Blog

  • ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่ | TOPNEWS

    ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงมอบของขวัญปีใหม่

    • เผยแพร่ : 31/12/2025 17:32

    ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 1 (กปช.1) และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 ร่วมกันให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจและความประทับใจในการเดินทางท่องเที่ยว

    พ.ต.ท.กฤตกรอิชณน์ คงขำ กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองเบตงได้จัดกิจกรรมสื่อถึงความรักและความปรารถนาดีผ่านของขวัญปีใหม่ ด้วยการมอบลูกอมมินิฮาร์ตและพวงกุญแจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาร่วมงาน Amazing Betong Festival ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปด้วยความสุข ความปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของอำเภอเบตง

    25690101003

    dfbdbr

    ผวาทั้งหาด! สุนัขฝรั่งรุมกัดนักท่องเที่ยวชายหาดสวนหลวง

    วันขึ้นปีใหม่ แห่เจิมมือนะพระแม่โพสพ จากหลวงพ่อสง่า วัดเขาไม้แดง

    ประชาชนชาวมุกดาหารร่วมทำบุญตักบาตร รับศักราชใหม่ ปี 2569

    โคราชทำบุญตักบาตรรับศักราชใหม่ 2569 เสริมสิริมงคลเมืองย่าโม

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เนื่องในวันขึ้นปีใหม่

    จังหวัดฉะเชิงเทราจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคล ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ พร้อมกันหลายวัด ทั่วจังหวัด เพื่อถวายพระราชกุศล และส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1441698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ww5mM3HE2fXsYrNp2HX19

  • เช็กดวงเมือง’69 กลุ่มอำนาจเก่ารีเทิร์น พิบัติภัยแรง-เศรษฐกิจสาหัส!

    เช็กดวงเมือง’69 กลุ่มอำนาจเก่ารีเทิร์น พิบัติภัยแรง-เศรษฐกิจสาหัส!

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของไทยโพสต์ได้ทุกช่องทางที่

    Website : https://www.thaipost.net/

    Youtube : https://www.youtube.com/c/ThaipostTV

    Facebook : https://www.facebook.com/thaipost

    Twitter : https://twitter.com/thaipost

    Instagram : https://www.instagram.com/thaipost_ig/

    Tiktok : https://www.tiktok.com/@thaiposttk?lang=th-TH

    Line : https://lin.ee/ukteb32

    เพิ่มเพื่อน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    โฉมแรก รัฐบาลหน้า | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ห้องข่าวไทยโพสต์ : ประจำวันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

    🛑LIVE ผู้คุมเกมไร้หลัก โลกไร้ระเบียบ..! | ห้องข่าวไทยโพสต์

    ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2568

    ปิดฉากซีเกมส์ เต็ม 10 ให้เท่าไหร่… | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์

    ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/924717/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aTNXUWrT0OyX6pBFW_pL9

  • “ไทยคม”วางแผนรุก “สเปซ อีโคโนมี” รับเศรษฐกิจอวกาศยิงดาวเทียมใหม่ปี 69-70 | เดลินิวส์

    “ไทยคม”วางแผนรุก “สเปซ อีโคโนมี” รับเศรษฐกิจอวกาศยิงดาวเทียมใหม่ปี 69-70 | เดลินิวส์

    นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 69 เตรียมจะรุกธุรกิจ เศรษฐกิจอวกาศ ( สเปซ อีโคโนมี) อย่างเต็มที่  โดยในไตรมาส 2 ปี 69 จะส่ง ไทยคม 9  สู่วงโคจรและให้บริการได้  โดยเป็นดาวเทียมขนาดเล็ก ให้บริการในตลาดอินดัยและไทย และในปี 70 จะส่งดาวเทียมไทยคม 10  ซึ่งเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ โดยบอร์ดไทยได้อนุมัติงบสำหรับดาวเทียม 2 ดวงดังกล่าวที่ 14,000 ล้านบาท หลังจากที่ไม่ได้ยิงดาวดทียมดวงใหม่มาเป็นเวลากว่า 10 ปี  เมื่อให้บริการแล้วทั้งสองดวง คาดว่าจะมีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด 

    “ปัจจุบันไทยคมให้บริการดาวเทียม 4 ดวง ได้แก่ ไทยคม 7 และไทยคม 8 ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรง ได้ใบอนุญาตของ กสทช. ส่วนอีก 2 ดวง คือ ไทยคม 4 และ ไทยคม 6 โดยไทยคมได้ส่งมอบดาวเทียม 2 ดวงนี้ ให้แก่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไปแล้ว และไทยคมได้ทำการเช่าซื้อสัญญาณกลับคืนมา เพื่อนำมาให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจอวกาศ เป็นตลาดที่ใหญ่ มีมูลค่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 9.6 ล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 9% ทุกปี”

    นายปฐมภพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมุ่งใน 3 ธุรกิจที่จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ๆ คือ  1.ธุรกิจวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อใช้ช่วยด้านการเกษตร การวิเคราะห์พื้นที่เพาะปลูกพืช ตรวจสอบน้ำท่วม ภัยแล้ง และการเผาป่าที่ทำให้เกิดฝุ่น พีเอ็ม 2.5    และ  2. ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (ลีโอ) โดนมีพันธมิตร คือ โกลบอล สตาร์ และวันเว็บ เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไปแล้ว ยังกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการดาวเทียมลีโอรายอื่นเพิ่มด้วย โดยเจาะตลาดอินเตอร์เน็ตบรอดแบนสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ เรือสำราญ เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ และ3. ธุรกิจด้านความมั่นคง โดยกำลังศึกษาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เข่น การสื่อสารชายแดน เทคโนโลยีต่อต้านโดรน และโดรนเพื่อการทหาร เพื่อหวังลดการพึ่งพาอุปกรณ์จากต่างประเทศ  นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมยื่นซองประมูลงานบางส่วนจากโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม (ยูโซ่ เฟส 3) ของสำนักงาน กสทช.มูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี  ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารของผู้ที่เข้าประมูลทุกราย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ และน่าจะทราบผลการประมูลในช่วงต้นปี 69 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5461332/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nwmFFSPwKukCVIrn8fU8g

  • เลือกตั้ง69 : พรรคเศรษฐกิจ กับเกมปาร์ตี้ลิสต์ประตูหลัง

    เลือกตั้ง69 : พรรคเศรษฐกิจ กับเกมปาร์ตี้ลิสต์ประตูหลัง

    ภาพใหญ่—เกมที่คนดูเห็น แต่ผลลัพธ์ซ่อนอยู่

    การเลือกตั้งปี 2569 เปิดฉากด้วยปรากฏการณ์ชวนตั้งคำถาม เมื่อ พรรคเศรษฐกิจ ส่ง พลเอก รังสี กิตติญาณทรัพย์ เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่กลับวางชื่อไว้ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อ สวนทางกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มักผูกภาพ “ผู้นำพรรค” เข้ากับลำดับต้นของปาร์ตี้ลิสต์ การจัดวางเช่นนี้ทำให้คำอธิบายเชิงยุทธศาสตร์ถูกตั้งคำถามทันทีว่า เป็นความกล้าท้าระบบ หรือเป็นการเลี่ยงระบบโดยแยบยล

    ในทางการเมือง บัญชีรายชื่อไม่ใช่แค่ลำดับตัวเลข แต่คือสัญญาณอำนาจภายในพรรค ลำดับ 1–3 ของพรรคเศรษฐกิจถูกครอบครองโดย คริส โปตระนันทน์, พีรพล กนกวลัย และ อังซนา ซึ่งล้วนมีที่มาและเครือข่ายทางความคิดที่แตกต่างจากภาพ “พรรคอนุรักษ์นิยมใหม่” ที่พรรคพยายามสื่อสาร ภาพใหญ่จึงไม่ใช่แค่เรื่องอันดับ แต่คือคำถามว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางจริงของพรรค

    เมื่อประชาชนกาบัตรให้พรรคเพราะเชื่อมั่นในตัวแคนดิเดตนายกฯ เสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นตั๋วส่งผู้สมัครลำดับต้นเข้าสภาก่อนถึง 9 คน นี่คือจุดที่คำว่า “ขายพ่วง” เริ่มถูกหยิบยก และทำให้พรรคเศรษฐกิจถูกจับตาในฐานะกรณีศึกษาคลาสสิกของการเมืองเชิงโครงสร้าง มากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์

    กลไก—Backdoor Politics กับความชอบธรรม

    ทฤษฎี “Backdoor” ในทางการเมือง ไม่ได้หมายถึงสิ่งผิดกฎหมายเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ช่องว่างของกติกาเพื่อสร้างความได้เปรียบโดยไม่ต้องเผชิญการตรวจสอบโดยตรง กรณีนี้สะท้อนลักษณะคล้าย “Backdoor MMP” ที่เคยถูกวิจารณ์ในอดีต คือการจัดวางตัวบุคคลและการคำนวณโอกาสทางอำนาจ โดยอาศัยความซับซ้อนของระบบเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้า

    เหตุผลที่พรรคเศรษฐกิจชี้แจงว่า หัวหน้าพรรคไม่ถนัดงานนิติบัญญัติ และต้องการมุ่งสู่ฝ่ายบริหาร อาจฟังขึ้นในเชิงแนวคิด แต่ในทางการเมือง ความชอบธรรมของฝ่ายบริหารยังคงผูกโยงกับอำนาจนิติบัญญัติ การไม่ยืนอยู่แถวหน้าของบัญชีรายชื่อ จึงทำให้ภาพ “ผู้นำที่พร้อมรับผิดชอบต่อสภา” ถูกตั้งคำถามโดยอัตโนมัติ

    ยิ่งไปกว่านั้น ลำดับต้นของพรรคยังแบกรอยเท้าอุดมการณ์จากอดีต ทั้งท่าทีต่อผู้นำทหารในอดีต และมุมมองต่อกฎหมายอ่อนไหวอย่างมาตรา 112 แม้จะมีคำชี้แจงว่าจุดยืนเปลี่ยนไปแล้ว แต่ในยุคดิจิทัล “รอยเท้าดิจิทัล” ไม่เคยลบหาย และถูกใช้เป็นเครื่องมือประเมินความจริงใจของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
     

    ผลกระทบ—ความเสี่ยงทางการเมืองที่มากกว่าคะแนนเสียง

    ในเชิงตัวเลข การที่พลเอก รังสี จะเข้าสภาผ่านปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 10 ต้องอาศัยคะแนนเสียงระดับหลายล้านเสียง ซึ่งเป็นโจทย์ยากสำหรับพรรคที่ยังใหม่ในสนามใหญ่ หากทำไม่ถึง เป้าหมายการเป็นฝ่ายบริหารก็จะกลายเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง

    ขณะเดียวกัน หากทำได้จริง คำถามใหม่จะเกิดขึ้นทันทีว่า ใครคือผู้มีอำนาจต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ระหว่าง “ตัวจริงตามลำดับ” กับ “ตัวหลักทางการเมือง”

    ภาพรวมจึงสะท้อน“ความพิเรนทร์ทางการเมือง”ในเชิงโครงสร้าง มากกว่าความผิดพลาดเฉพาะบุคคล พรรคเศรษฐกิจอาจไม่ได้ผิดกติกา แต่กำลังเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ยุทธศาสตร์” กับ “ทางลัด” ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นการเมืองแบบประตูหลัง หากไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างโปร่งใส

    สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บทเรียนสำคัญคือ การเลือกพรรคไม่ต่างจากการเลือก “ชุดเมนู” ทั้งเซต หากเมนูหลักถูกวางไว้ท้ายสุด ผู้เลือกย่อมต้องยอมรับเครื่องเคียงทั้งหมดก่อนหน้า การรู้เท่าทันโครงสร้างบัญชีรายชื่อจึงสำคัญไม่แพ้นโยบายบนเวทีปราศรัย

    กรณีพรรคเศรษฐกิจสะท้อนความซับซ้อนของการเมืองระบบบัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกฯ อาจเป็นแม่เหล็ก แต่ลำดับคืออำนาจที่แท้จริง ประชาชนจึงต้องอ่านเกมให้ขาด ก่อนตัดสินใจมอบเสียงให้ใครบางคนที่อาจไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กำหนดอนาคตทั้งพรรคและประเทศ

     
    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/735850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jt7TD6rSIltFQHKS0skFM

  • สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

    สี จิ้นผิง อวยพรปีใหม่ 2026 เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี-การป้องกันประเทศ

    สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวอวยพรปีใหม่ 2026 ยืนยันบรรลุเป้าหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับเก่าทั้งหมดแล้ว และจะเดินหน้าพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งขึ้นต่อไป

    เมื่อวันพุธที่ 31 ธ.ค. 2568 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวาระปีใหม่ 2026 ถึงประชาชนชาวจีน ว่าจีนบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) และสร้างความก้าวหน้าอันเป็นรูปธรรมในการเดินทางครั้งใหม่ของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพการป้องกันประเทศ และความเข้มแข็งของชาติโดยรวมล้วนก้าวสู่ระดับสูงใหม่

    สี จิ้นผิงกล่าวว่าปี 2025 เป็นจุดสิ้นสุดของแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 และเป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันมิอาจลืมเลือน โดยจีนได้รำลึกวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก รวมถึงกำหนดวันรำลึกการฟื้นคืนไต้หวัน ซึ่งความพยายามเหล่านี้กำลังระดมพลังอันใหญ่ยิ่งสำหรับการฟื้นฟูประเทศชาติอันยิ่งใหญ่ของเรา

    สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าจีนมุ่งกระตุ้นการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เปลี่ยนตัวเองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขีดความสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด ขณะประชาชนชาวจีนพยายามบ่มเพาะสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยการพัฒนาทางวัฒนธรรม ทำให้เกิดกระแสความสนใจวัตถุทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นในหมู่สาธารณชน โดยวัฒนธรรมจีนกำลังรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้น

    สี จิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนชาวจีนร่วมมือกันสร้างและใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วยกัน พร้อมเสริมว่าไม่มีเรื่องไหนของประชาชนที่เป็นเรื่องเล็ก เราเอาใจใส่ใบไม้ทุกใบและดูแลกิ่งก้านทุกกิ่งภายในสวนแห่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เมื่อทุกบ้านมีชีวิตประจำวันที่มีความสุข ประเทศชาติของเราที่เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ย่อมจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : facebook

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2905277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RNv9xdUnXpaZb98c840sv

  • ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    วันพฤหัสบดี ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.42 น.

    ‘พังงา’คึกคัก! นักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติแห่เที่ยวช่วงปีใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าว จ.พังงา ลงพื้นที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ที่ อพ.2 (เขาพิงกัน) ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของ จ.พังงา โดยเฉพาะ “เขาตาปู” หรือ “เกาะเจมส์บอนด์” สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Man with the Golden Gun เมื่อปี พ.ศ. 2517 จนทำให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมนับล้านคน

    นอกจากนี้ บริเวณเขาพิงกัน ซึ่งมีลักษณะภูเขาหินปูนสองลูกแนบชิดกันอย่างโดดเด่น แตกต่างจากภูเขาทั่วไป ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งความรักของจังหวัดพังงา

    สำหรับบรรยากาศในช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่า มีนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาจากท่าเรือในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และท่าเรือต่างๆ รอบอ่าวพังงา เข้ามาท่องเที่ยวอย่างคึกคัก ภายใต้การดูแลและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา

    นายอิสรินทร์ โสธรจิตต์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา กล่าวว่า ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามและมีชื่อเสียงระดับโลก พร้อมขอความร่วมมือให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และยังได้กล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ ขอให้ทุกคนเดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข

    นายเดชา ปาทาน กำนันตำบลเกาะปันหยี ได้กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเกาะปันหยี เพื่อสัมผัสธรรมชาติอันสวยงามของอ่าวพังงา ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านในหมู่บ้านลอยน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมยืนยันว่าชาวบ้านเกาะปันหยียินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยไมตรีจิตและความเป็นกันเอง

    ขณะที่บรรยากาศบริเวณเกาะปันหยี หมู่บ้านชาวประมงชื่อดังกลางอ่าวพังงา เป็นไปอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวต่างพากันแวะรับประทานอาหารมื้อเที่ยง เลือกซื้อของฝากและของที่ระลึก สร้างรายได้ให้กับชุมชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นอย่างมาก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/938289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FSzy5flouI7hzHv39DKHe

  • ปิดฉาก “คนละครึ่งพลัส”ยอดใช้จ่ายสะพัด 8.4 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โต 0.2% 

    ปิดฉาก “คนละครึ่งพลัส”ยอดใช้จ่ายสะพัด 8.4 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 โต 0.2% 


    คลังสรุปยอดโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ประชาชนร่วมใช้สิทธิเกือบ 20 ล้านราย อัดฉีดเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ดัน GDP ปี 68 โตเพิ่ม 0.2%

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน  สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่าย ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท และสำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลจำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย 

    ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินโครงการฯ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 


     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/39068&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtj7H_K-WaBmy_QWBiBtW

  • หัวเรือใหญ่ Lenovo แนะผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ-ศึกษา ชูไอทีปั้นเศรษฐกิจใหม่

    หัวเรือใหญ่ Lenovo แนะผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ-ศึกษา ชูไอทีปั้นเศรษฐกิจใหม่

    ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ขณะที่ทุกพรรคการเมืองมุ่งนำเสนอนโยบายเพื่อครองใจผู้ใช้สิทธิ “ฐานเศรษฐกิจ” เล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานระยะยาว จึงจัดแคมเปญ Thailand Redesign : อนาคตออกแบบได้ ระดมความคิดเห็นจากผู้นำและผู้บริหารระดับสูงเพื่อร่วมออกแบบพิมพ์เขียวอนาคตประเทศให้ขับเคลื่อนไปอย่างยั่งยืน

    นายวรพจน์ ถาวรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลอโนโว ประเทศไทย จำกัด ร่วมสะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้าง เพื่อวางแนวทางสำหรับทศวรรษใหม่ โดยระบุว่าโครงสร้างที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเป็นอันดับแรกคือ ระบบการศึกษาและระบบราชการ เนื่องจากเป็นแกนหลักสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ

    หัวเรือใหญ่ Lenovo แนะผ่าตัดใหญ่ระบบราชการ-ศึกษา ชูไอทีปั้นเศรษฐกิจใหม่

    สำหรับการสร้างความมั่งคั่งในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากการพึ่งพารูปแบบเดิมมาเป็นการนำเทคโนโลยีไอทีผสานร่วมกับภาคการเกษตร

    ขณะเดียวกันต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้เท่าทันยุคสมัย โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะ Prompt Engineer และสนับสนุนให้นักศึกษามีทักษะการออกแบบความคิดภายใต้กรอบวัฒนธรรมที่ดีงาม เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    ในส่วนของการเพิ่มสมรรถนะภาครัฐ มีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างรัฐไทยให้เล็กลงและมีความคล่องตัวสูงขึ้นด้วยการลดขั้นตอนการทำงาน พร้อมชี้ว่าคอขวดอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือระบบราชการ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย นอกจากนี้ รัฐควรพิจารณากระจายอำนาจเพื่อเพิ่มความสำคัญให้กับเมืองใหญ่อื่นๆ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายเมืองหลวง เพื่อกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่

    กลยุทธ์ด้านการเงินและขีดความสามารถทางการแข่งขัน มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

    • เสนอให้ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ให้เพิ่มสิทธิการลดหย่อนภาษีสำหรับคนชั้นกลางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ
    • มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ผ่านการลดภาษี ส่งเสริมการส่งออก และพัฒนาศักยภาพเพื่อดึงดูดทุนคุณภาพอย่างยั่งยืน
    • รัฐบาลและพรรคการเมืองควรหยุดนโยบายประชานิยมทันที เนื่องจากเป็นอุปสรรคต่ออนาคตของประเทศ
    • ประเทศไทยควรวางตัวเป็นกลางท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บนเวทีโลก

    สำหรับนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) หลังการเลือกตั้ง รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม หากต้องเลือกเปลี่ยนทิศทางประเทศเพียงเรื่องเดียวภายในวาระเดียวของรัฐบาล นายวรพจน์ เน้นย้ำว่าต้องเป็นเรื่องการพัฒนาการศึกษา เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องถอยหลังอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/technology/647933&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CMo2YHbttbqhmtbR9oBZQ

  • สคต.ดูไบ ส่องทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจกลุ่มประเทศ GCC ปี 2569

    สคต.ดูไบ ส่องทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจกลุ่มประเทศ GCC ปี 2569

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ  รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ Gulf Cooperation Council หรือกลุ่ม GCC ที่ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กาตาร์ และบาห์เรน กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่แห่งการเติบโตที่ยั่งยืน โดยผลจากการวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจและนโยบายการคลังล่าสุดเผยให้เห็นว่า ภูมิภาคนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการ “ถอดรหัสพันธนาการ” จากความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยหันมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการกระจายฐานรายได้ที่หลากหลายและการเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคส่วนอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน (Non-oil Sector)

    ภาพรวมเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ของกลุ่มประเทศ GCC ในช่วงปี 2568-2569 มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพอยู่ที่ประมาณร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 4.4 โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมัน อาทิ การท่องเที่ยว การค้าระหว่างประเทศ การเงิน และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่น่าสนใจคือ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 สัดส่วนของภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 70  ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในภูมิภาค (Real GCC GDP) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่แม้ว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันตามมติของOPEC+ แต่ฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนความมั่งคั่งในระยะยาวจะยังคงเป็น “โครงการอภิมหาโปรเจกต์” (Giga-projects) และระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะที่ความต้องการภายในประเทศของกลุ่ม GCC กำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าระบบเศรษฐกิจชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุน 3 ประการ

    • อัตราว่างงานต่ำ : การขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับสูง
    • เสถียรภาพด้านราคาสินค้า: ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ผันผวน แต่อัตราเงินเฟ้อใน GCC กลับถูกควบคุมไว้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะคงอยู่ที่ระดับร้อยละ 2 หรือต่ำกว่า ในปี 2569
    • การขยายตัวของสินเชื่อ: การผ่อนปรนของอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร บริการด้านสุขภาพ และสันทนาการ เติบโตอย่างก้าวกระโดด

    ยูเออี ยังคงรักษาสถานะผู้นำในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและมีความโปร่งใสสูงงบประมาณแผ่นดินปี  2569 และวิสัยทัศน์ “We the UAE 2031”: คณะรัฐมนตรี UAE ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายมูลค่ากว่า 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยเพิ่มขึ้นถึง 29% จากปีที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    ผู้นำตลาดทุน: ยูเออีได้กลายเป็นศูนย์กลางการออกพันธบัตรและหุ้นกู้อิสลาม (Sukuk) ของภูมิภาค โดยในปี 2568 มีมูลค่าการออกตราสารหนี้ในตลาดแรกสูงถึง 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะบทบาทผู้นำด้านตราสารหนี้สีเขียว (Green Debt) เพื่อความยั่งยืน ซึ่งดึงดูดนักลงทุนระดับโลกที่เน้นด้าน ESG หรือการพัฒนาองค์กรด้วย  “หลักความยั่งยืน – Sustainability” ได้อย่างมหาศาล

    ซาอุดีอาระเบีย ยังคงเป็นตลาดโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ภายใต้ธงนำของแผนยุทธศาสตร์ Vision 2030 การลงทุนในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ ซึ่งซาอุดีอาระเบียครองสัดส่วนการจ้างงานในโครงการก่อสร้างกว่าร้อยละ 50 ของทั้งภูมิภาค ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 ไม่ว่าจะเป็นโครงการ NEOM, Red Sea Project หรือ Qiddiya ซึ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านจากระยะวางแผนเข้าสู่ระยะการดำเนินงานอย่างเต็มตัวการเติบโตของภาคเอกชน: คาดการณ์ว่า GDP ภาคที่ไม่ใช่น้ำมันจะขยายตัวราว 5% ในปี 2026 โดยได้รับการสนับสนุนจากการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่น โรงเรียนและโรงพยาบาล เป็นต้น

    นอกจากนี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s และ Fitch ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของ GCC ในปี 2569 ว่าอยู่ในเกณฑ์ “มีเสถียรภาพถึงเป็นบวก” (Stable to Positive) อัตราดอกเบี้ยในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูงแต่สามารถบริหารจัดการได้

    โดยการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจจะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและเป็นเกราะป้องกันผลกระทบจากความไม่สงบ ด้านสภาพคล่องของภาคธนาคารยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากระดับเงินทุนสำรองที่อยู่ในเกณฑ์สูงและความพร้อมในการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ ส่วนการบริหารการคลังของภาครัฐยังคงดำเนินไปอย่างรอบคอบและมีวินัย ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนทั่วโลก

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ ระบุในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ “We the UAE 2031” เป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 10 ปีของยูเออี ซึ่งประกาศใช้ในปี 2565 เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุนและนวัตกรรมระดับโลกปัจจุบันสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนแล้วร้อยละ 67 แม้จะยังเหลือระยะเวลาดำเนินการอีก 6 ปี ปัจจุบัน ยูเออีสามารถครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการนำ AI มาใช้ในสถานที่ทำงาน เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดของโลก และสามารถดึงดูดกลุ่มมหาเศรษฐีได้มากที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่สาม

    ในปี 2569 รัฐบาลยูเออีจะปรับรอบการวางแผนยุทธศาสตร์จาก 5 ปี เหลือ 3 ปี เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือความผันผวนของโลก โดยมุ่งลดขั้นตอนการทำงานและนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเงินและการบริหารจัดการภาครัฐ ดังนั้น หากเป็นผู้ส่งออกสินค้ากลุ่ม อาหารคุณภาพสูง เทคโนโลยีสีเขียว หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ตลาด GCC ในปี 2569 คือโอกาสทอง เนื่องจากนโยบายรัฐสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนอย่างเต็มที่

    การค้าระหว่างไทยกับ GCC  มีมูลค่าสูงและเติบโตต่อเนื่อง โดยไทยส่งออกล่าสุดปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.)  7,673 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ขยายตัว 6.6%) สินค้าหลากหลาย เช่น รถยนต์ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่อง อิเล็กโทรนิคส์ ขณะที่นำเข้า 25,003 ล้านดอลลาห์สหรัฐ (ขยายตัว 0.65%) สินค้าหลักคือ น้ำมันดิบและพลังงาน ทองคำ/เงินแท่ง  โดยมีคู่ค้าเรียงตามลำดับมูลค่า ได้แก่ ยูเออี ซาอุดิอาระเบีย โอมาน คูเวต กาตาร์และบาห์เรน

    ที่มา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wKIOjuz4CODeRI_hJT0zi

  • รายงานพิเศษ…บทสรุปการเงินปี 68 “ปีแห่งการปรับฐานและการฟื้นตัว” พร้อมรับมือปี69 “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว”

    รายงานพิเศษ…บทสรุปการเงินปี 68 “ปีแห่งการปรับฐานและการฟื้นตัว” พร้อมรับมือปี69 “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว”

    จะเห็นได้ว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกก้าวผ่านช่วงความผันผวนรุนแรงจากปีก่อนหน้า เข้าสู่สภาวะ “New Normal” ที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนและระเบียบโลกใหม่ทางการค้า ได้แก่

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค (Macro Overview) โดยในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้:

    • GDP Growth: คาดการณ์ขยายตัวที่ระดับ 2.8% – 3.2% * อัตราเงินเฟ้อ: ทรงตัวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1.5% – 2.5% ตามราคาพลังงานโลกที่เริ่มนิ่ง
    • เครื่องยนต์หลัก: การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Projects) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    2. สถานการณ์ทางการเงินและตลาดทุน

    นโยบายการเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินแบบ “Neutral” (เป็นกลาง) โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับที่เหมาะสม เพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงินและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

    ตลาดหุ้นไทย (SET Index): ดัชนีมีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้รับอานิสงส์จาก:

    1. Fund Flow: เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets)

    2. ESG Investing: หุ้นกลุ่มความยั่งยืนได้รับความนิยมสูงสุดจากนักลงทุนสถาบัน

    3. Digital Asset: การนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้ในสินทรัพย์จริง (Real World Assets) เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม

    3. แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตาในปีถัดไป

    1. Virtual Bank: การเปิดตัวธนาคารไร้สาขาอย่างเต็มรูปแบบที่จะเข้ามาเปลี่ยน Landscape การแข่งขันในธุรกิจธนาคาร

    2. ความผันผวนของค่าเงินบาท: จากทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจมีความไม่แน่นอนตามสภาวะเศรษฐกิจอเมริกา

    3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่: นโยบายการคลังที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่ S-Curve ใหม่

    สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี 2569 สภาวะตลาดจะเปลี่ยนจากช่วงการฟื้นตัวเข้าสู่ช่วง “ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว” (The K-Shaped World) และเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในหลายประเทศ

    1. กลยุทธ์หลัก: “Core & Satellite” โดยแนะนำให้แบ่งพอร์ตออกเป็น 2 ส่วนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงและการหาโอกาสทำกำไรสูง

    · Core Port (70-80%): เน้นสินทรัพย์หลักที่มีความมั่นคง กระจายตัวทั่วโลก เพื่อการเติบโตระยะยาว เช่น กองทุนรวมดัชนีหุ้นโลก (Global Equity) และตราสารหนี้คุณภาพดี

    · Satellite Port (20-30%): เน้นการลงทุนตามธีม (Thematic Investment) หรือการจับจังหวะตลาด (Tactical Asset Allocation) เพื่อเพิ่มผลตอบแทน (Alpha)

    2. ธีมการลงทุนที่น่าจับตาในปี 2569

    หุ้น: จาก “AI Hype” สู่ “AI Reality”

    · Selective Buy: เลิกมองแค่หุ้นกลุ่ม Tech ขนาดใหญ่ (Magnificent 7) แต่ให้มองหาบริษัทที่เริ่มนำ AI มาสร้างกำไรได้จริง (AI Adopters) เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Data Centers)

    · Domestic Recovery: หุ้นไทยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก FDI (การลงทุนต่างชาติ) เช่น นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวตราสารหนี้: ยุคทองของ Bond Income

    · เมื่อดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตราสารหนี้จะกลับมาน่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของ ดอกเบี้ยรับ (Yield) และโอกาสได้ กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อดอกเบี้ยปรับตัวลดลง แนะนำเน้นหุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade

    สินทรัพย์ทางเลือก: ประกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    · ทองคำ: ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีติดพอร์ต (5-10%) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการเมืองโลกและปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศเศรษฐกิจหลัก

    · REITs (กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์): เริ่มกลับมาน่าสนใจเนื่องจากดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มความน่าสนใจของอัตราปันผล

    3. ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม

    1. อย่ามองข้ามยุโรปและญี่ปุ่น: ในปี 2569 ตลาดเหล่านี้อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังไม่แพงจนเกินไป

    2. ระวังความผันผวนช่วงครึ่งปีหลัง: นักวิเคราะห์คาดว่าความผันผวนจะสูงขึ้นจากนโยบายการคลังและกำแพงภาษีระลอกใหม่ในตลาดโลก

    3. การปรับพอร์ต (Rebalancing): ควรทบทวนพอร์ตทุก 6 เดือนเพื่อให้สัดส่วนสินทรัพย์กลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมตามเป้าหมาย

    ดังนั้นปี 2569 การลงทุนแบบ “Active Management” (การเลือกหุ้น/กองทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ) จะมีความสำคัญมากกว่าการซื้อตามดัชนีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความแตกต่างของผลประกอบการบริษัทจะชัดเจนขึ้นมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/120522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nETcSN6morjddVPzAcuQF