Blog

  • ‘มัลลิกา’ ดันลพบุรีเมืองรองฮับท่องเที่ยวทางราง

    ‘มัลลิกา’ ดันลพบุรีเมืองรองฮับท่องเที่ยวทางราง

    ‘มัลลิกา’ นำทีมเปิดสถานีลพบุรี 2 พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบ ไฮไลท์ทางคู่ยกระดับยาวที่สุดในไทย 19 กม. บูมเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว เมืองรองยกระดับการเดินทางภาคกลาง–เหนือแบบไร้รอยต่อ

    6 ธ.ค.2568-นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี ว่าปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ดังนั้น การเปิดให้บริการสถานีรถไฟลพบุรี 2 ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ อย่างเป็นทางการ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระบบรางไทย หลังเจอปัญหาอุปสรรคทางโครงสร้างที่ค้างคามาอย่างยาวนาน ซึ่งไม่สามารถขยายเป็นทางคู่ผ่านตัวเมืองลพบุรีได้เนื่องจากหลบไม่ให้แนวเส้นทางกระทบต่อพระปรางค์สามยอด ศาลพระกาฬ โบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี มีระยะห่างจากสถานีลพบุรีเดิม ประมาณ 12 กิโลเมตร 

    สำหรับสถานีรถไฟลพบุรี 2  ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการรถไฟทางคู่สายเหนือสามารถเดินหน้าต่อและทะลุผ่านจังหวัดลพบุรีขึ้นไปสู่ภาคเหนือได้ โดยได้ถูกพัฒนาขึ้นจากข้อจำกัดด้านภูมิประเทศและโบราณสถานในเขตเมืองลพบุรี ซึ่งทำให้ไม่สามารถขยายเส้นทางรถไฟในแนวเดิมได้ ดังนั้นการสร้างเส้นทางเลี่ยงเมืองจึงเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้ และถูกออกแบบให้เป็น ทางรถไฟยกระดับ เพื่อแก้ปัญหาทั้งในมิติของพื้นที่ ชุมชน และความปลอดภัยในระยะยาว

    “กรณีหลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ดินนั้น หากก่อสร้างบนระดับพื้นดินตามแผนเดิม จะกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนในหลายชุมชน รวมถึงที่ดินของผู้นำชุมชนบางส่วน จนนำไปสู่การคัดค้านอย่างหนักในการทำประชาคม ดังนั้นการปรับแบบก่อสร้างให้เป็นทางยกระดับจึงกลายเป็นคำตอบที่สามารถลดผลกระทบทางสังคมได้อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของเมืองและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ถูกรบกวนมากจนเกินไป”นางสาวมัลลิกา กล่าว

    นางสาวมัลลิกา กล่าวต่อว่าจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการ จากเดิมพื้นที่บางช่วงของพื้นที่ก่อสร้างถูกน้ำท่วมสูงถึง 7–8 เมตร ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นพ้องต้องกันว่า การก่อสร้างแบบยกระดับสูงถึง 20–24 เมตร คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดในระยะยาว สามารถรับมือกับสภาพอากาศที่รุนแรงและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมใหญ่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถานีลพบุรี 2 โดยมีความยาวต่อเนื่องราว 19 กิโลเมตร (กม.)ซึ่งถือเป็นทางรถไฟยกระดับที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

    “สถานีลพบุรี2 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลพบุรีเติบโตด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว จะช่วยยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวแบบไปเช้า–เย็นกลับ (One-day trip) สู่เมืองรองที่นักท่องเที่ยวพร้อมพักค้างคืน โดยเฉพาะเส้นทางยกระดับสวยงาม 19 กม.ที่กลายเป็นแหล่งถ่ายภาพแห่งใหม่ ขณะเดียวกันมีแผนร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ เช่น ทุ่งทานตะวัน พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และแหล่งตลาดชุมชน โดยใช้สถานีลพบุรี 2 เป็น ฮับท่องเที่ยวทางราง แห่งใหม่ของจังหวัด สำหรับผู้เดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยระบบรางใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 10 นาที“นางสาวมัลลิกา กล่าว

    ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไท (รฟท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของระบบอาณัติสัญญาณและระบบควบคุมรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ ติดตั้งแล้วและอยู่ระหว่างทดสอบรับบ คาดว่าจะสามารถเปิดใช้ได้กลางปีหน้า เมื่อระบบ Automatic Train Protection (ATP) ทำงานเต็มรูปแบบ จะเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการเดินรถอย่างมากโดยคาดว่าสถานีลพบุรี2 นี้จะมีผู้ใช้บริการคึกคักในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/909832/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yK2mKATQy7aVxd6-6gPwz

  • ท่องเที่ยว ‘ชิลี’ ผ่านอาหารและไวน์ – ProChile จับมือแม็คโคร จัดโปรโมชั่นเชอร์รี่ แซลมอน เทราต์ หอยแมลงภู่ และไวน์ชั้นเลิศ ร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    ท่องเที่ยว ‘ชิลี’ ผ่านอาหารและไวน์ – ProChile จับมือแม็คโคร จัดโปรโมชั่นเชอร์รี่ แซลมอน เทราต์ หอยแมลงภู่ และไวน์ชั้นเลิศ ร่วมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

    กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดย ProChile ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้า การส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน ร่วมมือกับแม็คโคร นำเข้าสินค้าอาหารคุณภาพส่งตรงจากประเทศชิลีให้คนไทยได้ลิ้มลองในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ในงาน ‘A Journey Through Chile – เสน่ห์รสชาติอาหารจากชิลี’ จัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมบูธจัดชิมอาหารและกิจกรรม Celebrity Chef Cooking Show โดยเชฟ Paope ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2568

    ความร่วมมือนี้ยังนับเป็น กิจกรรมต่อเนื่องจากงาน Chile-ASEAN Business Summit 2025 ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานครเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ProChile ในการขยายการรับรู้ของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ในภูมิภาคอาเซียน และเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

    การเปิดตัวแคมเปญได้จัดขึ้นอย่างคึกคัก โดยมีเชฟ Jessica ‘Paope’ Wang มาร่วมงานในวันเปิดตัว พร้อมด้วยกิจกรรมบูธชิมผลิตภัณฑ์จากชิลีที่สาขาศรีนครินทร์ในช่วงเปิดตัวของแคมเปญ โดยที่โปรโมชั่นจัดต่อเนื่อง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์จนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2568

    ในปีที่ผ่านมา ProChile ได้ขยายความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ Gourmet Market (เดอะมอลล์กรุ๊ป), GO Wholesale และ Tops (เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น) และล่าสุดกับแม็คโคร ภายใต้เครือ CP Group สะท้อนถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในฐานะตลาดศูนย์กลางสำหรับสินค้าอาหารจากชิลี และเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคในวงกว้าง

    ด้วยความหลากหลายทางภูมิประเทศของชิลีตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากเทือกเขาสู่ชายฝั่ง และด้วยสภาพภูมิอากาศ ระดับความสูง และลักษณะดินที่แตกต่างกัน ประกอบกับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เข้มแข็ง ทำให้ชิลีสามารถผลิต สินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานระดับโลก มีความยั่งยืน และมีคุณภาพสูง สินค้าจากชิลีได้รับการรับรองมาตรฐานนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอาหาร

    จากข้อมูลของ ProChile ปัจจุบันชิลีเป็นผู้ส่งออกสินค้าภาคเกษตรอันดับ 1 ของโลกในหลายรายการ เช่น เชอร์รี่ พลัม และพรุน ภาคการเกษตรยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ คิดเป็นประมาณ 4.7% ของ GDP ของประเทศ โดยเฉพาะช่วงปลายปีถึงต้นปีซึ่งเป็นฤดูกาลเชอร์รี่ของชิลี ทำให้เชอร์รี่สดใหม่เข้าสู่ไทยในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน เหมาะอย่างยิ่งแก่การมอบเป็นของขวัญที่มีคุณค่า

    สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ชิลีเป็นแหล่งผลิตสำคัญของปลาแซลมอน ปลาทูม้า หอยแมลงภู่ และปลาเฮคใต้ โดยปลาแซลมอนชิลีถูกส่งออกไปยังกว่า 100 ตลาดทั่วโลก และกว่า 70% ของบริษัทเพาะเลี้ยงแซลมอนผ่านมาตรฐาน Best Aquaculture Practices (BAP) และ ISO 9001, 14001, 22000 ส่วนหอยแมลงภู่จากชิลียังได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและความสดใหม่  โดยมาจากเขตปาตาโกเนียซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก หอยทุกตัว เติบโต ตามธรรมชาติด้วยสาหร่ายทะเล และผ่านมาตรฐาน HACCP อย่างครบถ้วน

    ส่วนไวน์ชิลีเป็นผลผลิตจากความหลากหลายของหุบเขายาวกว่า 1,500 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อุตสาหกรรมไวน์ของชิลีมีโรงบ่มเพื่อการส่งออกกว่า 356 แห่ง และปัจจุบันชิลีเป็นผู้ส่งออกไวน์อันดับ 1 ของทวีปอเมริกา และอันดับ 4 ของโลก รองจากฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน

    คุณสมนึก ยอดดำเนิน Director Commercial Fresh Food, CP AXTRA กล่าวว่า แม็คโครมีความเชื่อมั่นต่อซัพพลายเออร์จากชิลีทั้งด้านคุณภาพและปริมาณสินค้า โดยปีนี้ตั้งเป้านำเข้าเชอร์รี่ชิลีมากกว่า 100 ตัน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าปีที่ ผ่านมา 5-8% เนื่องจากผลผลิตชิลีเพิ่มขึ้น ทำให้เชอร์รี่มีขนาดใหญ่ ราคาดี และมีคุณภาพสูง โดยต้นฤดูกาลเริ่มต้นที่ขนาด 28 มม. และผลิตผลขนาด 30 มม. จะออกสู่ตลาดในเดือนธันวาคม

    คุณ Eduardo Piccolo, Market Manager บริษัท St. Andrews S.A. ผู้ผลิตหอยแมลงภู่แช่แข็งรายใหญ่ของโลก กล่าวว่า บริษัทเริ่มส่งออกหอยแมลงภู่มายังไทยจากศูนย์ตู้คอนเทนเนอร์เมื่อปี 2558 ก่อนเติบโตเป็นกว่า 1,000 ตันต่อปี ในปัจจุบัน โดยไทยเป็นหนึ่งใน 5 ตลาดหลักของหอยแมลงภู่ชิลี และในปีหน้าเตรียมร่วมสำรวจสินค้าประเภทพร้อมรับประทานและประเภทเพิ่มมูลค่า ร่วมกับทีมจัดซื้อของแม็คโคร

    คุณจริยา เรืองคำพัฒน์ Sales Manager Asia, Caleta Bay ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าแซลมอนรมควันคุณภาพจากชิลีประมาณ 6 ตู้ต่อปี หรือกว่า 100 ตัน ไม่รวมแซลมอนสดที่นำเข้าราว 3 ตู้ต่อเดือน ผลิตภัณฑ์แซลมอนรมควัน เกิดจากนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและให้ผู้บริโภคเข้าถึงคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ โดยวางจำหน่ายเฉพาะที่แม็คโครและโลตัส

    เชิญร่วมกิจกรรมและรับโปรโมชั่นในเทศกาล ‘A Journey Through Chile – เสน่ห์รสชาติอาหารจากชิลี’ ที่นำเสนอสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาพิเศษ พร้อมไวน์ชิลีหลากหลายแบรนด์ ณ แม็คโครทุกสาขา และแอปพลิเคชันแม็คโครโปร ตั้งแต่วันนี้ถึง 9 ธันวาคม 2568.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/909822/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CvboLzAvWLuBunNWVZH9Z

  • ดัชนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% ผู้บริโภคยังต้องรับภาระราคาสูง

    ดัชนีเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% ผู้บริโภคยังต้องรับภาระราคาสูง

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผชิญกับสัญญาณผสมจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด หลังดัชนีราคาผู้บริโภค PCE เพิ่มขึ้นเป็น 2.8% ในเดือนกันยายน จากระดับ 2.7% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ผู้บริโภคยังคงรับภาระจากราคาสินค้าที่สูงอยู่

    รายงานดัชนี Personal Consumption Expenditures (PCE) ที่เฟดใช้เป็นมาตรฐานหลักในการวัดอัตราเงินเฟ้อ เผยให้เห็นภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน เมื่อไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน ดัชนี Core PCE อยู่ที่ 2.8% เช่นกัน แต่ลดลงจากระดับ 2.9% ในเดือนก่อนหน้า

    ราคาสินค้าคงทนยังเพิ่มสูง

    ข้อมูลเผยให้เห็นว่าสินค้าคงทนอย่างรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ มีราคาเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอเมริกัน

    มหาวิทยาลัยมิชิแกนรายงานว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือนธันวาคมเป็น 53.3 จากระดับ 51.0 ในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม Joanne Hsu ผู้อำนวยการการสำรวจ ระบุว่าผู้บริโภคมีมุมมองที่ลดลงเกี่ยวกับรายได้ส่วนบุคคลที่คาดหวังเมื่อเทียบกับต้นปี 2025

    เฟดเตรียมประชุมนโยบายการเงิน

    “ผู้บริโภคเห็นการปรับปรุงเล็กน้อยจากเดือนพฤศจิกายนในหลายมิติ แต่โทนรวมของมุมมองยังคงเศร้าหมอง เนื่องจากผู้บริโภคยังคงอ้างถึงภาระของราคาที่สูง” Hsu กล่าว

    Gregory Daco นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าจาก EY-Parthenon คาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยตามที่คาดหวังในสัปดาห์หน้า แต่อาจเผชิญกับการคัดค้านจากสมาชิกหลายคนในคณะกรรมการ

    ความท้าทายจากนโยบายภาษีนำเข้า

    Daco ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลราคาเผยให้เห็น “การส่งผ่านภาษีนำเข้าที่ค่อยเป็นค่อยไปและไม่สม่ำเสมอ” ซึ่ง “ทำให้วิกฤตความสามารถในการจ่ายแย่ลง”

    ประธานเฟด Jerome Powell คาดว่าจะ “โน้มน้าวนักนโยบายที่ลังเลหลายคนให้สนับสนุนการลดดอกเบี้ยครั้งที่สามติดต่อกันเพื่อ ‘จัดการความเสี่ยง’ ขณะเดียวกันส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการผ่อนคลายเพิ่มเติมไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนฤดูใบไม้ผลิหน้า หากไม่มีการอ่อนตัวของสภาวะเศรษฐกิจอย่างมีสาระสำคัญ” Daco กล่าวในบันทึกของเขา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-inflation-pce-index-rises-2-8-percent-consumer-burden&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw289_U-L5PJzilODCrk1iPH

  • ปรับกฎการซื้อหุ้นคืนของ บมจ.เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทุน : อินโฟเควสท์

    ปรับกฎการซื้อหุ้นคืนของ บมจ.เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทุน : อินโฟเควสท์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2568 ได้มีผลบังคับใช้แล้วหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    กฎกระทรวงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การซื้อหุ้นคืนของบริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) ให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุน โดยมีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ 1.ยกเลิกระยะเวลาพักคอย (Breaking Period) จากเดิม บมจ.ต้องรอ 6 เดือนก่อนเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ กฎกระทรวงฉบับนี้ปรับปรุงให้สามารถเริ่มโครงการใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทุนของบริษัท และ 2.ขยายระยะเวลาการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน จากเดิมบริษัทต้องจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนภายใน 3 ปี หากแต่หลักเกณฑ์ใหม่สามารถขยายกรอบเวลาได้อีก 2 ปี เพื่อให้บริษัทสามารถเลือกช่วงเวลาในการจำหน่ายที่เหมาะสมกับสภาพตลาดได้มากขึ้น

    “การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทมหาชนจำกัดสามารถวางแผนการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินได้มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องและศักยภาพของตลาดทุน สร้างประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ตลาดทุน และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ พร้อมทั้งลดข้อจำกัดด้านกรอบเวลาการจำหน่ายหุ้นคืนให้บริษัทสามารถขายหุ้นคืนในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้มากขึ้น” นายพูนพงษ์ กล่าว

    การปรับปรุงกฎกระทรวงครั้งนี้ยังสอดรับกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา และสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขัน ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการอนุญาตให้มีความสะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    “กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังคงมุ่งมั่นลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการยกระดับตลาดทุนไทยให้ทันสมัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ และคาดหวังว่าการปรับปรุงกฎกระทรวงครั้งนี้จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุนของบริษัทมหาชนจำกัด และสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความมั่นคง โปร่งใส และแข่งขันได้ในระยะยาวต่อไป” นายพูนพงษ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ClZRENkifO4DkjpiPVk4f

  • จี้ รังษี แจงร่วมพรรค คริส เส้นด้าย เต้ อาชีวะ ขุดโพสต์แซะ 112

    จี้ รังษี แจงร่วมพรรค คริส เส้นด้าย เต้ อาชีวะ ขุดโพสต์แซะ 112

    วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.25 น.

    วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เฟซบุ๊ก เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์ ได้มีการเคลื่อนไหวออกมาโพสต์ฝากถึง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่เคยพูดแสดงความคิดเห็นเอาไว้เมื่อช่วงปี พ.ศ. 2566 ซึ่งไม่นานหลังจากที่ เต้ อาชีวะ โพสต์ลงมา ก็มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นมากมายถึงกรณีนี้

    สำหรับนาย คริส โปรตระนันท์ เคนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเคยลงสมัครส.สเขต 8 กทม. แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งกับแกนนำพรรค เลยออกมาตั้งพรรคเส้นด้าย และเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคเศรษฐกิจ

    ฝากถึง คุณรังษี หัวหน้าพรรค เศรษฐกิจ

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ มีความคิดเช่นนี้ เกี่ยวกับ มาตรา112 ที่เคยพูดไว้ปี66 (postหน้าเอาคลิปมาลงให้ชม)

    1.ตัวคุณรังษี มีความคิด จุดยืน อุดมการณ์ แบบ ประธานพรรคหรือไม่?

    2.ช่วยให้ประธานพรรค ออกมาชี้แจงทีครับ?

    3.คุณรังษี จะมีการจัดการ กรณีนี้อย่างไร?

    ..DNAมาจากพรรคที่แซะกร่อนบ่อนทำลาย สถาบัน คนไทยบางส่วนต้องได้ทราบถึงเรื่องนี้ เพราะถ้าความคิดคุณเป็นแบบประธาน คุณกับผม เต้อาชีวะ ไทยไม่ทน อยู่ตรงข้ามกัน100%

    **ถึงว่าไม่เคยพูดถึงเรื่อง สส ส้มที่ทำอะไรแย่ๆ เช่น จิรัฐ (ออกมาให้เปิดด่านที่สระแก้ว) เงียบ แต่อาศัย คำพูดการแสดงออกถึงความดุดัน

    ป้าดๆๆๆๆกองส้มเน่านี่เอง

    #DNAส้มเน่า

    #เต้อาชีวะ

    #ไทยไม่ทน

    เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

    เต้ อาชีวะ

    เต้ อาชีวะ

    เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

    เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

    เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

    เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เต้ อาชีวะ อัครวุธ บุรณพนธ์, เฟซบุ๊ก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/932832&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vGC_OLK8Y9cgYT3igyLwH

  • “ศุภจี” บุกตลาดซาอุดีอาระเบีย อ้อนห้างฯ ดังนำเข้าสินค้าไทย ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    “ศุภจี” บุกตลาดซาอุดีอาระเบีย อ้อนห้างฯ ดังนำเข้าสินค้าไทย ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3-4 ธ.ค.68 (ตามเวลาท้องถิ่น) ซาอุดีอาระเบีย ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าพบหารือกับนายมาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รมว.พาณิชย์ซาอุดิอาระเบีย เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า พร้อมเร่งขยายโอกาสสินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดตะวันออกกลาง โดยวางเป้าหมายให้ซาอุฯเป็นประตูการค้าตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC)

    สำหรับการหารือวันนี้ รมว.พาณิชย์ซาอุฯ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบอาหาร และผลไม้ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

    “วันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ เช่น พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว เพื่อให้ซาอุฯ บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ที่เน้นลดพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคท่องเที่ยว”

    นอกจากนี้ ยังได้หารือกับผู้บริหาร บริษัท Arabian Agricultural Services Company (ARASCO) หนึ่งในบริษัทขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร ที่สำคัญที่สุดของซาอุฯ ครอบคลุมผลิตอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหาร ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช ยาและวัคซีนสัตว์ บริการโลจิสติกส์ครบวงจร โดยบริษัทได้นำร่องนำเข้ามันสำปะหลังอัดเม็ดจากไทย 20,000 ตันเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และภายหลังการหารือครั้งนี้ ได้เพิ่มการนำเข้าอีก 30,000 ตัน เพราะมั่นใจในคุณภาพ และการส่งมอบตรงเวลา

    “ไทยได้เสนอให้นำเข้าสินค้าอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ปลายข้าว, หญ้าเนเปียร์ สำหรับอาหารสัตว์ ตลอดจน อาหารเลี้ยงปลา และ อาหารสัตว์ปีก ซึ่งบริษัทสนใจและพร้อมต่อยอดธุรกิจร่วมกับไทยในระยะยาว โดยไทยมีความพร้อมเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูงและพันธมิตรด้านอาหาร และยังใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของธุรกิจในเครือ ARASCO ขยายการส่งออกไปยังประเทศตะวันออกกลางอื่นได้อีกมาก”

    นางศุภจี กล่าวอีกว่า ยังได้พบคณะผู้บริหาร LuLu Hypermarket ในกรุงริยาด และเปิดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 โดยขอให้นำเข้าสินค้าต่างๆ และอาหารไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พิเศษ เช่น ข้าวน้ำตาลต่ำ ข้าวปลอดสารเคมี เป็นต้น รวมทั้งผักและผลไม้ อาทิ ทุเรียน มะม่วง มะขามหวาน มังคุด ลำไย มะพร้าวหอม, การร่วมลงทุนในธุรกิจด้านอาหารและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และการจัดหาสินค้าหรือบริการศักยภาพของไทยไปให้บริการในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต

    “LuLu Hypermarket จำหน่ายสินค้าไทยมากที่สุดในซาอุฯ มีสาขาในซาอุฯ 56 สาขา และอีกกว่า 200 สาขาทั่วอ่าวอาหรับ มีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย ตลอดสัปดาห์นี้ สาขาที่ริยาดจะจัดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมสินค้าไทยให้กับผู้บริโภคในซาอุฯ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2900076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iNgTKEngZ8YtvBBdaBorP

  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน ขยะกว่า 1 ล้านตัน

    ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ คาดแตะแสนล้าน ขยะกว่า 1 ล้านตัน

    ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ แตะ 1 แสนล้าน ขยะกว่า 1 ล้านตัน

    วันที่ 6 ธันวาคม 2568 ความคืบหน้ากรณีของการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ทั้งเรื่องของขยะ การช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้าน และเรื่องของความเสียหายด้านเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่

    จากการเปิดเผยของ ดร.กิตติ เรืองเริงกุลฤทธิ์ ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ กล่าวว่า ในส่วนของปัญหาขยะซึ่งประเมินจากการจัดเก็บทั้งของเทศบาลและหน่วยงานต่างๆ ขยะทั้งเมืองหาดใหญ่น่าจะมากถึง 1 ล้านตัน และต้องใช้เวลาในการเก็บจนหมดและเข้าสู่ภาวะปกติถึง 2 เดือน และจนถึงตอนนี้ก็เก็บขยะไปได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของเมืองเท่านั้น

    ส่วนเรื่องของการช่วยเหลือประชาชนตอนนี้ทางเทศบาลนครหาดใหญ่ได้จัดตั้งครัวชุมชนทั้ง 103 ชุมชน โดยมอบเงินให้ชุมชนละ 5 หมื่นบาทต่อวันเพื่อนำไปจัดหาอาหารแจกจ่ายประชาชนบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

    ส่วนทางด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจจะนัดหารือกับทางหอการค้า สมาคมโรงแรมและองค์กรต่างๆ เพื่อรวบรวมปัญหาและแนวทางการช่วยเหลือภาคธุรกิจในเมืองหาดใหญ่ทั้งระบบเสนอต่อรัฐบาล

    โดยเฉพาะเรื่องของเงินทุนที่จะนำมาตั้งต้นธุรกิจใหม่ เช่น เอสเอ็มอี เพื่อให้หาดใหญ่เดินต่อไปได้ ถ้าจะให้ประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจทั้งระบบจากน้ำท่วมครั้งนี้ส่วนตัวคิดว่าน่าจะถึงแสนล้าน เฉพาะแค่รถยนต์ที่จมน้ำอย่างเดียวก็แตะหมื่นล้าน ยังไม่รวมถึงสถานประกอบการร้านค้าทั้งรายเล็กและรายใหญ่รวมถึงบ้านเรือนของประชาชนในหาดใหญ่ที่มีอยู่ 8 หมื่นครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อติดตามสถานการณ์หลังน้ำท่วมอีกครั้ง พร้อมกันนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมที่ปรึกษาและคณะบริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินทางมายังโรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อติดตามการทำความสะอาดโรงพยาบาล และประชุมหารือความพร้อมการทำงานของโรงพยาบาลหาดใหญ่ รวมทั้งการกำจัดขยะและระบบการ ของโรงพยาบาลซึ่งตอนนี้มีการทำความสะอาดไปแล้วกว่า 70% กำลังเร่งเคลียร์ขยะที่ตกค้าง พร้อมทั้งให้บริการประชาชนบริเวณชั้น 2 ของโรงพยาบาลด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2900171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l5Nf_Ky75QbyHCvAD8sSo

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้ ‘แรงงานคืนถิ่น’ โอกาสทองพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ ‘แรงงานคืนถิ่น’ โอกาสทองพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    เศรษฐกิจ

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้ ‘แรงงานคืนถิ่น’ โอกาสทองพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    06 ธ.ค. 2025 เวลา 7:36 น.

    'สภาพัฒน์’ ชี้ ‘แรงงานคืนถิ่น’ โอกาสทองพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    “สภาพัฒน์” เปิดข้อมูลชี้ ‘แรงงานคืนถิ่น’ โอกาสทองพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เร่งแก้โจทย์รายได้-สวัสดิการ ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ดึงคนรุ่นใหม่กลับบ้านได้สำเร็จ

    • ผลสำรวจสภาพัฒน์พบว่าแรงงานทักษะกว่า 62.9% มีแรงจูงใจกลับภูมิลำเนา หากภาครัฐสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นให้ดีขึ้น
    • อุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานไม่ย้ายกลับคือความกังวลเรื่องรายได้และสวัสดิการที่ลดลง ภาระหนี้สิน และความไม่กล้าเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่
    • สภาพัฒน์เสนอให้รัฐสร้างแรงจูงใจให้แรงงานคืนถิ่น โดยการให้สวัสดิการพิเศษ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และส่งเสริมการลงทุนในเมืองรองเพื่อสร้างงานรายได้สูง

    เมื่อเร็วๆนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคม และธุรกิจ จำกัด (SAB) ทำการสำรวจแรงจูงใจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังภูมิลำเนาและสภาพแวดล้อมให้แรงงานคืนถิ่นสามารถยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อศึกษาสาเหตุของการย้ายถิ่นฐานออกจากภูมิลำเนา ข้อจำกัดในการย้ายกลับ และปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการย้ายกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของแรงงาน

    โดยผลการสำรวจ “แรงงานคืนถิ่น” พบว่า แรงงานคนทำงานตอนต้น (อายุ 20 – 35 ปี) ที่มีการศึกษาระดับ ปวส. ขึ้นไป ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคงอาศัยและทำงานกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดเศรษฐกิจ แต่มีสัญญาณที่ดีว่า แรงงานกว่า 62.9% มีแรงจูงใจให้กลับภูมิลำเนาได้ หากภาครัฐสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นให้ดีขึ้นจากในปัจจุบัน

    โดยที่ผ่านมาแรงงานกลุ่มนี้ย้ายมายังจังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การย้ายมาเพื่อทำงานโดยตรง กว่า 60.5% และส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจัยดึงดูดที่สำคัญที่สุดคือ เงินเดือน/ค่าจ้าง/สวัสดิการที่ดีกว่า  67%

     ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือโอกาสเติบโตในสายงาน 46.2% โดยแรงงานที่เคยทำงานในภูมิลำเนามาก่อนถึง 82.2% ต่างมีรายได้ดีขึ้นหลังย้ายมาทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับที่พวกเขามองว่า งานและธุรกิจในปัจจุบันมีความมั่นคงอยู่แล้ว

    การย้ายถิ่นกลับบ้านเกิดยังมีอุปสรรค

    ทั้งนี้แม้ว่าแรงงานจะมีแนวโน้มที่จะย้ายกลับภูมิลำเนาในระยะยาว โดยเฉลี่ยระบุว่าประมาณ 10 ปี แต่อุปสรรคหลักที่ขวางกั้นการคืนการย้ายถิ่นกลับถิ่นฐานคือ ความกังวลต่อการสูญเสียรายได้หรือสวัสดิการที่ดี  นอกจากนี้ ความไม่กล้าเสี่ยงเปลี่ยนงานหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง  53.8%

    นอกจากนั้นภาระผูกพันทางการเงินและครอบครัวก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ต้องส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวในภูมิลำเนาและกลุ่มที่มีภาระหนี้สินผ่อนชำระ ต่างต้องทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจต่อไปอีกเฉลี่ย 11.6 ปี และ 11.4 ปี ตามลำดับ

    ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มที่อาศัยในเมืองเศรษฐกิจมานานตั้งแต่ 21 – 25 ปี มากกว่า 87.5% มีความผูกพันกับภูมิลำเนาในระดับน้อยถึงไม่ผูกพันเลย

    แนะเปลี่ยน “ทางเลือก” ให้กลายเป็น “โอกาส”

    ทั้งนี้ในรายงานของสภาพัฒน์เสนอแนะว่ารัฐต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตในท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยน “ทางเลือก” ให้กลายเป็น “โอกาส” อย่างแท้จริง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการตามปัจจัยจูงใจที่แรงงานต้องการเพื่อจูงใจให้เกิดการย้ายถิ่นฐานกลับไปยังท้องถิ่น เช่น  

    1.ด้านเศรษฐกิจและการสนับสนุน โดยกลุ่มลูกจ้างส่วนใหญ่ กว่า 64.1% ต้องการ สวัสดิการพิเศษ เมื่อกลับไปทำงานในท้องถิ่น  ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระ กว่า 56.2% ต้องการเงินทุนสนับสนุน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยทั้งสองกลุ่มยังต้องการให้ขนาดเศรษฐกิจในภูมิลำเนาดีขึ้นและมีงานรองรับ

    2.ด้านคุณภาพชีวิต โดยแรงงานส่วนหนึ่ง ประมาณ 27%  ต้องการให้ ระบบการศึกษาในภูมิลำเนามีคุณภาพทัดเทียมกับเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังต้องการระบบขนส่งมวลชนที่ทั่วถึง และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นอินเตอร์เน็ตที่เสถียร

    3.รัฐบาลว่าควรเร่งขยายผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองรอง และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจังหวัดเศรษฐกิจ โดยเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานทักษะเพื่อสร้างรายได้ที่ใกล้เคียงกับเมืองใหญ่

    4.สนับสนุนโครงการหรือกองทุนเพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในบ้านเกิด รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและระบบพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา และการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันกับบ้านเกิดและสร้างเครือข่ายคนคืนถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนโอกาสทางอาชีพ/ธุรกิจ ทำให้เป็นแรงผลักดันให้กลับไปทำงานในท้องถิ่นดั้งเดิมต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210629&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SJE1-iGqEDb1M5xY7RhIe

  • หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมเป็นวิทยากรเสวนา “การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน”

    หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมเป็นวิทยากรเสวนา “การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน”

    หอการค้าเชียงใหม่ ร่วมเป็นวิทยากรเสวนา “การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน”

    6 Dec 68

    วันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายปรกฤษฎิ์ สายหัสดี รองประธานกรรมการ ร่วมเป็นวิทยากรเสวนา ในหัวข้อ “การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน” กิจกรรมภายใต้การจัดงาน “มหกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนจังหวัดเชียงใหม่” โดย สำนักงานแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องสวรรคโลก โรงแรมคุ้มภูคำ

    ด้วย สำนักงานแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดงานครั้งนี้ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ ที่ได้รับตามร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ…. ส่งผลให้ประชาชนเชื่อมั่นการขึ้นทะเบียน ในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS รวมถึงเปิดโลกทัศทัศน์และจุดประกายความคิดทางอาชีพให้แก่แรงงานอิสระ กลุ่มอาชีพอิสระ เครือข่ายแรงงานอิสระ และประชาชนทั่วไป

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3839686/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q2SeF4qqDIuJFNmyW2bCc

  • สรุป 11 ประเด็นสำคัญจาก “พ.ร.บ.ลดโลกร้อนฉบับแรกของไทย”

    สรุป 11 ประเด็นสำคัญจาก “พ.ร.บ.ลดโลกร้อนฉบับแรกของไทย”

    เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักการร่าง “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทด้าน climate-change ฉบับแรกของไทย วางกรอบใหญ่สำหรับการจัดการก๊าซเรือนกระจกทั่วประเทศ รองรับพันธกรณีภายใต้ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) และตั้งเป้าหมาย “คาร์บอนเป็นกลาง (Net-Zero)” และ “ปล่อยสุทธิเป็นศูนย์” อย่างจริงจัง

    1) สถาบันกำกับดูแลระดับชาติ 4 คณะกรรมการหลัก

    กฎหมายกำหนดให้ตั้ง 4 คณะกรรมการสำคัญ ได้แก่

    • คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ — รับผิดชอบกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และท่าทีระหว่างประเทศของไทย
    • คณะกรรมการกองทุนภูมิอากาศ
    • คณะกรรมการประเมินผลกองทุน
    • องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก — กำกับดูแลการปล่อยก๊าซและมาตรการด้านคาร์บอนต่าง ๆ

    2) ตั้ง “กองทุนภูมิอากาศ” เป็นนิติบุคคลของรัฐ

    กองทุนนี้จะรับรายได้จากมาตรการด้านคาร์บอน เช่น ภาษีคาร์บอน ค่าธรรมเนียม หรือรายได้จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แล้วนำไปสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาด การปรับตัวของชุมชน และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ

    3) ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ

    ภาครัฐและเอกชนจะถูกบังคับให้ “เก็บข้อมูล – รายงาน” การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (emissions), การดูดซับ (carbon sinks) และลดก๊าซสุทธิ — เพื่อสร้างความโปร่งใส และมี “ทะเบียนก๊าซเรือนกระจก”ของประเทศ

    4) แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

    กฎหมายกำหนดให้มี “แผนแม่บท/แผนปฏิบัติการ” ระดับชาติ เพื่อให้ทุกหน่วยงานรัฐเดินตามเป้าหมายเดียวกัน และเป็นกรอบการลดก๊าซในระยะสั้น–กลาง–ยาว

    5) ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซ (ETS)

    มีการวางรากฐานให้ระบบ ETS ให้ภาคธุรกิจสามารถซื้อ ขาย โอน สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยจะมี “ทะเบียน & บัญชี” กำกับ พร้อมกติกาการจัดสรรสิทธิ

    6) กลไก “ปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน” (CBAM)

    กฎหมายรองรับการใช้งานมาตรการปรับราคาคาร์บอนระหว่างประเทศ (border-adjustment) ซึ่งหมายความว่า สินค้านำเข้าอาจต้องเสียค่าคาร์บอนตามปริมาณการปล่อยจากประเทศต้นทาง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ (though รายละเอียดยังต้องรอประกาศกฎหมายลำดับรอง)

    7) “ภาษีคาร์บอน” สำหรับสินค้ากลุ่มเป้าหมาย

    ร่างกฎหมายเสนอภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้าหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดปริมาณการปล่อยสูง เป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ “ผู้ปล่อยมลพิษต้องจ่าย (polluter pays)” อย่างจริงจัง

    8) ให้ “คาร์บอนเครดิต” เป็น “ทรัพย์สิน” ที่ซื้อขาย–โอน–ใช้ได้

    คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการลดปล่อยก๊าซในประเทศ (และได้รับการรับรองตามเกณฑ์) จะถูกจัดให้เป็นทรัพย์สินทางกฎหมาย สามารถซื้อขาย โอน หรือใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซได้ โดยต้องจดทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

    9) แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Plan)

    นอกเหนือจากการลดปล่อยก๊าซ กฎหมายยังกำหนดให้ไทยต้องมีแผนป้องกันและปรับตัวต่อภัยจากสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ฯลฯ — ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

    10) “เกณฑ์กลาง / Taxonomy” สำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ

    เพื่อให้การลงทุนสีเขียว (green investment) มีมาตรฐาน กฎหมายตั้งให้มี “มาตรฐานกลาง” สำหรับการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (คล้ายแนวทาง taxonomy ด้านความยั่งยืน) เพื่อใช้เป็นอ้างอิงในนโยบาย การลงทุน และการให้เงินทุนสีเขียว

    11) บทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตาม — สร้างแรงจูงใจให้ “จริงจัง”

    ร่างกฎหมายครอบคลุมบทลงโทษ เช่น

    • รายงานข้อมูลเท็จ ปรับ 30,000–300,000 บาท + ปรับรายวัน
    • ไม่ส่งรายงานการปล่อยก๊าซ → ปรับไม่เกิน 100,000 บาท + ปรับรายวัน

    เพื่อให้การรายงานและการลดปล่อยเป็นไปอย่างจริงจังและตรวจสอบได้

    ทำไมกฎหมายนี้จึงสำคัญ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของยุค “Climate Change” ในไทย

    เป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของไทยที่ “รวมมาตรการทุกมิติ” ทั้งฐานข้อมูล กองทุน ภาษีคาร์บอน การซื้อขายคาร์บอนเครดิต และการปรับตัวต่อภัยสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะจุดเหมือนที่ผ่านมา

    เปิดทางให้ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-carbon economy)” เป็นของจริงในบริบทไทย ส่งสัญญาณชัดเจนต่อภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุนว่า ต้องเริ่ม “คาร์บอนโปร่งใส” และเตรียมพร้อมลงทุนเทคโนโลยีสะอาด

    เสริมความน่าเชื่อถือให้ไทยในเวทีระหว่างประเทศ ภายใต้ UNFCCC และความตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นหลักประกันว่าประเทศมีกรอบกฎหมายรองรับพันธกรณีและความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศโลก

    ขั้นตอนถัดไป และสิ่งที่ต้องจับตา

    หลัง ครม.เห็นชอบ “หลักการ” แล้ว  ตอนนี้กฎหมายจะเข้าสู่ขั้นตอน “ยกร่างกฎหมายลำดับรอง” และ “ประสานหน่วยงานรัฐ–เอกชน–ภาคธุรกิจ” เพื่อกำหนดรายละเอียด เช่น อัตราภาษีคาร์บอน, กติกา ETS/CBAM และกลไกกองทุนภูมิอากาศ

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ปล่อยก๊าซสูง  ถือว่า “ต้องเตรียมตัว” ตั้งแต่วันนี้ เพราะกฎหมายจะทำให้ต้นทุนสิ่งแวดล้อมกลายเป็นต้นทุนทางการเงินที่จับต้องได้จริง (polluter-pays principle)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/734596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W5HYaAuoM3nX95wLvqG-P