Blog

  • ก.ค.ศ. อนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวน 9 ราย (17 ธันวาคม 2568)

    เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยผลการประชุม อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 12/2568 ซึ่งมีมติอนุมัติให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ จำนวนทั้งสิ้น 9 ราย โดยแบ่งตามสายงานประกอบด้วย

    • ครูเชี่ยวชาญ 2 ราย
    • ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ 3 ราย
    • รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ 1 ราย
    • ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญอีก 2 ราย

    สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้พิจารณาผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดผู้ที่ได้รับการเลื่อนวิทยฐานะและผลงานทางวิชาการที่น่าสนใจ ดังนี้

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZKgUfugagAtE_pqlQQgQ-

  • เปิดปฏิทินท่องเที่ยวแม่กลอง อัดแน่นงานวัฒนธรรม-อีเวนต์ใหญ่ตลอดปี 69 | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบางช้าง ศาลากลางจังหวัด (หลังเก่า) นางสาวปิ่มรัก หลักทอง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมจัดทำร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจำปี 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนรวมกว่า 30 คน ร่วมประชุมหารือ

    ทั้งนี้เนื่องจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามได้รับข้อสั่งการจากนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) สมุทรสงคราม ให้รวบรวมข้อมูลการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวและการจัดทำร่างปฏิทินในภาพรวมของจังหวัด เพื่อใช้ประชาสัมพันธ์แก่นักท่องเที่ยวรวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในการวางแผนเพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ประชุมได้ร่างปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงครามประจำปี 2569 มีกิจกรรมสำคัญเช่น เดือนมกราคม งานเปิดสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ภายในบริเวณวัดใหญ่ราชพงศ์ เขตเทศบาลเมือง พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร งานอัมพวาน้อมใจภักดีศรีศกใหม่ ที่โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ และเทศบาลตำบลอัมพวา และงานอรุณบุญบางน้อย (ตักบาตรปีใหม่ทางน้ำ) ที่ตลาดน้ำบางน้อย, เดือนกุมภาพันธ์ เทศกาลส้มโอขาวใหญ่และของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด งานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 2 ที่อุทยาน ร.2 และจดทะเบียนสมรส ที่สถานีรถไฟแม่กลอง

    เดือนมีนาคม มหกรรมว่าวไทยกลางแม่น้ำ ที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ประเพณีแห่พระทางน้ำที่วัดพระยาญาติ มหกรรมชาติพันธุ์เพชรสมุทรคีรี และฤดูกาลท่องเที่ยวหยอดหอยหลอด, เดือนเมษายน ประเพณีสงกรานต์ของหน่วยงานต่างๆ และงานก่อพระเจดีย์ทรายวัดปากสมุทร พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองและทำบุญเมืองจังหวัด ที่ศาลหลักเมือง งานตะวันรอนดอนหอยหลอด, เดือนพฤษภาคม ประเพณีไทยทรงดำที่วัดใหม่บางปืน และงานแม่ไม้มวยไทย รำลึก อภิเดช ศิษย์หิรัญ จอมเตะบางนกแขวก, เดือนมิถุนายน งานกาชาดจังหวัด, เดือนกรกฎาคม งาน SAMUTSONGKHRAM CITY OF GASTRONOMY แห่เทียนพรรษาทางน้ำที่ อำเภอบางคนที และขบวนผ้าป่าซาเล้งที่วัดดอนมะโนรา, เดือนสิงหาคม งานเชิดชูดุริยกวี 5 แผ่นดิน หลวงประดิษฐไพเราะ, เดือนกันยายน ประเพณีตักบาตรขนมครกน้ำตาลทราย ที่วัดแก่นจันทร์เจริญ และประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งที่วัดศรัทธาธรรม, เดือนตุลาคม ฤดูชมนกนางนวลที่ดอนหอยหลอด งานสืบสานประเพณีปิดทองหลวงพ่อโตที่วัดปราโมทย์ งานกวนกระยาสารทที่ตลาดน้ำท่าคา, เดือนพฤศจิกายน งานลอยกระทงกาบกล้วยเมืองแม่กลองที่วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ลอยกระทงสไลเดอร์ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร และกระทงโคมสายที่ตลาดน้ำบางน้อย และเดือนธันวาคม เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ที่หน้าศาลากลางจังหวัด และมหกรรมอาหารริมเขื่อนอัมพวา เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ประจำปี 2569 ครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการประชาสัมพันธ์และวางแผนกิจกรรมของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและกีฬาของจังหวัดให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5444306/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37iksiV4S7fpnfeAVcFxDZ

  • ดอลลาร์แข็งค่า หลังเผยเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    ดอลลาร์แข็งค่า หลังเผยเศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ธ.ค. 68)

    ดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

    ณ เวลา 21.58 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.01% สู่ระดับ 97.951 ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า 0.42% สู่ระดับ 156.44 เยน และดีดตัว 0.05% สู่ระดับ 1.178 เทียบยูโร

    นักลงทุนพากันลดน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนม.ค.และมี.ค.2569 หลังการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 10,000 ราย สู่ระดับ 214,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 232,000 ราย

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2568 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.2% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBP0IQ73K79G95MYD8WDFRX67PRS70C&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39EPErIxa_GEtrVU97efFV

  • “พิพัฒน์”ย้ำยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย ชูเศรษฐกิจฐานราก 10 พลัส ศึกเลือกตั้ง 69

    “พิพัฒน์”ย้ำยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย ชูเศรษฐกิจฐานราก 10 พลัส ศึกเลือกตั้ง 69

    การเมืองไทยช่วงโค้งก่อนศึกเลือกตั้ง ปี 2569 คึกคักขึ้นเรื่อยๆ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทย ขยับเปิดแพ็กนโยบายใหญ่ของพรรคอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 พร้อมประกาศความตั้งใจพาพรรคเดินหน้าสู่การบริหารประเทศต่อรอบใหม่ โดยย้ำว่า นโยบายครั้งนี้ “ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนเวทีดีเบต” แต่คือการเชื่อมโยงถึงวิถีชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วน 

    หัวใจสำคัญชู นโยบาย “รั้วของชาติ” ที่ไม่ได้จำกัดเพียงมิติทหารหรือชายแดน แต่เน้นการสกัดภัยรอบด้าน ตั้งแต่แรงงานผิดกฎหมาย สินค้าเถื่อน ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน ไปจนถึงทุนสีเทา 

    พรรคประกาศยืนยันจุดยืน “ไม่เอาเศรษฐกิจสีเทา” เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประเทศบนเวทีโลก
    อีกหนึ่งข้อเสนอที่ถูกจับตาคือ โครงการ “ทหารอาสา 100,000  อัตรา” เปิดรับประชาชนสมัครใจเข้ารับราชการ 4 ปี พร้อมรายได้มั่นคง การฝึกอาชีพ และเส้นทางต่อหลังปลดประจำการ โดยนิยามว่าเป็นการสร้าง “กองทัพของประชาชน” ควบคู่การจ้างงานอย่างมีศักดิ์ศรี 

                        พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    ด้านเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยวางกรอบใหญ่ “เศรษฐกิจ 10 Plus” เน้นการเติบโตที่กระจายถึงผู้ประกอบการตัวเล็ก เกษตรกร และแรงงานฐานราก พร้อมเตรียมฟื้น “คนละครึ่งพลัส” ในรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ 

    ในมิติระยะยาว พรรคเสนอทิศทาง Made in Thailand + Net Zero ผลักดันสินค้าไทยเข้าตลาดโลก ด้วยมาตรฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างแบรนด์อุตสาหกรรมไทยในแนวเศรษฐกิจสีเขียว และเพิ่มมูลค่าให้ภาคการผลิตยุคใหม่ 
    อีกด้าน พรรคเตรียมวางระบบรองรับความเสี่ยงใหม่ของโลก ด้วยแนวคิดจัดตั้ง กองทุนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อบริหารจัดการภัยธรรมชาติ อาชญากรรมไซเบอร์ ไปจนถึงอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” 

                          พิพัฒน์ รัชกิจประการ

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นโยบายทั้งหมดตั้งแต่เด็ก เยาวชน การศึกษา สุขภาพ เศรษฐกิจครัวเรือน เกษตร ไปจนถึงโอกาสการลงทุนระดับประเทศ ต้องเดินคู่กับทีมบริหารที่มีประสบการณ์ พร้อมเริ่มงานทันที รับผิดชอบต่อประชาชนทุกวัน เป้าหมายคือ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทย”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/647588&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z6kPmWEA_dlVTs4fDcnq8

  • ธปท.-คลัง-แบงก์พาณิชย์ อัดกลไกค้ำประกัน ดันสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้าน ฟื้น SMEs

    ธปท.-คลัง-แบงก์พาณิชย์ อัดกลไกค้ำประกัน ดันสินเชื่อใหม่ 1 แสนล้าน ฟื้น SMEs

    ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย ที่มีกว่า 3.2 ล้านราย ครอบคลุมการจ้างงานถึง 70% ของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่กลับเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน ทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น จาความไม่แน่นอนและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ความต้องการสินเชื่อธุรกิจที่ลดลง และสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส

    ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อธุรกิจกลับมาขยายตัวได้และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ล่าสุด กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จึงร่วมกันผลักดัน “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ: SMEs Credit Boost” เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น 

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ขยายบทบาทจากการมุ่งเน้นเพียงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหาภาค มาสู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ 

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากความตั้งใจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยเครื่องมือทางการเงินแบบเดิม

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนและเฉพาะตัว จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดในแต่ละภาคส่วน” นายวิมัย กล่าว 

    โดย ธปท.เล็งเห็นวิกฤตของ SMEs ที่มียอดสินเชื่อติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส ทั้งที่ SMEs เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีการจ้างงานสูงถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด และคิดเป็น 35% ของ GDP จึงร่วมมือกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย ผลักดัน “โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost” 

    วิทัย รัตนากร

    โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost เป็นโครงการที่ 2 ต่อเนื่องจากโครงการแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) รายย่อยวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท จำนวน 1.6 ล้านราย ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ที่เป็นมาตรการเฉพาะจุด เพื่อปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจากการปรับลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปี 2569 ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจัดตั้งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ SMEs ในฐานะ เสาหลักที่ 3 ใน Quick Big Win ของนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องในอัตราที่เหมาะสม หลังสินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ไตรมาส ซึ่งหัวใจของนโยบายไม่ใช่เพียงการลดดอกเบี้ย แต่คือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึง สินเชื่อใหม่ได้จริง

    คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้เห็นชอบ มาตรการทางการเงินวงเงินรวม 267,000 ล้านบาท ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ Micro SME, SME ขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วน พร้อมมาตรการ ชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตสำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงของสถาบันการเงินและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ

    “มาตรการนี้มุ่งเปิดทางให้ SME เข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้จริง ไม่ใช่แค่ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน แต่ต้องทำให้ระบบการเงินกล้าปล่อยกู้ และผู้ประกอบการมีโอกาสกลับมาเดินหน้าธุรกิจได้อีกครั้ง” นายเบญจรงค์ กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งยกระดับ ห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ผ่านโครงการ “พี่ช่วยน้อง” ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และการสนับสนุนสภาพคล่อง ควบคู่กับการปรับปรุง เครดิตเทอม ให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนเร็วขึ้น และใช้กลไก การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นอีกช่องทางสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจไทย

    เบญจรงค์ สุวรรณคีรี

    นายเบญจรงค์ กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันการค้าเสรี สถานการณ์ความไม่มั่นคงในพื้นที่ชายแดน และภัยพิบัติทางธรรมชาติ รัฐบาลจึงมุ่งสนับสนุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บสย. ธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างชาติ รวมถึงภาคเอกชน โดยรัฐบาลหวังให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดและสร้างระบบการเงินที่สนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    นางสาววิภาวิน พรหมบุญ  ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวถึงรายละเอียดโครงการดังกล่าวว่า โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว’ ดังนี้ 

    • ตรงจุด เน้นให้สินเชื่อใหม่แก่ SMEs ในภาคธุรกิจเป้าหมายครอบคลุม 2 ส่วน ได้แก่ 

    (1) SMEs ในภาคธุรกิจภายใต้โครงการ Reinvent Thailand (เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของอุตสาหกรรมข้างต้น) และโลจิสติกส์
    (2) SMEs และธุรกิจรายใหญ่  ที่มีแผนว่าจะนำสินเชื่อที่ได้รับไปใช้ยกระดับศักยภาพธุรกิจหรือพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ด้านดิจิทัลเทคโนโลยี การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต) หรือเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่อเศรษฐกิจไทย

    • มี impact ช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่ช้า โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายในช่วง 2 ปีนับจากวันเริ่มโครงการ ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย 
    • กระจาย เน้นช่วย SMEs และกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการได้หลายราย จึงกำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่  
    • คล่องตัว ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัวเพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ 

    โครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost

    โครงการนี้จะช่วยเสริมการดำเนินงานของโครงการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อ และสนับสนุนการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ อันจะส่งผลบวกไปยังการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการลงทุน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569-15 มกราคม 2571 

    นายณัฐธรรม จูฑศรีพานิช ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ SMEs Credit Boost จะต้องเป็นคนไทยสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นมากกว่า 50% เป็นคนไทย และไม่เป็น NPL รวมไปถึงส่วนทุนของนิติบุคคลที่ขอสินเชื่อจะต้องไม่ติดลบ นอกจากนี้ ต้องไม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFMo1hU5HdIx97SP374_G

  • วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วิทยุการบินฯ ลดค่าบริการ 30% หนุนสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วิทยุการบินฯ เตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ภายใต้หัวข้อการรณรงค์ “เทศกาลความสุข ทุกที่ทั่วไทย เดินทางสะดวก ปลอดภัยบนโครงข่ายคมนาคม” ของกระทรวงคมนาคม พร้อมลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% ให้สายการบิน สำหรับเที่ยวบิน Extra Flight และเที่ยวบินที่มีการให้ส่วนลดค่าโดยสาร (Discount of ceiling fare flight) ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ได้หารือแนวทางเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมกันอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางด้วยความปลอดภัยสูงสุด ทั้งระบบขนส่งสาธารณะทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ สำหรับวิทยุการบินฯ ได้ลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% ให้สายการบิน สำหรับเที่ยวบินเพิ่มเติมช่วงเทศกาล (Extra Flight) และเที่ยวบินที่มีการให้ส่วนลดค่าโดยสาร (Discount of ceiling fare flight) ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการของวิทยุการบินฯ ถือเป็นการสนับสนุนให้มีการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในช่วงปีใหม่ (วันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569) คาดการณ์ว่าจะมีเที่ยวบิน รวม 30,420 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,760 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ได้เตรียมความพร้อมและเตรียมมาตรการด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น บริหารจราจรทางอากาศปลอดภัยมีประสิทธิภาพ และลดความล่าช้า รวมถึงบริหารอัตรากำลังในส่วนของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศและวิศวกร ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับการขยายเวลาการให้บริการของสนามบิน อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารด้านการบิน อีกทั้งเตรียมมาตรการรองรับกรณีฉุกเฉินอย่างเหมาะสม

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2904342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lv39owkt3Ca0y9T50Teyy

  • “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

    “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดต ปชป. ผนึกกำลัง “อภิสิทธิ์-กรณ์” แก้หนี้กู้เศรษฐกิจ

    “ดร.การดี” เปิดใจนั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป. เพื่อแก้หนี้และกู้ชื่อชั้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมา ยันทำงานเป็นทีมไม่ใช่โชว์เดี่ยว มั่นใจจะทำให้ประเทศกลับมาผงาดได้

    วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ เปิดใจครั้งแรกหลังพรรคประกาศชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช โดยระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากความแน่วแน่ที่ต้องการใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจอนาคตเข้ามากอบกู้ประเทศไทยที่กำลังอยู่ในภาวะ “อึดอัด” ทั้งเรื่องรายได้และความเชื่อมั่นระดับสากล พร้อมชูจุดแข็งของพรรคว่าเป็น “ส่วนผสมที่กลมกล่อม” ระหว่างผู้นำที่มีบารมีระดับสากลอย่างนายอภิสิทธิ์ และมือเศรษฐกิจระดับโลกอย่างนายกรณ์ โดยตนจะเข้ามาเสริมทัพในการนำพาประเทศไปสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ “DNA เดียวกัน” คือความสุจริต

    ดร.การดี ย้ำว่าการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คนเป็นรูปแบบทีมเวิร์ก ไม่ใช่การโชว์เดี่ยว โดยนโยบายเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาหนี้สินเชิงรุกที่ต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของคนเมืองและเกษตรกร พร้อมประกาศตั้ง KPI ชี้วัดผลการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการดึงอันดับความโปร่งใสและสถานการณ์คอร์รัปชันให้กลับไปสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง เพื่อคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้พร้อมลงพื้นที่ช่วยว่าที่ผู้สมัคร สส. ทุกคนหาเสียงอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทีมประชาธิปัตย์คือคำตอบที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาผงาดได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MrXhakMpiIZGY7Dj29uTf

  • SCB EIC ส่องแนวโน้มธุรกิจปี 2026 ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและความเสี่ยงรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ส่องแนวโน้มธุรกิจปี 2026 ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจและความเสี่ยงรอบด้าน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ในปี 2026 ภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับความท้าทายรอบด้านจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของภาคธุรกิจ

    SCB EIC ได้วิเคราะห์ 5 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองและคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคธุรกิจในปี 2026 และในระยะกลาง ประกอบด้วย 1) ความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก จากผลกระทบของปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจะกดดันการเติบโตของรายได้และ Margin ของภาคธุรกิจ 2) ปัญหาความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลให้บางธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภคและสินค้าฟุ่มเฟือยฟื้นตัวได้ยากขึ้น 3) ข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือขึ้นกับงบลงทุนของภาครัฐ จะมีความไม่แน่นอนของรายได้และอาจกระทบต่อแผนการลงทุนในอนาคต 4) ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากในประเทศด้วยกันเองและจากต่างประเทศ ที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ 5) การเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและมีแรงกดดันมากขึ้น อาทิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ผลกระทบจาก Technology disruption รวมถึงประเด็นด้าน ESG ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการปรับตัวของธุรกิจในอนาคต

    1) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกกระทบต่อธุรกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ท่ามกลางความผันผวนทางการค้าที่รุนแรงขึ้น กอปรกับความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุน

    ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการกีดกันทางการค้ากำลังกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากตลาดส่งออกในสัดส่วนที่สูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ถุงมือยาง และสิ่งทอ
    ซึ่งมีตลาดสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก ธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีนำเข้า ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ แม้สัดส่วนการส่งออกจะต่ำกว่า แต่ยังถูกท้าทายจากความได้เปรียบเชิงภาษีของคู่แข่ง
    ในกลุ่มความตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) นอกจากนี้ ธุรกิจเกี่ยวเนื่องและภาคบริการก็เสี่ยงจะเผชิญผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และโรงแรม ส่วนธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ แม้ผลกระทบทางตรงจะจำกัด แต่ก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การจ้างงานที่อาจชะลอลง ตลอดจนปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกัน ทิศทางการลงทุนจากต่างชาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เพราะถือเป็นทั้งโจทย์ความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยในการเชื่อมต่อและดึงดูดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคต

    2) ความเปราะบางของกำลังซื้อครัวเรือนที่ฟื้นช้า หนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการฟื้นตัวของบางธุรกิจ โดยเฉพาะอสังหาฯ และยานยนต์

    ความเปราะบางของภาคครัวเรือนจากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวช้า ประกอบกับข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีแนวโน้มคงอยู่ต่อเนื่องในปี 2026 ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยและสินค้าคงทนอย่างรถยนต์ ที่จะยังคงฟื้นได้ช้าและยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะข้างหน้า สะท้อนได้จากผู้ประกอบการอสังหาฯ ที่ยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการจำเป็น เช่น ค้าส่งค้าปลีกในกลุ่ม Grocery อาหารและเครื่องดื่ม และคมนาคม ยังเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ สะท้อนจากรายได้ของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    3) ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายภาครัฐจะกระทบธุรกิจกลุ่มที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ/งบลงทุนภาครัฐ

    หลังจากการประกาศยุบสภาในเดือน ธ.ค. 2025 ส่งผลให้ในปี 2026 ยังมีความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งยังต้องจับตาผลการเลือกตั้ง และการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2027 ซึ่งหากมีความล่าช้าไม่มาก ก็จะบรรเทาความเสี่ยงของการหยุดชะงักหรือความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณลงได้ อย่างไรก็ดี หากมีความล่าช้าออกไปมาก คาดว่าจะกระทบต่อการกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจตั้งแต่ ต.ค. 2026 จะส่งผลต่อธุรกิจที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังมีส่วนบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ กระทบแผนการลงทุน ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มแตะ 70% หากไม่ปรับแผนการคลัง จะจำกัดการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และการอุดหนุนในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี คาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะยังคงมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจจาก New engine of growth ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับบางกลุ่มธุรกิจ เช่น เกษตรสมัยใหม่และอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีชีวภาพ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative economy)

    4) ธุรกิจไทยเผชิญการแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและตลาดโลก แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายธุรกิจยังมีความแข็งแกร่ง ขณะที่ SME เปราะบางมากขึ้นและยังถูกซ้ำเติมจากผู้เล่นต่างชาติมากขึ้น   

    แม้ภาพรวมการแข่งขันภายในประเทศของภาคธุรกิจจะรุนแรงมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายธุรกิจยังคงมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง และมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า SMEs จากฐานลูกค้ากว้าง ต้นทุนต่ำ และการเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยี ขณะที่ SMEs สูญเสียส่วนแบ่งรายได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น โรงแรม, ค้าปลีก, อาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์ นอกจากนี้ ปัญหาการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีน เช่น กลุ่มเหล็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ ยังคงกดดันภาคการผลิตไทยให้อัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาดโลกก็มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น ทั้งด้านราคา คุณภาพ และแบรนด์ สะท้อนได้จากอัตรากำไรที่ลดลง ทั้งนี้แม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่า SMEs หลายด้าน แต่ในระยะ 1-3 ปีที่ผ่านมา จะเริ่มเห็นการปรับตัวลดลงของอัตรากำไรของผู้ประกอบการรายใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, ค้าส่งค้าปลีก, อิเล็กทรอนิกส์, คมนาคมขนส่ง, อาหารและเครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากไทยไม่เร่งลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า จะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถแข่งขันและเสี่ยงปิดกิจการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะ SME

    5) ธุรกิจไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงของ Mega trends ที่เร็วและกดดันมากขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืน

    โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย สร้างโอกาสใหม่ในธุรกิจบริการสุขภาพ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และผลิตภัณฑ์การเงินเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกัน พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและสุขภาพ เปิดโอกาสให้ธุรกิจอาหารทางเลือก และบริการรองรับไลฟ์สไตล์อิสระยังเติบโตได้ดี ขณะที่การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ อย่างเช่น Subscription หรือ AI solutions และส่งผลให้ธุรกิจดั้งเดิมต้องเร่งลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนที่สูง นอกจากนี้ การเร่งเป้าหมาย Net zero ของไทยจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 จะเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น (Climate mitigation) แต่ภาคธุรกิจยังมีแรงกดดันในการต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย (Climate adaptation) อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งของความท้าทาย ก็ยังเปิดโอกาสให้หลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจในห่วงโซ่พลังงานหมุนเวียน, ธุรกิจจัดการของเสีย และวัสดุฐานชีวภาพ ซึ่งหากภาคธุรกิจต่าง ๆ ไม่เร่งปรับตัวก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะสูญเสียความสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    แม้หลายธุรกิจที่เผชิญความเสี่ยงจะเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวัง แต่บาง Subsegment สามารถเติบโตได้หากสามารถปรับตัวให้สอดรับ Mega trends

    ธุรกิจที่ปรับตัวช้าหรือไม่พร้อมตอบโจทย์โลกยุคใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่การผลิตโลก ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ไม่สอดรับโครงสร้างประชากรใหม่ ไม่ปรับตัวตาม Mega trends หรือแนวทางความยั่งยืน ธุรกิจที่ไม่มีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มกลายเป็น Sunset segment รายได้และมาร์จินลดลงต่อเนื่อง และเสี่ยงทยอยหายไปจากตลาด หากไม่เร่งปรับโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่ ขณะที่บาง Subsegment หากสามารถปรับตัวให้สอดรับ Mega trends ได้ จะสามารถคว้าโอกาสเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่แม้ว่าจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง แต่หากสามารถผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก อย่างเช่นด้าน AI ก็ยังมีโอกาสเติบโตได้ หรือกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ยังมีโอกาสหากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อย่างเช่น ผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน Smart agriculture หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็น Functional food และ Medical food เป็นต้น

    ผู้ประกอบการสามารถใช้กลยุทธ์ READY เพื่อรับมือความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่

    SCB EIC เสนอกลยุทธ์การปรับตัวของธุรกิจท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้านและคว้าโอกาสใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า ดังนี้ R – Repositioning : การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยพัฒนาสินค้า/บริการให้มีมูลค่าเพิ่ม เช่น มีนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ขณะเดียวกัน ต้องมีการกระจายตลาดและมองหาตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และลดความเสี่ยงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรประเมินศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจให้สอดคล้องกับ Mega trends และ Supply chain ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนปรับกระบวนการทางธุรกิจ ได้แก่ รูปแบบการทำงานแบบ Agile management ให้ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง หรือการนำแนวคิด Lean operations ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ

    E – ESG principle : การวาง ESG roadmap ให้ชัดเจนและผนวกเป้าหมายกับกลยุทธ์องค์กร รวมไปถึงการยกระดับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับ Circular economy และ Low-carbon Lifestyle โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกัน ยังต้องปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบใหม่ที่เกี่ยวกับ ESG ทั้งนี้นอกจากการวาง Roadmap ขององค์กรไปสู่ความยั่งยืนแล้ว หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้สอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนได้แล้ว ก็สามารถคว้าโอกาสหันไปเจาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับประเด็นความยั่งยืนได้มากขึ้นด้วย อาทิ ตลาด EU ที่มีการบังคับใช้มาตรการกีดกันการค้าที่เข้มงวดสำหรับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง ๆ หรือลูกค้ากลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม

    A – Alliance : การสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุน โดยสามารถร่วมกันพัฒนาสินค้า จับกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อขยายตลาดและเพิ่มอำนาจต่อรอง หรือสร้างแพลตฟอร์มใหม่เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ การสร้างพันธมิตรจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังอาจหาพันธมิตรหรือมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขายและพัฒนานวัตกรรม แต่ยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนผ่านการใช้ทรัพยากรหรือระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการทำการตลาดร่วมกัน ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และมีเงินทุนเหลือสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้านอื่น ๆ ในอนาคต

    D – Digitalization : ลงทุนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ เช่น AI, ระบบ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
    โดยผู้ประกอบการควรเชื่อมโยงตัวชี้วัดด้านดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายกลยุทธ์ขององค์กร อีกทั้ง อาจใช้ประโยชน์จาก Digital channel มากขึ้น เช่น ใช้ Omni-channel เพื่อเชื่อมโยงการบริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และเข้าใจลูกค้าให้ลึกและละเอียดขึ้นกว่าเดิม ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อออกแบบพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงทำโพรโมชันที่ตอบโจทย์และตรงใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น สอดรับกับเทรนด์การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalization) และมีส่วนช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand loyalty)

    Y – Youthfulness : สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่ มีความกระตือรือร้น คล่องตัวสูง และพร้อมปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ภายในองค์กรเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงจัดทำแผน Reskill/Upskill พนักงาน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี อีกทั้ง อาจมีการ Diversify ไปยังธุรกิจอื่น ๆ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว โดยอาจสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อขยายไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ และใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีในการสร้างรายได้ประจำเพิ่มเติม

    ในขณะที่ผู้ประกอบการกำลังเร่งปรับตัว ภาครัฐยังมีส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในการผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจโดยดำเนินมาตรการเชิงรุก โดย ระยะสั้น ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายที่ชัดเจน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันการเจรจาการค้าระหว่างประเทศและเปิดตลาดใหม่ สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย พร้อมเพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน และปรับโครงสร้างหนี้ SMEs เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรการความปลอดภัยดิจิทัลและการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคและนักลงทุน สำหรับ ระยะกลาง-ยาว ควรมุ่งเน้นผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และดิจิทัล ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก ขณะเดียวกัน มุ่งส่งเสริมให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ยังมีศักยภาพ แต่อาจประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง สามารถพลิกฟื้นและอยู่รอดได้ในสนามการค้าที่แข่งขันรุนแรง โดยใช้เครื่องมือสำคัญ อาทิ การสนับสนุนยกระดับนวัตกรรม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะใหม่ การปรับปรุงนโยบายการลงทุน การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ และมุ่งเน้นขจัดอุปสรรคสำคัญในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/26/606675/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c_QcpwjgQAwNt_Pf7Na7l

  • Green Economy 2026 เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจโลก มูลค่าพุ่ง 7 ล้านล้านดอลลาร์

    Green Economy 2026 เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจโลก มูลค่าพุ่ง 7 ล้านล้านดอลลาร์

    In Brief

    • เศรษฐกิจสีเขียวมีมูลค่าปัจจุบัน 5 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเกิน 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองของโลกรองจากเทคโนโลยี
    • บริษัทที่มีรายได้จากตลาดสีเขียวมักมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่โดดเด่นกว่า ทั้งในด้านการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่า และได้รับมูลค่าหุ้น (valuation premium) ที่สูงขึ้นในตลาดทุน
    • ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลดลงของต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์และแบตเตอรี่ ประกอบกับการลงทุนมหาศาล โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำทั้งด้านการลงทุน นวัตกรรม และการผลิต

    ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รายงานฉบับใหม่ชื่อ Already a Multi-Trillion-Dollar Market: A CEO Guide to Growth in the Green Economy ระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวมีมูลค่าแตะระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิน 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษนี้

    รายงานดังกล่าวจัดทำร่วมกับ Boston Consulting Group โดยผลการวิจัยชี้ว่า แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและบริบทที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง รายงานจัดให้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เป็นรองเพียงภาคเทคโนโลยี และชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของบริษัทจำนวนมากที่หันมาใช้โซลูชันสีเขียว

    เมื่อ 2 ปีก่อน ในรายงาน Winning in Green Markets: Scaling Products for a Net Zero World ของ World Economic Forum เคยระบุว่าการบุกเบิกตลาดสีเขียวเป็นการเดิมพันที่คุ้มค่า และตลาดสีเขียวขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นจริงเพื่อพิสูจน์เหตุผลทางธุรกิจ แม้ปัจจุบันการขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศโลกจะเผชิญแรงต้าน รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่โอกาสที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักของทศวรรษนี้แล้ว

    งานวิจัยยังพบว่า บริษัทที่มีรายได้จากตลาดสีเขียวมักมีผลการดำเนินงานโดดเด่นในหลายตัวชี้วัดทางการเงิน โดยเฉลี่ยรายได้สีเขียวเติบโตเร็วกว่าไลน์ธุรกิจแบบดั้งเดิมถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันต้นทุนเงินทุนของบริษัทที่มีรายได้สีเขียวมักต่ำกว่า บริษัทที่สร้างรายได้มากกว่า 50% จากตลาดสีเขียวมักได้รับส่วนเพิ่มของมูลค่าหุ้น (valuation premium) ประมาณ 12%–15% ในตลาดทุน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความยืดหยุ่นและความสามารถทำกำไรในระยะยาว

    การลดลงของต้นทุนเทคโนโลยีเป็นแรงเร่งสำคัญของแนวโน้มนี้ แม้โซลูชันในแต่ละตลาดจะพัฒนาเร็วช้าต่างกัน ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ต้นทุนโซลาร์โฟโตโวลตาอิกและแบตเตอรี่ลิเทียมลดลงราว 90% ส่วนพลังงานลมนอกชายฝั่งลดลงประมาณ 50% ทำให้โซลูชันคาร์บอนต่ำมีความสามารถแข่งขันด้านต้นทุนมากขึ้น

    รายงานประเมินว่า 55% ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกที่จำเป็นต่อการลดคาร์บอนสามารถทำได้แล้วด้วยโซลูชันที่มีต้นทุนแข่งขันได้ อีก 20% สามารถจัดการได้ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และ 5% ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม ยังมีอีก 20% ของเทคโนโลยีการลดคาร์บอนเชิงลึกที่สำคัญซึ่งยังมีต้นทุนสูงมาก และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเพื่อให้สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้

    การลดลงของต้นทุนเหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ในพลังงานสะอาด ซึ่งจีนมีบทบาทนำมากขึ้น รายงานระบุว่าในปี 2024 จีนลงทุนในพลังงานสะอาดสูงถึง 6.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนมากกว่า 60% ของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั่วโลกที่จะเพิ่มขึ้นจนถึงปี 2030 จีนยังเป็นผู้นำโลกด้านสิทธิบัตรเทคโนโลยีโซลาร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ซึ่งกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และขยับศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวไปสู่ฝั่งตะวันออก

    รายงานนำเสนอกรณีศึกษาจำนวน 14 กรณีจากสมาชิก Alliance of CEO Climate Leaders ของ World Economic Forum แสดงให้เห็นว่าบริษัทผู้บุกเบิกสามารถเปลี่ยนการมีส่วนร่วมในตลาดสีเขียวให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างไร

    ตอนท้ายรายงานยังสรุปเป็น “คู่มือสำหรับซีอีโอ” ที่อธิบายวิธีที่บริษัทชั้นนำใช้ตัวเร่งการเติบโต เช่น การขยายขนาดเทคโนโลยีจนถึงจุดคุ้มทุน การกำหนดระบบนิเวศด้านกฎระเบียบ และการเปิดทางสู่แหล่งเงินทุนที่หลากหลาย เพื่อคว้าชัยในเศรษฐกิจสีเขียว

    มี 3 ประเด็นที่โดดเด่น ได้แก่ ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสีเขียวที่การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้กระแสข่าวและความเชื่อมั่นสาธารณะจะเปลี่ยนแปลง ความเป็นผู้นำของจีนด้านการผลิต นวัตกรรม และการใช้งานเทคโนโลยีสีเขียว และโอกาสที่บริษัทในตลาดสีเขียวจะสร้างผลการดำเนินงานเหนือกว่าและได้รับมูลค่าเพิ่มในตลาดทุน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/647583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WSd_G8fLQvUj2i0GgSdhq

  • ปชป. ส่ง “แป้ง อรกฤติย์” ชิง ส.ส. เขต 1 ดัน EEC Plus เปลี่ยนแปดริ้ว เป็นเมืองเศรษฐกิจ

    ปชป. ส่ง “แป้ง อรกฤติย์” ชิง ส.ส. เขต 1 ดัน EEC Plus เปลี่ยนแปดริ้ว เป็นเมืองเศรษฐกิจ


    ปชป. ส่ง “แป้ง อรกฤติย์” ชิง ส.ส. เขต 1 สู้บ้านใหญ่ ฉะเชิงเทรา ดัน EEC Plus เปลี่ยนแปดริ้วจากเมืองผ่าน เป็นเมืองเศรษฐกิจ

    น.ส.อรกฤติย์ แววคล้ายหงษ์ ผู้สมัครส.ส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้กรอบแนวคิด EEC Plus โดยชี้ว่าการพัฒนาในช่วงที่ผ่านมาไม่สามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากจังหวัดยังคงถูกใช้เป็นเพียง “ทางผ่าน” ของการพัฒนา

    น.ส.อรกฤติย์ ระบุว่า หากยังคงเดินตามแนวทางเดิม ฉะเชิงเทราจะยังคงเสียโอกาสจาก EEC ต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์จากการ “รองรับการลงทุน” มาเป็นการ “ออกแบบระบบเศรษฐกิจเมือง” ที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจตกอยู่ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ภายใต้นโยบาย EEC Plus ได้เสนอ 3 แกนยุทธศาสตร์หลัก เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัด ได้แก่

    1. High Skills Hub: ยกระดับทุนมนุษย์ให้แข่งขันได้ระดับสากล

    มุ่งสร้างระบบพัฒนาทักษะขั้นสูง (High Skills Ecosystem) เชื่อมโยงสถานศึกษา สถานประกอบการ และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อรองรับแรงงานคุณภาพในพื้นที่ โดยต่อยอดศักยภาพเยาวชนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ทั้งสายอาชีพ กีฬา และดนตรี ให้สามารถทำงานในจังหวัด แต่สร้างรายได้ในระดับสากล ลดการย้ายถิ่นของแรงงานฝีมือ และเพิ่มอำนาจต่อรองของคนในพื้นที่

    2. Check-in City: ปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ยกระดับฉะเชิงเทราจากเมืองผ่านทางคมนาคม สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจสายศรัทธา (Faith-based Economy) ควบคู่กับ Sport Tourism และ Gastronomy บริเวณลุ่มน้ำบางปะกง เพื่อกระตุ้นการพักค้างคืน การใช้จ่าย และการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นระบบ

    3. Smart City: บริหารเมืองด้วยข้อมูล แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นำนโยบายเมืองอัจฉริยะมาใช้แก้ปัญหาที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะปัญหาการจราจรในช่วงวันหยุดและเทศกาล ผ่านการใช้ข้อมูล การผังเมือง และการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ เอกชน และท้องถิ่น พร้อมยกระดับระบบสาธารณสุขและบริการสาธารณะให้เข้าถึงประชาชนอย่างเท่าเทียม

    น.ส.อรกฤติย์ ย้ำว่า การผลักดันนโยบายทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนหลัก การเมืองสุจริตและการบริหารแบบมืออาชีพ โดยชี้ว่าหากงบประมาณยังรั่วไหล การพัฒนาจะไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ได้จริง พร้อมเสนอกรอบการทำงานเชิงนโยบายภายใต้แนวคิด “กล้าผลักดัน” ได้แก่ การสร้างแพลตฟอร์มพัฒนาเยาวชน การเชื่อมโยงกับภาคเอกชนและองค์กรระดับโลก และการบรรจุนโยบายที่ประสบความสำเร็จเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

    ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เป้าหมายสูงสุดของนโยบาย EEC Plus คือการเปลี่ยนฉะเชิงเทราให้เป็น ฐานเศรษฐกิจที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่รองรับการลงทุน พร้อมย้ำว่าพร้อมนำทุกประสบการณ์และองค์ความรู้มาผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

    แม้จะเป็น ผู้สมัคร หน้าใหม่ และเจ้าของพื้นที่ครองแชมป์มาหลายสมัย แต่ น.ส.อรกฤติย์ ย้ำว่า เมื่อตัดสินใจสวมเสื้อประชาธิปัตย์แล้ว ก็พร้อมสู้เต็มที่ และมั่นใจว่านโยบายที่นำเสนอสามารถทำได้จริงและสามารถจะพลิกโฉมเมืองแปดริ้วได้ 

    สำหรับ แป้ง อรกฤติย์ จบการศึกษาปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิตสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และได้มีโอกาสไป transfer technology ที่ Texas Instruments ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านอุตสาหกรรม wafer fabrication ในตำแหน่ง Process engineer  ปริญญาโท  การจัดการมหาบัณฑิต ด้านการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เคยนำความรู้ความสามารถลงพื้นที่ชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทราด้านพัฒนาสินค้าจากพืชผลเกษตรของชุมชน นำนวัตกรรมมาใช้แปรรูปสินค้าเกษตร สร้างให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้สู่เกษตรกรชุมชน ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก  ด้านการจัดการการท่องเที่ยว ที่นิด้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/38916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23fBrtgShl2iNWfqavPbU9