Blog

  • ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผย ปีใหม่เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    • ปีใหม่ขยะพุ่งสูงปี 2567 ไทยมีขยะมูลฝอยกว่า 27 ล้านตัน เฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน โดยเป็นขยะอาหารราว 10 ล้านตัน
    • ท่องเที่ยว–เฉลิมฉลอง กระตุ้นขยะเพิ่มวันหยุดยาวปีใหม่ทำให้การเดินทางและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะแหล่งธรรมชาติ ส่งผลให้ปริมาณขยะในอุทยานและแหล่งท่องเที่ยวสูงขึ้น
    • รัฐเร่งจัดการ–ขอความร่วมมือประชาชนภาครัฐห้ามใช้โฟมและพลาสติกใช้ครั้งเดียวในอุทยานแห่งชาติ–สวนสัตว์ พร้อมขอให้ประชาชนลดขยะอาหาร คัดแยกขยะ และทิ้งให้ถูกวิธี เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผย ปีใหม่เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    เสียงเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คือภาพแห่งความสุข การเฉลิมฉลอง และการรวมตัวของผู้คน แต่เบื้องหลังแสงไฟ งานเลี้ยง และโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม กลับมีอีกหนึ่งภาพที่มักถูกมองข้าม—กองขยะจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่วันของเทศกาลปีใหม่

    ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงบริษัท งานสังสรรค์ในครัวเรือน หรือแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทั่วประเทศ ถุงขยะที่แน่นขนัด บรรจุภัณฑ์อาหารแบบใช้ครั้งเดียว ขวดพลาสติก และเศษอาหารที่เหลือทิ้ง กลายเป็น “ของขวัญปีใหม่” ที่ธรรมชาติต้องรับภาระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้วันนี้ จะพาไปสำรวจอีกด้านของเทศกาลแห่งความสุข เมื่อการเฉลิมฉลองมาพร้อมการก่อขยะจำนวนมาก พร้อมชวนตั้งคำถามว่า เราจะมีปีใหม่ที่สนุกได้ โดยทิ้งร่องรอยให้โลกน้อยลงได้อย่างไร โดย ‘สุรินทร์ วรกิจธำรง’ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลกำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เพื่อให้มีวันหยุดราชการต่อเนื่องกันหลายวัน

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนกลับไปจัดเฉลิมฉลองในครอบครัว รวมถึงจะมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และเกิดขยะมูลฝอยขึ้นเพิ่มขึ้นมากด้วย

    ‘สุรินทร์’ กล่าวว่า ปี 2567 มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นทั่วประเทศ 27 ล้านตัน มีอัตราการเกิดขยะมูลฝอยต่อคน 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน โดยเป็นขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตัน โดยขยะที่เกิดขึ้นมีบางส่วนได้รับการจัดการไม่ถูกต้อง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ภาพลักษณ์และความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    ด้าน ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอยและขยะอาหารในแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ต้องร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหา และได้มอบหมาย คพ. ในการประสานจัดการขยะมูลฝอยและขยะอาหารในแหล่งท่องเที่ยวภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เช่น อุทยานแห่งชาติ สวนสัตว์ ได้เริ่มขับเคลื่อนการลดปริมาณขยะมูลฝอย การลดขยะอาหาร โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์ ได้กำหนดห้ามนำเข้าภาชนะที่ทำด้วยโฟม พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติและสวนสัตว์ ทั่วประเทศ

    ปีใหม่! เทศกาลการก่อขยะ ปี’67 กว่า 27 ล้านตัน ทั่วประเทศเฉลี่ย 1.15 กิโลกรัม/คน/วัน

    อย่างไรก็ตามในเทศกาลปีใหม่นี้ ขอความร่วมมือประชาชน นักท่องเที่ยวช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อม ร่วมกันลดขยะอาหาร ลดการใช้ถุงพลาสติก คัดแยกขยะก่อนทิ้งและทิ้งขยะลงในถังหรือภาชนะที่จัดไว้ เลือกใช้ภาชนะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติแทนกล่องโฟมและถุงพลาสติก และขอให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ทั้งนี้ หากนำอาหารหรือสิ่งใดเข้าไปในพื้นที่ให้นำออกมาทิ้งตามจุดที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อป้องกันระบบนิเวศ รักษาสิ่งแวดล้อมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้คงสวยงามต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861342&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zBEKQJ6wAvflho5Zigx5L

  • ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญสุดพิเศษ ชวนสัมผัสทะเลดอกไม้บานสะพรั่งทั่วทั้งสวน | TOPNEWS

    สวนนงนุชพัทยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันสวยงาม ด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งทั่วทั้งสวน ไฮไลท์สำคัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ คือการเนรมิต “สวนเฟื่องฟ้า” ให้บานสะพรั่งเต็มพื้นที่สวนนงนุชพัทยา ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์เฟื่องฟ้ามากที่สุดในโลก ผสานกับการตกแต่งสวนด้วยไม้ดอกหลากหลายชนิดที่หมุนเวียนความงดงามตลอดทั้งปี สร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสวนนงนุชที่เต็มไปด้วยสีสัน เหมาะสำหรับการถ่ายภาพและเช็กอินในช่วงปีใหม่

    นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า เพื่อมอบของขวัญปีใหม่ 2569 ให้แก่นักท่องเที่ยว สวนนงนุชพัทยาได้จัดสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่เกิดในเดือนมกราคม เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือเอกสารยืนยันตัวตน ก็สามารถเข้าชมสวนนงนุชพัทยาได้ฟรี พร้อมรับสิทธิชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี ตั้งแต่วันที่ 1–31 มกราคมนี้เท่านั้น

    ขณะเดียวกัน ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับทุกช่วงวัย โดยเด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและผู้พิการเข้าชมฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปี ตอกย้ำภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวเพื่อครอบครัวอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมพิเศษและแหล่งท่องเที่ยวครบจบในที่เดียว ทั้งโซนไดโนเสาร์ขนาดเท่าของจริงกว่า 1,700 ตัว โซนพีระมิดแลนด์มาร์กยอดนิยม รวมถึงการแสดงชุดใหญ่ “นงนุชโชว์” และการแสดงของช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ที่จัดแสดงวันละ 4 รอบ พร้อมสัมผัสความงดงามของสวนนงนุชพัทยา หนึ่งใน 10 สวนที่สวยที่สุดของโลก

    สวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น.
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nongnoochpattaya.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1438176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rfhVYtir4PViRNOwFBC74

  • นายกสมาคมคอนโดมองเทรนด์

    นายกคอนโดมองเทรนด์อสังหาฯ ปี’69 สร้างสมดุลใหม่ หลังบอบช้ำพิษเศรษฐกิจ เขต กทม.-ปริมณฑล ประเมินตลาดรวมยอดขายปีละ 5 แสนล้านหดตัวครึ่งหนึ่ง แนวโน้มทรงตัว 2.6-3 แสนล้านต่อเนื่องอีกหลายปี จนกว่า GDP 5% จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวได้จริง เสนอโรดแมปรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8+3

       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในปี 2568 คาดว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยอดขายหดตัวแรง จากเคยพีกที่ 5 แสนล้านบาทในปี 2561 น่าจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.62 แสนล้านบาท จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ถาโถมแบบเต็มปี นับเป็นสถิติยอดขายนิวโลว์ในรอบ 10 ปี

        จีดีพีต่ำ-อสังหาฯฟุบยาว

        เเนวโน้มปี 2569 คาดว่ายอดขายยังคงทรงตัวที่ 2.6-3 แสนล้านบาท และทรงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามาเป็นตัวช่วย ต้องรอจนกว่าจีดีพีเติบโต 5% จึงมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

       โดยธีมการทำธุรกิจปี 2568 เป็นปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ หรือ Year of The Great Perfect Storm ขณะที่ปี 2569 มองว่าเป็นปีแห่งการปรับสมดุลใหม่ หรือ The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem

       คำอธิบายเริ่มจาก “New Balance” มาจากยอดขายและยอดโอนลดลงทั้งตลาด กทม.-ปริมณฑล และตลาดทั่วประเทศ, จีดีพีโตต่ำที่ 1-2%, กำลังซื้อหดตัวทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ, อสังหาฯราคาสูงขึ้นเกินกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ หันไปพึ่งการเช่ากับบ้านมือสอง และขาดโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ

       ถัดมา “Complexity” มาจากธุรกิจที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนของตลาดมากขึ้น อาทิ โปรดักต์มีทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รูปแบบมีทั้งซื้อกรรมสิทธิ์และเช่าระยะยาว 30-60 ปี มีคอนโดฯต่ำล้าน จนถึงห้องละ 500-1,000 ล้าน แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยอดกู้ไม่ผ่านสูงไปถึง 50-70% ไปจนถึงค่าใช้จ่ายการเดินทางต่อวันด้วยรถไฟฟ้าสูงมาก เป็นภาระค่าครองชีพก้อนใหญ่

       และ “Structural Problem” ประเทศไทยขาดโครงสร้างระยะยาวรองรับการถือครองอสังหาฯ โดยคนต่างชาติ และขาดโครงสร้างรองรับดีมานด์คนรุ่นใหม่ที่กำลังซื้อถดถอยจนไม่สามารถซื้อบ้านได้

       กู้ไม่ผ่านลามจากล่างขึ้นบน

       นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อพิจารณาลงลึกรายสินค้า พบว่าทาวน์เฮาส์ยุคนี้กลายเป็นสินค้าที่เริ่มเอาต์ไปจากตลาด สินค้าบ้านเดี่ยวยังไปได้ดี แต่ก็เจอแรงเสียดทานจากกำลังซื้อต่างชาติเริ่มหายไป ทั้งจากนโยบายประเทศต้นทางควบคุมการโอนเงินข้ามประเทศ การปราบปรามทุนเทา และนอมินี มีโอกาสเห็นการถดถอยของยอดขายบ้านเดี่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีสัญญาเช่าระยะยาว 60 ปีออกมารองรับ

       “สิ่งที่เกิดขึ้นลูกค้าต่างชาติเริ่มหันมาเช่ามากขึ้น โดยยอมเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาท สำหรับบ้านหรือคอนโดฯราคา 50 ล้านบาท เพื่อตัดปัญหาการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐไทย ยอมเช่ารายเดือนดีกว่าถูกจับ กระทบต่อดีมานด์การซื้อที่จะลดลง”

       ในด้านระดับราคา พบว่ากลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านปีที่แล้วติดลบ -52% ปีนี้จะเหลือน้อยลงไปอีกเหลือ 1 ใน 3 เพราะถูกปฏิเสธสินเชื่อ 70% แม้ว่าดีมานด์ยังมีอยู่ เพราะโครงสร้างประชากรไม่เปลี่ยน แต่ซื้อบ้านไม่ได้ ในขณะที่จีดีพี 1-2% ไม่มีแรงผลักในการซื้ออสังหาฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องก่อหนี้ระยะยาว

       นอกจากนี้ กลุ่มราคา 7-10 ล้านบาทเริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดี ยอดขาย 3 ไตรมาสแรกของปีเริ่มย่อตัวลงมา จากเดิมกลุ่มรับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนห้องชุดราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปจะมีการแข่งขันพัฒนาโครงการออกมามากขึ้น ส่วนเทรนด์บ้านมือสองดูเหมือนมีความสำคัญมากขึ้นในภาพตลาดรวม แต่ดูไส้ในจะเห็นว่าบ้านมือสองไม่ได้เติบโต เพียงแต่สัดส่วนที่ใกล้เคียงบ้านใหม่ เพราะไซซ์ตลาดเล็กลงจากคนไม่มีกำลังซื้อ

       แนะโรดแมปมาตรการ 8+3

       สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นำเสนอในโมเดล 8+3 แบ่งเป็นมาตรการวางโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ 8 ด้าน กับ 3 มาตรการเร่งด่วนหวังผลในปี 2569

       รายละเอียดการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ข้อ ได้แก่

       1.มาตรการ LTV ในระยะยาวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจ

       2.การขยายสัญญาเช่าจาก 30 ปีเป็น 60 ปี โดยเสนอให้รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาฯของชาวต่างชาติในไทย และนำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จุดเน้นคือทำให้เป็นโครงสร้างถาวร

       3.การจัดระเบียบการพักอาศัยของชาวต่างชาติ ผ่านกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรร หลักการสำคัญคือการบริหารนิติบุคคลจะต้องมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติควบคุมการออกกฎระเบียบและบริหารนิติบุคคล

       4.รัฐต้องสนับสนุน Mortgage Insurance การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าสัดส่วนเงินดาวน์) เพื่อสร้างหลักประกันให้กับแบงก์ในการยอมปล่อยสินเชื่อ และลดอัตรากู้ไม่ผ่านในตลาดกลาง-ล่าง

       5.มาตรการในการอนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ กล่าวคือความเสี่ยงน้อยคิดดอกเบี้ยน้อย ความเสี่ยงสูงคิดดอกเบี้ยสูงกว่า แนวทางนี้ทำให้ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ จากปัจจุบันที่แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

       6.มาตรการรวมหนี้ หรือ Debt Warehouse โดยรวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ หนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบของประชาชน

       7.มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man Made Project เพื่อพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเฮลท์แคร์เซ็นเตอร์, เอดูเคชั่นฮับ, สวนสนุกขนาดใหญ่ในรูปแบบดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ศูนย์การประชุมนานาชาติ และศูนย์ความบันเทิงด้านการกีฬา โดยมีจุดเน้นย้ำคือไม่มีกาสิโน

       8.การสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการอสังหาฯ จากการเชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคภาครัฐที่โครงการสิ้นสุดแล้วในเวลาที่กำหนด รวมทั้งเสนอให้ริเริ่มการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์ตามแนวเส้นทางเมกะโปรเจ็กต์รัฐ

       ต่ออายุ LTV-ลดค่าโอน 1 ปี

       นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า ปี 2569 เสนอ 3 มาตรการทำทันทีเพื่อประคับประคองภาคอสังหาฯ ได้แก่

       1.เสนอต่ออายุมาตรการ LTV-Loan to Value (กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯวงเงินสินเชื่อ 100%) ที่มีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2569 ขยายอีก 1 ปีให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570

       2.เสนอต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570 โดยขยายเพดานจากไม่เกิน 7 ล้านบาท ปรับเป็นบ้านทุกระดับราคา

       และ 3.มาตรการกำกับควบคุมให้มีการลดดอกเบี้ยแท้จริงของธนาคาร ทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR สำหรับผู้กู้รายย่อย และ MLR สำหรับผู้ประกอบการ ให้สอดรับหรือลดเท่ากับการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการการเงิน หรือ กนง.

       ทั้งนี้ ทาง กนง.มีการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด 0.25% หรือ 25 สตางค์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 แต่รอบนี้ปรากฏว่าธนาคารปรับลดให้เพียง 5-10 สตางค์เท่านั้น และอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไม กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่หุ้นกลุ่มธนาคารกลับสวนทางทำสถิตินิวไฮ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของผู้กู้ทั้งประเทศ

       ทำธุรกิจประคับประคองอีกปี

       นายกสมาคมคอนโดฯกล่าวตอนท้ายว่า เทรนด์ปีม้าไฟยังคงเป็นปีที่ยากลำบากต่อเนื่องอีกปี การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 ข้อหลักให้แม่น ๆ แบ่งเป็นด้าน Financial Side กับ Commercial Side

       โดยด้านการเงินอสังหาฯ กฎเหล็กต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด วางความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ กับตั้งการ์ดสูง มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แถมกำลังซื้อถดถอย

       ส่วนการพัฒนาโครงการมีจุดเน้นผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวสูง มีความยืดหยุ่นรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัจจัยอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว กับการปรับตัวเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่ยังมีกำลังซื้อในตลาด ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35-UwQ-p7aIiz0FK6XjktZ

  • นายกสมาคมคอนโดมองเทรนด์

    นายกคอนโดมองเทรนด์อสังหาฯ ปี’69 สร้างสมดุลใหม่ หลังบอบช้ำพิษเศรษฐกิจ เขต กทม.-ปริมณฑล ประเมินตลาดรวมยอดขายปีละ 5 แสนล้านหดตัวครึ่งหนึ่ง แนวโน้มทรงตัว 2.6-3 แสนล้านต่อเนื่องอีกหลายปี จนกว่า GDP 5% จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวได้จริง เสนอโรดแมปรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8+3

       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในปี 2568 คาดว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยอดขายหดตัวแรง จากเคยพีกที่ 5 แสนล้านบาทในปี 2561 น่าจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.62 แสนล้านบาท จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ถาโถมแบบเต็มปี นับเป็นสถิติยอดขายนิวโลว์ในรอบ 10 ปี

        จีดีพีต่ำ-อสังหาฯฟุบยาว

        เเนวโน้มปี 2569 คาดว่ายอดขายยังคงทรงตัวที่ 2.6-3 แสนล้านบาท และทรงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามาเป็นตัวช่วย ต้องรอจนกว่าจีดีพีเติบโต 5% จึงมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

       โดยธีมการทำธุรกิจปี 2568 เป็นปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ หรือ Year of The Great Perfect Storm ขณะที่ปี 2569 มองว่าเป็นปีแห่งการปรับสมดุลใหม่ หรือ The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem

       คำอธิบายเริ่มจาก “New Balance” มาจากยอดขายและยอดโอนลดลงทั้งตลาด กทม.-ปริมณฑล และตลาดทั่วประเทศ, จีดีพีโตต่ำที่ 1-2%, กำลังซื้อหดตัวทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ, อสังหาฯราคาสูงขึ้นเกินกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ หันไปพึ่งการเช่ากับบ้านมือสอง และขาดโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ

       ถัดมา “Complexity” มาจากธุรกิจที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนของตลาดมากขึ้น อาทิ โปรดักต์มีทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รูปแบบมีทั้งซื้อกรรมสิทธิ์และเช่าระยะยาว 30-60 ปี มีคอนโดฯต่ำล้าน จนถึงห้องละ 500-1,000 ล้าน แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยอดกู้ไม่ผ่านสูงไปถึง 50-70% ไปจนถึงค่าใช้จ่ายการเดินทางต่อวันด้วยรถไฟฟ้าสูงมาก เป็นภาระค่าครองชีพก้อนใหญ่

       และ “Structural Problem” ประเทศไทยขาดโครงสร้างระยะยาวรองรับการถือครองอสังหาฯ โดยคนต่างชาติ และขาดโครงสร้างรองรับดีมานด์คนรุ่นใหม่ที่กำลังซื้อถดถอยจนไม่สามารถซื้อบ้านได้

       กู้ไม่ผ่านลามจากล่างขึ้นบน

       นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อพิจารณาลงลึกรายสินค้า พบว่าทาวน์เฮาส์ยุคนี้กลายเป็นสินค้าที่เริ่มเอาต์ไปจากตลาด สินค้าบ้านเดี่ยวยังไปได้ดี แต่ก็เจอแรงเสียดทานจากกำลังซื้อต่างชาติเริ่มหายไป ทั้งจากนโยบายประเทศต้นทางควบคุมการโอนเงินข้ามประเทศ การปราบปรามทุนเทา และนอมินี มีโอกาสเห็นการถดถอยของยอดขายบ้านเดี่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีสัญญาเช่าระยะยาว 60 ปีออกมารองรับ

       “สิ่งที่เกิดขึ้นลูกค้าต่างชาติเริ่มหันมาเช่ามากขึ้น โดยยอมเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาท สำหรับบ้านหรือคอนโดฯราคา 50 ล้านบาท เพื่อตัดปัญหาการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐไทย ยอมเช่ารายเดือนดีกว่าถูกจับ กระทบต่อดีมานด์การซื้อที่จะลดลง”

       ในด้านระดับราคา พบว่ากลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านปีที่แล้วติดลบ -52% ปีนี้จะเหลือน้อยลงไปอีกเหลือ 1 ใน 3 เพราะถูกปฏิเสธสินเชื่อ 70% แม้ว่าดีมานด์ยังมีอยู่ เพราะโครงสร้างประชากรไม่เปลี่ยน แต่ซื้อบ้านไม่ได้ ในขณะที่จีดีพี 1-2% ไม่มีแรงผลักในการซื้ออสังหาฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องก่อหนี้ระยะยาว

       นอกจากนี้ กลุ่มราคา 7-10 ล้านบาทเริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดี ยอดขาย 3 ไตรมาสแรกของปีเริ่มย่อตัวลงมา จากเดิมกลุ่มรับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนห้องชุดราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปจะมีการแข่งขันพัฒนาโครงการออกมามากขึ้น ส่วนเทรนด์บ้านมือสองดูเหมือนมีความสำคัญมากขึ้นในภาพตลาดรวม แต่ดูไส้ในจะเห็นว่าบ้านมือสองไม่ได้เติบโต เพียงแต่สัดส่วนที่ใกล้เคียงบ้านใหม่ เพราะไซซ์ตลาดเล็กลงจากคนไม่มีกำลังซื้อ

       แนะโรดแมปมาตรการ 8+3

       สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นำเสนอในโมเดล 8+3 แบ่งเป็นมาตรการวางโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ 8 ด้าน กับ 3 มาตรการเร่งด่วนหวังผลในปี 2569

       รายละเอียดการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ข้อ ได้แก่

       1.มาตรการ LTV ในระยะยาวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจ

       2.การขยายสัญญาเช่าจาก 30 ปีเป็น 60 ปี โดยเสนอให้รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาฯของชาวต่างชาติในไทย และนำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จุดเน้นคือทำให้เป็นโครงสร้างถาวร

       3.การจัดระเบียบการพักอาศัยของชาวต่างชาติ ผ่านกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรร หลักการสำคัญคือการบริหารนิติบุคคลจะต้องมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติควบคุมการออกกฎระเบียบและบริหารนิติบุคคล

       4.รัฐต้องสนับสนุน Mortgage Insurance การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าสัดส่วนเงินดาวน์) เพื่อสร้างหลักประกันให้กับแบงก์ในการยอมปล่อยสินเชื่อ และลดอัตรากู้ไม่ผ่านในตลาดกลาง-ล่าง

       5.มาตรการในการอนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ กล่าวคือความเสี่ยงน้อยคิดดอกเบี้ยน้อย ความเสี่ยงสูงคิดดอกเบี้ยสูงกว่า แนวทางนี้ทำให้ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ จากปัจจุบันที่แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

       6.มาตรการรวมหนี้ หรือ Debt Warehouse โดยรวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ หนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบของประชาชน

       7.มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man Made Project เพื่อพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเฮลท์แคร์เซ็นเตอร์, เอดูเคชั่นฮับ, สวนสนุกขนาดใหญ่ในรูปแบบดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ศูนย์การประชุมนานาชาติ และศูนย์ความบันเทิงด้านการกีฬา โดยมีจุดเน้นย้ำคือไม่มีกาสิโน

       8.การสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการอสังหาฯ จากการเชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคภาครัฐที่โครงการสิ้นสุดแล้วในเวลาที่กำหนด รวมทั้งเสนอให้ริเริ่มการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์ตามแนวเส้นทางเมกะโปรเจ็กต์รัฐ

       ต่ออายุ LTV-ลดค่าโอน 1 ปี

       นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า ปี 2569 เสนอ 3 มาตรการทำทันทีเพื่อประคับประคองภาคอสังหาฯ ได้แก่

       1.เสนอต่ออายุมาตรการ LTV-Loan to Value (กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯวงเงินสินเชื่อ 100%) ที่มีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2569 ขยายอีก 1 ปีให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570

       2.เสนอต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570 โดยขยายเพดานจากไม่เกิน 7 ล้านบาท ปรับเป็นบ้านทุกระดับราคา

       และ 3.มาตรการกำกับควบคุมให้มีการลดดอกเบี้ยแท้จริงของธนาคาร ทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR สำหรับผู้กู้รายย่อย และ MLR สำหรับผู้ประกอบการ ให้สอดรับหรือลดเท่ากับการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการการเงิน หรือ กนง.

       ทั้งนี้ ทาง กนง.มีการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด 0.25% หรือ 25 สตางค์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 แต่รอบนี้ปรากฏว่าธนาคารปรับลดให้เพียง 5-10 สตางค์เท่านั้น และอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไม กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่หุ้นกลุ่มธนาคารกลับสวนทางทำสถิตินิวไฮ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของผู้กู้ทั้งประเทศ

       ทำธุรกิจประคับประคองอีกปี

       นายกสมาคมคอนโดฯกล่าวตอนท้ายว่า เทรนด์ปีม้าไฟยังคงเป็นปีที่ยากลำบากต่อเนื่องอีกปี การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 ข้อหลักให้แม่น ๆ แบ่งเป็นด้าน Financial Side กับ Commercial Side

       โดยด้านการเงินอสังหาฯ กฎเหล็กต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด วางความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ กับตั้งการ์ดสูง มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แถมกำลังซื้อถดถอย

       ส่วนการพัฒนาโครงการมีจุดเน้นผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวสูง มีความยืดหยุ่นรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัจจัยอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว กับการปรับตัวเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่ยังมีกำลังซื้อในตลาด ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35-UwQ-p7aIiz0FK6XjktZ

  • ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเกาหลีใต้ Q1/69 ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกังวลเงินวอนอ่อนค่า : อินโฟเควสท์

    ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเกาหลีใต้ Q1/69 ขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ยังกังวลเงินวอนอ่อนค่า : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจของหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลี (KCCI) เผยให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเกาหลีใต้ในไตรมาสแรกของปีหน้าขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้ประกอบการยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับเงินวอนที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง

    ผลสำรวจบริษัทในภาคการผลิตของเกาหลีใต้จำนวน 2,208 แห่ง ซึ่งดำเนินการโดย KCCI พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (BSI) สำหรับช่วงเดือนม.ค.-มี.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 77 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 74 ในช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. 2568

    ทั้งนี้ ดัชนีที่ต่ำกว่า 100 บ่งชี้ว่า ผู้ประกอบการที่มีมุมมองเป็นลบต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้ประกอบการที่มีมุมมองเป็นบวก ซึ่งดัชนีอยู่ต่ำกว่า 100 มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2564 จากการรวบรวมข้อมูลโดย KCCI

    KCCI ระบุว่า ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินวอน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ แม้ความไม่แน่นอนทางการค้าจะคลี่คลายลง และมีความคาดหวังต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นก็ตาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/557148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tfjoUArhI0rK4b25mR4eT

  • สวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมือง ธ.ค.68 ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ปชช.หวัง รบ.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ

    สวนดุสิตโพลเผยดัชนีการเมือง ธ.ค.68 ลดลงเกือบทุกตัวชี้วัด ปชช.หวัง รบ.ใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน ระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนธันวาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.87 คะแนน ลดลงจาก 3.90 คะแนน ในเดือนพฤศจิกายน 2568

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    (1) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.46 เพิ่มขึ้นจาก 4.41 (ในเดือนพฤศจิกายน 2568)
    (2) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.45 ลดลงจาก 4.46
    (3) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.37 เพิ่มขึ้นจาก 4.36
    (4) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 4.20 ลดลงจาก 4.21
    (5) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 4.11 ลดลงจาก 4.13
    (6) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.11
    (6) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.09
    (6) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 4.00 ลดลงจาก 4.02
    (9) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.99 ลดลงจาก 4.01
    (10) การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ได้ 3.90 ลดลงจาก 3.92
    (11) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.89 ลดลงจาก 3.91
    (12) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 3.87 ลดลงจาก 3.90
    (13) ราคาสินค้า ได้ 3.86 ลดลงจาก 3.98
    (14) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.85 ลดลงจาก 3.88
    (15) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.82 ลดลงจาก 3.85
    (16) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.72 ลดลงจาก 3.80
    (17) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.68 เท่าเดิม
    (18) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.69
    (18) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.66 ลดลงจาก 3.67
    (20) สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ได้ 3.61 เท่าเดิม
    (21) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.60 ลดลงจาก 3.73
    (22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.51 ลดลงจาก 3.53
    (23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.44 เท่าเดิม
    (24) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.43 ลดลงจาก 3.55
    (25) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.39 ลดลงจาก 3.50

    3. ประชาชนมีความตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่

    อันดับ 1 ร้อยละ 78.38 ระบุ ไป
    อันดับ 2 ร้อยละ 17.95 ระบุ ไม่แน่ใจ
    อันดับ 3 ร้อยละ 3.67 ระยุ ไม่ไป

    4. ประชาชนอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายด้านใดมากที่สุด

    อันดับ 1 ร้อยละ 34.11 ระบุ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
    อันดับ 2 ร้อยละ 23.13 ระบุ ลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาปากท้อง
    อันดับ 3 ร้อยละ 21.03 ระบุ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
    อันดับ 4 ร้อยละ 13.55 ระบุ ปราบสแกมเมอร์ ภัยสังคม แก๊งคอลเซ็นเตอร์
    อันดับ 5 ร้อยละ 8.18 ระบุ แก้หนี้สิน หนี้ครัวเรือน

    5. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    อันดับ 1 ร้อยละ 26.55 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    อันดับ 2 ร้อยละ 18.22 ระบุ อนุทิน ชาญวีรกูล
    อันดับ 3 ร้อยละ 17.29 ระบุ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
    อันดับ 4 ร้อยละ 10.13 ระบุ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
    อันดับ 5 ร้อยละ 17.02 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ

    และร้อยละ 10.79 ระบุ อื่นๆ อาทิ พล.อ.รังษี, พีระพันธุ์, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์, คุณหญิงสุดารัตน์, สุชัชวีร์, ธรรมนัส และ พ.ต.อ.ทวี

    6. ประชาชนรู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี

    อันดับ 1 ร้อยละ 62.72 ระบุ รู้
    อันดับ 2 ร้อยละ 37.28 ระบุ ไม่รู้

    สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวม เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ได้ 3.90 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน เฉลี่ย 4.46 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส 3.39 คะแนน

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิ ร้อยละ 78.38 และอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 34.11

    ทั้งนี้ บุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55 และเมื่อถามว่ารู้หรือไม่ว่าการเลือกตั้ง 69 สว. ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า รู้ ร้อยละ 62.72 และ ไม่รู้ ร้อยละ 37.28

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดว่า ความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เพราะปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคใดเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น คือ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิ-เสรีภาพ” การขยับดับกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากสะท้อนการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังยุบสภาและก่อนเลือกตั้ง การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบต และการถกเถียงสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงชี้ว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”

    ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่า 78% จะตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมประชาธิปไตย เพราะความต้องการอันดับต้นล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวลมากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อการเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งคือ กว่า 37% ยังไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ สว. และนี่คือภาพของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสรส้างอำนาจ ดังนี้ การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการทดสอบว่าระบบการเมืองยังพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000125438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VNhTYYsm6A1jmrHNjpDPG

  • เลือกตั้ง 2569 : “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจเพียงคนเดียว

    เลือกตั้ง 2569 : “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเศรษฐกิจเพียงคนเดียว

    “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” หัวหน้าพรรค ควบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวของพรรคเศรษฐกิจ นำทีมผู้สมัคร สส. ลงสนามเลือกตั้ง 2569

    วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 โดยในส่วนของการยื่นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ เริ่มวันนี้ (28 ธันวาคม) เป็นวันแรก มีพรรคการเมือง 52 พรรค มาลงเวลาก่อนเปิดรับสมัครในเวลา 08.30 น. จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการจับสลากหมายเลขที่จะใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

    สำหรับพรรคเศรษฐกิจ จับสลากได้หมายเลข 11 และได้ยื่นบัญชีรายชื่อทั้งหมด 63 คน ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีชื่อของ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LpMZ13c1p0p29PDczuXLI

  • เลือกตั้ง 2569 : ดุสิตโพล เผย ประชาชนส่งสัญญาณชัดความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ”

    เลือกตั้ง 2569 : ดุสิตโพล เผย ประชาชนส่งสัญญาณชัดความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ”

    ดุสิตโพล เปิด ดัชนีการเมืองไทย ธ.ค. 68 ประชาชนส่งสัญญาณชัดเจนว่าความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เนื่องจากปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สรุปผลการสำรวจเรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย เดือนธันวาคม 2568” โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,151 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 22–26 ธันวาคม 2568 พบว่า

    กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 เฉลี่ย 3.87 คะแนน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งได้ 3.90 คะแนน

    ดุสิตโพล
    ดัชนีการเมืองเดือน ธ.ค.2569

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.46 คะแนน ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใส ได้คะแนนเฉลี่ย 3.39 คะแนน

    เมื่อถามถึงการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ร้อยละ 78.38 และต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบาย ฟื้นฟูเศรษฐกิจ มากที่สุด ร้อยละ 34.11

    ส่วนบุคคลที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 26.55

    เมื่อถามว่าทราบหรือไม่ว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 69 คน ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า ทราบ ร้อยละ 62.72 และ ไม่ทราบ ร้อยละ 37.28

    ดร.พรพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 ลดลงเล็กน้อยหลังการยุบสภา สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง

    โดยประชาชนส่งสัญญาณชัดเจนว่าความหวังอยู่ที่ “เศรษฐกิจ” เนื่องจากปัญหาปากท้องยังบีบคั้นชีวิตประจำวัน และพรรคการเมืองใดที่สามารถเสนอทางออกที่จับต้องได้ แก้ไขได้จริง ไม่ใช่เพียงนโยบายเฉพาะหน้า ก็อาจได้เปรียบในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

    ด้าน ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น ได้แก่ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” และ “สิทธิและเสรีภาพ”

    โดยการขยับเพิ่มขึ้นดังกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากแต่สะท้อนถึงการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังการยุบสภาและก่อนการเลือกตั้ง

    อย่างไรก็ตาม การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบตและการถกเถียงในพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงสะท้อนว่าประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่”

    ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่าร้อยละ 78 จะตั้งใจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น เครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมทางประชาธิปไตย เนื่องจากความต้องการอันดับต้นของประชาชนล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวล มากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์

    นอกจากนี้ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อทางเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ กว่าร้อยละ 37 ยังไม่ทราบว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของสมาชิกวุฒิสภา และนี่คือภาพของ ประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม ที่ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างอำนาจอย่างแท้จริง

    ดังนั้น การเลือกตั้งปี 2569 จึงเป็นการทดสอบสำคัญว่า ระบบการเมืองไทยยังสามารถพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/264804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r-ettCXE5xpc7mEIZm18Q

  • นายกสมาคมคอนโดมองเทรนด์

    นายกคอนโดมองเทรนด์อสังหาฯ ปี’69 สร้างสมดุลใหม่ หลังบอบช้ำพิษเศรษฐกิจ เขต กทม.-ปริมณฑล ประเมินตลาดรวมยอดขายปีละ 5 แสนล้านหดตัวครึ่งหนึ่ง แนวโน้มทรงตัว 2.6-3 แสนล้านต่อเนื่องอีกหลายปี จนกว่า GDP 5% จึงจะมีโอกาสฟื้นตัวได้จริง เสนอโรดแมปรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 8+3

       นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดบ้านและคอนโดมิเนียมในปี 2568 คาดว่าเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยอดขายหดตัวแรง จากเคยพีกที่ 5 แสนล้านบาทในปี 2561 น่าจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.62 แสนล้านบาท จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ถาโถมแบบเต็มปี นับเป็นสถิติยอดขายนิวโลว์ในรอบ 10 ปี

        จีดีพีต่ำ-อสังหาฯฟุบยาว

        เเนวโน้มปี 2569 คาดว่ายอดขายยังคงทรงตัวที่ 2.6-3 แสนล้านบาท และทรงตัวต่อเนื่องอีกหลายปี เพราะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามาเป็นตัวช่วย ต้องรอจนกว่าจีดีพีเติบโต 5% จึงมีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

       โดยธีมการทำธุรกิจปี 2568 เป็นปีแห่งพายุเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ หรือ Year of The Great Perfect Storm ขณะที่ปี 2569 มองว่าเป็นปีแห่งการปรับสมดุลใหม่ หรือ The Year of New Balance & Complexity & Structural Problem

       คำอธิบายเริ่มจาก “New Balance” มาจากยอดขายและยอดโอนลดลงทั้งตลาด กทม.-ปริมณฑล และตลาดทั่วประเทศ, จีดีพีโตต่ำที่ 1-2%, กำลังซื้อหดตัวทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ, อสังหาฯราคาสูงขึ้นเกินกำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ หันไปพึ่งการเช่ากับบ้านมือสอง และขาดโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐ

       ถัดมา “Complexity” มาจากธุรกิจที่อยู่อาศัยมีความซับซ้อนของตลาดมากขึ้น อาทิ โปรดักต์มีทั้งคอนโดฯ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ รูปแบบมีทั้งซื้อกรรมสิทธิ์และเช่าระยะยาว 30-60 ปี มีคอนโดฯต่ำล้าน จนถึงห้องละ 500-1,000 ล้าน แบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยอดกู้ไม่ผ่านสูงไปถึง 50-70% ไปจนถึงค่าใช้จ่ายการเดินทางต่อวันด้วยรถไฟฟ้าสูงมาก เป็นภาระค่าครองชีพก้อนใหญ่

       และ “Structural Problem” ประเทศไทยขาดโครงสร้างระยะยาวรองรับการถือครองอสังหาฯ โดยคนต่างชาติ และขาดโครงสร้างรองรับดีมานด์คนรุ่นใหม่ที่กำลังซื้อถดถอยจนไม่สามารถซื้อบ้านได้

       กู้ไม่ผ่านลามจากล่างขึ้นบน

       นายประเสริฐกล่าวว่า เมื่อพิจารณาลงลึกรายสินค้า พบว่าทาวน์เฮาส์ยุคนี้กลายเป็นสินค้าที่เริ่มเอาต์ไปจากตลาด สินค้าบ้านเดี่ยวยังไปได้ดี แต่ก็เจอแรงเสียดทานจากกำลังซื้อต่างชาติเริ่มหายไป ทั้งจากนโยบายประเทศต้นทางควบคุมการโอนเงินข้ามประเทศ การปราบปรามทุนเทา และนอมินี มีโอกาสเห็นการถดถอยของยอดขายบ้านเดี่ยวไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีสัญญาเช่าระยะยาว 60 ปีออกมารองรับ

       “สิ่งที่เกิดขึ้นลูกค้าต่างชาติเริ่มหันมาเช่ามากขึ้น โดยยอมเช่าเดือนละ 3-4 แสนบาท สำหรับบ้านหรือคอนโดฯราคา 50 ล้านบาท เพื่อตัดปัญหาการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐไทย ยอมเช่ารายเดือนดีกว่าถูกจับ กระทบต่อดีมานด์การซื้อที่จะลดลง”

       ในด้านระดับราคา พบว่ากลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านปีที่แล้วติดลบ -52% ปีนี้จะเหลือน้อยลงไปอีกเหลือ 1 ใน 3 เพราะถูกปฏิเสธสินเชื่อ 70% แม้ว่าดีมานด์ยังมีอยู่ เพราะโครงสร้างประชากรไม่เปลี่ยน แต่ซื้อบ้านไม่ได้ ในขณะที่จีดีพี 1-2% ไม่มีแรงผลักในการซื้ออสังหาฯ ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องก่อหนี้ระยะยาว

       นอกจากนี้ กลุ่มราคา 7-10 ล้านบาทเริ่มเห็นสัญญาณไม่ค่อยดี ยอดขาย 3 ไตรมาสแรกของปีเริ่มย่อตัวลงมา จากเดิมกลุ่มรับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจเป็นกลุ่มราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาท ส่วนห้องชุดราคา 50 ล้านบาทขึ้นไปจะมีการแข่งขันพัฒนาโครงการออกมามากขึ้น ส่วนเทรนด์บ้านมือสองดูเหมือนมีความสำคัญมากขึ้นในภาพตลาดรวม แต่ดูไส้ในจะเห็นว่าบ้านมือสองไม่ได้เติบโต เพียงแต่สัดส่วนที่ใกล้เคียงบ้านใหม่ เพราะไซซ์ตลาดเล็กลงจากคนไม่มีกำลังซื้อ

       แนะโรดแมปมาตรการ 8+3

       สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลหลังเลือกตั้ง นำเสนอในโมเดล 8+3 แบ่งเป็นมาตรการวางโครงสร้างระยะยาว ซึ่งต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ 8 ด้าน กับ 3 มาตรการเร่งด่วนหวังผลในปี 2569

       รายละเอียดการวางโครงสร้างระยะยาว 8 ข้อ ได้แก่

       1.มาตรการ LTV ในระยะยาวที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ และเศรษฐกิจ

       2.การขยายสัญญาเช่าจาก 30 ปีเป็น 60 ปี โดยเสนอให้รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการถือครองอสังหาฯของชาวต่างชาติในไทย และนำมาจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จุดเน้นคือทำให้เป็นโครงสร้างถาวร

       3.การจัดระเบียบการพักอาศัยของชาวต่างชาติ ผ่านกฎหมายอาคารชุดและกฎหมายบ้านจัดสรร หลักการสำคัญคือการบริหารนิติบุคคลจะต้องมีเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวต่างชาติควบคุมการออกกฎระเบียบและบริหารนิติบุคคล

       4.รัฐต้องสนับสนุน Mortgage Insurance การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับบ้านหลังแรกในสัดส่วน 10-20% (เทียบเท่าสัดส่วนเงินดาวน์) เพื่อสร้างหลักประกันให้กับแบงก์ในการยอมปล่อยสินเชื่อ และลดอัตรากู้ไม่ผ่านในตลาดกลาง-ล่าง

       5.มาตรการในการอนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ กล่าวคือความเสี่ยงน้อยคิดดอกเบี้ยน้อย ความเสี่ยงสูงคิดดอกเบี้ยสูงกว่า แนวทางนี้ทำให้ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ จากปัจจุบันที่แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

       6.มาตรการรวมหนี้ หรือ Debt Warehouse โดยรวมหนี้จากบัตรเครดิต หนี้รถยนต์ หนี้ที่อยู่อาศัย โดยใช้บ้านเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบของประชาชน

       7.มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการลงทุนโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man Made Project เพื่อพัฒนาประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเฮลท์แคร์เซ็นเตอร์, เอดูเคชั่นฮับ, สวนสนุกขนาดใหญ่ในรูปแบบดิสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ศูนย์การประชุมนานาชาติ และศูนย์ความบันเทิงด้านการกีฬา โดยมีจุดเน้นย้ำคือไม่มีกาสิโน

       8.การสร้างมูลค่าเพิ่มของโครงการอสังหาฯ จากการเชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สาธารณูปโภคภาครัฐที่โครงการสิ้นสุดแล้วในเวลาที่กำหนด รวมทั้งเสนอให้ริเริ่มการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax จากภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์ตามแนวเส้นทางเมกะโปรเจ็กต์รัฐ

       ต่ออายุ LTV-ลดค่าโอน 1 ปี

       นายประเสริฐกล่าวด้วยว่า ปี 2569 เสนอ 3 มาตรการทำทันทีเพื่อประคับประคองภาคอสังหาฯ ได้แก่

       1.เสนอต่ออายุมาตรการ LTV-Loan to Value (กู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯวงเงินสินเชื่อ 100%) ที่มีกำหนดหมดอายุ 30 มิถุนายน 2569 ขยายอีก 1 ปีให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570

       2.เสนอต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง ให้หมดอายุ 30 มิถุนายน 2570 โดยขยายเพดานจากไม่เกิน 7 ล้านบาท ปรับเป็นบ้านทุกระดับราคา

       และ 3.มาตรการกำกับควบคุมให้มีการลดดอกเบี้ยแท้จริงของธนาคาร ทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR สำหรับผู้กู้รายย่อย และ MLR สำหรับผู้ประกอบการ ให้สอดรับหรือลดเท่ากับการลดดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการการเงิน หรือ กนง.

       ทั้งนี้ ทาง กนง.มีการลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุด 0.25% หรือ 25 สตางค์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 แต่รอบนี้ปรากฏว่าธนาคารปรับลดให้เพียง 5-10 สตางค์เท่านั้น และอาจเป็นคำอธิบายว่าทำไม กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่หุ้นกลุ่มธนาคารกลับสวนทางทำสถิตินิวไฮ ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของผู้กู้ทั้งประเทศ

       ทำธุรกิจประคับประคองอีกปี

       นายกสมาคมคอนโดฯกล่าวตอนท้ายว่า เทรนด์ปีม้าไฟยังคงเป็นปีที่ยากลำบากต่อเนื่องอีกปี การปรับตัวของผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการ 2 ข้อหลักให้แม่น ๆ แบ่งเป็นด้าน Financial Side กับ Commercial Side

       โดยด้านการเงินอสังหาฯ กฎเหล็กต้องบริหารจัดการกระแสเงินสด วางความสำคัญเป็นอันดับแรกในการดำเนินธุรกิจ กับตั้งการ์ดสูง มีความระมัดระวังการลงทุนในภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แถมกำลังซื้อถดถอย

       ส่วนการพัฒนาโครงการมีจุดเน้นผู้ประกอบการต้องมีความตื่นตัวสูง มีความยืดหยุ่นรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะปัจจัยอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว กับการปรับตัวเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเซ็กเมนต์ที่ยังมีกำลังซื้อในตลาด ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35-UwQ-p7aIiz0FK6XjktZ

  • ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเศรษฐกิจ 63 รายชื่อ ชู “คริส โปตระนันทน์” ลำดับ 1 “พล.อ.รังษี” ลำดับ 10

    ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเศรษฐกิจ 63 รายชื่อ ชู “คริส โปตระนันทน์” ลำดับ 1 “พล.อ.รังษี” ลำดับ 10

    เปิดผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ 63 คน ชู “คริส โปตระนันทน์” ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1 “พล.อ.รังษี” ลำดับ 10 ควบหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจ (ศก.) ซึ่งพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในการเลือกตั้ง 2569 จำนวน 63 คน และวันนี้ พลเอกรังษี จับสลากได้หมายเลข 11 ในการหาเสียง โดยมีรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์เรียงตามลำดับ ดังนี้

    บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ

    1. นายคริส โปตระนันทน์

    2. นายพีรพล กนกวลัย

    3. นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล

    4. พลตำรวจตรีไพบูลย์ มะระพฤษณ์วรรณ

    5. นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์

    6. นายส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล

    7. นายณัชพล สุพัฒนะ

    8. นพ.กอบชัย เปี่ยมเพชรกุล

    9. นายศรัทธา คชพลายุกต์

    10. พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์

    11. นายวรินทร อัศนีวุฒิกร

    12. นางนงเยาว์ วราโชติเศรษฐ์

    13. นายจิณณฉัตร อริยสวโรจน์

    14. นางปนัดดา ลีลาอุดมลิปิ

    15. นายจุฬาบุตร คุ้มเจริญ

    16. นายนรวิช อนากุล

    17. ดร.ธีร์ลดา ธีราวรชรเศรษฐ์

    18. นายปวัน เลิศพยับ

    19. นายชาติพรรณ โชติช่วง

    20. นายภูริพงศ์ จงสกุล

    21. พลเอกชัยชนะ นาคเกิด

    22. นายไพศาล เชิดชุ

    23. ว่าที่ร้อยตรีธวีพงษ์ สิทธิธัญกิจ

    24. นายพัฒนพัฒน์ คุ้มวิเชียร

    25. นายศักดินา รักอุดมการณ์

    26. นายอิทธิศักดิ์ สันต์ธัญดิฐ

    27. นางรัชนี ยิ่งฉายรักษ์

    28. พลตรีฉัตรมงคล เกิดปั้น

    29. นายสวาท สุทธิอาคาร

    30. นายเขมธนวัฒน์ ชูชาติสกุล

    31. นายจิรวัฒน์ สมบูรณ์สาร

    32. นายสไว ทัศนีย์ภาพ

    33. นาวาโท ดร.สุปัญญา จันทร์เพ็ญศรี

    34. นายคงธัช เตชะวิเชียร

    35. นายสกนธ์ อาภาภรณ์กุล

    36. นายฐณวัฒน์ เขื่อนวงค์วิน

    37. นางสาวผ่องศรี ชาญตระกูลทวี

    38. นายสรรเสริญ บุญเกษม

    39. นายกฤษติเดช จันทร์งาม

    40. นายสิทธิโชค คล้อยแสงอาทิตย์

    41. นายไพฑูรย์ หอมกลุ่น

    42. นายกาญจนพฤก มาสดใส

    43. นายกานนท์ แสนเภา

    44. นายณัฐวัชร จันทโรธรณ์

    45. ดาบตำรวจชิษณุชา สะมะเหตุ

    46. นายพิพัฒน์ วินโก

    47. นายศุภชัย วันอัน

    48. นายอานนท์ กระบอกโท

    49. นายวุฒิไกร ศรีจันไชย

    50. นายพิชิตชัย รัชตามพร

    51. นายณัฐกฤช อยู่มั่นธรรมา

    52. นางสาวพรลภัส ตั้งจตุรงค์ไพศาล

    53. พันเอกพปริญไชย เสวกวี

    54. นายประชา โพธิ์ศรี

    55. พันตำรวจเอกพิทักษ์ เอียดแก้ว

    56. พลเอกสาละวิน อุทรักษ์

    57. นายจักรกฤษณ์ ยั่งยืน

    58. นายศุภณัฐ วุฒิพันธ์

    59. นายกฤษณทัสค์ ทำไหมธาราสีห์

    60. นายธนารัชต์ สมคเน

    61. นายสมนึก สุชัยธนาวนิช

    62. ดร.ประกาสิต เลิศมุกดา

    63. นายธนโชติ แสงวิมาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2904722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XGYzX31qN37gTHJ3pcNoW