Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

    ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

    ถอดรหัสสงครามตะวันออกกลาง กูรูชี้ SET สัปดาห์แรกผันผวนลบ

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า จากการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทางฝ่ายประเมินผลกระทบต่างๆ ดังนี้

    1. ราคาน้ำมันช่วงสั้นมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ โดยความรุนแรงขึ้นกับผลของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยหากอิงความขัดแย้งในอดีต การขึ้นหลังสงครามเริ่มอาจไม่แรง เพราะมีการเก็งเกิดสงครามเข้าไปในราคาก่อนแล้ว
    2. SET Index ช่วง 1 สัปดาห์แรก มีแนวโน้มผันทางลบ จากการประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่ไม่ชัดเจนในช่วงแรก ก่อนฟื้นตัวในช่วงถัดไป
    3. กลุ่มที่ Outperform ในช่วงสงคราม คือ พลังงาน (ENERG) และหุ้นปลอดภัย (ICT / HELTH) ขณะที่ระยะกลาง กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) และขนส่ง (TRANS) ที่ลงในช่วงแรกมักมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีหลังความมั่นใจกลับมา
    4. กลุ่มที่ Underperform โดยหลักจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ บรรจุภัณฑ์, รับเหมา, ปิโตรเคมี, วัสดุก่อสร้าง

    ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าลดน้ำหนัก ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบต้นทุนพลังงาน อาทิ วัสดุก่อสร้าง (CONMAT), ปิโตรเคมี (PETRO) นอกจากนี้ กลุ่มธนาคาร (BANK) ที่รับรู้ปัจจัยบวกช่วงสั้นส่วนใหญ่ไปแล้ว อาจเผชิญการขายทำกำไร หรือลดน้ำหนักทั้งจาก Over-owned และจากตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกที่เผชิญความเสี่ยงมากขึ้น

    ขณะที่แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐจะเข้ามาในครึ่งปีหลัง / กลุ่มการแพทย์ (HELTH) การเดินทางเข้ามารักษาของผู้ป่วยตะวันออกกลางช่วงสั้น อาจชะลอจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่หลายประเทศรอบอิหร่าน (ผลกระทบ)

    สำหรับกลุ่มที่น่าเพิ่มน้ำหนัก โดยเฉพาะหากปรับตัวลดลง ได้แก่ ท่องเที่ยว (TOURIM) และขนส่ง (TRANS) ที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การเดินทางไปยุโรปมีความเสี่ยงและต้นทุนเพิ่มขึ้น (เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และอาจต้องบินอ้อม)

    ซึ่งน่าจะบวกกับการท่องเที่ยวไทย อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้นอาจปรับลดลงจากความกังวลนักท่องเที่ยวระยะไกลหาก ซึ่งอาจไม่น่ากังวลมากนัก พิจารณาจากการที่ไม่ใช่ฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวยุโรปมาไทย

    จากปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้จากนี้ ราคาหุ้นจะกลับมาขึ้นกับผลประกอบการเป็นหลัก การลงทุนเน้นหุ้นที่

    1. ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ดี อาทิ กลุ่มการแพทย์ BCH, BDMS, BH
    2. ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว อาทิ ค้าปลีก ซึ่งแม้งบไตรมาส 1/2569 อาจสู้ปีก่อนที่มี “ช้อปดีมีคืน” ไม่ได้ แต่ตลาดก็รับรู้ไปพอสมควรแล้ว อาทิ HMPRO, CPALL, TNP, BCP
    3. กลุ่มที่ซื้อขายด้วยมูลค่าทางบัญชีต่ำ หรือมีโอกาส turnaround อาทิ ปิโตรเคมี การเงิน (ตัวเล็ก) อาหาร อาทิ PTTGC, IVL, AMANAH, KCAR, TK, SORKON, TWPC, TKN เป็นต้น

    ภาพรวมกลยุทธ์ แนะนำระวังความผันผวนจากการทยอยขึ้นเครื่องหมายจ่ายปันผล และความผันผวนจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในแง่ของสัดส่วนลงทุน แนะนำคงเงินสด 50% และ พอร์ตหุ้น 50%

    หุ้นแนะนำ

    • PTTEP ราคาเป้าหมาย 150 บาท : ได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น (ตัดขาดทุน 130.00 บาท)
    • AAV ราคาเป้าหมาย 1.50 บาท : แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/68 ออกมาดี จำนวนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเป็นบวก (ตัดขาดทุน 1.28 บาท) 
    • TNP ราคาเป้าหมาย 3.30 บาท : ผลการดำเนินงานได้แรงหนุนจากเงินที่เติมเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เติบโตจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซื้อขายเพียง 12 เท่า PER (ตัดขาดทุน 2.80 บาท)
    • HMPRO ราคาเป้าหมาย 8 บาท : ราคาหุ้นสะท้อนผลประกอบการที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาไปแล้ว และเริ่มทยอยปรับดีขึ้น (ตัดขาดทุน 6.90 บาท)

    อย่างไรก็ตาม มองว่ากลยุทธ์การลงทุนนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาเข้าซื้อ

    3 ฉากทัศน์ สงครามตะวันออกกลาง

    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) เปิดมุมมองว่า ช่วงวันที่ 28 ก.พ. – 1 มี.ค. 69 สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกได้เข้าสู่บทใหม่ของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ภาวะสงคราม ซึ่งประเมินมี 3 ฉากทัศน์ ที่อาจเกิดขึ้นหลังเกิดวิกฤติตะวันออกลางรอบใหม่นี้ คือ

    1) การโจมตีจำกัดแต่หยุดเร็ว (โอกาส 30%) : มองฝ่ายสหรัฐประกาศชัยชนะ ระยะสั้นคาด Brent อยู่ที่ US$75-80/bbl และจะลดลงเร็วหลังเหตุปะทะยุติ ทำให้เฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ US$65-70/bbl ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับรับมือได้

    ส่วน SET ตกใจชั่วคราวแต่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -15 ถึง -50 จุด (-1% ถึง -3%) และเป้า SET อิง PER 16 เท่าเช่นเดิมที่ 1530 จุด กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Domestic ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ได้แก่ ADVANC TRUE CPALL

    และแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน ส่วนนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สูงสามารถเก็งกำไรกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ตได้ แต่ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact เมื่อคลี่คลาย แนะนำตั้งจุด Trailing Stop

    2) สงครามยืดเยื้อ แต่ไม่ลุกลาม (โอกาส 50%) : มองเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ระยะสั้นคาด  Brent ปรับขึ้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 70-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ส่วน SET เกิดภาวะ Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -50 ถึง -75 จุด (-3% ถึง -5%) และเป้า SET อิง PER 14-16 เท่า ที่ 1318-1506 จุด กลยุทธ์แนะนำลดน้ำหนักในหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน

    ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต และหุ้นกลุ่มเดินเรือซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น ได้แก่ PSL TTA RCL PRM รวมทั้งหุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูง ได้แก่ ADVANC TRUE BEM CHG พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น

    3) สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค (โอกาส 20%) : มองกลุ่มฮูตีและฮิซบูเลาะห์เปิดแนวรบ ระยะสั้นและเฉลี่ยทั้งปีนี้คาด  Brent ปรับขึ้น 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย

    ส่วน SET เกิดภาวะ Extreme Risk off โดยระยะสั้นคาดปรับลงราว -75 ถึง -150 จุด (-5% ถึง -10%) อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium  สูงขึ้นจนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่าที่ 1100 จุดเพื่อสะท้อนเงินทุนไหลออกรุนแรงได้

    กลยุทธ์แนะนำถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมันและหุ้นที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า ขณะที่มองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT BCP เพื่อ Hedging พอร์ต  พร้อมกับลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและตราสารหนี้ระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/652823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nzbgGHbYWEv_kQn6CN5zN

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ วิเคราะห์วิกฤตอิหร่าน 5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย 3 ฉากทัศน์ สำคัญ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ วิเคราะห์วิกฤตอิหร่าน 5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย 3 ฉากทัศน์ สำคัญ

    4มี.ค.2569- ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

    [วิกฤตอิหร่าน กับ ความเสี่ยง stagflation]

    ช่วงนี้หลายคนคงเห็นข่าวการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน แล้วอาจจะสงสัยว่า “ก็แค่ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ” อีกรอบ เหมือนตอน Hamas บุกอิสราเอล สหรัฐโจมตีศูนย์พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน หรือสหรัฐบุกเวเนซูเอล่า ซึ่งต้องบอกว่าแทบไม่มีผลกระทบอะไรต่อเศรษฐกิจโลกเลย

    ทำไมรอบนี้โลกถึงน่ากังวลกันนัก ทั้งที่ปกติเหตุการณ์ความไม่สงบในอดีต มักจะกระทบเศรษฐกิจโลกแค่ชั่วคราว

    คำตอบคือ: รอบนี้มี “จุดยุทธศาสตร์” มันต่างออกไป
    ตราบใดที่สงครามไม่กระทบปริมาณ (supply) และราคาน้ำมัน เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ
    แต่รอบนี้เป้าหมายและผลกระทบเกิดจากช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเปรียบเสมือนคอขวดสำคัญของพลังงานโลก และส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทำไมรอบนี้ถึง “น่ากังวลเป็นพิเศษ”? อิหร่านเริ่มดำเนินการปิดช่องแคบ​ Hormuz ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาขู่มาหลายครั้ง ไม่เคยทำได้สำเร็จและไม่เคยทำมาก่อนในระดับนี้ ผลที่ตามมาคือ:
    Supply พลังงานโลกหายวับ: น้ำมันดิบและก๊าซ LNG กว่า 1 ใน 5 ของโลก หายไปจากตลาดทันที
    และไทยพึ่งพาจุดนี้มหาศาล: เราพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้สูงถึง 60% และ LNG อีกกว่า 20% ของที่ใช้ในประเทศ

    5 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตา
    นอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ผลกระทบจะลามไปถึงเสาหลักเศรษฐกิจอื่นๆ ของไทยด้วย:

    1. ช่องแคบจะปิดนานแค่ไหน?: แม้สหรัฐฯ คงจะต้องพยายามเข้าจัดการ แต่หากยืดเยื้อ ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยเรือจะพุ่งจนต้นทุนพลังงานแบกไม่ไหว

    2. โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมัน: หากการตอบโต้ลามไปทำลายโรงกลั่นท่อส่งน้ำมัน ท่าเรือ หรือแท่นขุดเจาะ จะทำให้ Supply โลกหายไปแบบ “ไม่ชั่วคราว” ตอนนี้ก็เห็นโรงกลั่นซาอุ และท่อส่งน้ำมันกันแล้ว

    3. การท่องเที่ยว (โดนเต็มๆ ในระยะสั้น): * ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น: ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่พุ่งสูงจะสะท้อนไปที่ราคาตั๋วทันที

    นักท่องเที่ยวหาย: กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงจะไม่สามารถเดินทางมาได้ และบรรยากาศความขัดแย้งทำให้คนทั่วโลกชะลอการเดินทาง

    4. การค้าและค่าเดินเรือ: ค่าระวางเรือจะพุ่งสูงขึ้นทันทีจากความเสี่ยงและเส้นทางที่ต้องอ้อมไกลขึ้น กระทบต่อต้นทุนสินค้าส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึงการค้าโลกที่อาจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ลดลง

    5. ใครจะมาแทนน้ำมันที่หายไป?: OPEC เพิ่มกำลังการผลิตหลักแสนบาร์เรลต่อวัน ไม่สามารถชดเชย 21 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปได้ ความหวังสำคัญคือการระบายน้ำมันสำรอง (SPR) ของสหรัฐฯ

    ผลกระทบต่อกระเป๋าเงินคนไทย

    ปัญหาสำคัญคือไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค (6% ของ GDP)
    หากน้ำมันสูงกว่ากรณีฐาน 10% และค้างสูงทั้งปี (หวังว่าจะไม่นะครับ) จะฉุด GDP ไทย และดุลการค้าประมาณ 0.5% กระทบต่อค่าเงินได้เลย และเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวขึ้น กลายเป็น stagflation shock ที่น่ากังวล ในภาวะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีเลย

    และภาระของการคลังของรัฐคงทะยานสูงขึ้น หนี้กองทุนน้ำมัน เราเพิ่งจะบริหารจนหนี้แสนล้านกลับมาเป็นบวกได้ไม่กี่เดือน หากต้องกลับไปอุดหนุนราคาอีกครั้ง หนี้ก้อนโตจะกลับมาทันที
    นี่ยังไม่นับค่าไฟ ที่คงตรึงไม่อยู่แน่ ถ้าราคา LNG ขึ้นเยอะๆ

    มองไปข้างหน้า: 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) สำคัญ
    คงมีฉากทัศน์ทางการเมืองและการทหารเต็มไปหมด ที่ยากเกินกว่าจะวิเคราะห์ แต่ผมคง focus ที่ผลกระทบต่อ supply และราคาน้ำมันเป็นหลัก เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    – จบเร็ว (Regime Alteration): จบในไม่กี่สัปดาห์ เช่นได้รัฐบาลใหม่ที่ยอมทำตามสหรัฐ ช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดได้ น้ำมันคงพุ่งสั้นๆ แล้วกลับมาที่ $60-$70 (ไทยรอดตัว)

    – ยืดเยื้อแต่ไม่รุนแรง: การสู้รบจำกัดวงแต่ช่องแคบปิดบ้างเปิดบ้าง ความเสี่ยงค้างสูง น้ำมันค้างอยู่ที่ $70-$90 (ไทยเหนื่อยหนัก)

    – รุนแรงและบานปลาย: สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ทำลายโครงสร้างพลังงาน น้ำมันทะลุ $100++ (ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก)

    บทสรุป: แม้เราจะหวังให้เรื่องนี้จบเร็ว แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รอบนี้กระทบไทยทั้งราคาพลังงาน การท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศ วางแผนรับมือกันดีๆ ครับ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/957150/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Wby42adMCHeoMP3DFoJyx

  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ประจำวันที่ 03/03/69 พุ่งขึ้น 3.33 ดอลลาร์  ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ประจำวันที่ 03/03/69 พุ่งขึ้น 3.33 ดอลลาร์ ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 4% ในวันอังคาร (3 มี.ค.) เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับบอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลาง และก่อให้เกิดความกังวลว่าข้อพิพาทในครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อ

    สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 3.33 ดอลลาร์ หรือ 4.67% ปิดที่ 74.56 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2568

    ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 3.66 ดอลลาร์ หรือ 4.71% ปิดที่ 81.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29RZpRZLHt00w1Dngq8HNW

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่องรมว.พลังงานยามไฟสงคราม ‘วราวุธ’จ่อ‘เข้าวิน’ , ทีมไทยแลนด์ ระทึก!ลุ้นศาลฎีกา ฟันคดี‘หมอเกศ’ฮั้วสว.

    เรื่องมันมีอยู่ว่า ส่องรมว.พลังงานยามไฟสงคราม ‘วราวุธ’จ่อ‘เข้าวิน’ , ทีมไทยแลนด์ ระทึก!ลุ้นศาลฎีกา ฟันคดี‘หมอเกศ’ฮั้วสว.

    เรื่องมันมีอยู่ว่า รัฐมนตรีพลังงานในรัฐบาลใหม่ อาจต้องทำงานหนักขึ้น ในภาวะสงครามตะวันออกกลาง ชื่อของวราวุธ ศิลปอาชา บ้านใหม่ในภูมิใจไทยถูกเสนอชื่อในช่วงนี้ <>ลุ้นคำตัดสินสินของศาลกรณีวุฒิการศึกษา หมอเกศ สว.คะแนนอันดับหนึ่ง ที่ขณะนี้ถูกสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่<> พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    ส่องรมว.พลังงานยามไฟสงคราม

    ‘วราวุธ’จ่อ‘เข้าวิน’ทีมไทยแลนด์

    ไฟสงครามตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอิสราเอลและอิหร่าน กำลัง ‘ขยายวง’ และส่งผลกระทบกับพลังงานโดยเฉพาะ‘ราคาน้ำมัน’ ที่กำลังขยับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางการคาดการณ์จาก ‘ทุกฝ่าย’ สงครามไม่น่าจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น

    ‘นายกฯหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ยืนยันว่า ‘น้ำมันสำรอง’ ของชาติสามารถรองรับสถานการณ์ ‘วิกฤต’ พลังงานครั้งได้ 60 วัน

    ‘พลังงาน’ ถือเป็น ‘ปัจจัย’ มีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง แม้ ‘รองเอก’  เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว. คลัง จะออกมาสร้างความมั่นใจว่า มีแผนรับมือผลกระทบของสงครามอยู่แล้ว

    ท่ามกลางการเดินไปในการจัดตั้งรัฐบาล ฟอร์มคณะรัฐมนตรี ถึงตรงนี้ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ ยิ่งเก้าอี้รมว.พลังงาน ซึ่งถึงเวลานี้ถือเป็น ‘เก้าอี้’ ที่ถูกจับตาเป็นอย่างมาก

    กระทรวงพลัง ก่อตั้งขึ้นหลังการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ในปี 2545 บัดนี้ผ่านมา 25 ปี แต่เชื่อหรือไม่ มีรัฐมนตรีว่าการมาแล้วถึง 16 คน คนแรกคือ พงษ์เทพ เทพกาญจนา ในสมัยรัฐบาลทักษิณ คนสุดท้ายซึ่งทำหน้าที่ในขณะนี้คือ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์

    25 ปี 16 คน เฉลี่ยแล้วรัฐมนตรี 1 คน นั่งทำงานในเก้าอี้ รมว.พลังงาน คนละราวๆ 1 ปีกับอีก 5 เดือน

    สำหรับรัฐบาล ‘หนูพลัส’ เก้าอี้รมว.พลังงงาน ถึงชั่วโมงมีความเป็นไปได้พอๆกันระหว่าง ‘คนนอก’กับ ‘คนใน’

    ‘หวยการเมือง’ ล่าสุดมีชื่อ ‘เดอะท๊อป’  วราวุธ ศิลปอาชา ทายาททางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21ของไทย บรรหาร ศิลปอาชา  เดอะท๊อปตัดใจลาพรรคชาติไทยพัฒนา มา ‘ร่วมหอลงโรง’ กับพรรคภูมิใจไทย เพื่อหวังเป็นรัฐบาล นั่งรัฐมนตรี

    มีรายงานข่าวว่า ‘วราวุธ’ กำลังถูก ‘ครูใหญ่’  ผลักดันให้มาคุมกระทรวงพลังงาน เอาจริงๆแม้วราวุธ จะไม่มีภาพของงานด้านพลังงานมาก่อนแต่หากดูภาพความเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็มีสิทธิ ‘เข้าวิน’ ได้เหมือนกัน

    ยกทีมจากพรรคเก่ามาสู่พรรคใหม่ วราวุธ ศิลปอาชา มีชื่อเป็นรัฐมนตรีพลังงาน แต่ในภาวะสงคราม อาจะเป็นรัฐมนตรีที่งานหนักสาหัสก็ได้

    ยกทีมจากพรรคเก่ามาสู่พรรคใหม่ วราวุธ ศิลปอาชา มีชื่อเป็นรัฐมนตรีพลังงาน แต่ในภาวะสงคราม อาจะเป็นรัฐมนตรีที่งานหนักสาหัสก็ได้

    ถึงวันนี้ที่ใครต่อใครเรียกว่า ‘ลูกท๊อป’  อายุอานามก็ 52 ปีเข้าไปแล้ว เล่นการเมืองเป็นสส.มา 6 สมัยตั้งแต่ปี 2544 นั่งเก้าอี้รมช.คมนาคม ก่อนจะขึ้นว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และมาที่กระทรวงการพัฒนาสังคม

    หากรมว.พลังงานขื่อ ‘วราวุธ’ ก็ต้องบอกว่า หน้าตาพอไปวัดไปวาได้

    ส่วนจะ ‘สอดคล้อง’ กับสถานการณ์พลังงาม ยาม ‘หน้าสิ่ว หน้าขวาน’ หรือไม่นั้น ‘เดอะหนู’  นั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ

    <<<<>>>>>

    ระทึก!ลุ้นศาลฎีกา

    ฟันคดี‘หมอเกศ’ฮั้วสว.

    ความเดิมของเรื่องตามประกาศศาลฎีกา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568  เรื่องแจ้งนัดฟังคำพิพากษา คดี ‘หมอเกศ’ หรือ พญฺ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.ที่ใช้คำว่า ‘ศาสตราจารย์’ ทั้งที่ไม่ได้ตำแหน่ง ในวันที่ 4 มีนาคม 2569

    ‘ด้วยคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน เรื่องพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.(ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)’

    เรื่องของเรื่องก็คือว่ามีการร้องเรียนเกี่ยวกับ‘วุฒิการศึกษา’ ของ พญ.เกศกมล ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)ทั้งนี้ คดีดังกล่าว จะมีคำพิพากษาวันที่ 4 มีนาคม ในเวลา 14.00 น. ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลฎีกา

    ‘หมอเกศ’ หรือ พญฺ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.คะแนนสูงสุด รอฟังคำตัดสินของศาลเรื่องวุฒิการศึกษา

    ‘หมอเกศ’ หรือ พญฺ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว.คะแนนสูงสุด รอฟังคำตัดสินของศาลเรื่องวุฒิการศึกษา

    ‘หมอเกศ’ สร้างความฮือฮาเพราะได้รับการเลือกมาด้วยคะแนน ‘สูงสุด’ ของประเทศ หลายคนเรียกเธอว่า ‘คุณหมอนางฟ้า’ เธอสมัครกลุ่ม19 กลุ่มอาชีพอิสระ

    ใช่แค่ ‘ศาสตราจารย์’ เท่านั้น ‘หลายคน’ ยังอดสงสัยใน ‘ปริญญาเอก’ ของเธอด้วยเช่นกันเพราะ‘บังเอิญ’ ไปตรงกับหลายคนที่ระบุว่าจบการศึกษาจากที่นี่ เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็เคยกล่าวว่า ‘จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก California University เช่นกัน’  และในขณะนั้นก็มีคนออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ที่นี่เป็นเพียงบริการเทียบวุฒิ และไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนจริง

    ‘หมอเกศ’ เคยโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 ว่า

    ‘เงียบไม่ใช่ยอมรับ แต่นิ่งเพื่อมองคนได้กว้าง และลึกขึ้น เก็บข้อมูลเมื่อถึงเวลา ทุกอย่างจะปรากฏ ว่าใครคือของจริงหรือของปลอม เพื่อปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวหมอต้องขออภัย รับผิดชอบในสิ่งที่ทำกันนะคะ’

    ‘หมอเกศ’ นั้นมีชื่อเป็น 1ในสว.ที่ถูกข้อกล่าวหาว่าด้วยเรื่องการฮั้วสว.และเคยถูกเชิญจาก กกต.ไปให้ข้อมูลมาแล้ว

    ปัจจุบันพญ.เกศกมล ถูก‘หยุดปฎิบัติหน้าที่’ และไม่ว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ‘สังคม’จะกลับมาถามกกต.ถึง การสอบสวนคดี‘ฮั้วสว.’ ซึ่งบัดนี้ก็ใกล้จะครบ 2 ปีเข้าไปทุกขณะ

    ต้องลุ้นกันต่อว่า วันที่ 20 เมษายน ที่มีการฟ้องร้องกกต.ในเรื่องนี้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯนั้น ศาลจะนัดฟังคำสั่งว่าอย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-bhumjaithai-party-anutin-warawut-minister-of-energy-senator-keskamon&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34xGYBZ2xi84m1oRLLlQtT

  • ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    “เทียนประสิทธิ์” นายกสมาคมโรงแรมไทยหวั่น “สงครามอิหร่าน” สะเทือนยอด “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยปี 69 ยังลุ้นทะลุ 36 ล้านคน ฝ่าด่าน “ภูมิรัฐศาสตร์” ป่วนโลก แนะรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศช่วงโลว์ซีซัน ชดเชยรายได้รวมการท่องเที่ยวที่หายไป ด้าน “เซ็นทารา-ไมเนอร์” ยันเปิดให้บริการโรงแรมทุกแห่งในตะวันออกกลางตามปกติ-ดูแลแขกใกล้ชิด

    สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางปะทุอีกระลอกใหญ่ เมื่อสหรัฐร่วมวงอิสราเอล ทำสงครามกับอิหร่านเมื่อวันเสาร์ 28 ก.พ. 2569 ส่งผลให้หลายประเทศในตะวันออกกลางปิดน่านฟ้า และยกเลิกเที่ยวบินตามมา กระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างแน่นอน เพราะมีการปิดน่านฟ้า ยกเลิกเที่ยวบิน นักท่องเที่ยวตกค้าง ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ ต้องเข้าพักในไทยต่อ ขณะเดียวกันก็มีนักท่องเที่ยวอีกส่วนไม่สามารถเดินทางมาไทยได้ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ชัดเจน ต้องรอประเมินอีกทีหลังจากเกิดเหตุครบ 1 สัปดาห์

    “แน่นอนว่าตลาดหลักที่ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบคือนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะมีการปิดน่านฟ้านานแค่ไหน แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นโลว์ซีซันของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าในช่วงไฮซีซันฤดูฝนของตลาดนี้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. ยอดการเดินทางจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่”

    ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปเป็นอีกตลาดที่น่ากังวล เพราะบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางบินใหม่ จากเดิมต้องแวะเปลี่ยนเที่ยวบินในตะวันออกกลาง ทำให้มีค่าใช้จ่ายเรื่องตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น แม้ว่าตอนนี้จะหมดหน้าไฮซีซันของตลาดยุโรปเที่ยวไทยไปแล้ว แต่เบื้องต้นคาดว่าสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดยุโรปในช่วงโลว์ซีซันมากนัก ยอดจองน่าจะยังเป็นบวกอยู่เมื่อเทียบกับโลว์ซีซันปีที่แล้ว

    ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นๆ เช่น เอเชีย อาจจะมีบางส่วนราว 10-20% ที่กังวลเรื่องการเดินทาง มองว่าบรรยากาศตอนนี้ไม่น่าเที่ยว อาจชะลอการเดินทางหรือเลื่อนทริปเที่ยวไทยออกไปก่อน ทำให้รัฐบาลใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดตั้ง ควรเร่งพิจารณาออกมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อหารายได้มาหมุนเวียนชดเชย

    “แต่ที่น่ากลัวที่สุดหลังเกิดการสู้รบในตะวันออกกลางคือ อาจลามถึงขั้นมีเหตุก่อการร้ายตามมา นักท่องเที่ยวทุกชาติอาจไม่อยากเดินทางไปไหน ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงอยากให้รัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยกระดับการดูแลความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในไทย”

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69 เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    หวั่น “สงครามอิหร่าน” สะเทือนยอดต่างชาติเที่ยวไทย

    นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดเหตุสงครามอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. สมาคมโรงแรมไทยคาดการณ์แนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยว่าน่าจะเกิน 36 ล้านคนในปี 2569 เนื่องจากสัญญาณตลาดนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวดูดีมาก ไม่คาดฝันว่าจะไปถึง 30,000 คน/วันในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ก่อนจะชะลอการเดินทางมาอยู่ที่ระดับ 16,000-17,000 คน/วันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อวันของปี 2568 แต่พอเกิดสงครามอิหร่านที่เป็นปัจจัยควบคุมไม่ได้ ทำให้ยังต้องลุ้นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยจะไปถึงระดับ 36 ล้านคนในปีนี้หรือไม่

    ก่อนหน้านี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายเชิงท้าทายในปี 2569 สร้างรายได้รวมการท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบปี 2568 โดยจะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% สร้างรายได้รวมตลาดต่างประเทศ 2 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ตลาดในประเทศ 1 ล้านล้านบาท

    หลังจากปี 2568 ประเทศไทยมีรายได้รวมการท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.23% เทียบกับปีก่อน แม้ตลาดระยะใกล้ เช่น นักท่องเที่ยวมาเลเซียและจีน ซึ่งเป็นตลาด 2 อันดับแรกที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดจะลดลง แต่ได้การเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากตลาดระยะไกล ทั้งยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์รวมกว่า 10.8 ล้านคน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศมีจำนวน 202 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.7%

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    “เซ็นทารา” ยันเปิดให้บริการโรงแรมปกติ-ดูแลแขกใกล้ชิด

    นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารากำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ปัจจุบันในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีการหารืออย่างต่อเนื่องกับหน่วยงานในท้องถิ่น โรงแรมทุกแห่งของเราในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และโอมาน ยังคงเปิดให้บริการและดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ

    “เรามุ่งเน้นที่จะสร้างความมั่นใจว่าแขกที่เข้าพักและพนักงานของเราจะรู้สึกปลอดภัย สะดวกสบาย และได้รับการดูแลสนับสนุนจากโรงแรม”

    และเพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำอย่างเป็นทางการ แขกที่ไม่สามารถเดินทางได้เนื่องจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม จะได้รับการสนับสนุนด้วยการจัดเตรียมการเข้าพักเพิ่มเติม (Extended Stay) จนกว่าจะสามารถเดินทางต่อไปได้ โดยทีมงานของเซ็นทาราพร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันตามความจำเป็น โดยเซ็นทารามุ่งมั่นที่จะรักษาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและพร้อมต้อนรับแขกทุกคนในช่วงเวลานี้

    ‘สงครามอิหร่าน’ สะเทือน ‘ท่องเที่ยว’ ปิดน่านฟ้า-ตั๋วแพง ลุ้นยอดต่างชาติ 36 ล้านคนปี 69

    กันย์ ศรีสมพงษ์

    เตรียมแผนรับมือหารายได้ชดเชย

    นายกันย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงแรมทุกแห่งของเครือเซ็นทาราในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ตัวอาคารไม่ได้รับความเสียหาย แต่แน่นอนว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยว ทั้งในทางตรงที่กระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง และในทางอ้อมกับการเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ เพราะหลายเมืองใหญ่ในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ เป็นฮับการบินสำหรับแวะเปลี่ยนเครื่อง พอมีการปิดน่านฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป ต้องเปลี่ยนเที่ยวบินไปเส้นทางอื่นแทน

    “ในระยะสั้นจะมีนักท่องเที่ยวตกค้างอยู่ อย่างในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทางรัฐบาลของเขาก็ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ อย่างคืนที่เกิดเหตุทางโรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ มีอัตราการเข้าพักสูงถึง 100% โดยเครือเซ็นทาราเตรียมแผนรับมือในการดูแลแขกอินเฮาส์ (In-house) รวมถึงการหารายได้เสริม เนื่องจากเราไม่ได้มีโรงแรมในภูมิภาคเดียว แต่ได้กระจายการลงทุนและรับบริหารโรงแรมในภูมิภาคอื่นไว้แล้วในช่วงที่โรงแรมแถบตะวันออกกลางได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนโรงแรมในมัลดีฟส์เป็นอีกจุดที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงนี้”

    โรงแรมเครือ “ไมเนอร์” มิดเดิลอีสต์ ยังเปิดบริการเต็มรูปแบบ

    ด้านรายงานข่าวจากไมเนอร์ โฮเทลส์ ระบุว่า เครือไมเนอร์กำลังติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐทั่วสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับ โดยโรงแรมของเราทุกแห่งในภูมิภาคนี้ยังคงเปิดให้บริการและดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแขก พนักงาน และพันธมิตรของเราคือสิ่งสำคัญที่สุด และเรายังคงดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพแวดล้อมในโรงแรมของเรามีความปลอดภัยและสะดวกสบาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1223627&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TBT0Y_F4hn7NtBhFm-Kkq

  • ศึก‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ยื้อ ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน ลามท่องเที่ยว อสังหาฯ ค้าปลีก

    ศึก‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ยื้อ ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน ลามท่องเที่ยว อสังหาฯ ค้าปลีก

    สงครามปะทุเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนเผชิญการตอบโต้ที่ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง ดันภูมิรัฐศาสตร์โลกเข้าสู่จุดเปราะบางครั้งใหม่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงเขย่าตลาดพลังงานและราคาทองคำ แต่ยังซํ้าเติมความผันผวนการค้าโลกสำหรับไทยแรงกระแทกอาจส่งผ่านทั้งราคานํ้ามัน เงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และภาคส่งออก กดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน หากไฟสงครามยังไม่ดับลงง่ายๆ

    จุดชี้ชะตาปิด “ฮอร์มุซ”เขย่าเศรษฐกิจโลก

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านได้ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอเมริกาใน 11 ประเทศ รวมถึงในบางพื้นที่เศรษฐกิจ เป้าหมายคือใช้อาวุธทางเศรษฐกิจกดดันคู่กรณีควบคู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ และไม่มีสายเดินเรือกล้าวิ่งผ่านเพราะเกรงอันตราย สัปดาห์นี้จึงเป็น “จุดชี้เป็นชี้ตาย” ว่าสงครามจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน

    สำหรับผลกระทบโลกจะพุ่งตรงไปที่ราคาพลังงาน เพราะการขนส่งนํ้ามันของโลกสัดส่วนมากกว่า 20% หรือ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคานํ้ามันมีโอกาสขยับ 5–100% และในฉากทัศน์เลวร้ายอาจแตะ 100–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับลงจากความไม่แน่นอน ยกเว้นบางกลุ่มในสหรัฐ ขณะที่ทองคำจะเป็นสินทรัพย์หลบภัย มีโอกาสขึ้นถึง 5,500–5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และในประเทศอาจแตะ 80,000–100,000 บาทต่อบาททองคำ หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ

    ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน

    ด้านไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่า 4 แสนล้านบาทในปี 2568 หรือราว 4% ของส่งออกรวม โดย 70% กระจุกในกลุ่ม GCC หากเส้นทางเดินเรือ หรือสายการบินสะดุด 2 เดือน จากมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 3.3 หมื่นล้านบาท ความเสียหายอาจแตะ 6 หมื่นล้านบาท ค่าเงินบาทผันผวนตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามันอาจดันราคาขายปลีกในประเทศแตะ 80 บาทต่อลิตร ซํ้าเติมค่าครองชีพ

    “หากสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง GDP ไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5–1% จากเดิมสภาพัฒน์คาดขยายตัวค่ากลางที่ 2% และการส่งออกมีโอกาสอยู่ในกรอบ -3% ถึง +1% เสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับภาคส่งออก และบริหารความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เชิงรุก เพราะนี่คือ ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่แซงหน้าสงครามการค้าไปแล้ว” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ส.อ.ท.เตรียมประชุมสมาชิกประเมินความเสี่ยง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน หากยุติภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้นและค่อย ๆ คลี่คลาย แต่หากยืดเยื้อเกินกว่านั้น ต้องประเมินว่าจะลุกลามเป็นระดับภูมิภาคหรือไม่

    หากบานปลายในวงกว้าง ราคานํ้ามันมีโอกาสทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าพลังงานขาดแคลน และค่าเดินเรือปรับสูงขึ้น โดยประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงด้านพลังงานที่อาจดันต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก

    แม้ไทยไม่ได้พึ่งพานํ้ามันจากอิหร่านโดยตรง แต่ใช้พลังงานหลักจากตะวันออกกลาง จึงต้องเร่งหาทดแทนอย่างไรก็ดี เข้าใจว่านายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการเรียกประชุม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาก จากประเมินแล้วสต็อกนํ้ามันที่ไทยมีเวลานี้ใช้ได้ราว 60 วัน พร้อมบริหารผลกระทบผ่านกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงและมาตรการระงับส่งออก

    ด้านภาคอุตสาหกรรมเตรียมประชุมด่วนใน 1–2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยง หาแหล่งวัตถุดิบหรือพลังงานสำรอง รวมถึงติดตามว่าหากเกิดการชะงักงัน จะจัดหาแหล่งทดแทนและรับมือราคาที่ผันผวนได้อย่างไร

    SME จี้อุดช่องโหว่เศรษฐกิจ-รับแรงกระแทก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เตือนสถานการณ์ความรุนแรงอาจลุกลามเป็น “สงครามใต้ดิน” กระทบการค้าโลก โดยปี 2568 เอสเอ็มอีไทยส่งออกไปอิหร่านมูลค่า 38.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 28.17% ของการส่งออกไทยไปอิหร่าน (ภาพรวมมูลค่าการค้าไทย–อิหร่านปี 2568 อยู่ที่ 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 137 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 9.3 ล้านดอลลาร์)

    สินค้าหลักของเอสเอ็มอีไทยที่ส่งออกไปอิหร่าน 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรและบอยเลอร์ 6.39 ล้านดอลลาร์ เครื่องจักรไฟฟ้า 5.71 ล้านดอลลาร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน 5.44 ล้านดอลลาร์ ผลไม้ 3.89 ล้านดอลลาร์ และผัก 2.47 ล้านดอลลาร์

    ทั้งนี้นายแสงชัย เสนอให้ไทยเร่งยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือความผันผวนพลังงานและนํ้ามัน ดูแลเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน สำรองพลังงาน–บริหารโลจิสติกส์ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุส ควบคุมต้นทุนไม่ให้กระทบค่าครองชีพ พร้อมเตรียมมาตรการตลาดทดแทน ดูแลส่งออก–ท่องเที่ยว และรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ ไทยเข้าไปอยู่ในวงความขัดแย้งโดยตรง

    ศก.-พลังงาน-ตลาดการเงินโลกสะเทือน

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ การเสียชีวิตผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อสุญญากาศทางอำนาจและดันภูมิภาคสู่สงครามเต็มรูปแบบ เหตุการณ์ลุกลามทั้งทางอากาศ บก และทะเล สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงระบบต่อเศรษฐกิจ พลังงาน และตลาดการเงินโลก

    จุดกระแทกสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงนํ้ามันและ LNG ราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของโลก การปิดกั้นเส้นทางทำให้เกิด “อุปทานขาดแคลนเทียม” กว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถส่งมอบได้ ความเสี่ยงดังกล่าวผลักดันราคานํ้ามัน Brent มีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลค่าระวางเรือ–ประกันภัยพุ่ง 50-140% และทุกการเพิ่มขึ้นของราคานํ้ามัน 10% อาจดันเงินเฟ้อโลกขึ้น 0.35% ภายในหนึ่งปี

    สำหรับไทยที่พึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลาง 52% แม้ไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งหลักต้องผ่านฮอร์มุซ เวลานี้ไทยมีสำรองรวม 60 วัน รัฐบาลจึงระงับส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ใช้กองทุนนํ้ามันตรึงดีเซลไม่เกิน 30 บาท และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าถ่านหิน–พลังนํ้าเพื่อลดใช้ LNG ตลาดทุนเข้าสู่ภาวะRisk-off ดัชนี SET เสี่ยงทดสอบ 1,400 จุด บาทอ่อน 33-35 ต่อดอลลาร์ ทองคำทะลุ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะท่องเที่ยวและส่งออกตะวันออกกลาง 3.5% ของรวม เริ่มชะลอ

    ยืดเยื้อนํ้ามันดิบพุ่ง 120 ดอลลาร์/บาร์เรล

    นายยุทธศักดิ์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ หากยุติเร็ว ราคานํ้ามันอาจขึ้นแตะ 75-80 ดอลลาร์ก่อนปรับลง ตลาดฟื้นตัวแบบ V-shape ไทยกระทบจำกัด แต่หากยืดเยื้อ และฮอร์มุซปิดยาว โลกเสี่ยง Oil Shock ราคายืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ เศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อฝังลึก ไทยต้องเร่งบริหารพลังงาน เตรียมแผนปันส่วนหากจำเป็น ควบคู่เร่งแผน PDP 2026 กระจายตลาดผ่าน FTA ใหม่ และวางจุดยืนเป็นกลางเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ลามกระทบต่างชาติเที่ยวไทยหด

    สำหรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เหตุโจมตีในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า และสายการบินหลักอย่าง Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Kuwait Airwaysและ Flydubai ระงับบินชั่วคราว กระทบผู้โดยสารที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นฮับต่อเครื่องมาเอเชีย รวมถึงไทย ขณะที่สายการบินระยะไกลที่ไม่ใช้ Gulf Hubเช่น การบินไทย, Lufthansa และ Air France ยังบินได้แต่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางนานขึ้น

    “ททท.ประเมินว่า มีนาคม 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยราว 2.8 ล้านคน ตํ่ากว่าเป้าเดิม 3 ล้านคน ลดลงประมาณ 150,000 คน จากตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา”

    แนวโน้มทั้งปี 2569 ประเมินไว้2 ฉากทัศน์ กรณี “Best Case” หากจบใน 2 สัปดาห์ ตลาดระยะไกลฟื้นใน 1 เดือน จีนยังโตต่อเนื่อง และอาจมีการย้ายปลายทางมาไทย คาดทั้งปีโต 6–9% หรือ 35–36 ล้านคน แทบไม่กระทบ ส่วนกรณี “Worst Case” หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน การฟื้นตัวกลับของตลาดระยะไกลจะฟื้นช้า

    ขณะที่ราคานํ้ามัน และค่าเงินบาทผันผวน จะกดดันเศรษฐกิจ คาดนักท่องเที่ยว เหลือ 30–31 ล้านคน ลดลง 5–8% จากปี 2568 โดยยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางกระทบหนัก ทั้งนี้ ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมเร่งดึงตลาดทดแทนจากเอเชียตะวันออก– อาเซียน โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย พร้อมปรับแผนทันทีเมื่อสถานการณ์ชัดเจน

    ช็อกเส้นทางบินกดดันดีมานด์–ต้นทุนพุ่ง

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบการท่องเที่ยวไทยทันทีจากการยกเลิก ดีเลย์ และเปลี่ยนเส้นทางบินผ่าน Gulf hub เช่น ดูไบ–โดฮา ซึ่งเป็นจุดต่อหลักเชื่อมยุโรป แอฟริกา อเมริกา มายังเอเชีย รวมถึงผลกระทบด้านความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวเลี่ยงต่อเครื่องผ่านภูมิภาคเสี่ยง แม้ไทยปลอดภัย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามัน–ประกันภัยสูงขึ้น ดันราคาตั๋วและชะลอการตัดสินใจเดินทาง โดยเริ่มเห็นการยกเลิกจากตลาดตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมแล้ว

    ฉากทัศน์แรก หากจบภายใน1 สัปดาห์ จะเป็นช็อกสั้นแต่แรง เที่ยวบินสะดุด 3–10 วันก่อนทยอยกลับสู่ปกติ ดีมานด์ส่วนใหญ่ “เลื่อน” มากกว่า “หาย” ไทยจะกระทบหลักในตลาดระยะไกลที่ต้องต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางและกรุ๊ปทัวร์ตารางแน่น ส่วนตลาดระยะใกล้ในเอเชียกระทบน้อยและฟื้นเร็ว ข้อเสนอเร่งด่วนคือ ตั้ง War Room ติดตามน่านฟ้า–เที่ยวบิน รายวัน สื่อสารว่า “ไทยปลอดภัยแต่เส้นทางอาจสะดุด” พร้อมผลักดัน Flexible policyกับสายการบินและเอเจนซี่

    ฉากทัศน์สอง หากยืดเยื้อเกิน1 สัปดาห์ จะเปลี่ยนเป็นสภาวะต้นทุนสูง เส้นทางอ้อมยาวขึ้น ตารางบินปั่นป่วนต่อเนื่อง ตลาด Long-haul โดยเฉพาะกลุ่มต่อเครื่องผ่าน Gulf hub และ MICE จะหดจริง ธุรกิจห่วงโซ่ท่องเที่ยวเผชิญ booking window สั้นลง แข่งขันราคายากขึ้น แนวทางรับมือคือเร่งทำตลาดทดแทนเน้น short-haul จัดแพ็กความเชื่อมั่นระดับประเทศ ประสานสายการบินปรับ capacity และใช้ข้อมูลคุมเกม พร้อมยํ้าว่าไทยอาจไม่อยู่ในสมรภูมิแต่เราอยู่ใน “เส้นทางบิน” จึงต้องบริหารความคาดการณ์ได้และคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด

    ลากยาวเกิน 3 เดือนทุบกำลังซื้อ–ท่องเที่ยว

     ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) ระบุว่า ตามกลไกเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นนํ้าสู่ปลายนํ้า โดยค้าปลีกได้รับผลล่าช้าราว 6–7 เดือนจึงยังพอมี “เวลาหายใจ” ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน3 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มสั่นคลอนและชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคานํ้ามันสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่ง และการเงินก่อนส่งผ่านสู่ราคาสินค้า

    ทั้งนี้เสนอให้รัฐโฟกัสแก้ปัญหาที่ต้นนํ้าและภาคการผลิต ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการส่งผ่านต้นทุน ประคองกำลังซื้อขณะที่ผลกระทบท่องเที่ยวระยะสั้นอาจยังไม่รุนแรง ซึ่งยังเร็วเกินไปจะสรุปทิศทาง เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง

    จับตาวัสดุขึ้นดันราคาก่อสร้างขยับ

    นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ผลกระทบเศรษฐกิจไทยจะจำกัดแต่ต้องจับตามาตรการรัฐพยุงกำลังซื้อและเสถียรภาพโดยรวม

    ระยะยาวความเสี่ยงอยู่ที่ต้นทุนก่อสร้าง ทั้งวัสดุ ค่าแรง และพลังงาน โดยเฉพาะเหล็ก–อะลูมิเนียมที่อิงราคาพลังงานและนำเข้า มีโอกาสปรับขึ้นราว 30% อาจดันต้นทุนรวมเพิ่ม 15%และสะท้อนเป็นราคาบ้านขยับประมาณ 10%

    ด้าน นายปริญญา ธนินถิรากุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่าคาดไตรมาส 3 เป็นต้นไป นํ้ามัน–ทองคำสูงจะกดดันต้นทุนต่อเนื่อง ปลายปีอาจเห็นราคาก่อสร้างเพิ่ม 5–15% อย่างไรก็ดี เอเชียยังมีโอกาสรับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตและห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป

    เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง–ชะลอซื้ออสังหาฯ

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ความตึงเครียดอิสราเอล/สหรัฐฯ–อิหร่านที่ยกระดับล่าสุด ยังประเมินไม่ได้ว่าจะลุกลามเพียงใดแต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ “ราคาพลังงาน” หากยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง อาจดันราคานํ้ามันสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อโลกและเพิ่มความผันผวนตลาดการเงิน เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโตตํ่าแต่เงินเฟ้อสูง

    สำหรับไทย ซึ่งนำเข้านํ้ามันสุทธิ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มจะกระทบเงินเฟ้อ ดุลการค้า และค่าเงินบาท หากเงินเฟ้อเกินกรอบเป้า อาจกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินชะลอลดดอกเบี้ย หรือปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาขึ้น ทำให้กำลังผ่อนชำระตึงตัว ผู้ซื้อชะลอตัดสินใจ และผู้ประกอบการระวังเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์อยู่อาศัยจริงรองรับ และซัพพลายไม่ล้นตลาด จึงไม่น่าถดถอยรุนแรง แต่ฟื้นตัวอาจช้ากว่าคาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/652926&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aTQHDrd4vP6BwqhyMOxCr

  • สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    สุทธิชัย โพสต์เดือดปมน้ำมันแพง ลั่นสต็อกเก่าอย่าเอาเปรียบประชาชน

    วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

    สถานการณ์ความร้อนแรงในตะวันออกกลางยังไม่มีท่าทีว่าาจะแผ่วเบาลงแต่อย่างใด จากการที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากปฎิบัติการทางทหารโจมดีอิหร่าน นำไปสู่การตอบโต้กลับอย่างดุเดือดด้วยขีปนาวุธเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะยกระดับสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนอย่างหนักในขณะนี้

    ล่าสุดวันนี้ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569 สุทธิชัย แซ่หยุ่น หรือ สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็นการปรับตัวของราคาน้ำมันในประเทศ โดยระบุข้อความสั้น ๆ “ขึ้นราคาจาก สต็อกน้ำมันราคาเก่าถือว่าเอาเปรียบประชาชนในภาวะไม่ปกติ!”

    สุทธิชัย หยุ่น

    โพสต์ดังกล่าวของ สุทธิชัย หยุ่น  กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตจำนวนมากต่างพากันเข้ามากดไลก์ กดแชร์ และแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ปากท้องที่กำลังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เช่น

    “น้ำขึ้นค่ะ ต้องรีบตัก”

    “กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงพลังงาน ทำอะไรได้บ้างมั๊ยครับแบบนี้.”

    “ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ รัฐบาลไทย ควร ทำทางเพิ่มขยาย ปั่นจักรยาน ท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ร่วมใจประหยัดน้ำมัน”

    “เขารบกัน ไม่กี่วัน ฉวยโอกาสกันจัง ประเทศกำลังพัฒนา เอาเปรียบกันจนเป็นนิสัย.”

    “ทำไงได้ เลือกเองก็ต้องยอมรับ”

    “เตาถ่าน,ถ่าน,ไฟแช็ค หาติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหาย แล้วใครยังติดเตาถ่านไม่เป็นหัดไว้ก็ดีครับ”

    สุทธิชัย หยุ่น

    สุทธิชัย หยุ่น

    สุทธิชัย หยุ่น

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Suthichai Yoon 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/950506&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uYOCXvyEp0c3XwIPcW8WT

  • ‘ชนะ ภูมี’ ชง 5+1 ยุทธศาสตร์ ‘เอสเอ็มอี’ สู้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘โลกหลายขั้ว’

    ‘ชนะ ภูมี’ ชง 5+1 ยุทธศาสตร์ ‘เอสเอ็มอี’ สู้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘โลกหลายขั้ว’

    ภายใต้สภาวะที่ชะงักงันของเศรษฐกิจไทย ถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งของ 2 ขั้ว ระหว่าง ขั้วสหรัฐและอิสราเอล และขั้วอิหร่าน ซึ่งนับเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง และจะส่งผลกระทบต่อ SMEs อย่างหนัก 

    สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ภาคเอกชนมุ่งเตรียมความพร้อม ร่วมมือทุกภาคส่วนจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดย นายชนะ ภูมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ 5+1 เพื่อ SMEs ไทย ก้าวกระโดดไปด้วยกันสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

    นายชนะ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบัน คือ วิกฤติซ้อนวิกฤตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงกระทบอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของ SMEs ความร่วมมือจากภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้ SMEs อยู่รอด เติบโต และก้าวกระโดสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

    “การแก้ไขวิกฤติระดับประเทศ ตัวแทนภาคเอกชนและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม แก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจ และเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทยให้แข็งแกร่งและมีความในการพร้อมแข่งขัน” นายชนะ กล่าว

    นายชนะ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีข้อเสนอ “5+1 ยุทธศาสตร์เพื่อ SMEs” ก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่เพื่อสร้างการเติบโต และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันมีสัดส่วน 35% ของ GDP เป็นมากกว่า 50% ของ GDP ด้วยยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย Smart Industry 

    รวมถึงการสร้างตลาดใหม่ ปกป้องตลาดเดิม การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ การผลักดันยกเลิกกฎข้อจำกัด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะสีเขียวและพลัสด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างโปร่งใส มีประสิทธฺภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดดและเป็น 1 ในภูมิภาค ดังนี้

    1. ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย Smart Industry โดยการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยมุ่งนำ Automation, AI, Big Data และ IoT มาเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเทคโนโลยีจากภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

    2. ยุทธศาสตร์ด้านการตลาด โดยสร้างตลาดใหม่ ปกป้องตลาดเดิมไปพร้อมกัน ทั้งยกระดับมาตรฐาน มอก. เพื่อปกป้องสินค้าไทยจากสินค้าต่างชาติด้อยคุณภาพ ผลักดันการผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า 

    ‘ชนะ ภูมี’ ชง 5+1 ยุทธศาสตร์ ‘เอสเอ็มอี’ สู้วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘โลกหลายขั้ว’

    และผลักดันให้ SMEs มีความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและมาตรฐานการผลิตเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของตลาดโลก รวมทั้งส่งเสริมให้มีเครือข่าย Trading Company เพื่อช่วย SMEs รายย่อยเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้

    3. ยุทธศาสตร์ด้านแหล่งทุน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs โดยในแนวทางการเปลี่ยนจากการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันมาเป็นการประเมินจากศักยภาพและพฤติกรรมทางการค้า ผ่าน 2 แนวทางหลัก ได้แก่ 

    แนวทางระบบ Information-based Lending เพื่อให้ SMEs ได้เข้าถึงสภาพคล่องได้รวดเร็วขึ้น 

    แนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวในการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยให้มีกลไกค้ำประกันและดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม

    4. ยุทธศาสตร์ด้านกฎข้อจำกัด “ผลักดันยกเลิกกฎข้อจำกัด” ปลดล็อคอุปสรรคและลดต้นทุนแฝงให้ SMEs ผ่านการผลักดันกฎหมายรวบยอด (Omnibus Law) รวมถึง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ 

    ทั้งนี้ เพื่อเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “รออนุญาต” มาเป็น “จดแจ้งแล้วดำเนินการได้เลย” และผลักดันการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลBiz Portal และเทคโนโลยี AI e-License เพิ่มความเร็วการให้บริการของหน่วยงานราชการ

    5. ยุทธศาสตร์ด้านต้นทุน “พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะสีเขียว” ด้านพลังงานและการขนส่งโดยขยายผลโครงการ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ให้ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมการผลิตในวงกว้าง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่รองรับการเปิดเสรีพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง 

    ส่วนด้านการขนส่ง เร่งลดการพึ่งพาถนนและผลักดันการขนส่งหลายรูปแบบที่บูรณาการข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดทั้งต้นทุนและการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้SMEs ไทยได้อย่างยั่งยืน

    สุดท้ายคือ ความร่วมมือทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม (Public Private People Partnership Model) เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดด โดย ส.อ.ท.เป็นตัวแทนภาคอุตสาหกรรมในการประสานงานกับภาครัฐ แก้ไขปัญหา และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

    ดังตัวอย่างความสำเร็จของ “สระบุรีโมเดล” เมืองแห่งความมั่งคั่งและยั่งยืนที่ลงมือทำจริง ด้วยความร่วมมือของจังหวัด ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และชุมชน

    “ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย 5+1 ยุทธศาสตร์เพื่อ SMEs มุ่งหวังให้ SMEs พร้อมรับมือกับทุกวิกฤติ รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่ง ยกระดับมาตรฐานสู่สากล ก้าวกระโดดสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมไทยแข่งขันได้ และผงาดสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DZ0EKMADvBVgFjQ3rieSM

  • กรมพัฒน์ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ เชื่อมส่วนกลางสู่ภูมิภาคปั้นเศรษฐกิจกว่า 182 ล้าน

    กรมพัฒน์ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ เชื่อมส่วนกลางสู่ภูมิภาคปั้นเศรษฐกิจกว่า 182 ล้าน

    กรมพัฒน์ต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ เชื่อมส่วนกลางสู่ภูมิภาคปั้นเศรษฐกิจกว่า 182 ล้าน

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค รวมถึงผลักดันให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น

    อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพ 

    และเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ (Business Matching) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองสามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระ ตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

    โดยดำเนินการผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ซึ่งล่าสุดจะจัดเป็นครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี โดยที่ผ่านมายอดจำหน่ายสินค้าแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ก่อนหน้านี้ที่เชียงใหม่มียอดสั่งซื้อแฟรนไชส์ภายในงาน 5,159,000 บาท ยอดเจรจาธุรกิจ 177,604,987 บาท

    อย่างไรก็ดี คาดการณ์มียอดจำหน่ายค้าปลีกภายในงาน 185,590บาท ยอดรวมสะสมทั้งสิ้น 182,949,577บาท

    ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทย จำนวน 686 แบรนด์ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการ พัฒนาจากกรมฯ รวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์ โดยงานที่อุดรธานีจะมาวันที่ 5-8 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JRI99VGYOHnGxb89OafGw

  • สหรัฐฯรุกคืบตะวันออกกลาง หวังล้มกระดานอิหร่าน พลิกขั้วอำนาจเดี่ยวคุมโลก

    สหรัฐฯรุกคืบตะวันออกกลาง หวังล้มกระดานอิหร่าน พลิกขั้วอำนาจเดี่ยวคุมโลก

    สหรัฐฯรุกคืบตะวันออกกลาง หวังล้มกระดานอิหร่าน พลิกขั้วอำนาจเดี่ยวคุมโลก

    กระดานหกภูมิรัฐศาสตร์: จากตะวันออกกลางสู่การปิดล้อมมังกร

    สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวละครหลักเบื้องหลัง กำลังถูกมองว่าเป็นมากกว่าความขัดแย้งทางศาสนาหรือพรมแดน แต่นี่คือ “ยุทธศาสตร์ระดับโลก” เพื่อสถาปนาความมั่งคั่งและอำนาจของสหรัฐฯ ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งตามแนวทาง Make America Great Again รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา วิเคราะห์ว่าหากสหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถสยบอิหร่านได้สำเร็จ ระเบียบโลกจะกลับเข้าสู่ระบบ “ขั้วอำนาจเด่นเดี่ยว” (Unipolar System) ทันที โดยใช้อิหร่านเป็นประตูยุทธศาสตร์ในการรุกคืบไปทางเหนือเพื่อปิดกั้นเส้นทางสายไหม (BRI) ของจีน และกดดัน “หลังบ้าน” ของรัสเซียในแถบเอเชียกลาง ซึ่งจะทำให้การขยายอิทธิพลของสองมหาอำนาจคู่แข่งต้องหยุดชะงักลง

    “ทรัมป์กำลังใช้ตะวันออกกลางเป็น ‘ฐานกระโจนทางยุทธศาสตร์’ เพื่อสะสมชัยชนะก่อนขยับเข้าสู่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการจัดการคู่แข่งทางเศรษฐกิจ” — รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช กล่าว

    สงครามพลังงานและจุดอ่อนทางทหาร

    ในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าหัวใจสำคัญคือ “การควบคุมน้ำมัน” หากสหรัฐฯ ทำให้น้ำมันราคาถูกลงได้ จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนที่อาจเผชิญภาวะล้นตลาดจนระบบธนาคารสั่นคลอน ขณะที่รัสเซียจะขาดรายได้หลักในการหล่อเลี้ยงสงครามในยูเครน

    ในด้านการทหาร พล.ท.พงศกร ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเพลี่ยงพล้ำจากการใช้ทรัพยากรขีปนาวุธที่ผิดพลาดและการพึ่งพาเทคโนโลยีป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในสมรภูมิจริง ส่งผลให้อิหร่านอาจถูกบีบให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐฆราวาส (Secular State) เพื่อเปิดรับการลงทุนจากตะวันตกในอนาคต

    ทางรอดของไทย: จุดศูนย์ดุลแห่งอินโด-แปซิฟิก

    ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของขั้วอำนาจ ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก กำลังเผชิญแรงบีบคั้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รศ.ดร.ดุลยภาค เตือนว่านโยบาย “ไม่เลือกข้าง” แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะการไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนจะทำให้ไทยไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากฝ่ายใดเลยเมื่อเกิดวิกฤต

    ขณะที่ พล.ท.พงศกร เสนอแนะว่าไทยควรปรับโครงสร้างกองทัพให้ทันสมัย โดยเน้น “การป้องกันเชิงรับ” เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศและเรดาร์ประสิทธิภาพสูง แทนการซื้ออาวุธเชิงรุกอย่างเรือดำน้ำ พร้อมกับสร้าง “เกราะป้องกัน” ด้วยการเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลระดับโลก เพื่อให้มหาอำนาจทุกฝ่ายเกรงใจและไม่กล้าเข้ามาสร้างความไม่สงบในพื้นที่

    ท้ายที่สุด การอยู่รอดของไทยในยุคระเบียบโลกใหม่จึงขึ้นอยู่กับการเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการวางตัว และการสร้างมูลค่าทางยุทธศาสตร์ให้ตัวเองกลายเป็นตัวละครที่มหาอำนาจขาดไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่รัฐกันชนที่รอรับแรงกระแทกจากสงครามของผู้อื่น

    เรียบเรียง:อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
    แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/738823&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Khu6Jc4tgviXJ-LbnTB0J