้งการช้อปปิงและประมูลออนไลน์ทำได้ดีเช่นกันที่ 81.8%

    บริการตามตำแหน่งที่ตั้ง เช่น แผนที่และการจราจร มีผู้ใช้กว่า 59.5% ส่วนบริการส่งอาหารยังได้รับความนิยมสูงที่ 50.2% ขณะที่หมวดท่องเที่ยว ข่าว เกม และพยากรณ์อากาศ อยู่ในช่วงราว 39–43%

    ด้านความบันเทิงอย่าง “เพลง” มีผู้ใช้งาน 36.4% ขณะที่รีวิวสินค้า เว็บบอร์ด และแพลตฟอร์มงานหรือธุรกิจมีอัตราการใช้งานราว 29–31%

    DataReportal
    “ไถโซเชียล – คุยแชต” สาเหตุคนไทยเข้าใช้เว็บ-แอปฯ มากสุด

    “Google – YouTube” ครองบัลลังก์เว็บขวัญใจคนไทย “คอนเทนต์ผู้ใหญ่” มีทราฟฟิกมาก

    Digital 2026 Thailand ยังเผยข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์ในไทยจาก SEMrush และ SimilarWeb อ้างอิงทราฟฟิกช่วงกลางปีถึงสิงหาคม 2025 ชี้ให้เห็นว่า Google และ YouTube ยังครองตำแหน่งเว็บที่คนไทยเข้าชมมากที่สุดอย่างเหนียวแน่นทุกการจัดอันดับ โดย Google มีทราฟฟิกเฉลี่ยรายเดือนสูงถึง 1.21 พันล้านครั้ง ตามตัวเลขของ SEMrush และกว่า 905 ล้านครั้ง ตามข้อมูลของ SimilarWeb

    เว็บไซต์โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ X ยังคงอยู่ในอันดับต้น ๆ ของทั้งสองแพลตฟอร์ม ขณะที่กลุ่มเว็บไซต์สตรีมคอนเทนต์ผู้ใหญ่ (Adult Content) จำนวน 5 เว็บไซต์ ติดอันดับท็อป 20 ของ SEMrush สะท้อนพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่หลากหลายของผู้ใช้ไทย

    รายงานยังพบว่า เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาบันเทิง-ผู้ใหญ่ ติดอันดับสูงหลายโดเมน ซึ่งเป็นหมวดที่มีทราฟฟิกจำนวนมากและมีระยะเวลาใช้งานต่อเซสชันค่อนข้างยาว

    ด้านอีคอมเมิร์ซ Shopee ติดอันดับ 6 ของ SEMrush และขึ้นมาถึงอันดับ 4 ใน SimilarWeb ขณะที่เว็บกระทู้ชื่อดัง Pantip.com ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ในรายงาน SimilarWeb อยู่ที่อันดับ 5 ด้วยผู้เข้าชมกว่า 62.4 ล้านครั้งต่อเดือน

    แพลตฟอร์มโซเชียลและสื่อ เช่น Instagram TikTok และ Line.me ยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ใช้งาน โดย TikTok ติดอันดับ 13 ของ SEMrush และอันดับ 11 ตาม SimilarWeb

    เว็บไซต์ข่าวไทยอย่าง Sanook.com ติดอันดับต้น ๆ ในหมวดข่าวจากทั้งสองรายงาน ส่วนเว็บไซต์สื่อใหญ่และไลฟ์สไตล์ เช่น Thairath และ Kapook อยู่ในกลุ่มท็อป 20 ของ SimilarWeb

    DataReportal
    “Google – YouTube” ครองบัลลังก์เว็บขวัญใจคนไทย “คอนเทนต์ผู้ใหญ่” มีทราฟฟิกมาก
    DataReportal
    “Google – YouTube” ครองบัลลังก์เว็บขวัญใจคนไทย “คอนเทนต์ผู้ใหญ่” มีทราฟฟิกมาก

    คำนี้มาอีกแล้ว! “หนัง – แปล” คำค้นหา Google ยอดฮิตคนไทย

    Digital 2026 Thailand ยังเผยให้เห็น 20 อันดับคำค้นหายอดนิยมสูงสุดในประเทศไทย โดยภาพรวมสะท้อนให้เห็นว่า “หนัง” (ภาพยนตร์) คือสิ่งที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดบนโลกออนไลน์ โดยคำค้นหาว่า “หนัง” ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งด้วยคะแนนดัชนีปริมาณการค้นหาเชิงสัมพัทธ์ (Index vs. Top Query) ที่ 100

    ปริมาณดังกล่าวนำหน้าคำค้นหาอื่น ๆ อย่างชัดเจน บ่งชี้ว่าการเข้าถึงและบริโภคสื่อภาพยนตร์ผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นกิจกรรมหลักที่ครองใจผู้ใช้งานชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน คำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันและเครื่องมือออนไลน์ก็ติดอันดับสูงตามมาติด ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคำที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและข้อมูลพื้นฐาน คำว่า “แปล” และ “แปล ภาษา” อยู่ใน 5 อันดับแรก สะท้อนการใช้ Google เป็นเครื่องมือหลักในการทำงานและการเข้าถึงข้อมูลข้ามภาษา

    นอกจากนี้ วัฒนธรรมการเสี่ยงโชคยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนปริมาณการค้นหา โดยคำว่า “หวย” และ “ตรวจ หวย” ยังคงเป็นคำค้นหาที่ได้รับความสนใจอย่างสม่ำเสมอในกลุ่ม 20 อันดับแรก

    ด้านความบันเทิงและโซเชียลมีเดีย คำค้นหาชื่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น “YOUTUBE”, “VK”, “GOOGLE”, และ “FACEBOOK” ต่างก็ติดอยู่ในอันดับต้น ๆ ชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้จำนวนมากยังคงใช้ช่องค้นหาเพื่อเข้าสู่แพลตฟอร์มโปรดโดยตรง แทนการพิมพ์ URL หรือใช้แอปพลิเคชันโดยตรง

    ส่วนความสนใจด้านกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ก็ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับผลการแข่งขัน เช่น “บอล สด”, “บ้าน บอล”, “บ้าน ผล บอล”, และ “ผล บอล สด” ซึ่งสะท้อนความกระตือรือร้นในการติดตามการแข่งขันกีฬาแบบเรียลไทม์

    DataReportal
    คำนี้มาอีกแล้ว! “หนัง – แปล” คำค้นหา Google ยอดฮิตคนไทย

    ความภาคภูมิใจ! อินเทอร์เน็ตประจำที่ไทยเร็วสุดอันดับ 7 โลก

    Digital Trends 2026 ยังเผยผลสำรวจความเร็วอินเทอร์เน็ตประจำที่ (Median Download Speeds) สำหรับการเชื่อมต่อแบบ Fixed Internet (หน่วยเป็น Mbps) จากแหล่งข้อมูลที่รวบรวม ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2025 ได้เปิดเผยให้เห็นถึงสถานะความเร็วอินเทอร์เน็ตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงบทบาทผู้นำด้านเทคโนโลยีของหลายประเทศในเอเชีย

    สำหรับประเทศไทย พบว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตแบบประจำที่อยู่ที่อันดับ 7 ของโลก ด้วยความเร็วเฉลี่ย 262.42 Mbps ขณะที่ประเทศที่ครองอันดับสูงสุดคือ สิงคโปร์ ด้วยความเร็วในการดาวน์โหลดเฉลี่ย สูงถึง 394.30 Mbps ตามมาด้วย ชิลี (347.40 Mbps) และ ฮ่องกง (332.66 Mbps) ในอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

    เมื่อพิจารณาในภูมิภาคเอเชีย ไทยถือเป็นอันดับที่ 5 รองจาก สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน (อันดับ 4 ของโลก 307.96 Mbps) และไต้หวัน (อันดับ 10 ของโลก 251.98 Mbps)

    ขณะที่หลายประเทศมหาอำนาจและประเทศพัฒนาแล้วยังคงทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง เช่น ฝรั่งเศส (307.96 Mbps) สหรัฐอเมริกา (285.59 Mbps) แคนาดา (235.44 Mbps) และ สหราชอาณาจักร (143.83 Mbps)

    ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นค่ามัธยฐานความเร็วในการดาวน์โหลดต่อวินาที (Median Download Speed) ซึ่งเป็นค่ากลางที่ช่วยลดผลกระทบจากข้อมูลที่ผิดปกติ (Outliers) ทำให้สามารถแสดงภาพรวมความเร็วที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ได้รับอย่างแท้จริง

    DataReportal
    ความภาคภูมิใจ! อินเทอร์เน็ตประจำที่ไทยเร็วสุดอันดับ 7 โลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/262701&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1biLTSQu1IzLZES6CwEaHa

  • “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ ระบุประสบปัญหาการเงิน

    “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ประกาศเลิกกิจการ ระบุประสบปัญหาการเงิน

    “โรงเรียนไผทอุดมศึกษา” ส่งเอกสารแจ้งผู้ปกครอง ประกาศเลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป ระบุประสบปัญหาด้านการเงินที่จะใช้บริหารจัดการในระยะยาว หลังเปิดสอนมานานกว่า 55 ปี

    วันนี้ (1 ธ.ค.2568) โรงเรียนไผทอุดมศึกษา ส่งเอกสารให้ผู้ปกครอง แจ้งเรื่องยุติจัดการเรียนการสอนและเลิกกิจการ โดยระบุว่า โรงเรียนไผทอุดมศึกษาจัดการศึกษามานานกว่า 55 ปี แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดปัญหาวิกฤตการศึกษาโรงเรียนเอกชนที่ต้องปิดตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2567 โรงเรียนปิดกิจการกว่า 40 โรงเรียน

    ส่วนหนึ่งของวิกฤตดังกล่าวเกิดจาก 2 สาเหตุคือ จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง โครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และระบบเศรษฐกิจที่ขาดเสถียรภาพทางการเงินและตกต่ำ ประกอบกับช่วงปี 2563-2564 เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วนและทุกสาขาอาชีพ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงเรียนไผทอุดมศึกษาเช่นกัน

    ตลอดระยะเวลาของปัญหาดังกล่าว โรงเรียนพยายามคงไว้ซึ่งการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ทัดเทียมและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สูงขึ้น อาทิ ค่าใช้จ่ายวิชาการ ค่าสาธารณูปโภค อัตราฐานเงินเดือนครูที่ปรับขึ้นใน 2 ช่วง ตามนโยบายรัฐบาล ค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานต่าง ๆ และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักเรียน เป็นต้น อีกทั้ง การชำระค่าธรรมเนียมการเรียนจากผู้ปกครองบางส่วนไม่ตรงตามกำหนด หรือไม่จ่ายค่าธรรมเนียมการเรียน ทำให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ

    ในปีการศึกษา 2568 โรงเรียนได้พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยการลดขนาดโรงเรียนให้เล็กลง ปรับลดจำนวนครูและแรงงานบางส่วน แต่ยังคงประสบปัญหาด้านการเงินที่จะใช้บริหารจัดการในระยะยาว

    คณะกรรมการบริหารสถานศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจยุติการจัดการเรียนการสอนและเลิกกิจการโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป (เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.2569)

    เอกสารของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ระบุอีกว่า โรงเรียนตระหนักดีว่าการเลิกกิจการของโรงเรียนในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนจึงขออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    1. โรงเรียนจะแจกเอกสารทางการศึกษา ได้แก่ หนังสือรับรองการเป็นนักเรียน (ปพ.7) จำนวน 2 ชุด ระเบียนแสดงผลการเรียน (ปพ.1) จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในการย้ายสถานศึกษา โดยจะแจกให้ในวันจันทร์ที่ 30 มี.ค.2569

    2. โรงเรียนได้ประสานงานกับโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อพิจารณารับนักเรียนของโรงเรียนไผทอุดมศึกษา เป็นกรณีพิเศษ ดังนี้

    • โรงเรียนอนุบาลแสงโสม
    • โรงเรียนอนุบาลสุดารักษ์
    • โรงเรียนอนุบาลปรางทิพย์
    • โรงเรียนอนุบาลชนานันท์
    • โรงเรียนแสงโสม
    • โรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์สายไหม
    • โรงเรียนสายอักษร
    • โรงเรียนสองภาษาวันเนส
    • โรงเรียนสตรีวรนาถ บางเขน
    • โรงเรียนระเบียบศึกษา
    • โรงเรียนพิชญศึกษา
    • โรงเรียนปิยะพงษ์วิทยา
    • โรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง
    • โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดลาดพร้าว
    • โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต
    • โรงเรียนดรุณพัฒน์
    • โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ เมืองทองธานี
    • โรงเรียนโชคชัยหทัยราษฎร์
    • โรงเรียนโชคชัยลาดพร้าว
    • โรงเรียนโชคชัยรังสิต
    • โรงเรียนอรรถมิตร
    • โรงเรียนอมาตยกุล
    • โรงเรียนทับทอง

    โรงเรียนฯ ยังขออภัยที่ไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองได้ทันที หลังจากมีมติเลิกกิจการของโรงเรียน เนื่องจากมีระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปิดกิจการของโรงเรียนที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ แต่โรงเรียนจะยังคงจัดการเรียนการสอนเหมือนเดิมในภาคเรียนที่ 2

    ทั้งนี้ โรงเรียนไผทอุดมศึกษา นัดผู้ปกครองเข้าร่วมประชุมรับทราบรายละเอียดการยุติกิจการของโรงเรียน และแนวทางการช่วยเหลือในวันพุธที่ 3 ธ.ค.นี้

    อ่านข่าว

    ศธ.เผยยังไม่เลื่อนสอบ TGAT / TPAT ประเมินความพร้อม รร.เหตุน้ำท่วมใต้

    เงื่อนไข-วิธีลงทะเบียน ขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท ปี 68 เตรียมอะไรบ้าง

    ฟอกไตฟรี! กรมการแพทย์ช่วยผู้ป่วยไตน้ำท่วมใต้ รักษาได้ทุกสิทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359032&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8cJ5GOahEyaZZVSbW_cB

  • ค่า ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง กระทบผู้บริโภค ต้องเร่ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ค่า ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง กระทบผู้บริโภค ต้องเร่ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ค่า ฝุ่น PM 2.5 พุ่ง กระทบผู้บริโภค ต้องเร่ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

    ค่า ฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ครอบคลุม กทม. 50 เขต และอีก 19 จังหวัด สัญญาณเตือนอันตราย แนะเร่งผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA รายงานว่า พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย สัญญาณเตือนอันตราย สภาผู้บริโภคแนะเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

    สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISDA รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และหลายจังหวัดในประเทศไทยมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน (ค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยในกทม. ทั้ง 50 เขต เป็นพื้นที่ที่มีฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดย 10 อันดับแรก ที่มีฝุ่น PM 2.5 สูงสุด ได้แก่ บางนา (43.6) พระโขนง (43.6) คลองเตย (43.4) วัฒนา (43.3) ยานนาวา (43.2) สวนหลวง (43.1) ห้วยขวาง (43.1) สาทร (43.0) วังทองหลาง (42.9) ดินแดง (42.9)

    ขณะที่จังหวัดที่มีฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน มี 19 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ระยอง กรุงเทพฯ ตราด ราชบุรี สุพรรณบุรี นนทบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม อ่างทอง จันทบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพระนครศรีอยุธยา

    สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 หลายพื้นที่เข้าขั้นเตือนระดับส้ม–แดง  (เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งหมายความว่าประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและสวมหน้ากากกรองฝุ่นเมื่อต้องออกจากบ้าน

    ฝุ่น PM2.5 สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจและหัวใจ เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หัวใจขาดเลือด และมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับการตายก่อนวัยอันควรของประชากรทั่วโลก องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า มลพิษทางอากาศภายนอก (ambient air pollution) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตหลายล้านคนต่อปีทั่วโลก ซึ่งชี้ให้เห็นภาระสุขภาพที่หนักหน่วงจาก PM2.5 ที่ไม่ควรถูกมองข้าม. และจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

    สภาผู้บริโภค ร่วมกับกว่า 60 องค์กรเครือข่ายอากาศสะอาด ออกแถลงการณ์และเรียกร้องให้วุฒิสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาและผลักดันร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ให้ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยเร็ว เพื่อสร้างกรอบการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่ชัดเจนและมีมาตรการคุ้มครองสุขภาพประชาชน และหากไม่รีบดำเนินการ จะเกิดผลกระทบด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภคโดยตรง

    ข้อเสนอแนะของสภาผู้บริโภค มีดังนี้

    1. เร่งรัดการพิจารณา พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้มีกรอบหน้าที่ชัดเจนของหน่วยงานควบคุมและบทลงโทษต่อผู้ปล่อยมลพิษ
    2. มาตรการเชิงป้องกันและลดแหล่งกำเนิด เช่น ควบคุมการเผาในที่โล่ง การจัดการฝุ่นจากไซต์ก่อสร้าง การปรับมาตรฐานไอเสียยานยนต์ และมาตรการควบคุมอุตสาหกรรมผ่านการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and  Transfer Register หรือ PRTR) (พ.ร.บ. PRTR)
    3. ระบบเตือนและการป้องกันผู้บริโภค เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศเรียลไทม์ แจกหน้ากากกรองฝุ่นให้กลุ่มเสี่ยง และแนวทางลดการสัมผัสฝุ่นในสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน เช่น การประกาศทำงานจากบ้าน (Work from Home: WFH) และการเรียนด้วยตัวเอง/การเรียนออนไลน์ (Self-learning/ E-learning) เพื่อลดการปล่อยฝุ่นจากภาคขนส่งและคมนาคม ในช่วงเวลาที่จะมีการปล่อยฝุ่นสูงสุดตามสถิติ เป็นต้น
    4. ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานชองประชาชน เพื่อลดการปล่อยฝุ่นจากภาคพลังงาน และสนับสนุนการทำงาน/การเรียนที่บ้าน โดยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ของภาคครัวเรือนด้วยมาตรการจูงใจให้ฝากไฟฟ้าในระบบผ่านการหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (เน็ตมิเตอร์ริ่ง) และมีมาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคธุรกิจ (เน็ตบิลลิง) ในสัดส่วนเดียวกันกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของโรงไฟฟ้าเอกชน
    5. มาตรการระยะยาวทางสาธารณสุขและการเงิน บูรณาการนโยบายด้านสุขภาพกับมาตรการลดมลพิษ เช่น การลงทุนระบบขนส่งสาธารณะสะอาด และมาตรการสนับสนุนผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบ

    สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังเผชิญภาระมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ทั้งในแง่สุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษา สภาผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายประชาชนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่อให้มีเครื่องมือเชิงนโยบายและมาตรการปฏิบัติที่ชัดเจนในการป้องกันและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบทันทีและในระยะยาว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    60 องค์กรประชาชน กดดัน สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ก่อนยุบสภาฯ

    พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องไม่ถูกแช่งแข็ง

    กรุงเทพฯเช้านี้จมฝุ่น PM 2.5 แดง 48 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/01122568_fresh-air_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nN0LqSZnCCmRpzueiKYgm

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง การรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาเข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง การรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาเข้าพักในหอพักนักเรียนนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117931/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c7hCDzHQE3p6BMn2eMMcR

  • พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่า ไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต 

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า การเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า การเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

                       พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    ด้าน นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

                        พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์จาก 4 เครือข่าย

    บรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่ และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า พรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่า การมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทย และสร้างการเมืองสุจิตให้เกิดขึ้นจริง 

    หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่า การมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่า การทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/645471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MWZLtFx1oR2sb20jxSwOZ

  • ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

    ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

    ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

    หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับภาครัฐ และแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ในประเด็นนี้ยังมีหลายคนสงสัยว่าทั้ง 2 หน่วยงาน มีการสอดประสานนโยบายกันหรือไม่ 

    ประสานนโยบายที่ไร้รอยต่อ

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน “Fiscal-Monetary Synergy in Sight” ที่จัดขึ้นโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท. ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีมาก การทำงานร่วมกันนี้เป็นไปอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาด้านการประสานนโยบาย (policy coordination) หรือแนวคิดที่ว่าต่างฝ่าย “วิ่งกันคนละทาง” 

    “ธปท. มีความเป็นอิสระ แต่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องคำนึงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย”

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับบริบทที่ไม่เหมือนเดิมและมีความท้าทายสูง โดยที่ภาวะเศรษฐกิจเปิดกว้างมากขึ้นแต่การเติบโตกลับชะลอตัวลงอย่างชัดเจน 

    โดยก่อนโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโต 4% โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามในการกระตุ้นมากนัก แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำมาก โดยคาดการณ์ว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.1% และปี 2569 เติบโตไม่ถึง 2% 

    การเติบโตไม่กระจายตัวและไม่ทั่วถึง โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังพอไปได้และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย แต่กลุ่มธุรกิจ SME กลับมีปัญหา สะท้อนจากสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง-ขีดจำกัดนโยบายการเงิน

    นอกจากนี้ ยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า เช่น หนี้ครัวเรือน และเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดของนโยบายการเงิน 

    โดยนโยบายทางการเงิน เป็นนโยบายในภาพรวม ซึ่งเป็นเครื่องมือหลัก มีผลในวงกว้าง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะจุด การลดดอกเบี้ยจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ถ้าปัญหาเชิงโครงสร้างมีจำกัด 

    “การลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้ง ที่ผ่านมา มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำกว่า 0.2% เพราะปัญหาในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากธนาคารกลางยังคงใช้เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว จะมีผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก และจะถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ร่วมวิเคราะห์ที่ไม่ได้ลงมือทำ”

    ปรับบทบาทแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ดังนั้น ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายและบทบาทการทำงาน โดยจะไม่เป็นเพียงหน่วยงานที่ออกมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว แต่ต้องการเป็น”ผู้ลงมือทำ” และเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา

    บทบาทใหม่ของ ธปท. เปลี่ยนจากผู้ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก มาเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจมหภาคด้วย

    เป็นผู้นำในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างโดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ และต้องดำเนินมาตรการอย่างซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง พร้อมยื่นมือเข้าไปแก้ปัญหาและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน

    “จากข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธปท. จึงไม่ได้ใช้เพียงแค่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียวในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ แต่ใช้เครื่องมือและมาตรการอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาตรการเฉพาะจุด”

    วิทัย รัตนากร

    มาตรการเชิงรูปธรรมมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ธปท. ได้ริเริ่มมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SME ไม่ว่าจะเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้รายย่อยต่ำกว่า 100,000 บาท และต้นปี 2569 เตรียมเจรจากับนอนแบงก์เพื่อดำเนินการในเฟสต่อไป 

    รวมไปถึง ธปท. กำลังดำเนินการออกกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME สำหรับวงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหาร, เกษตร, และ Smart Tech เพื่อหวังว่าสินเชื่อ SME จะกลับมาเติบโตและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

    การปรับเปลี่ยนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ธปท. ตระหนักดีว่านโยบายการเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องมีการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายการเงิน

    เร่งออกมาตรการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้เพิ่มเติม

    เหตุการณ์น้ำท่วมภายใต้ โดยเฉพาะที่หากใหญ่ จ.สงขลา ในเชิงภาพรวม ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีไม่มาก คาดว่าผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1% ไม่เกิน 0.2%

    โดย ธปท. อยู่ระหว่างการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบ และธนาคารพาณิชย์ เพื่อเร่งรัดในการออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติม จากมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนของธนาคารพาณิชย์ที่ออกไปก่อนหน้านี้ 

    ขณะนี้ มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายและเตรียมทยอยประกาศออกมา โดยย้ำว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

    สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่กำลังจะออกมานั้น คาดว่าจะมีขอบเขตที่กว้างกว่ามาตรการที่เคยออกไปแล้ว โดยเน้นครอบคลุมลูกค้าสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อลิสซิ่ง

    ในส่วนของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของ ธปท. นั้น ต้องดำเนินการผ่านการออกพระราชกำหนด (พรก.) ซึ่งในขณะนี้มีข้อจำกัดในทางการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ดังนั้นซอฟต์โลนที่สามารถออกได้ในขณะนี้มีเพียงธนาคารออมสินเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/734329&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oPeC2yYKkbnodb60eOWjG