Blog

  • สพฐ. จัดประชุมปรับปรุงคู่มือการใช้หลักสูตรประถมศึกษา ปี 68 – OBEC

    สพฐ. จัดประชุมปรับปรุงคู่มือการใช้หลักสูตรประถมศึกษา ปี 68 – OBEC

    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ ) เป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงคู่มือการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษา พุทธศักราช 2568 ณ โรงแรมสยามแกรนด์ จังหวัดอุดรธานี โดยมี นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ศึกษานิเทศก์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และนักวิชาการศึกษา จำนวน 74 คน เข้าร่วมประชุม

    สพฐ. จัดประชุมปรับปรุงคู่มือการใช้หลักสูตรประถมศึกษา ปี 68

    นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ กล่าวในช่วงหนึ่งว่า การขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรระดับประถมศึกษา พุทธศักราช 2568 มุ่งเน้นการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามช่วงวัย ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ความสามารถและความรู้ได้ในบริบทโลกจริง ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการประเมินผลที่เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และเพื่อเป็นการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง สพฐ. อยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย โดยต่อยอดจากความสามารถจากชั้นประถมศึกษาตอนต้น โดยเน้นที่การใช้ความรู้เพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันในระดับที่สูงมากยิ่งขึ้น ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การพัฒนาเยาวชนของประเทศไทยให้มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี ทันยุคทันสมัย และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

    ขอขอบคุณ

    ข้อมูล / สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา

    ภาพ / สพป.อุดรธานี เขต 1

    เรียบเรียง / บรรพต เติมลาภ

    ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/23651&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vf7TRPSBS18Tm_z4v7O05

  • เปิดประวัติ ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวชื่อดังช่อง 8 ก่อนจากไปอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 35 ปี

    เปิดประวัติ ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวชื่อดังช่อง 8 ก่อนจากไปอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 35 ปี

    วันจันทร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.38 น.

    วงการสื่อมวลชนและโลกออนไลน์ถึงคราวเศร้ากันอีกครั้งกับการจากไปอย่างกะทันหันของนักข่าวและผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ณัฐวุฒิ ปงลังกา หรือ นัท นักข่าวชื่อดังของทางช่อง 8 ด้วยวัยเพียง 35 ปี ที่บ้านพักย่านบางกรวย จ.นนทบุรี ทำเอาแฟนคลับบนโลกออนไลน์ต่างก็แสดงความเสียใจและความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากต่อการจากไปของหนุ่มนักข่าวหน้าใสฝีมือดีคนนี้

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา เป็นนักข่าวที่ทุ่มเทให้กับหน้าที่เป็นอย่างมากในฐานะสื่อมวลชนและเป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางด้วยลีลาเฉพาะตัว ทำให้ นัท มีแฟนคลับและผู้ติดตามจำนวนมาก ก่อนที่ นัท จะได้ทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายในรายการ PhuttaTalk ร่วมกับผู้ประกาศข่าวชื่อดังอย่าง ไอซ์ สารวัตร และ พุทธ อภิวรรณ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาก่อนที่เขาจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา เกิดเมื่อ วันศุกร์ ที่ 14 กันยายน 2533 อายุ 35 ปี เป็นคนเชียงราย สำเร็จการศึกษาจากคณะบัญชีจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา

    ก่อนที่ ณัฐวุฒิ ปงลังกา จะเริ่มเส้นทางในสายอาชีพสื่อมวลชนเคยเป็นดีเจมาก่อนอยู่ที่จังหวัดเชียงราย และเริ่มเข้าสู่เส้นทางสื่อมวลชนโดยเริ่มต้นที่สำนักข่าว INN ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้สื่อข่าวสายการเมืองของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างขณะทำหน้าที่นักข่าวภาคสนามที่อมรินทร์ทีวี

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา ยังเคยได้รับรางวัล “บุคคลต้นแบบ-สื่อมวลชนดีเด่น” และรางวัล “เทพนารายณ์ นาคราช” ประจำปี 2568 จนกระทั่ง นัท ย้ายมาอยู่กับสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในฐานะนักข่าวและผู้ประกาศข่าวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา

    ณัฐวุฒิ ปงลังกา

    ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก nattawut ponglangka

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อาลัย ณัฐวุฒิ ปงลังกา นักข่าวช่องดังเสียชีวิต จากไปกะทันหัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/931773&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NfvbRrc5qeWoepTxBJbIk

  • ‘ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้’ กางแผน 5 ปี ทุ่ม 6 พันล้าน เพิ่มพอร์ตโฟลิโอ 75 โรงแรมทั่วโลก

    ‘ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้’ กางแผน 5 ปี ทุ่ม 6 พันล้าน เพิ่มพอร์ตโฟลิโอ 75 โรงแรมทั่วโลก

    นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าว่า ขณะนี้บริษัทได้วางแผนการขยายธุรกิจที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2569 ถึงปี 2573) โดยตั้งงบลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาทในการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอ

    ซึ่งจะมุ่งเน้นการขยายธุรกิจผ่านโครงการร่วมทุน (Joint Venture – JV) จำนวน 2-3 โครงการหลัก รวมถึงการรับบริหารโรงแรม เพื่อเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและรองรับการขยายตัวในอนาคต 

    ออนิกซ์ วางเป้าหมายเพิ่มจำนวนโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ให้ได้มากกว่า 75 แห่งทั่วโลก ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีทรัพย์สินเปิดให้บริการแล้ว 49 แห่งใน 6 ประเทศ การขยายธุรกิจนี้จะเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อมุ่งเน้นการสร้างกำไรและป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงจากการเติบโตที่รวดเร็วเกินไป ทั้งนี้โครงการร่วมทุนหลักๆที่กำลังดำเนินการ ได้แก่

    1.โครงการรีสอร์ตหรู ภูเก็ต ซึ่งออนิกซ์ จะร่วมมือกับ EQ บริษัทอสังหาริมทรัพย์จากมาเลเซีย มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2,600 ล้านบาท โดยออนิกซ์ จะถือหุ้น 51% โครงการนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีที่สุดที่หาดกะตะ ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 150-170 ห้อง ในรูปแบบวิลล่า  ขณะนี้การออกแบบโครงการเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว 80-90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571

    2. โครงการ ชามา (Shama) เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ พัทยา เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ออนิกซ์ มุ่งเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาโครงการ โดยออนิกซ์ ถือหุ้น 51% ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกับโรงแรมอมารี และ โอโซ (OZO) พัทยา

    นายยุทธชัย จรณะจิตต์

    โดยบริษัทจะเช่าที่ดินเพิ่มประมาณ 3 ไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อสร้างห้องพัก 150 ยูนิต  เนื่องจากมองว่าจุดเด่นของแบรนด์ Shama คือความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แบรนด์นี้ได้รับการยอมรับในตลาด การขยายตัวของ Shama ในพัทยาจึงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดการท่องเที่ยวและที่พักอาศัยระยะยาว

    ในขณะเดียวกัน บริษัทยังมองหาโอกาสในการขยายโรงแรมอมารี สมุย โดยอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องการเช่าที่ดินเพิ่มเติม เพื่อขยายพื้นที่ของโรงแรมให้สามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้ โดยการขยายโรงแรมนี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อมารี (Amari) ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

    ทั้งยังมีแผนที่จะมองหาโครงการร่วมทุนเพิ่มเติมอีก 2 โครงการในปีหน้า ในทำเลที่มีศักยภาพสูง เช่น ภูเก็ตและพัทยา บริษัทยังคงเน้นการทำโครงการที่เป็นของตนเอง ควบคู่ไปกับการรับบริหารจัดการโรงแรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

    ส่วนแผนธุรกิจในต่างประเทศ โรงแรมที่ฮ่องกงไปได้ดี ขณะนี้มี 10 กว่าแล้ว ด้านโรงแรมในมาเลเซีย ก็เติบโตดี ทั้งในปีหน้าก็มองหาโลเคชั่นใหม่ในมาเลเซีย เพื่อขยายโรงแรมโดยจะนำแบรนด์ชามา เข้าไปขยายตลาด ขณะที่โรงแรมในประเทศลาวก็ยังเติบโตได้ดี 

    รอจังหวะเปิดตัวกองรีท กลางปีหน้า

    นอกจากนี้ในปีหน้าบริษัท ก็รอจังหวะในการเปิดตัวกอง REIT (กองทรัสต์เพื่ออสังหาริมทรัพย์) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะเปิดตัวในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 2569 จากเดิมที่มีแผนจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

    แต่จากการประเมินสถานการณ์ตลาดท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาอย่างที่คาดหวัง จึงได้เลื่อนออกกองรีทมาเป็นปีหน้าแทน เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมของตลาดทุนรวมไปออนิกซ์ จะฉลองครบรอบ 60 ปี จึงวางกลยุทธ์ในการขยายแบรนด์และธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแบรนด์ให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง

    โดยมีแผนการ รีเฟรชแบรนด์ต่างๆ เช่น Amari และ OZO เพื่อดึงดูดลูกค้ารุ่นใหม่และเสริมสร้างฐานลูกค้าใหม่ และยังมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรและการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิทัล โดยมีแผนจัดตั้ง Academy เพื่อพัฒนาความสามารถของบุคลากร และนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในโครงการ Tech for Tomorrow เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การพัฒนาระบบ CRM ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยปัจจุบันระบบนี้มีสมาชิกอยู่ราว 1.5 แสนราย ซึ่งช่วยในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าอีกด้วย

    ‘ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้’ กางแผน 5 ปี ทุ่ม 6 พันล้าน เพิ่มพอร์ตโฟลิโอ 75 โรงแรมทั่วโลก

    ปีนี้แม้ปัจจัยท้าทายมากแต่รายได้ยังโต

    ในด้านการดำเนินธุรกิจในปีนี้ นายยุทธชัย มองว่า เป็นปีที่ท้าทายสำหรับออนิกซ์ เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่มีหลายปัจจัยทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลดลง ประกอบกับการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่เต็มที่ตามที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ยอดการจองโรงแรมมีความไม่แน่นอนและลดลงอย่างชัดเจนในบางช่วง

    ส่วนไตรมาส 4 ปีนี้ เริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในทำเลหลักอย่างกรุงเทพฯ และภาคใต้ ที่ยังมีดีมานด์ท่องเที่ยวที่แข็งแรงประกอบกับเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เขาย้ำว่าแม้ธุรกิจจะเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่บริษัทก็ยังสามารถประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินต่อไปได้จากการบริหารจัดการที่ดี และการกระจายพอร์ตทรัพย์สินไปยังหลายทำเลที่สำคัญ

    ออนิกซ์ได้ขยายการพึ่งพาไปยังตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดจีน เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน การขยายฐานลูกค้าในตลาดเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มการเข้าถึงลูกค้ารายใหม่เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคง ทำให้รายได้รวมของกลุ่มที่ยังคงเติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ตลาดท่องเที่ยวจีนกลับมาช้ากว่าที่คาดการณ์      

    อีกทั้งหากมองเป็นรายพื้นที่ ตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ และพัทยาในปีนี้ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูง ออนิกซ์ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การรักษามาตรฐานราคาและคุณภาพของห้องพัก โดยจะไม่ลดราคาผ่านการโปรโมทหรือแข่งขันด้านราคา เหมือนคู่แข่ง

    ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทเชื่อว่าจะสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว ขณะที่ตลาดที่เติบโตโดดเด่น คือ ภูเก็ตและสมุย โดยเฉพาะสมุยที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวและความนิยมของซีรีส์ไวท์โลตัส ส่งผลให้สมุยมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    การเติบโตของสมุยและภูเก็ตทำให้ ออนิกซ์ มองว่าเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ โดยบริษัทตั้งใจที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าระดับ Luxury ที่มีกำลังซื้อสูงจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และอิสราเอล ซึ่งมักจะพร้อมจ่ายในราคาห้องพักที่สูงกว่า

    ปัจจุบันราคาเฉลี่ยของห้องพักออนิกซ์อยู่ที่ประมาณ 3,000-6,000 บาทต่อคืน การขยายตลาดไปยังกลุ่ม Long-Haul ที่มีอำนาจการซื้อสูง จะช่วยให้ราคาเฉลี่ยของห้องพักเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการดึงดูดลูกค้าระดับสูงที่พร้อมจ่ายในราคาที่สูงกว่าทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้

    หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,154 วันที่ 4 – 6 ธันวาคม  พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/645479&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pKx5rGGn71knz17r2FAlX

  • เน็กซ์โทเปียหนุนท่องเที่ยวสู่เดสติเนชันโลก

    เน็กซ์โทเปียหนุนท่องเที่ยวสู่เดสติเนชันโลก

    ปี 2568 คืออีกปีที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน จากกำลังซื้อที่อ่อนตัวในตลาดหลักอย่างจีนและยุโรป ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ตั้งแต่ญี่ปุ่น, จีน, เวียดนาม, เกาหลีใต้ ไปจนถึงมาเลเซียเร่งเดินเกมท่องเที่ยวเชิงมูลค่าเพิ่มอย่างดุเดือด

    จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงต่อเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจภายในและพฤติกรรมเดินทางที่เปลี่ยนไปสู่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ แต่ความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่นปลายปี กลับทำให้เส้นทางอาเซียนโดดเด่นขึ้นอีกครั้ง โดยไทยยังคงได้เปรียบด้านวัฒนธรรม การบริการ ความคุ้นเคยและการก้าวสู่ช่วงไฮซีซัน ทำให้มีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสท้ายของปี

    ขณะที่สู่เดือนตุลาคม ปริมาณผู้โดยสารขาเข้าจากเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ตกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด ส่วนโรงแรมในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญเริ่มรายงานยอดเข้าพักที่ดีขึ้น

    ข้อมูลจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวระบุว่า แนวโน้มการใช้จ่ายของนักเดินทางปีนี้แตกต่างจากช่วงก่อนโควิด-19 โดยนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่มุ่งหา “ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร” มากกว่าการซื้อสินค้าราคาแพงเพียงอย่างเดียว และให้ความสำคัญกับกิจกรรมเชิงเรียนรู้ การถ่ายภาพ เชิงไลฟ์สไตล์ และเนื้อหาที่สามารถแบ่งปันในโลก ออนไลน์

    แนวโน้มดังกล่าวกดดันให้ไทยต้องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีเนื้อหามากกว่า “ช็อปปิ้ง-กิน-พัก” และต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่เพียงแข่งขันด้านจำนวนผู้เดินทาง

    ในช่วงการฟื้นตัวนี้ ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก-ศูนย์การค้า เริ่มมองว่า “การรอคอยนักท่องเที่ยว” ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนนักเดินทางให้เป็น “ผู้มีส่วนร่วมในประสบการณ์”

    สยามพารากอน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านศูนย์การค้าที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมชมมากที่สุด ปีละมากกว่า 100 ล้านคน และ 30% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกาศเปิดตัว “เน็กซ์โทเปีย” (NEXTOPIA) โครงการเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต บนพื้นที่ชั้น 5 ของศูนย์การค้า ครอบคลุมกว่า 15,000 ตารางเมตร ด้วยงบลงทุน 850 ล้านบาท

    ตั้งเป้าพลิกจากการเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของการช็อปปิ้งเป็น Creative Experience Destination ที่เน้นการคิดร่วมทำร่วมผ่านนวัตกรรม ความยั่งยืน และกิจกรรมสำหรับนักเดินทางยุคใหม่

    โครงการนี้เป็นส่วนสำคัญของการทรานส์ฟอร์มสยามพารากอนในโอกาสครบรอบ 20 ปี เพื่อยกระดับบทบาทสู่ World-Class Destination ระดับโลกที่ไม่เพียงดึงนักเดินทางให้มาจับจ่าย แต่เข้ามามีส่วนร่วมสร้างสรรค์อนาคตของเมือง

    ความโดดเด่นของ NEXTOPIA คือการเป็น Prototype City หรือ “เมืองทดลอง” ที่ใช้ความร่วมมือระหว่างองค์กรนวัตกรรมกว่า 50 แห่ง และชุมชนอีก 30 กลุ่ม ร่วมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดรับทุกคนร่วมสร้างโลกที่ดีกว่า “Join us in the Making of a Better World” สร้างคุณค่าให้กับทุกการมาเยือนควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

    โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักออกแบบ และนักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการคิดค้นเทคโนโลยีและแนวคิดเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

    พื้นที่ภายในถูกออกแบบให้เป็นระบบนิเวศเรียนรู้ ประกอบด้วยโซนเทคโนโลยีทดลอง พื้นที่นำเสนอนวัตกรรม เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และสินค้า/บริการเชิงยั่งยืนที่สามารถทดลองใช้งานได้จริง ถือเป็นโมเดลการท่องเที่ยวรูปแบบ “Immersive Education” ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในเมืองท่องเที่ยวยุคใหม่ทั่วโลก เช่น มหานครโตเกียว, โซล และสิงคโปร์

    โครงการนี้ยังตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง (High–Spending Traveler) ที่ต้องการซื้อประสบการณ์มากกว่าสินค้าทั่วไป โดยเฉพาะนักเดินทางจีนเกรดพรีเมียม กลุ่มมิลเลนเนียล–เจเนอเรชัน Z จากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง

    NEXTOPIA เปิดให้ทุกคน “สร้างสรรค์ได้จริง” เช่น การออกแบบต้นแบบสินค้า การทดลองบริการต้นแบบ และการเรียนรู้คอนเซปต์การอยู่อาศัยในเมืองยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสามารถแบ่งปันผ่านโซเชียลมีเดีย กระตุ้นปริมาณนักเดินทางแบบปากต่อปากได้รวดเร็ว

    ไฮซีซันปีนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องช่วยพยุงรายได้จากนักท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า ไทยสามารถเปลี่ยนแนวคิดการท่องเที่ยวจาก “ปริมาณผู้เดินทาง” ไปสู่ “มูลค่าประสบการณ์” ได้มากแค่ไหน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของประเทศด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    หาก NEXTOPIA ประสบความสำเร็จ กรุงเทพฯจะมีจุดขายใหม่ที่แข่งขันได้กับมหานครสำคัญระดับโลก และช่วยเปลี่ยนสถานะจาก “เมืองช็อปปิ้ง” ไปสู่ “เมืองแห่งนวัตกรรมสำหรับทุกคน”.

    ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2899200&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cMSz3HQmYs5lm73GrhHG7

  • บุญเก่าอ่อนแรง! KKP มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.6-1.8% ชี้เป็นปีแห่งทางแยกศก.ไทย : อินโฟเควสท์

    บุญเก่าอ่อนแรง! KKP มอง GDP ปี 69 โตชะลอเหลือ 1.6-1.8% ชี้เป็นปีแห่งทางแยกศก.ไทย : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 1.6-1.8% ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตช้า โดยเติบโตลดลงจากปีนี้ ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2% ซึ่งมองว่าในปีหน้า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาความท้าทายที่ต่อเนื่องจากปีนี้

    โดยมองว่าการที่เศรษฐกิจไทยเติบโตแผ่วลงนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงเมื่อต้นปี 2568 โดย GDP ไตรมาส 1/68 ขยายตัว 3.2% เพราะยังไม่มีปัญหาการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ในไตรมาส 2/68 ขยายตัว 2.8% ส่วนไตรมาส 3 เครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจเริ่มอ่อนกำลังลง อีกทั้งยังมีผลกระทบจากภัยธรรมชาติเข้ามากดดันด้วย

    “ปีหน้าเศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะบุญเก่าอ่อนแรง และบุญใหม่ยังไม่มี คำถามคือ อะไรจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ที่ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว หลังจากที่เครื่องยนต์หลักอย่างการท่องเที่ยว และความสามารถในการผลิตภาคอุตสาหกรรมเริ่มอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ คำตอบคือ ตอนนี้ ไทยยังไม่เจอว่าจะมีอะไรเป็นเครื่องยนต์ในการดึงให้เศรษฐกิจให้กลับขึ้นไป” นายพิพัฒน์ กล่าวในหัวข้อ “วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟ จะ “ปัง” หรือต้อง “ระวัง” ในงานปาฐกถาพิเศษ “คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 เศรษฐกิจไทยกลับไปโตยากมาก การจะกลับไปขยายตัวที่ 2% ทำได้ลำบาก แต่ปัจจัยที่น่ากังวลนั้น ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเมื่อเทียบกับอดีต แต่ไทยกำลังเติบโตช้าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศไทยกำลังถูกขนานนามและถูกพูดถึงมากขึ้นว่าเป็น “คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย” จีดีพีต่อหัว (GDP per capita) โตตามหลังสิงคโปร์ถึง 11 เท่า

    “เศรษฐกิจไทยกำลังถูกบีบ ปัจจุบันตัวเลข GDP ของไทยอยู่อันดับที่ 2 ของอาเซียน แต่คาดว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะหล่นไปอยู่อันดับที่ 5 ซึ่งเหล่านี้เป็นความเสี่ยง และเป็นคำถามว่า จะทำอย่างไรที่สามารถดันให้เศรษฐกิจกลับมาได้” นายพิพัฒน์ ระบุ

    สำหรับปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ ภาคการผลิต จากความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าการส่งออกจากขยายตัว แต่การผลิตจริงกลับติดลบ ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มชนเพดาน นักท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัว แต่แรงส่งไม่เหมือนเดิม การท่องเที่ยวในปัจจุบันกลายเป็นแค่ฐานค้ำยันเศรษฐกิจ ไม่ใช่เครื่องยนต์ติดเทอร์โบที่จะดันให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป

    อีกทั้งประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องกับดักหนี้ และการปล่อยกู้ภาคธนาคาร ขณะเดียวกันยังมีกำแพงปัญหาที่มองไม่เห็น เหมือนคลื่นสึนามิที่กำลังพาเศรษฐกิจไทยไปสู่ปัญหาการเติบโตช้า นั่นคือ โครงสร้างประชากร ซึ่งไทยเป็นไม่กี่ประเทศในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ ที่มีปัญหาโครงสร้างประชากร ประชากรวัยทำงานของไทยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ด้วยการแจกเงินไม่ได้

    นายพิพัฒน์ มองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และเม็ดเงินลงทุนใหม่จากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มไหลเข้ามาจากการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรม Data Center, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ เพื่อรองรับ AI, อุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่ ซึ่งไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

    “ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งทางแยกของเศรษฐกิจไทย ที่มีความท้าทายจากปัจจัยภายใน และภายนอก ดังนั้นไทยต้องเร่งสร้างเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาการเลือกตั้ง และแนวนโยบายการเงินการคลัง นอกเหนือจากการท่องเที่ยว และการลงทุน” นายพิพัฒน์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า สำหรับการเลือกตั้งนั้น ยังมองว่าอาจจะเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะวันนี้ปัญหาหลายอย่าง เรารู้ว่าคืออะไร ต้นเหตุคืออะไร จะแก้อะไร แต่จะแก้อย่างไรยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การเลือกตั้งจึงอาจจะเป็นข้อดี คือ อาจจะมีคนนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างไรจากแนวนโยบาย แนวมาตรการที่จะช่วยคลายปัญหาหลายสิ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเจอ ซึ่งยืนยันว่า เราต้องการนโยบายปฏิรูปที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การแจกเงิน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nn8NvQ–6Ycr0LuvD8mcw

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568

    (1) สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – การเติบโตของ GDP นิวซีแลนด์ไตรมาสเดือนมิถุนายน 2568 หดตัวลงร้อยละ 0.9 และลดลงร้อยละ 1.1 ต่อปี จากการหดตัวอุตสาหกรรมผลิตมากที่สุดร้อยละ 2.3 อุตสาหกรรมพื้นฐานหดตัวร้อยละ 0.7 ในขณะที่อุตสาหกรรมบริการยังทรงตัว ธุรกิจบริการให้เช่ารถยนต์และที่พักขยายตัวร้อยละ 0.7 อุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศหดตัวลงร้อยละ 1.8 การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 การส่งออกสินค้าและบริการหดตัวร้อยละ 1.2 (อาหาร เครื่องดื่มและเนื้อสัตว์ลดลง) การนำเข้าสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 (เป็นการนำเข้าสินค้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการทหาร) การเติบโตของ GDP ต่อหัวต่อปีลดลงร้อยละ 1.1 รายได้ประชาชาติสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 อัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 3  อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 5.3 อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงที่ร้อยละ 2.25 ปี 2567 ที่ผ่านมา ชาวนิวซีแลนด์อพยพออกนอกประเทศมากถึง 73,000 ราย ร้อยละ 38 เป็นกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปีส่วนใหญ่เดินทางไปยังออสเตรเลียเพื่อโอกาสด้านหน้าที่การงานและการเดินทางที่สะดวก รัฐบาลเชื่อว่า  เมื่อเศรษฐกิจนิวซีแลนด์ฟื้นตัว ชาวนิวซีแลนด์จะทยอยเดินทางกลับมากขึ้น 

    (2) สถานการณ์การค้าโดยรวมของนิวซีแลนด์

    ปี 2568 เดือนมกราคมกันยายน สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์มีมูลค่า 34,675 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 10.58) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 29.44) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 12.93) ผลไม้ กีวี (ร้อยละ 9.67) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 6.40) และ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.72) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น แอปเปิล เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟต เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 2568 เดือนมกราคมกันยายน การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 33,102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 0.21) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 14.83) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 12.27) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ(ร้อยละ 10.43) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.49) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์(ร้อยละ 3.90) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ได้ดุลการค้า 1,740 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ มีมูลค่า 1,318 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 4.69) (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และน้ำตาลทราย) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 689.8  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (22,074 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่า 3,364.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 11.02) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 24.24) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 9.89) กีวี (ร้อยละ 8.36) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 7.66) อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 4.45) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น น้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส แอปเปิล ไม้ที่ยังไม่แปรรูป และเยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่า 3,978 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หดตัวร้อยละ 3.78) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 15.04)  รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.73) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.15) ปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 8.87) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์(ร้อยละ 3.91) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกันยายน 2568 นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 613.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 7 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ น้ำตาลทราย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนและโพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม)   

    (3) สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2024

    (%)

    ปี 2025

    (%)

    ปี 2024

    ปี 2025

    ปี 2024

    ปี 2025

    ปี 2024

    ปี 2025

    ม.ค.– ธ.ค.

    ม.ค.- ก.ย.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค. – ก.ย.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค. – ก.ย.

    +/- (%)

    1.0

    (13.10)

    0.0

    2,474.17 

    (10.20)

    1,903.74

    -0.64

    1,591.23

    13.10

    1,200.79

    -2.71

    887.23

    (5.85)

    702.95

    3.13

    (4) การค้าไทย-นิวซีแลนด์เดือนกันยายน 2568

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568 มีมูลค่า 154.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (4,945.3 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 16.82 เป็นการลดลงของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก แต่การส่งออกน้ำตาลทราย เครื่องปรับอากาศ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ยางและอาหารทะเลกระป๋องเพิ่มขึ้น   

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนกันยายน ปี 2568 มีมูลค่า 47.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1,520.9 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 13.53 เป็นการลดลงของสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม เคมีภัณฑ์และอาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก แต่การนำเข้าผัก ผลไม้ เยื่อกระดาษ ไม้ซุงและไม้แปรรูป เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เครื่องเพชรพลอย อัญมณี สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และเครื่องมือ เครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่มขึ้น   

    ………………………………………………………………………………………………………

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yin3z1gk0ln0puaposla2oid&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Exh-iRja2sAKfwXfe91nl

  • “ไทยสร้างไทย” ผนึกกำลัง 4 ขุนพลใหม่ “กลุ่มสวัสดีคนไทย” สู้ศึก”เลือกตั้ง 69″

    “ไทยสร้างไทย” ผนึกกำลัง 4 ขุนพลใหม่ “กลุ่มสวัสดีคนไทย” สู้ศึก”เลือกตั้ง 69″

    1 ธันวาคม 2568  พรรคไทยสร้างไทย เปิดตัวผู้ร่วมอุดมการณ์ พร้อมแถลงข่าวแสดงจุดยืนและคำมั่นสัญญาในการสร้างการเมืองสุจริต โดยได้เปิดตัวบุคลากรสำคัญที่จะเข้าร่วมกับพรรค โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับทุกท่านที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์ ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ย้ำว่าไทยสร้างไทยมุ่งมั่นสร้างการเมืองสุจริต

     คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่าการเปิดตัวบุคลากรใหม่เข้าพรรค ทั้งอดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา การบริหารราชการ และผู้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทย ในการสร้างทีมงานที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรง เพื่อผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของพรรคให้ตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

    พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่าการเข้าร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทย จะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายด้านความมั่นคง และการร่วมสร้างการเมืองสุจริต พร้อมประกาศว่าจะนำกลุ่ม “คนไทยสวัสดี” เข้ามาสนับสนุนและร่วมทำงานกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมผลักดันแนวทางการเมืองที่โปร่งใสและตอบสนองต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย

    นายตวง อันทะไชย อดีตสมาชิกวุฒิสภา 5 สมัย จะเข้ามาร่วมพัฒนานโยบายด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพ พร้อมปรับระบบการศึกษาไทยให้ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่ และเน้นให้เด็กไทยค้นพบศักยภาพของตนเอง

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย

    นายกฤษฎา เฉลิมสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนไทย จะเข้ามาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ พร้อมวางแนวทางยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค

    ด้านนางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรค ได้กล่าวถึงบทบาทของเยาวชนในการพัฒนาประเทศ พร้อมเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในการสร้างการเมืองสุจริต เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีความมั่นใจและโอกาสในการพัฒนาตนเอง

    บรรยากาศการแถลงข่าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความร่วมมือ โดยผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทยทั้งรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมเน้นการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ เพื่อสร้างแนวทางการเมืองสุจริต โปร่งใสและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในทุกเขต เพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่าการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญคือกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทยและสร้างการเมืองสุจิตให้เกิดขึ้นจริง 

    คุณหญิงสุดารัตน์ เชื่อมั่นว่าการมีผู้ร่วมอุดมการณ์เข้ามาทำงานกับพรรค คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยสร้างอนาคตประเทศไทยที่สุจริต ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกคน พร้อมเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายจะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378970182&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FQEWxaQw6WAS_CdwWJqks

  • ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    ครม. เศรษฐกิจ เคาะเยียวยา-ฟื้นฟู น้ำท่วมใต้ คลอดมาตรการพักหนี้ 1 ปี

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 1 ธ.ค. 2568, 17:56 1

    วันนี้ (1 ธ.ค. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ 4 มาตรการ ได้แก่ มาตรการแรกลดภาระหนี้ โดยพักเงินต้นและดอกเบี้ยแบ 1 ล้าน ต่อราย นาน 12 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมาผวงที่จะต้องมาจ่ายหนี้ พร้อมอนุมัติสินเชื่อเยียวยาโดยเพิ่มวงเงินกู้จากลูกค้าเดิมของธนาคาร ให้สามารถสินเชื่อเพิ่มไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และอนุมัติสินเชื่อฟื้นฟู (ซอฟต์โลน) อัตราดอกเบี้ย 0% ไม่เกิน 1 ล้าน เพื่อฟื้นฟูอาชีพ  โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทยจะไปหารือกับธนาครพาณิชย์เพื่อออกมาตรการให้คล้ายกันกับมาตรการของธนาคารรัฐ ส่วนมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี จะมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาค้ำประกัน โดยจะนำโมเดลสินเชื่อในสามจังหวัดชายแดนใต้

    มาตรการในส่วนที่ 2 เป็นเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 9,000 บาท  โดยในการประชุมคณะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค. 68) จะมีการพิจารณางบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2569 ซึ่งวันนี้ (1 ธ.ค. 68) ได้พิจารณาจ่ายล็อตแรกไปแล้ว 26,000 ครัวเรือน  ขณะที่มาตรการประกันภัยได้ลดขั้นตอนการเคลมประกันให้มีความรวดเร็วขึ้น ส่วนด้านแรงงานได้ขยายเงินนำส่งประกันสังคม พร้อมจ่ายประโยชน์ทดแทนสำหรับประชาชนที่ไม่สามารถทำงานได้ 50% ของค่าแรงต่อวัน ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานยังเตรียมสินเชื่อเพื่อการจ้างงานเพื่อที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถจ้างแรงงานได้

    ขณะที่มาตรการที่ 3 คือลดค่าใช้จ่าย โดยจะขยายลดค่าภาษีทั้งหมด อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับซ่อมแซมบ้าน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีลดเกิน 30,000 บาท สำหรับซ่อมแซมรถ ส่วนผู้ประกอบการสามารถลดหย่อนภาษีได้สองเท่าเพื่อซ่อมแซมธุรกิจ  นอกจากนี้ยังลดหย่อนภาษีสำหรับผุ้บริจาคช่วยผู้ประสบภัย องค์การกุศลต่างๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้

    ขณะเดียวนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงท่องเที่ยวกันเตรียมฟื้นฟูการท่องเที่ยวโดยจัดแคมเปญท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมถึงเตรียมให้หน่วยงานรัฐไปจัดประชุมสัมมนาหลังพื้นที่

    ด้าน น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการที่ 4 กระทรวงพาณิชย์เตรียมออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีสินค้าไม่คาดแคลนเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกจะส่งสินค้าที่จำเป็นไปทันที ทั้ง ไข่ไก่ ข้าวสาร ร่วมกับพันธมิตร ส่วนระยะที่สองคือการเยียวยา โดยได้ร่วมมือกับร้านวัสดุก่อสร้างไม่ให้ขาดแคลนและให้จำหน่ายในราคาย่อมเยา ขณะเดียวกันเตรียมขายธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อจำหน่ายให้ประชาชน พร้อมควบคุมไม่ให้มีการกักตันสินค้า และเตรียมนำรถโมบายเพื่อนำไปจัดหน่ายในพื้นที่ไม่สะดวกจะตั้งร้านสนามได้  นอกจากนี้ได้มีการประสานกันห้างร้าต่างๆ เพื่อลดราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างในอัตราสูงสุด 80% และดูแลไม่ให้ขาดแคลน ขณะเดียวกันจะนำร้านแฟรนไชส์ไปให้ความรู้ผู้ประกอบการรายย่อยที่สนใจ นอกเหนือจากลดราคาอุปโภคบริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/4xpl94riqq1r&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2un7cgAVyEDhjni-o7t2mi

  • ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้

    ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้

    ครม.เศรษฐกิจเคาะมาตรการเยียวยา-ฟื้นฟูเหตุน้ำท่วมภาคใต้ ชงเข้า ครม.พรุ่งนี้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรม.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันนี้ เป็นวาระพิเศษในการขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ที่จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้พา ครม.เศรษฐกิจ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปในพื้นที่เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยมีการประเมินว่าความเสียหายครั้งนี้ถึง 5 แสนล้านบาท และมีประชาชนเดือดร้อนมากกว่า 2.9 ล้านคน ซึ่งทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนจากมหากอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

    ที่ประชุมได้มอบหมายให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวบรวมชุดมาตรการ และรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) การใช้งบประมาณของโครงการต่างๆ โดยบางส่วนจะให้งบประมาณ และบางส่วนใช้งบประมาณตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.งบประมาณ ขณะที่บางส่วนธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ใช้งบประมาณของตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่วนงบกลางที่ต้องเข้าไปช่วยส่วนของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย อยู่ระหว่างหารือกันในส่วนนี้

    สำหรับชุดมาตรการที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ แบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ ครอบคลุมทั้งการลดภาระหนี้ การเพิ่มเงินในกระเป๋า การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูความเข้มแข็งของพื้นที่ ได้แก่

    1. การลดภาระหนี้และมาตรการสินเชื่อ (ผ่านสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน) ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้ (พักต้น พักดอกเบี้ย) โดยให้พักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือน สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ระหว่างการพักชำระหนี้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนคลายเกณฑ์เพื่อไม่ให้หนี้เหล่านี้ถูกจัดเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

    นอกจากนั้น ยังมีมาตรการสินเชื่อเยียวยา โดยลูกหนี้เดิมภายใต้วงเงินกู้เดิม สามารถกู้เพิ่มได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 12 เดือน และสินเชื่อฟื้นฟู เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อราย อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินของรัฐจะดูแลเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ

    สำหรับมาตรการ Soft Loan สำหรับ SME: จัดให้มีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้

    สำหรับแหล่งเงินทุนที่ใช้จากมาตรการพักหนี้และสินเชื่อข้างต้นจะใช้เงินของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยจะมีการตั้งเป็น บัญชี PSA (Public Service Account) เพื่อให้ความเป็นธรรม หากเกิดความเสียหายขึ้น ภาครัฐจะเข้ามาดูแล

    2. การเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชน ได้แก่ เงินเยียวยาครัวเรือน : คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบกลางในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินสดจำนวน 9,000 บาทต่อครัวเรือน ให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเพิ่มเงินทดลองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมทั้งผ่อนคลายเกณฑ์และระเบียบการเบิกจ่ายต่าง ๆ เพื่อความรวดเร็วในการช่วยเหลือประชาชน

    นอกจากนี้ ยังมีการขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น

    3. มาตรการลดภาระภาษีให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ประกอบไปด้วย มาตรการขยายเวลาชำระภาษี โดยขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียมทั้งหมด และลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซม ได้แก่ ซ่อมแซมทรัพย์สิน ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อนภาษีซ่อมแซมรถ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

    สำหรับผู้ประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

    ขณะที่ผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ สามารถลดหย่อนภาษีได้ ส่วนข้อเสนอของเอกชนที่ขอให้ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กระทรวงการคลังจะมีการประสานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อพิจารณาตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการในพื้นที่

    3. การลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการ เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลด และอุปโภคบริโภคจำเป็น การบรรเทาภาระด้านเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการสินค้า GI (Geographical Indication) การเว้นค่าเช่าและค่าเช่าซื้อ เป็นต้น

    ส่วนมาตรการอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือ ที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป

    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หน้าที่หลักของกระทรวงพาณิชย์คือการทำให้มั่นใจว่าประชาชนมีเครื่องอุปโภคบริโภคเพียงพอ ไม่ขาดแคลน และมีราคาที่ต่ำ กระทรวงพาณิชย์ได้แบ่งมาตรการช่วยเหลือออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    1. ระยะเร่งด่วน โดยเน้นการดูแลปากท้อง และควบคุมราคา โดยได้เน้นการจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภค มีการส่งวัตถุดิบอาหาร เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร และอาหารต่างๆ ลงไปเป็นวัตถุดิบที่โรงครัว เพื่อให้ประชาชนได้รับอาหารอย่างทันทีและต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและห้างต่างๆ

    การควบคุมราคาและป้องกันการกักตุน ควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินไป และป้องกันไม่ให้มีการกักตุนสินค้า เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอในพื้นที่

    2. ระยะเยียวยาโดยเน้นที่การลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมลดราคาอุปกรณ์ซ่อมแซม โดยได้ประสานกับห้างสรรพสินค้าและห้างเฉพาะกิจ เช่น Big C, Lotus, Home Pro, Global House เพื่อร่วมกันลดราคาสินค้าสำหรับซ่อมแซมบ้าน ยานพาหนะ และอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็น โดยมีการลดราคาสูงสุดถึง 80% โดยมี สินค้าจำเป็นที่เร่งนำเข้าพื้นที่ ได้แก่ เบรกเกอร์ สายไฟ และหัวเทียน เพื่อช่วยให้รถมอเตอร์ไซค์สามารถสัญจรได้ ความร่วมมือ: ร่วมมือกับ SCG ในการนำอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านและช่างต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่

    3. ระยะฟื้นฟู โดยเน้นที่การสร้างรายได้และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ได้แก่

    1) มหกรรมธงฟ้าพิเศษ โดยเตรียมจัดมหกรรมธงฟ้าที่มีลักษณะพิเศษ นอกเหนือจากการเน้นสินค้าอุปโภคบริโภค

    2) หน่วยเคลื่อนที่ (Mobile Unit): จัดหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปยังจุดที่ประชาชนไม่สะดวกเดินทางมายังจุดแสดงสินค้าธงฟ้า

    3) สนับสนุนแฟรนไชส์: นำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ลงไปในพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และอาชีพ กระทรวงพาณิชย์จะประสานกับกระทรวงการคลัง และ สสว. เพื่อช่วยสนับสนุนเงินในส่วนของค่าแฟรนไชส์บางส่วน

    4) การเข้าถึงแหล่งทุนและอำนวยความสะดวก: กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทำงานร่วมกับ SMED Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมทั้งให้ความสะดวกและรวดเร็วในการขอใบรับรอง การจดทะเบียนบริษัท และใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลับมาทำการค้าได้รวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000115268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hu101N_-GUdkEpvFxpzqL

  • เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ

    เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ

    เอกสารราชการจมน้ำ! แก้ปัญหาเร่งด่วนด้วยแอปฯ “ทางรัฐ” รวมทุกบริการภาครัฐไว้ในมือถือ


    2/12/2568 | 37 |

    พี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือใครที่เอกสารสำคัญสูญหาย ไม่ต้องลำบากเดินทางไปเขตหรืออำเภอ แอปฯ “ทางรัฐ” รวบรวมบริการภาครัฐไว้ให้แล้วในแอปฯ เดียว ทั้งการขอเอกสารใหม่และการตรวจสอบข้อมูลสำคัญ

    ✅ กลุ่มที่ 1: ขอเอกสารได้ “ฟรี” (ใช้แทนเอกสารราชการจริงได้)

         ทะเบียนราษฎร์ (e-DOC): ขอคัดสำเนาทะเบียนบ้าน (ทร.14/1), ข้อมูลประวัติทะเบียนราษฎร (ทร.12/2), สูติบัตร/ทะเบียนคนเกิด (ทร.1/ก)
          การเงิน:
    ขอประวัติการใช้-ชำระค่าน้ำค่าไฟ (เพื่อใช้ประกอบการยื่นสินเชื่อ)
         การศึกษา:
    ขอเอกสารเทียบวุฒิ สพฐ. และ หนังสือรับรองผล O-NET
          Virtual Card:
    แสดงบัตรดิจิทัลได้ทันที เช่น
                    – กำลังพลกองทัพบก / บัตรทหารเกณฑ์
                    – ใบอนุญาต กสทช.
                    – บัตรนักข่าว

    ✅ กลุ่มที่ 2: ตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานสำคัญของตนเอง

         ★ ประกัน/สุขภาพ: เช็กกรมธรรม์ประกันภัย, สิทธิการรักษาพยาบาล (30 บาท/บัตรทอง)
         ★ ยานพาหนะ:
    ข้อมูลทะเบียนรถ, ข้อมูลใบขับขี่
         ★ ข้อมูลส่วนตัว:
    ข้อมูลหนังสือเดินทาง (Passport), ข้อมูลคดี/แจ้งเหตุ
         ★ สาธารณูปโภค:
    เช็กและจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ
         ★ กลุ่มเปราะบาง/ทหาร:
    ใบรับรองแพทย์ทหารกองเกิน, บัตรประจำตัวคนพิการ

    📲 ดาวน์โหลดติดเครื่องไว้ อุ่นใจทุกสถานการณ์ ทั้ง iOS และ Android


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/449753&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j1AAPbufsRQnnzDiAJXCc