Blog

  • รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท อากาศเย็นสบาย“เที่ยวดี มีคืน”

    รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อเงินสะพัดกว่าหมื่นล้านบาท อากาศเย็นสบาย“เที่ยวดี มีคืน”

    รัฐบาลคาดหยุดยาววันพ่อ เงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท ชูอากาศเย็นสบายเที่ยวดี มีคืน เน้นเที่ยวเมืองรองหนุนการใช้จ่าย 

    วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยการประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาววันพ่อแห่งชาติ (5–7 ธ.ค. 2568) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยราว 2.52 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 10,320 ล้านบาท

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยคาดอยู่ที่ 68% โดยบรรยากาศการเดินทางมีความคึกคักอย่างเด่นชัดจากปัจจัยสภาพอากาศที่เย็นสบาย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล เช่น “เที่ยวดี มีคืน” และ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งภาคกลางยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่มีผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด แต่ในด้านรายได้ ภาคตะวันออก ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง สร้างรายได้ 2,720 ล้านบาท โดยเมืองยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี กาญจนบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา ขณะที่เมืองน่าเที่ยวที่ได้รับความนิยมคือ สุพรรณบุรี อุดรธานี เชียงราย เลย และนครศรีธรรมราช

    รองโฆษกฯ ยอมรับว่าเหตุอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังคงส่งผลให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง

    ขณะที่นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนประชาชนใช้โอกาสวันหยุดยาว 5–7 ธันวาคมนี้ ออกเดินทางท่องเที่ยว เมืองรอง กว่า 55 จังหวัด และใช้สิทธิ์มาตรการ “เที่ยวดี มีคืน” เพื่อลดหย่อนภาษีได้สูงสุดรวม 20,000 บาท (หากเที่ยวเมืองรองจะได้ลดหย่อน 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท*) โดยค่าใช้จ่ายจะต้องเกิดขึ้นระหว่าง 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 และมีใบกำกับภาษีถูกต้องเท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากช่วงปลายปีอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900062&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MZKw2p14DG8zQrFDnwbuc

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    เศรษฐกิจ

    ‘อรรถพล’ จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    06 ธ.ค. 2025 เวลา 6:24 น.

    'อรรถพล' จ่อประมูลแหล่ง ‘อันดามัน’ ปิดเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา

    “อรรถพล” จ่อเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 26 “อันดามัน” แหล่งพลังงานศักยภาพสูง ลั่นปิดพักการเจรจาดีลพื้นที่ทับซ้อน “ไทย-กัมพูชา” เร่งวางยุทธศาสตร์มั่นคงพลังงานรับ Net Zero 2050

    • ความมั่นคงด้านพลังงานกำลังถูกท้าทาย ทั้งปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลง และพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะนี้ รัฐบาลจึงเลือกขยับยุทธศาสตร์โดยตรงไปยัง “ฝั่งทะเลอันดามัน” ซึ่งการศึกษาพบว่ามีศักยภาพสูง 
    • การสำรวจแหล่งอันดามัน นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยังเป็นการ “จัดหาแหล่งพลังงานชุดใหม่ให้ประเทศ” ในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก EV-ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อนจัด 
    • แผนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันเป็น “ความหวังใหม่” ของพลังงานไทย โดยข้อมูลธรณีวิทยาชี้ว่าอาจพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ใกล้เคียงแหล่งของมาเลเซียที่มีปริมาณมากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไทยพบเพียงครึ่งหนึ่ง “ก็ใช้ได้ยาว 20 ปี”
       

    ทิศทางพลังงานไทยเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ส่งสัญญาณชัด “เตรียมเปิดแปลงสำรวจปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน” หลังพบศักยภาพสูงจากข้อมูลการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียงของอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันประกาศชัดว่า ประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล “ไทย-กัมพูชา” อยู่ในสภถานการณ์ที่ “ต้องปิดไปก่อน” เพื่อเบนทิศการจัดหาพลังงานกลับสู่ทรัพยากรที่ไทยควบคุมได้เองอย่างมั่นคง

    นายอรรถพล กล่าวว่า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุดในระยะ 10 ปี ตามรายงาน World Economic Forum พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยชี้ขาด ความสามารถแข่งขันของประเทศ โดยมีมาตรการการค้าใหม่อย่าง CBAM จากยุโรปกดดันประเทศผู้ส่งออก รวมถึงไทยให้เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน

    แม้ไทยปล่อยคาร์บอนไม่ถึง 1% ของโลกรวมกัน แต่กลับติดอันดับ 17 ประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงสุด ทำให้รัฐบาลต้องเร่งขยับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 มาเป็น 2050 เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ประกาศเป้าหมายเดียวกันล่วงหน้าไปแล้ว

    “อันดามัน” แหล่งหวังใหม่ เจรจากัมพูชา “นิ่งสนิท”

    นายอรรถพล กล่าวยอมรับว่า ความมั่นคงด้านพลังงานกำลังถูกท้าทายหนัก ทั้งจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ลดลง และปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” ที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในระยะใกล้ รัฐบาลจึงเลือกขยับยุทธศาสตร์โดยตรงไปยัง “ฝั่งทะเลอันดามัน” ซึ่งการศึกษาพบว่ามีศักยภาพสูง และอยู่ในเขตที่ไทยบริหารจัดการได้เต็มรูปแบบ

    อันดามันจะต้องเปิดแน่นอน” รัฐมนตรีพลังงานย้ำ พร้อมระบุว่าการสำรวจในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ยังเป็นการ “จัดหาแหล่งพลังงานชุดใหม่ให้ประเทศ” ในยุคที่ความต้องการไฟฟ้าพุ่งขึ้นต่อเนื่องจาก EV–ดาต้าเซ็นเตอร์-อากาศร้อนจัด โดยคาดว่าแรงใช้ไฟปี 2568 จะใกล้เคียงกับระดับสูงของปีที่ผ่านมา

    นายอรรถพล กล่าวย้ำว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล ความมั่นคง-ความยั่งยืน-ราคา หากให้ความสำคัญด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จะกระทบประชาชนและความสามารถแข่งขันของประเทศ การหาแหล่งพลังงานใหม่จึงเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการรักษาสมดุลนั้น

    กรมเชื้อเพลิงฯ ยันความพร้อมเปิดประมูลรอบ 26 

    ด้านนายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เสริมว่า แผนเปิดประมูลปิโตรเลียมรอบที่ 26 ในทะเลอันดามันในเร็วๆ นี้ จะเป็น “ความหวังใหม่” ของภาคพลังงานไทย เพราะข้อมูลธรณีวิทยาชี้ว่าอาจพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ใกล้เคียงแหล่งของมาเลเซียที่มีปริมาณมากถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไทยพบเพียงครึ่งหนึ่ง “ก็ใช้ได้ยาว 20 ปี”

    เบื้องต้นมีบริษัทน้ำมันระดับโลกให้ความสนใจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Chevron, ENI, Total, Exxon และ ปตท.สผ. ขณะที่กรมเชื้อเพลิงฯ เตรียมพิจารณาปรับรูปแบบสิทธิสำรวจเป็นระบบ Hybrid – ผสมผสานสัมปทานและ PSC เพื่อจูงใจการลงทุนในทะเลน้ำลึกที่มีต้นทุนสูงเฉลี่ยกว่า 27 ล้านดอลลาร์ต่อหลุม

    อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเชื่อว่า หากค้นพบก๊าซในแหล่งอันดามัน จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับ “แสนล้านบาท” พร้อมลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งมีราคาผันผวนสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ช่วงสงครามตะวันออกกลางที่ราคาพุ่งกว่า 2–3 เท่า ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟของประเทศ

    “นอกจากนี้ รายได้ การจ้างงาน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือและโรงแปรรูป LNG จะเกิดขึ้นตามมา ช่วยต่อยอดสู่ความมั่นคงพลังงานระยะยาว”

    การเปิด “อันดามัน” จึงเป็นมากกว่าการสำรวจพลังงาน แต่คือการเดินเกมใหญ่เพื่อสร้างฐานพลังงานที่มั่นคงสอดรับการเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และยกระดับความสามารถแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RM5wEql2fa7TcEm3neX76

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-

  • ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9

    ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9

    ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพรัชกาลที่ 9 และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

    5 ธันวาคม 2568 – เวลา 17.12 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เสร็จแล้ว เสด็พระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเสด็จในการนี้ด้วย

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงวางพุ่มดอกไม้ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองทิศ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงวางพุ่มดอกไม้ส่วนพระองค์ ทรงจุดธูปเทียน เครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ทรงกราบ

    เสร็จแล้ว ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พุทธศักราช 2568 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    ต่อมาเวลา 17.32 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธมหาราช ฉ ปริวัตน์ และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา

    รงกราบ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยาราชาวดี และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งประดิษฐานที่พระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะทองลงยารองและทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงกราบ

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่ออาลักษณ์อ่านประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ จบ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ อาลักษณ์เชิญพานหีบพระสุพรรณบัฏทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเบื้องหน้าพระโกศพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพานพระสุพรรณบัฏเบื้องหน้าพระโกศพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงคม ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระราชาคณะ แล้วทรงประเคนพัดรองที่ระลึก ฯ แด่พระราชาคณะเจ้าคณะรอง พระราชาคณะ และพระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา จนครบ 31 รูป

    จากนั้น พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนดูหนังสือเทศน์พระราชทานแก่เจ้าพนักงานพระราชพิธีเชิญไปปักที่จงกลธรรมาสน์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร สำหรับพระบรมอัฐิและพระอัฐิทรงธรรม พระเทพวชิรโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนา เรื่อง “รัฏฐปัญญาณราชกถา”

    จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ ทรงทอดผ้าไตร เที่ยวแรก จำนวน 15 ไตร และทรงถวายย่ามที่ระลึกพระราชพิธี ฯ แด่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์และถวายพระธรรมเทศนา แล้วพระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

    ต่อจากนั้น ทรงทอดผ้าไตร และทรงถวายย่ามที่ระลึกพระราชพิธี ฯ อีก 16 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์ เสร็จแล้ว ทรงกราบพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ 9 พระพุทธมหาราช ฉ ปริวัตน์ และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของพระอัฐิสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา และทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ที่หน้าพระแท่นนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2466 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา เป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา และเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงครองสิริราชสมบัติ เมื่อปีพุทธศักราช 2478 ได้เฉลิมพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการสถาปนา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ในการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 6 พฤษภาคม 2538

    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงประกอบพระกรณียกิจที่มีคุณูปการต่อประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม และทรงรับองค์กรการกุศลต่าง ๆ ไว้ในพระอุปถัมภ์ ทำให้พระกรณียกิจปรากฏเป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ด้วยพระประสงค์ที่จะทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินีองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้มีมติประกาศยกย่องพระเกียรติคุณสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลกผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานและคณิตศาสตร์ และด้านวัฒนธรรม พุทธศักราช 2566

    ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ทรงเข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งวันที่ 2 มกราคม 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ 84 พรรษา

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานเฉลิมพระนาม และสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระอัฐิสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์ที่ 2 ที่สถาปนาโดยรัชกาลปัจจุบัน ต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/909638/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E2aDlKTAS9kYzrcAq4L2y

  • พังงา-ททท.นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติชื่อ

    พังงา-ททท.นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติชื่อ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานพังงา พร้อมคณะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภูมิภาคภาคใต้ ร่วมนำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติสายกินเที่ยวชื่อดัง ลงพื้นที่สร้างคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและอาหารพื้นถิ่นในพื้นที่อำเภอเกาะยาว จ.พังงา โดยมีนายสำเริง ราเขต นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดพังงาร่วมต้อนรับ พร้อมจัดทริปท่องเที่ยว เริ่มจากเยี่ยมชมโฮมสเตย์ในสวนมะพร้าวน้ำหอม ทุ่งนาแปลงใหญ่บนเกาะยาวน้อย กินโรตีชาวเกาะ ร่วมทำผ้าบาติกกับชุมชนบ้านท่าเขา สร้างโพรงรังเทียมให้นกเงือก พร้อมชิมอาหารร้านซีฟู้ดในชุมชน ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้กับคณะเป็นอย่างยิ่ง

    นายอุทิศ ลิ่มสกุล กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ภูมิภาคภาคใต้ที่นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ชาวต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยที่มีชื่อเสียงและมีคนติดตามเป็นจำนวนมาก ลงพื้นที่มาสร้างคอนเท้นต์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้อำเภอเกาะยาว เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานในประเทศไทย สำหรับเสน่ห์ของเกาะยาว คือความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเหมือนแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เหมาะกับผู้ที่อยากพักผ่อนแบบเรียบง่าย ใกล้ชิดชุมชน และเรียนรู้วิถีชีวิตแท้จริงของคนท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.talknewsonline.com/7817/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f6d9NtPom55JL2iSE8OOW

  • โลกใหม่-เศรษฐกิจใหม่: ความเข้าใจสร้างสุขภาวะยั่งยืน รับวิกฤตซ้อนวิกฤต

    โลกใหม่-เศรษฐกิจใหม่: ความเข้าใจสร้างสุขภาวะยั่งยืน รับวิกฤตซ้อนวิกฤต

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31SW9PmlV9MwyjypkATXEY

  • หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด

    หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาระทางสังคม และความพยายามหาแนวทางแก้ไขเชิงนโยบาย โดยเฉพาะหลังวิกฤต COVID-19 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เร่งตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 95.5% ในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 แม้หลังจากนั้นตัวเลขดังกล่าวทยอยลดลงต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส จนอยู่ที่ 86.8% ในไตรมาส 2 ปีนี้ แต่ตัวเลขที่ลดลง “อาจลวงตา” หากมองเพียงผิวเผินว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลายแล้ว

    สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากยอดหนี้คงค้างที่ขยายตัวต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยยอดหนี้รวมของภาคครัวเรือนหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ซึ่งต่างจากรอบวัฏจักรในอดีตที่การลดหนี้มักสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรงของรายได้และฐานะการเงิน การปรับลดในรอบนี้กลับมีลักษณะของ “Unhealthy Deleveraging” หรือการลดหนี้ที่สะท้อน “ความเปราะบาง” มากกว่าความแข็งแรงของเศรษฐกิจฐานราก แสดงให้เห็นว่า หลัง COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังมี “บาดแผล” ที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง

    หากพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อมูลในหลายมิติชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ลดลง คืออาการอ่อนแอของเศรษฐกิจและฐานะการเงินครัวเรือน ไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแรง ดังนี้

    ไม่มี…รายได้เพียงพอต่อรายจ่ายและการชำระหนี้

    ต้นตอสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนหนีไม่พ้นเรื่อง “รายได้ไม่พอรายจ่าย” จนนำไปสู่การเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยลดลงจาก 29,502 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2568 หรือลดลงถึง 4.6%YOY โดยประเภทของรายได้ที่ลดลงมากที่สุดคือ “รายได้จากการทำงาน” ซึ่งหดตัวถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤต COVID-19 ก็ฟื้นตัวได้ช้า

    ผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey 2568 สะท้อนภาพเดียวกันว่า รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากไม่ได้ขยับตามรายจ่าย โดยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารายได้เท่าเดิมหรือลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่รายจ่ายส่วนใหญ่ยังใกล้เคียงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทำให้ในภาพรวมกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย (รวมหนี้)

    หากมองตามระดับรายได้ จะพบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนเผชิญปัญหารุนแรงที่สุด โดยประมาณ 60% ของกลุ่มนี้ยอมรับว่ามีภาวะรายได้ไม่พอรายจ่าย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันคือสัญญาณที่เริ่มปรากฏชัดในกลุ่มรายได้ปานกลาง–สูง ซึ่งเคยถูกมองว่าการเงินค่อนข้างมั่นคงมาก่อน โดยในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน พบว่าราว 1 ใน 3 เริ่มประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเช่นกัน และที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มรายได้สูงระดับ 100,000–200,000 บาทต่อเดือน สัดส่วนผู้ตอบที่บอกว่ามีปัญหานี้บ่อยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2567 สะท้อนว่าความตึงตัวด้านสภาพคล่องกำลังกระจายจากคนกลุ่มรายได้น้อย ไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มและการชะลอการบริโภคในระยะถัดไป

    ไม่หนี ไม่จ่าย…หนี้ตามกำหนด ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรัง

    เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่าย การก่อหนี้มักถูกใช้เป็น “กันชน” ชั่วคราว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ความเสี่ยงสำคัญที่ตามมาคือ การผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายได้เพียงขั้นต่ำ หรือไม่สามารถชำระได้เลย

    ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แม้ยอดหนี้รวมจะเติบโตช้าลง แต่หนี้เสียและหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระ กลับยังอยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือนเมษายน 2568 มูลค่าหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8.9% ของหนี้รวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2566 ที่อยู่ราว 1.05 ล้านล้านบาท หรือ 7.7% ของหนี้รวม ที่น่ากังวลคือ หนี้เสียจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรายย่อยที่มูลหนี้ไม่สูงและไม่มีหลักประกัน โดยกว่า 64% ของจำนวนบัญชี NPL เป็นกลุ่มที่มูลหนี้ไม่ถึง 100,000 บาท สะท้อนว่าปัญหาหนี้เรื้อรังไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มที่กู้เงินจำนวนมาก แต่กระจายอยู่ในมูลหนี้เล็ก ๆ ของคนจำนวนมากในระบบ

    มองไปข้างหน้า ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ยังคงน่าจับตา ผลสำรวจของ SCB EIC Consumer survey 2568 พบว่า แม้ผู้มีหนี้ส่วนใหญ่กว่า 85% จะยังชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีหนี้ยอมรับว่า “ภาระหนี้เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น” โดยราว 40% ระบุว่ายังจ่ายหนี้ได้ครบ แต่รู้สึกว่าภาระหนี้ในปัจจุบันเป็นภาระที่หนักและสร้างความกังวล

    ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนกำลังอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้และรายจ่ายในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลาง–สูง (มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน) ที่แม้ส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาผิดนัดชำระ แต่เริ่มรู้สึกว่าภาระหนี้เป็นแรงกดดันสำคัญ ซึ่งสุดท้ายอาจสะท้อนเป็นความเสี่ยง NPL และแรงกดดันต่อการบริโภคในระยะข้างหน้า

    ไม่รอด…แม้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้

    เมื่อปัญหาหนี้ครัวเรือนลุกลาม หนึ่งในเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้คือ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ “การปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อยืดระยะเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือปรับเงื่อนไขใหม่ให้ลูกหนี้ยังพอเดินหน้าต่อไปได้ทั้งในระดับครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวม

    อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาของ SCB EIC โดยใช้ฐานข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่าผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จจำกัดหากมองในเชิงโอกาสฟื้นตัวของลูกหนี้ ย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี พบว่า จากลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ทั้งหมด มีเพียงประมาณ 23% ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ในบรรดาผู้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว มีเพียงราว 15% เท่านั้นที่ “รอดจริง” คือกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเกิน 6 เดือนล่าสุด ขณะที่กลุ่มใหญ่ถึงประมาณ 72% แม้จะเคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียใหม่ หรือไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้นอนแบงก์และเกษตรกร สะท้อนว่ามาตรการแก้หนี้ในอดีตอาจยังไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของปัญหาหนี้

    อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง มาตรการใหม่หลายรายการเริ่มสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นหนึ่งในตัวอย่าง โดยข้อมูลชี้ว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการและปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2568 เป็นกลุ่มที่มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอสูงกว่าในอดีต นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม NPL ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนปี 2568 แล้วไม่สำเร็จ แต่ได้รับโอกาสอีกครั้งในปี 2568 พบว่าสัดส่วนที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าหากออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับศักยภาพและรูปแบบรายได้จริงของลูกหนี้มากขึ้น โอกาส “รอดจริง” ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

    ลบ “ไม่” ออกจากสมการหนี้ครัวเรือน

    ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงความสำคัญ และเริ่มเข้ามามีบทบาทแก้หนี้อย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ง่าย และไม่สามารถแก้ได้ในชั่วข้ามคืน

    มาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนจึงควรเริ่มจากการ “แยกแยะลูกหนี้” อย่างชัดเจนว่า ใครยังมีศักยภาพฟื้นตัวได้ หากได้รับเวลาหายใจเพิ่ม และใครที่เปราะบางเกินกว่าจะรับภาระในรูปแบบเดิมต่อไปได้ กลุ่มที่ยัง “พอไปต่อได้” ควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง ทั้งการยืดระยะเวลาผ่อน ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม และร่วมกันออกแบบแผนชำระหนี้ที่สอดคล้องกับรูปแบบรายได้จริง กลุ่มที่ “ไม่ไหวจริง ๆ” อาจต้องมีเครื่องมือเฉพาะ เช่น การโอนหนี้ไปบริหารผ่านหน่วยงานเฉพาะ การใช้มาตรการลดภาระหนี้ควบคู่กับการฟื้นฟูอาชีพและรายได้ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ได้จบลงแค่การปรับตัวเลขหนี้ แต่รองรับคุณภาพชีวิตหลังการแก้หนี้ด้วย

    นอกจากนี้ การสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาวควรทำให้ “ข้อมูลเครดิต” กลายเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเชิงบวก ไม่ใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง หากลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้สามารถรักษาวินัยการชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง ก็ควรได้รับแรงจูงใจทางการเงินเป็นรางวัล เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นในอนาคต หรือโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม หรือก็คือการทำให้ “วินัยดีมีคุณค่า” และ “วินัยแย่มีต้นทุนที่ชัดเจน” เป็นหัวใจของการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินในระบบ

    ท้ายที่สุด ตัวลูกหนี้เองก็มีบทบาทสำคัญในการลบทุกคำว่า “ไม่” ออกจากสมการแก้หนี้ครัวเรือน ด้วยการหันมาสร้างวินัยทางการเงิน ติดตามรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ และขอคำปรึกษาผู้ให้บริการทางการเงินตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่า “ไม่ไหว” คือก้าวแรกของการเปลี่ยนจาก “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด” ไปสู่ “มีรายได้ จ่ายหนี้ครบ จบวงจรหนี้… ไปต่อได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2899935&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R2Fl7QlXFBiCkexJZa5nv

  • เศรษฐกิจชะลอ ทุบยอดขาย-กำไรหลักบจ.ปีนี้

    เส้นทางนักลงทุน

    ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) งวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างชัดเจนขึ้น

    หากเปรียบเทียบผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้กับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ.ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ

    บจ.มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% อย่างไรก็ดี บจ.ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ.มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8%

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ

    ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    เฉพาะงวดไตรมาส 3 ปี 2568 เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2567 บจ.ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ.ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ.ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ.มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    “สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ.ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาสดังกล่าว

    สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่มีต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    สาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ใน mai

    อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย

    ด้านฐานะทางการเงิน บจ. ใน mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567

    ทั้งนี้แนวโน้มผลประกอบการของ บจ.ในงวดไตรมาส 4 ปี 2568 ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของไทยจะฉุดรั้งให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยชะลอตัวไปมากกว่าเดิม

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคาดจะกระทบต่อ GDP โดยรวมประมาณ 0.1-0.2% โดยพื้นที่ดังกล่าวมีสัดส่วนต่อ GDP ภาพรวม 2.6% ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ทั้งหมดมีสัดส่วนต่อ GDP ทั้งประเทศราว ๆ 5-8% ดังนั้นแนวโน้ม GDP ทั้งปี 2568 นี้ จึงมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ถึงจะมีการประเมินแนวโน้มกำไร บจ.ไตรมาส 4 ปี 2568 จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้อยู่ในระดับจำกัด แต่การเติบโตของ GDP ระดับต่ำ และกำลังซื้อที่หดหาย จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการผลิตในพื้นที่ จนอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของกำไร บจ.ให้ต่ำกว่าคาดการณ์ได้อีกด้วย

    ปี 2567 บจ.ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท ดู ๆ แล้วปี 2568 นี้ ทั้งยอดขายและกำไรจากธุรกิจหลักคงจะสู้ปีก่อนไม่ได้ ขณะที่กำไรสุทธิแม้จะดูดี แต่มีที่มาจากการควบรวมกิจการ และการปรับโครงสร้างธุรกิจนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/800468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iM0UBwHg2Aok8ZpsQVPW-