Blog

  • นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

    นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก


    5/05/2569 | 45 |

    ในปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรฐานการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผลไม้เมืองร้อน (Tropical Fruits) เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก การนำแนวคิด “เกษตรอัจฉริยะ” (Smart Farming) มาบูรณาการร่วมกับ “การท่องเที่ยวเชิงเกษตร” (Agri-tourism) ภายใต้โครงการ “Smart Orchard & Fruit Trail” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    1. ยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)

    การเปลี่ยนผ่านจากสวนผลไม้แบบดั้งเดิมสู่ “Smart Orchard” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) โดยมีองค์ประกอบหลักดังนี้:

    • ระบบ Internet of Things (IoT) และเซนเซอร์: การติดตั้งเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ และปริมาณธาตุอาหาร ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยผ่านระบบอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็นและลดต้นทุนแรงงาน

    • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big Data: การใช้โดรนสำรวจพื้นที่เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของต้นไม้และการใช้ AI ในการคัดเกรดผลไม้เพื่อการส่งออก ช่วยลดอัตราการถูกตีคืนสินค้า (Zero Claim) ทำให้ผลไม้ไทยมีมาตรฐานสม่ำเสมอ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    • การจัดการความรู้: การจัดเก็บข้อมูลกระบวนการผลิตในรูปแบบ Digital Profile ช่วยในการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    2. การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากและ SME/OTOP

    หัวใจสำคัญของ Smart Orchard ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิต แต่คือการเพิ่มมูลค่าผ่านกลไกเศรษฐกิจชุมชน:

    • การแปรรูปด้วยนวัตกรรม: สนับสนุนกลุ่ม SME และ OTOP ในพื้นที่ให้นำผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออก (แต่ยังมีคุณภาพดี) มาแปรรูปโดยใช้นวัตกรรม เช่น การทำ Freeze-dry หรือการสกัดสารสำคัญเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและอาหารเสริม

    • การสร้างแบรนด์ท้องถิ่น: การนำเรื่องราว (Storytelling) ของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับความทันสมัยของเทคโนโลยี ช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า OTOP ประจำถิ่น ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

    3. กลยุทธ์ Fruit Trail: เมื่อสวนผลไม้กลายเป็นจุดหมายการท่องเที่ยว

    การขับเคลื่อน “Fruit Trail” คือการนำการท่องเที่ยวมาเป็นแรงผลักดันการบริโภคและการกระจายรายได้ในระดับพื้นที่:

    • Smart Tourism Experience: นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) หรือมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกษตรสมัยใหม่ เช่น การควบคุมโดรนเกษตร หรือการเรียนรู้วิธีการคัดเลือกทุเรียนคุณภาพผ่านแอปพลิเคชัน

    • เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง: การจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อระหว่าง “สวนอัจฉริยะ” กับ “วิถีชุมชน” และ “ร้านค้า OTOP” ช่วยขยายระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับเศรษฐกิจฐานราก


    บทสรุป (Summary)

    แนวทางการพัฒนา Smart Orchard & Fruit Trail คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรจาก “ทำมากได้น้อย” เป็น “ทำน้อยได้มาก” ผ่าน 3 มิติหลัก คือ:

    1. Efficiency: ใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานโลก

    2. Value Creation: ต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรผ่าน SME และ OTOP ด้วยนวัตกรรมแปรรูป

    3. Integration: เชื่อมโยงภาคเกษตรเข้ากับภาคการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง

    การดำเนินการตามแนวทางนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไทยในช่วงฤดูกาลผลิตสูง แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่เข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนในระยะยาว


    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2567). ยุทธศาสตร์เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Strategy). สืบค้นจาก www.moac.go.th

    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). (2566). โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในอุตสาหกรรมเกษตร.

    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). (2567). แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์.

    • Food and Agriculture Organization (FAO). Digital Agriculture: Transformation of the value chain for smallholder farmers.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/500073&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LQ2kOire-PCoDeX2pkrjJ

  • “สุชาติ” ปลื้ม! “อ่าวเกือก” สิมิลัน ติด Top 10 ชายหาดโลกปี 2026 ย้ำรักษามาตรฐานเข้ม เดินหน้าท่องเที่ยวยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก

    “สุชาติ” ปลื้ม! “อ่าวเกือก” สิมิลัน ติด Top 10 ชายหาดโลกปี 2026 ย้ำรักษามาตรฐานเข้ม เดินหน้าท่องเที่ยวยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก

    “สุชาติ” ปลื้ม! “อ่าวเกือก” สิมิลัน ติด Top 10 ชายหาดโลกปี 2026 ย้ำรักษามาตรฐานเข้ม เดินหน้าท่องเที่ยวยั่งยืนไทยสู่เวทีโลก


    5/05/2569 | 69 |

    “สุชาติ” ปลื้มความสำเร็จ “อ่าวเกือก” แห่งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง และกำชับให้รักษามาตรฐานการบริหารจัดการอย่างเคร่งครัด เพื่อคงความงดงามระดับโลกอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 จากผลการจัดอันดับ “50 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026” (The World’s 50 Best Beaches 2026) ซึ่งจัดทำโดยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวกว่า 1,000 คนทั่วโลก ปรากฏว่า “อ่าวเกือก” (Donald Duck Bay) ภายในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการจัดอันดับเป็นชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก สะท้อนถึงความโดดเด่นด้านความงดงามทางธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและภาคภูมิใจกับความสำเร็จครั้งนี้ พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้เน้นย้ำให้ “รักษามาตรฐานการจัดการอย่างเคร่งครัด” และใช้ความสำเร็จครั้งนี้เป็นต้นแบบในการยกระดับอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและได้รับการยอมรับในเวทีโลก

    ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวตามศักยภาพรองรับ (Carrying Capacity) การปิดฟื้นฟูทรัพยากรในช่วงฤดูกาล และการจัดการขยะอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ระบบนิเวศทางทะเลและชายหาดยังคงความสมบูรณ์ในระดับสูง

    ขณะที่นายศิริวัฒน์ สืบสาย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน กล่าวว่า “อ่าวเกือก” ตั้งอยู่บนเกาะแปด หรือเกาะสิมิลัน มีจุดเด่นทั้งน้ำทะเลใส หาดทรายขาวละเอียด และ “หินเรือใบ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดความสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ รวมถึงความร่วมมือจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการยอมรับในระดับโลก

    ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยืนยันความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่า เพื่อส่งต่อความงดงามระดับโลกให้คงอยู่กับประเทศไทยและคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/500045&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gWR913R8LniBmkdOs7m1i

  • “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธานศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธานศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว


    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาฯโครงการแลนด์บริดจ์  ชี้สถานการณ์โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับตัว จะได้ไม่ต้องกินน้ำใต้ศอก เน้นความคุ้มค่าและผลประโยชน์ประเทศ บอกไม่ต้องกลัวเอื้อนายทุน  

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีการแสดงความเห็นที่ไม่ตรงกันในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยระหว่างนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ว่า  เรื่องนี้ไม่มีอะไร ไม่มีปัญหาเป็นเพียงการพูดกันคนละที ซึ่งเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์จะมีการตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการดังกล่าว ฃโดยจะต้องพิจารณาทุกรูปแบบ  ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์  ความคุ้มค่าของการลงทุนเรื่องของโลจิสติกส์ และสิ่งที่ต้องผูกอยู่กับโครงการแลนด์บริดจ์   ถ้าจะเอาเรื่องของคาร์โก้และการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน แต่ดูเรื่องทุนอย่างเดียวไม่ได้ต้องดูเรื่องความสะดวกด้วยเป็นการดูภาพรวมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าโดยให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาที่เคยดำเนินการมาในอดีต อยู่บนสถานการณ์โลกอีกบริบทหนึ่งแต่ขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ การที่จะทำให้ประเทศไทยไม่มีผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากเกิดสถานการณ์หรือความขัดแย้งใดๆ ที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบด้วยดังนั้นต้องหายุทธศาสตร์ที่ให้ไทยยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ และหากจะมีผลกระทบ จะต้องมีน้อยที่สุด 

    “แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ แต่เป็นนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้พรรคภูมิใจไทย และแฟนๆ ของพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ำ เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่ผ่านมา  ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะให้เกิดขึ้น ดังนั้นครั้งนี้ จึงเป็นงานที่ต่อเนื่อง” นายอนุทิน  กล่าว

    ส่วนผลนิด้าโพล ที่ระบุว่าประชาชนภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องรายละเอียดนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลต้องสื่อสารให้เห็นถึงคุณประโยชน์ เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะต้องเห็นประโยชน์ส่วนรวม และต่อประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด 

    เมื่อถามว่าประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้จะยื่นหนังสือคัดค้านต่อ สส.ในพื้นที่เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทิน ตอบกลับทันทีว่า แต่ก็มีคนเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยจากโครงการ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำที่ตนเคยพูดได้หรือไม่ ว่าประเทศไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหารทุกวันนี้ประเทศไทยต้องเริ่มให้ความสำคัญกับการขายความมั่นคงทางอาหารต่อทั่วโลกดังนั้นโครงการแลนด์บริดจ์จะทำให้ระบบการขนส่งอาหารไปถึงปลายทางได้เร็วกว่า และตอนนั้นที่พูดคือปี 2562 ยังไม่มีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุชจะปิดหรือช่องแคบมะละกาจะเก็บค่าผ่านทางไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าขอแต่ปัจจุบันสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว 

    “เราจึงต้องดูว่าจะมีกลไกไหน หรือทรัพยากรอันไหน ที่จะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพา คนที่ไม่พอใจก็จะมาขู่ หรือขึ้นราคา ประเทศไทยเราก็ต้องกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอดเราจึงต้องเปลี่ยนรูปแบบบ้าง” นายอนุทิน กล่าว 

    เมื่อถามว่ามีความห่วงใยว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน นายอนุทินกล่าวว่าเอาแค่ตรงนี้ก่อน เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้วยังเห็นเอื้อใครสักที 7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใครมีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอา มีแต่ขัดใจเขามีแต่ทำให้เขาโกรธ เพราะไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อเอาพวกพ้องเพื่อนฝูง เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่ สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42475&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bXIwEdson289-lWi2yyND

  • เปิดเงื่อนไขจริง โครงการทหาร “1 ปี 1 วุฒิ” ต้องทำอะไรบ้างถึงได้? : เช็กข่าวชัวร์

    เปิดเงื่อนไขจริง โครงการทหาร “1 ปี 1 วุฒิ” ต้องทำอะไรบ้างถึงได้? : เช็กข่าวชัวร์

    Fact Check เปิดเงื่อนไขจริง โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ต้องทำอะไรบ้างถึงได้วุฒิการศึกษา

    ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 มีการแชร์ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า “เรียนจบ ป.6 สมัครเป็นทหาร 2 ปี การันตีได้วุฒิเทียบเท่า ม.6” ภายใต้โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ของกองทัพบก ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเพียงเข้ารับราชการทหารก็สามารถได้วุฒิการศึกษาเทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลายโดยอัตโนมัติ

    ประเด็นดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นข่าวปลอม (Fake News) กองบรรณาธิการ Sanook News จึงตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างถูกต้อง

    คำถาม

    จริงหรือไม่ที่ผู้จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 หากสมัครเป็นทหารกองประจำการ 2 ปี จะได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยอัตโนมัติ ตามที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลกับเพจทางการของกองทัพภาคที่ 1 พบว่า โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” เป็นนโยบายของกองทัพบกที่มุ่งส่งเสริมการศึกษาให้กับทหารกองประจำการ โดยมีเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมสามารถ “ยกระดับวุฒิการศึกษาได้ 1 ระดับภายใน 1 ปี” ไม่ใช่การการันตีว่าจะได้วุฒิ ม.6 โดยอัตโนมัติ

    โครงการดังกล่าวใช้วิธีการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างการศึกษานอกระบบ (กศน./สกร.) กับหลักสูตรการฝึกของทหาร พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เรียนผ่านระบบออนไลน์ 100% ซึ่งผู้เข้าร่วมต้องเรียนและผ่านเกณฑ์การประเมินตามหลักสูตรที่กำหนด

    นอกจากนี้ การได้รับวุฒิการศึกษาจะขึ้นอยู่กับการเรียนจริง การสอบผ่าน และการประเมินผลตามระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ไม่ใช่ได้จากการเป็นทหารเพียงอย่างเดียว

    สำหรับกำหนดการ โครงการเริ่มนำร่องกับทหารกองประจำการผลัดที่ 1/2569 ที่เข้าประจำการวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมอย่างน้อยร้อยละ 80 สามารถยกระดับวุฒิได้สำเร็จ ซึ่งเป็น “เป้าหมาย” ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์รายบุคคล

    ดังนั้น ข้อความที่สื่อว่า “เป็นทหาร 2 ปี ได้วุฒิ ม.6 แน่นอน” จึงเป็นการสื่อสารที่เกินจริง และอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงของโครงการ

    ข้อเท็จจริง

    ข่าวที่ระบุว่า “จบ ป.6 เป็นทหาร 2 ปี ได้วุฒิเทียบเท่า ม.6 โดยอัตโนมัติ” เป็นข้อมูลบิดเบือน ไม่เป็นความจริง เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นเพียงการเปิดโอกาสทางการศึกษา ผู้เข้าร่วมต้องเรียนและผ่านเกณฑ์ตามระบบ จึงจะได้รับวุฒิการศึกษา ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ทุกคน

    อ้างอิง

    1. เพจทางการกองทัพภาคที่ 1
    2. ข้อมูลโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” กองทัพบก
    3. คำชี้แจงกองบรรณาธิการ Sanook News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9887398/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a8J1_8rp_izgQWVfdT1Z6

  • นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    นายกฯ ดัน ‘แลนด์บริดจ์’ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานบอร์ดศึกษาใหม่

    รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนโครงการ “แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษารายละเอียดโครงการใหม่อีกครั้ง เพื่อทบทวนความเหมาะสมให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกำหนดกรอบเวลาศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

    โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน ทำหน้าที่พิจารณาในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โลจิสติกส์ ความมั่นคง และผลกระทบในภาพรวม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบด้านก่อนเดินหน้าโครงการในระยะถัดไป

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า การศึกษาครั้งนี้จะไม่พิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงบริบทโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก รวมถึงปัจจัยด้านพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ของโครงการในระยะยาว

    ขณะที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการทบทวน “สมมติฐานเดิม” ของโครงการ เนื่องจากสถานการณ์โลกในปัจจุบันมีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศ และแนวโน้มการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทั้งนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค

    ในเชิงเศรษฐกิจ รัฐบาลประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารสดที่ต้องอาศัยความรวดเร็วในการขนส่ง รวมถึงสร้างโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และกระตุ้นการจ้างงานในพื้นที่

    อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ยังมีข้อกังวลในบางประเด็น ทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และจะมีการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเข้าใจในทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658230&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25amwJFBfXOQbQdiRyC17Q

  • นายกฯ เดินหน้าแลนด์บริดจ์ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาขีดเส้น 90 วัน ปัดข้อครหาเอื้อนายทุน ย้ำยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง

    นายกฯ เดินหน้าแลนด์บริดจ์ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาขีดเส้น 90 วัน ปัดข้อครหาเอื้อนายทุน ย้ำยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง

    วันนี้ (4 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ระหว่าง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้มีความขัดแย้งหรือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เป็นเพียงการสื่อสารในต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น

    เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้าน รัฐบาลเตรียมแต่งตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

    โดยมีเป้าหมายหลักในการพิจารณารายละเอียดทุกมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า (Cargo) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประเมินโครงการนี้จะไม่พิจารณาเพียงแค่ต้นทุนและกำไร แต่ต้องมองภาพรวมถึงความสะดวกสบายและผลสัมฤทธิ์ระดับมหภาค เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

    อนุทิน ชี้ให้เห็นว่า ผลการศึกษาโครงการในอดีตถูกจัดทำขึ้นภายใต้สถานการณ์โลกที่แตกต่างจากปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ และลดผลกระทบจากความขัดแย้งในเวทีโลกให้น้อยที่สุด

    “โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่นโยบายที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 และในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา สมัยที่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น การดำเนินงานในปัจจุบันจึงถือเป็นการสานต่องานอย่างต่อเนื่อง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ส่วนกรณีที่ผลสำรวจของนิด้าโพลระบุว่า ประชาชนในภาคใต้ส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการ แต่ยังขาดความเข้าใจในรายละเอียดเชิงลึกนั้น นายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องเร่งลงพื้นที่สื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมและผลดีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

    และเมื่อสื่อสอบถามถึงกรณีที่อาจมีกลุ่มประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้เตรียมยื่นหนังสือคัดค้านต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่ อนุทินตอบกลับทันทีว่า ในขณะที่มีผู้คัดค้าน ก็ย่อมมีผู้ที่เห็นด้วย ท้ายที่สุดทุกอย่างจะต้องถูกตัดสินบนพื้นฐานของข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชื่อมโยงความสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะไม่มีทรัพยากรน้ำมัน แต่ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก โครงการนี้จะช่วยพัฒนาระบบการขนส่งอาหารไปยังประเทศปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

    เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ รัฐบาลจึงต้องแสวงหากลไกใหม่ ๆ เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากการต้องพึ่งพาผู้อื่น

    ในตอนท้าย เมื่อถูกตั้งคำถามถึงข้อกังวลที่ว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าตลอดระยะเวลา 7-8 ปีของการทำงานการเมือง ตนไม่เคยมีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใด หากสิ่งนั้นไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

    “เรื่องข้อครหาว่าเอื้อนายทุน ผมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผมไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีแต่ทำให้เขาโกรธหรือขัดใจด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้ผมแทบจะเหลือแค่เพื่อนที่เป็น สส. ด้วยกันแล้ว ส่วนเพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/landbridge-anutin-ekniti-study-90-days/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Z_g5BAOXcfoY0PuTOf0Q

  • แผนและผลการดำเนินงาน ปี 2569

    แผนและผลการดำเนินงาน ปี 2569

    แผนและผลการดำเนินงาน ปี 2569

    ในปี 2569 การไฟฟ้านครหลวงได้มีแผนการดำเนินการกิจกรรมและการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การไฟฟ้านครหลวง (อพ.สธ. – กฟน.) ดังนี้

    –  ให้บริการพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทย  MEA SPARK แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การไฟฟ้าไทย โดยรวบรวมเรื่องราวการเดินทางของ “แสงแรกแห่งสยามสู่แสงสว่างแห่งความยั่งยืน”  ตั้งอยู่ที่ การไฟฟ้านครหลวงเขตวัดเลียบ ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

      

    –  บำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบไฟฟ้า อาคาร อพ.สธ. สวนจิตรลดา จำนวน 2 ครั้ง  ในเดือน มิถุนายน และ ธันวาคม 2569

    –  บำรุงรักษาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และระบบไฟฟ้าบริเวณ เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 2 ครั้ง  ในเดือน มิถุนายน และ ธันวาคม 2569

    –  ดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมให้เจ้าของอาคารเกิดแรงจูงใจในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพอากาศได้มาตรฐาน”  MEA ENERGY AWARDS 

    –  ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันดูแลผืนป่าและส่งเสริมอาชีพให้คนอยู่ร่วมกับป่า ภายในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และ น่าน จำนวน 5,000 ไร่ และ ร่วมกับฐานทัพเรือกรุงเทพ ได้จัดทำแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง MEA’s Model รวมเป็นระยะทาง 2,200 เมตร และปลูกป่าชายเลนและพื้นฟูอย่างต่อเนื่องทุกปี

     

    ร่วมกับสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ  โดยเน้นการศึกษารอกตำราในด้านการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการพลังงานที่ดี ใช้พลังงานและทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการนำเข้าพลังงานสิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ภายใต้การดำเนินงาน Energy Mind Award Season 2

    –  ดูแลและส่งเสริมการดำเนินงานของ อพ.สธ. – กฟน. เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mea.or.th/sdgs-csr/plant-genetic-conservation/QmxWVVSP/Mx9qsgJDr&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C0QsJJrW3PpnRzWpxlS1Z

  • ภัยใกล้ตัวในออฟฟิศ เพจดังโพสต์ไอทีหนุ่มแอบติดกล้องในห้องน้ำ พบเหยื่อนับสิบราย

    ภัยใกล้ตัวในออฟฟิศ เพจดังโพสต์ไอทีหนุ่มแอบติดกล้องในห้องน้ำ พบเหยื่อนับสิบราย

    ภัยใกล้ตัวในออฟฟิศ เพจดังโพสต์ไอทีหนุ่มแอบติดกล้องในห้องน้ำ พบเหยื่อนับสิบราย

    วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.42 น.

    เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อเพจ ตลาดล่างอัปเกรด ออกมาตีแผ่เรื่องราวสุดระทึกในออฟฟิศแห่งหนึ่งที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช หลังพบกล้องแอบถ่ายซ่อนอยู่ในห้องน้ำ ทำเอาพนักงานสาวและน้องฝึกงานผวาหนัก มีผู้เสียหายรวมตัวกันกว่า 30-40 คน ได้เข้าแจ้งความต่อผู้ต้องหา และทางผู้ต้องหารับสารภาพ ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัว โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “เจอกล้องแอบถ่ายในห้องน้ำบริษัท ผู้เสียหาย 30-40 คน รวมตัวไปแจ้งความผู้ต้องหารับสารภาพทำมานาน 3-4 เดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวขณะที่ผู้เสียหายยังคาใจกระบวนการดำเนินคดีที่ล่าช้า และตั้งคำถามต่อความยุติธรรมในสังคม เมื่อผู้ต้องหามาจากครอบครัวมีหน้ามีตาในพื้นที่แม่เป็นผอ.โรงเรียน พ่อเป็นผจก.ธนาคารและมีญาติเป็นข้าราชการระดับสูงเคยมีคนโพสต์เรื่องนี้แล้วโดนสั่งลบด้วย และคนก่อเหตุยังใช้ชีวิตปกติ #นครศรีธรรมราช ส่งเข้าประกวด (เรื่องละเอียดในคอมเม้น) สภ.ทุ่งสง ช่วยด้วยค่ะ”

    ก่อนที่ในเวลาต่อมาทางเพจ ตลาดล่างอัปเกรด จะได้เข้ามาคอมเมนต์รายละเอียดเพิ่มเติมใต้โพสต์ โดยมีข้อความว่า “เหตุเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมมราช อ.ทุ่งสง วันเกิดเหตุ 02/04/69 ประมาณตอนเที่ยงได้มีน้องฝึกงานเข้าห้องน้ำที่บริษัทและได้พบเจอกล้องแอบถ่ายและได้มีการเดินมาบอกหัวหน้าให้ไปดู หลังจากนั้นมีการถอดออกมาดูและพนักงานได้คุยปรึกษากันว่าจะทำยังไงต่อไป(คุยต่อหน้านาย B คนร้าย ไม่มีใครคิดว่าเป็นนาย B เป็นคนร้าย)พนักงานได้พูดขึ้นว่าจะไปแจ้งความนาย B ก็ได้มีการเอากล้องไปถอดเมมโมรี่การ์ดออกพนักงานที่อยู่ตรงนั้นก็พูดว่าจะถอดทำไมไม่ให้ถอดแต่นายB ทำเหมือนไม่ได้ยินและถอดออกไป และใส่กลับไปใหม่(โดยมีการสลับใส่อันใหม่เข้าไปแทน) วันนั้นได้มีการไปแจ้งแล้วเรียบร้อยแต่ทางตำรวจไม่ได้มีการมาเก็บหลักฐานหรือดูสถานที่เกิดเหตุเลย

    ตลาดล่างอัปเกรด

    วันที่03/04/69 นาย B ก็ได้มาทำงานปกติ ทำงานตำแหน่งไอทีของบริษัท แต่มาทำงานครึ่งวัน

    วันที่04/04/69 นายB มาทำงานปกติ เรื่องเงียบทำไมทางตำรวจไม่เรียกไปสอบปากคำก็ได้มีการรวมตัวกันไปที่ สภ. ตามเรื่องว่าถึงไหนแล้วทำไมเรื่องเงียบ ได้เจอกับหมวดซึ่งพูดจาไม่เข้าหูเท่าไหร่

    ถามว่าจะยกขโยงกันมาทำไมเป็นแค่พยาน (ทุกคนที่ไป30-40คน ไม่ใช่พยานแต่คือผู้เสียหาที่โดนแอบถ่ายมาตามเรื่องว่าไปถึงไหนแล้วทำไมไม่เรียกมาให้ปากคำสักที)

    หมวดงานเยอะทำคนเดียวต้องเข้าใจด้วยเมื่อคืนทำคดีดังไม่ได้นอน(ผู้เสียหายก็ไม่ได้นอนเหมือนกันต้องมาระแวง อ๋อคือถ้าเรื่องไม่ดังไม่อยากทำว่างั้น?) ฯ และไปมีการส่งตัวแทนเข้าไปคุยกับรองผู้กำกับ สักพักใหญ่ และออกมาได้รีบกลับไปที่บริษัท ทางตำรวจก็ตามมาด้วย และได้มีการเรียกคุยกับทุกคนที่อยู่ในเหตุการวันนั้น ยกเว้นนาย B ทางตำรวจได้มีการเปิดกล้องวงจรปิดที่บริษัท ก็ได้เจอว่าช่วง สำคัญได้ถูกลบไป คือช่วงที่นาย B เอากล้องไปเปลี่ยนเมมโมรี่การ์ด ทางตำรวจได้มีการเดินมาจับกุมนาย B ไป สภ และรับสารภาพว่าตนเป็นคนทำจริง 02/04/69วันเกิดเหตุได้มีการเอาเข้าไปติดประมาณตี11 และไปเจอตี12 ไม่ได้ติดทุกวัน ทำมาประมาณ3-4เดือน และได้มีการดูคลิปที่แอบถ่ายวันละ 3เวลา !!!! โดนจับตัวและก็ปล่อยตัวเลยในวันที่04/04/69 เห็นว่านายB ออกมาใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!***แม่เป็นถึง ผอ รรดังในทุ่งใหญ่ พ่อเป็นผู้จัดการธนาคาร นาบอน อาๆลุงๆเป็นถึงพันโท ครอบครัวมีหน้ามีตาในสังคม”

    ตลาดล่างอัปเกรด

    ไม่นานหลังจากที่ เพจ ตลาดล่างอัปเกรด โพสต์เรื่องราวสุดระทึกนี้ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เจ้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมาก เช่น

    “ถ้ากฎหมายใช้ไม่ได้คงต้องใช้กฎหมู่เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้กับคนแบบนี้”

    “ประตูมีกลอนv

    “คนทำผิดมันถึงย่ามใจ”

    “แชร์ไป ภัยสังคม”

    “อย่าเงียบ ดันให้ดัง …”

    ” สืบที แถวบ้านแล้วหลาว”

    ตลาดล่างอัปเกรด

    ตลาดล่างอัปเกรด

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ตลาดล่างอัปเกรด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/962405&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hkVE74JifOh1qbRgHfEhb

  • ลุ้น! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สกัดเศรษฐกิจซึมลึก-ชง “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ 12 พ.ค.นี้

    ลุ้น! พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สกัดเศรษฐกิจซึมลึก-ชง “คนละครึ่ง” สูตรใหม่ 12 พ.ค.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พ.ค.69 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะเสนอให้พิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อนำมาตั้งรับวิกฤติเศรษฐกิจระลอกใหม่ โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการเยียวยาประชาชนในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว
    

    โดยเหตุผลที่กำหนดวงเงินกู้ที่ 400,000 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ 500,000 ล้านบาทนั้น เพราะต้องการส่งสัญญาณบวกแก่นานาชาติและนักลงทุนต่างชาติ ว่ารัฐบาลไทยเคร่งครัดในการรักษาวินัยทางการคลัง จะไม่เปิดวงเงินกู้แบบไร้เป้าหมาย ซึ่งผ่านความเห็นชอบของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยแล้ว นอกจากนี้ เพื่อทำให้หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยับไปอยู่ที่ 68% ยังไม่เกินเพดานที่ 70% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังประเมินเผื่อไว้ว่า หากอนาคต สถานการณ์วิกฤติยืดเยื้อและมีความจำเป็น รัฐบาลพร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการกู้เงินมาตุนไว้เกินความจำเป็นตั้งแต่แรก

    ส่วนสาเหตุที่เร่งผลักดัน พ.ร.ก.กู้เงินก้อนนี้ เพราะไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางจนเกิดวิกฤติที่แท้จริง และวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้จบแบบม้วนเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ทยอยซัดเข้ามาเป็นระลอก ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบผลิตสินค้าขาดแคลน จนลุกลามไปสู่วิกฤติของแพง หากรัฐบาลไม่กู้เงินเพื่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำมารองรับ ปลายทางที่อันตรายที่สุด คือ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะงักงันพร้อมกับมีอัตราเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation
  

    สำหรับเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนั้น จะแบ่งสัดส่วนเป็น 50:50 ระหว่างการบรรเทาผลกระทบและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยออกแบบให้มีความยืดหยุ่น สามารถโยกย้ายได้ตามสถานการณ์ โดยวงเงินส่วนแรก 200,000 ล้านบาท มุ่งเยียวยากลุ่มเปราะบางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยจะใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบ 30 ล้านคนละ 4,000 บาท ล่าสุด กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดสุดท้าย เพื่อให้เกิดความรัดกุมและคุ้มค่าที่สุด และเตรียมนำเสนอเข้า ครม. วันที่ 12 พ.ค.69 หลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน ผ่านความเห็นชอบแล้ว
    

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตรียมรื้อระบบเปิดลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพราะฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ทบทวนมา 9 ปีแล้ว เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือตามสิทธิ์ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท ขณะที่วงเงินส่วนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท จะลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยกรอบเวลาการใช้เงินกู้วันที่ 30 ก.ย.70

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2930562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02hIpg4XS8MIrBw2ccEbfa

  • รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ลุยสุโขทัย ขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน พร้อมหนุนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    (3 พ.ค.69) นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ณ จังหวัดสุโขทัย ว่า ในวันนี้ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำลุ่มแม่น้ำยม โดยมีนายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปิยะ ลืออุติกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 บรรยายสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ซึ่งสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของจังหวัดสุโขทัยยังบริหารจัดการได้ตามแผน โดยกรมชลประทานใช้ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์เป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมและระบายน้ำให้สอดคล้องกับฤดูกาล ทั้งการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำในช่วงฤดูฝน และการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ ควบคู่กับการจัดสรรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

    “ได้มอบหมายให้กรมชลประทานพัฒนาระบบชลประทานและการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างรอบด้าน โดยการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำในระดับภูมิภาคให้เหมาะสมกับความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันในแต่ละลุ่มน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งรวมถึงให้ความสำคัญกับการเติมน้ำในเขื่อนหลัก แหล่งกักเก็บน้ำในชุมชน การจัดการข้อมูลน้ำแม่นยำ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคต จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ และพบปะกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานในพื้นที่ ณ ที่ทำการกำนัน หมู่ 9 ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานร่วมบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกของโครงการฯ อย่างทั่วถึง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรและชาวสุโขทัยให้ดีขึ้น” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว

    รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าวต่อว่า ได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลป่าแฝก อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยมีนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และ จ.ส.ท.สุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2561 ซึ่งเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมการเกษตรสู่ชุมชนให้การต้อนรับ โดยได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรสู่ “เกษตรมูลค่าสูง” (High Value Agriculture) เน้นการลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และได้เน้นย้ำบทบาทของ ศพก. ให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน” ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร และต่อยอดสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ในโอกาสนี้ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย มอบบัตรดินดีแก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน แก่ผู้แทนเกษตรกร จำนวน 1 ราย รวมทั้งปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกร อาทิ พันธุ์ปลา พันธุ์ผัก เป็นต้น พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71287&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GrLLb4IN9HVmBL3Ftyx7r