Blog

  • “ไพศาล” กาง 2 สูตรตั้งรัฐบาล! เพื่อไทยแกนนำ จับตา “กล้าธรรม” ตัวแปรยืนหนึ่งทุกขั้ว | เดลินิวส์

    “ไพศาล” กาง 2 สูตรตั้งรัฐบาล! เพื่อไทยแกนนำ จับตา “กล้าธรรม” ตัวแปรยืนหนึ่งทุกขั้ว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ม.ค. นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

    ชัดขึ้นแล้วว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งจะมี 2 สูตร

    – เพื่อไทยกับภูมิใจไทย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

    – เพื่อไทยกับประชาชน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

    โดยพรรคกล้าธรรม ร่วมรัฐบาลทั้ง 2 สูตร

    และพรรคประชาชาติ กับพรรคเศรษฐกิจ จะร่วมกับพรรคเล็ก อีก 3 พรรค เข้าร่วมรัฐบาลด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5461117/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z5NdhYwqJCJu5e1f3nSDj

  • ‘กฎหมายโลกร้อน ปี 2026’ กับ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

    ที่ผ่านมา ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกผ่านการวางรากฐานทางกฎหมายเพื่อรับมือวิกฤตโลกร้อนอย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า กฎหมายโลกร้อน ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ถูกออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้รองรับและปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศที่เป็นภัยธรรมชาติได้ในระยะยาว


    จากบทความเรื่อง “จับตา พ.ร.บ.โลกร้อน ขับเคลื่อนการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติ เสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกและวางกฎเกณฑ์แนวทางซื้อขายคาร์บอนเครดิต” ที่เผยแพร่ใน Facebook : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้อัปเดตให้เห็นว่าร่าง กฎหมายโลกร้อน ฉบับนี้มีเนื้อหา 14 หมวด 205 มาตรา และบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นให้สามารถบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในส่วนของสาเหตุ คือ ก๊าซเรือนกระจก และปลายเหตุ คือ การปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหาย
    โดยใช้การเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยให้มีภูมิคุ้มกัน มีสภาพแวดล้อมในการจัดการปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดหลัก “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) ร่วมกับความเป็นธรรมทางสังคมและการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กัน
    และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยตามกฎหมายนี้จะกำหนดให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และกำหนดเป็นภารกิจของหน่วยงานรัฐต้องรับดำเนินการและบูรณาการในแผนงาน เพื่อจัดทำงบประมาณที่สอดคล้องกัน ภายใต้โครงสร้างทางนโยบายที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อบูรณาการการทำงานและกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานร่วมกับนานาชาติ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ยังรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

    ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับตัวอย่างจริงจังคือ การจัดตั้งระบบกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanism) ซึ่งประกอบด้วยกลไกภาคบังคับ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
    1. ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS – Emission Trading System)
    เป็นกลไกกำหนดเพดานสูงสุด (Emission Cap) เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลในแต่ละภาคส่วน ซึ่งจะได้รับการจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการให้เปล่าและ/หรือการประมูล โดยสิทธิดังกล่าว ถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายและโอนได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดอย่างเหมาะสม
    2. กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของไทย (CBAM – Carbon Border Adjustment Mechanism)
    เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหา “การรั่วไหลของคาร์บอน” (Carbon Leakage) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมายังประเทศไทย รวมทั้งเพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดของสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้ามีต้นทุนเพิ่มเติมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำ อันเนื่องมาจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจกในการผลิต อีกทั้งจะช่วยสนับสนุนการเตรียมพร้อมรับมือกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
    3. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
    เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องจ่ายภาษีตามปริมาณการผลิตหรือนำเข้า ช่วยให้ธุรกิจคาดการณ์ต้นทุนได้ชัดเจนและมีแรงจูงใจลดการปล่อยก๊าซ โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ ทั้งนี้ รายได้จากภาษีต้องนำส่งคลังตามกฎหมายกระทรวงการคลัง และไม่สามารถใช้ในกองทุนภูมิอากาศได้

    ร่าง กฎหมายโลกร้อน นี้ยังได้กำหนดให้มีเครื่องมือสำคัญด้านการเงิน คือ กองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว โดยแหล่งเงินทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการจัดเก็บรายได้มาจากกลไกราคาคาร์บอน ของกฎหมาย อาทิ รายได้จากการประมูลสิทธิในระบบ ETS กลไก CBAM  และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัย และพัฒนา ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบจากความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage)
    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายจะเป็นกรอบการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิตของประเทศ โดยกำหนดมาตรฐาน มูลค่าและระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อให้การซื้อขายและการใช้คาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และป้องกันการทุจริตจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะมีการจัทำมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Taxonomy) เพื่อเป็นมาตรฐานกลางสำหรับจำแนกกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไทย สำหรับใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางด้านการเงินและการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance and Investment) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจตรงกัน และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
    สำหรับกรอบกฎหมายด้านการปรับตัวและการสร้างภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบในมิติต่างๆ เช่น น้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อสร้างความพร้อมไปสู่การปฏิบัติในระดับจังหวัดและท้องถิ่นตามสภาพพื้นที่และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง

    ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยเร็วในระยะต่อไป ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร่งด่วน ในฐานะกฎหมายแม่บท โดยจะมีการเตรียมการพิจารณารายละเอียดกฎหมายระดับอนุบัญญัติ หรือกฎหมายลูก คู่ขนานกันไป เช่น กฎกระทรวงเรื่องการรายงานข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลจะต้องดำเนินการภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ หรือการจัดตั้งโครงสร้างเชิงสถาบันของกฎหมาย เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการ การเตรียมการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ ซึ่งต้องเริ่มเดินหน้าทันทีเพื่อให้เห็นผลเชิงปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมุ่งหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
    อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หนึ่ง การวางแผนและจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และ สอง การกำหนดสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคลซึ่งจะเป็นภาคบังคับเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ได้ข้อมูล CFO – Carbon Footprint Organization หรือการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยจะต้องเชื่อมโยงกับการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการฟอกเขียวหรือ Green wash ร่วมกับการซื้อคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบัน
    ดังนั้น การประกาศเดินหน้ากฎหมายสำคัญฉบับนี้จึงถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกัน ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป

    เทรนด์ความยั่งยืนที่ต้องจับตาต่อในปี 2026

    ปฐมบท “คาร์บอนข้ามแดน” CBAM สหภาพยุโรป บังคับใช้ 1 ม.ค. 2569

    ไบโอมีเทน..เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแห่งอนาคตของไทย สู่ศูนย์กลางอาเซียน

    เอทานอล E100 มิติใหม่เชื้อเพลิงชีวภาพ อนาคตยานยนต์ไทย “ฮับ” แห่งแรกของโลก

    Post Views: 157

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/01/hot-issues-in-global-warming-law-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mTMjvagEfLrmfLgPDs57B

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y

  • 1ม.ค.69 เริ่มจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก  เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า คุ้มครองผู้บริโภค

    1ม.ค.69 เริ่มจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า คุ้มครองผู้บริโภค

    วันนี้, 19:49น.

              วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และยกระดับมาตรฐานสินค้านำเข้าให้เป็นไปตามกฎหมายไทย

              นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้สินค้านำเข้าออนไลน์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาเข้า ตั้งแต่มูลค่า 1 บาทแรก ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME กับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่อยู่ในระบบภาษี   รองโฆษกระบุว่า ราคาสินค้าบางประเภทอาจมีการปรับตัว เช่น เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่อาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20–30 และสินค้าทั่วไปขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละประเภท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้การซื้อขายยังคงสะดวกสบาย โดยปัจจุบันกว่าร้อยละ 97 ของสินค้านำเข้า ภาษีจะถูกคำนวณและรวมอยู่ในราคาสินค้าบนแพลตฟอร์มแล้ว ผู้บริโภคสามารถชำระเงินครั้งเดียวและรับสินค้าที่บ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องไปดำเนินการชำระภาษีที่ด่านศุลกากรด้วยตนเอง

                ในส่วนของการคุ้มครองผู้บริโภค กรมศุลกากรได้ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก ได้แก่ Lazada, Shopee, TikTok, SHEIN และ TEMU เพื่อคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ อย. รวมถึงสินค้าที่ผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า จะถูกถอดออกจากระบบและไม่อนุญาตให้นำเข้า

                 นางสาวลลิดา ย้ำว่า มาตรการนี้ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ประชาชน แต่เป็นการปรับระบบให้เป็นธรรม โปร่งใส และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการช้อปปิ้งออนไลน์จะยังคงสะดวก ปลอดภัย และได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น

    #เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04Hg10Do6_iesyASRyJaL7

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y

  • รมต.กต.อวยพรปีใหม่ ยืนยัน เดินหน้านโยบายการทูตเชิงรุก ปกป้องผลประโยชน์ชาติ-ประชาชน

    รมต.กต.อวยพรปีใหม่ ยืนยัน เดินหน้านโยบายการทูตเชิงรุก ปกป้องผลประโยชน์ชาติ-ประชาชน

    รมต.กต.อวยพรปีใหม่ ยืนยัน เดินหน้านโยบายการทูตเชิงรุก ปกป้องผลประโยชน์ชาติ-ประชาชน

    วันนี้, 20:08น.

              นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งสารอวยพรเนื่องในวันปีใหม่ 2569  โดยระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านทั้งสถานการณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาในภูมิภาค และความผันผวนของสถานการณ์โลก ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง

              ท่ามกลางบริบทที่ท้าทายเช่นนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ขับเคลื่อนการทูตเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ รักษาเสถียรภาพ สันสิภาพ และดูแลพี่น้องประชาชนอย่างรอบด้านในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่การพูดคุยเพื่อลดความตึงเครียด การส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ การนำโอกาสทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศกลับมาสู่ไทย การดูแลและคุ้มครองคนไทยในต่างแดน

              กระทรวงการต่างประเทศตระหนักอย่างยิ่งว่าทุกการเจรจา ทุกความร่วมมือ และทุกการตัดสินใจต้องมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อชีวิตของประชาชน เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง เศรษฐกิจเดินหน้า และที่สำคัญที่สุดเสริมสร้างศักดิ์ศรี ปกป้องอธิปไตย และส่งเสริมสถานะความเชื่อมั่นของประเทศไทยในเวทีโลก

              ในปี 2569 กระทรวงการต่างประเทศจะยังคง เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้การทูตเป็นเครื่องมือ ในการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส เชื่อมโยงประเทศไทยกับโลกอย่างสมดุล สร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

               หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องชาวไทยทุกท่าน เพื่อร่วมกันพาประเทศก้าวหน้า และสร้างอนาคตที่มั่นคงไปด้วยกัน ในวารดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ตนขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดดลบันดาลให้พี่น้องประชาชนและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีพลังกายและกำลังใจที่เข้มแข็งตลอดปีใหม่ สวัสดีปีใหม่

    #กระทรวงต่างประเทศ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zurysZzDW-HCanDeLTMvl

  • ภาวะโลกร้อน กำหนดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ | 1 ม.ค. 69 | ข่าวใส่ไข่

    ภาวะโลกร้อน กำหนดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ | 1 ม.ค. 69 | ข่าวใส่ไข่

    1 ม.ค. 2569 21:10 น.

    ภาวะโลกร้อน กำหนดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ #ภาวะโลกร้อน #ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจสีเขียว #ClimateChange —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/news-with-egg/1176856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aXMWiZRzppfOFlqxi_GLR

  • ปิดฉาก “คนละครึ่ง พลัส” ยอดใช้จ่าย 84,185.73 ลบ. หนุนเศรษฐกิจไทย

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่ง พลัส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการรวม 84,185.73 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,558.91 ล้านบาท ขณะที่เงินที่รัฐร่วมจ่ายมีจำนวน 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการร่วมจ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และร่วมจ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 1,475.56 ล้านบาท

    จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23:00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 999,350 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร 89,799 ราย

    นายพงศ์นคร ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีโครงการ

    นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อในภาคประชาชนยังส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคการผลิต การค้า การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งอย่างเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/805158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SZ61WxcuqeaDbGnM7487y