Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าการท่องเที่ยว ยกเลิกจองพุ่ง นักเดินทางลดฮวบ : อินโฟเควสท์

    วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าการท่องเที่ยว ยกเลิกจองพุ่ง นักเดินทางลดฮวบ : อินโฟเควสท์

    ความขัดแย้งที่ลุกลามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3.67 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี รวมถึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของภูมิภาคที่พยายามวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมและปลอดภัย หลังทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่อาบูดาบีถึงดูไบ

    ศูนย์กลางการบินสำคัญหลายแห่งต้องชะลอหรือระงับเที่ยวบินเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ผู้โดยสารนับหมื่นตกค้างจำนวนมาก โดยเฉพาะที่สนามบินในนครดูไบ นับเป็นแรงกระแทกต่อภาคการบินรุนแรงที่สุดนับจากวิกฤตโควิด-19

    รายงานระบุว่า สนามบินและโรงแรมหรูชื่อดังอย่าง เบิร์จ อัล อาหรับ ได้รับความเสียหาย สร้างความวิตกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งในปีที่ผ่านมาใช้จ่ายในภูมิภาคนี้รวมกันราว 1.94 แสนล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC)

    ข้อมูลจากแอร์ดีเอ็นเอ (AirDNA) ผู้ให้บริการข้อมูลที่พักให้เช่าสำหรับวันหยุดพักผ่อนระบุว่า การยกเลิกที่พักระยะสั้นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) แตะราว 8,450 ยูนิต โดยส่วนใหญ่เป็นการจองสำหรับเดือนมี.ค. หลังเกิดเหตุโจมตีระลอกแรก

    ด้านไมเคิล โอ’ลีรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสายการบินไรอันแอร์ (Ryanair) กล่าวว่า การจองเที่ยวบินมายังตะวันออกกลางหดตัวลงอย่างมาก แต่ความต้องการเดินทางระยะสั้นไปยังประเทศในยุโรปอย่างโปรตุเกส อิตาลี และกรีซ กลับเพิ่มสูงขึ้นก่อนช่วงวันหยุดอีสเตอร์

    สำนักงานการท่องเที่ยวดูไบระบุในแถลงการณ์ว่า ความปลอดภัยของผู้มาเยือนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด พร้อมขอความร่วมมือโรงแรมช่วยดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งระบุว่า ดูไบมีประสบการณ์ในการรับมือกับช่วงเวลาที่เกิดวิกฤติระดับโลกมาก่อน

    ขณะเดียวกัน ทัวริซึม อีโคโนมิกส์ (Tourism Economics) บริษัทที่ปรึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยวระดับโลก ประเมินว่า จำนวนนักเดินทางมายังตะวันออกกลางปีนี้อาจลดลง 23–38 ล้านคนจากที่เคยคาดการณ์ไว้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง

    ทั้งนี้ หลังเหตุการณ์สู้รบปะทุขึ้น มีประชาชนหลายพันคนเร่งเดินทางออกจากภูมิภาค โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ออกคำแนะนำเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) ให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากพื้นที่ เพียงไม่กี่วันหลังเกิดการโจมตีเป้าหมายในอิหร่านระลอกแรก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRE30IQ3OO6SA9V5SPI8FR8HYKRMVOH4&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qvKTjGJfPUNCG3z7Tylnf

  • เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

    เดินหน้ายกระดับแฟรนไชส์สู่สากล พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เดินหน้าภารกิจยกระดับแฟรนไชส์สู่สากลและกระตุ้นเศรษฐกิจอีสาน เตรียมจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 3 วันที่ 5-8 มี.ค.2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี

    เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่องที่ จ.อุดรธานี โดยจัดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มี.ค.2569 ณ ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคและสนับสนุนผู้ประกอบ การแฟรนไชส์ไทยให้สามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดท้องถิ่น 

    ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว มีการนำแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม บริการและความงามร่วมกิจกรรม เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเริ่มต้นธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เลือกแฟรนไชส์เหมาะสมกับความสนใจและศักยภาพตนเอง พร้อมเจรจาซื้อขายธุรกิจได้โดยตรงกับเจ้าของแฟรนไชส์ ตลอดจนจัดโปรโมชันส่วนลดแพ็กเกจแฟรนไชส์เปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานและผู้ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองสามารถเข้าถึงการลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค นอกจากนั้น ภายในกิจกรรมยังมีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์จากสถาบันการเงินชั้นนำที่มาร่วมออกบูธให้คำแนะนำและสนับสนุนเงินทุน พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน โปรโมชั่นและส่วนลดแฟรนไชส์ราคาพิเศษเฉพาะภายในงาน

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เนื่องในโอกาสการจัดกิจกรรมครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชิญชวนผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์และประชาชนในพื้นที่ จ.อุดรธานี รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมกิจกรรม แฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มี.ค.2569 ณ ลานนาข่า 1-2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดรธานี ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในประเทศไทยมีธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 4,149 แบรนด์ โดยเป็นแฟรนไชส์ไทย 686 แบรนด์ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ารวมทั้งสิ้น 571 แบรนด์ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2917742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tznV2f1WgrXx4-sri8RPA

  • “อนุทิน” เรียกทีมเศรษฐกิจถกด่วนคุมเข้มพลังงาน-ราคาสินค้า หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

    “อนุทิน” เรียกทีมเศรษฐกิจถกด่วนคุมเข้มพลังงาน-ราคาสินค้า หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด

    นายกฯ เรียกขุนคลัง-ปลัดพาณิชย์หารือสถานการณ์พลังงาน ประเมินแผนรับมือวิกฤตน้ำมัน พร้อมกำชับดูแลราคาสินค้าอย่าให้ซ้ำเติมประชาชน 

    วันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังจากที่นายฌอน เค. โอ นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบและเดินทางกลับออกจากตึกไทยคู่ฟ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานบอร์ด ปตท. เข้าหารือเร่งด่วน

    โดยการหารือดังกล่าวเน้นไปที่การรายงานผลกระทบจากกรณีอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก รวมถึงมาตรการป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจขยับตัวตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

    นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานในการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและวางแผนเผชิญเหตุในทุกมิติอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2917846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oSmDJ5K0v56zFO6_xPzR4

  • กกร. ผวาสงครามอิหร่านลากยาว ฉุด GDP หลือ 1.3% ปั้นไทยศูนย์กลางอาหาร-สุขภาพ

    กกร. ผวาสงครามอิหร่านลากยาว ฉุด GDP หลือ 1.3% ปั้นไทยศูนย์กลางอาหาร-สุขภาพ

    ท่ามกลางสงครามอิหร่าน ในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกโรงเตือนแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจโลกกำลังกดดันไทยรอบใหม่ ทั้งราคาพลังงาน การขนส่ง และการค้าโลก ส่อฉุด GDP ปี 2569 โตต่ำกว่าคาด เหลือเพียง 1.3-1.6% หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธาน กกร. กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้นทันที และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงอีก 1-3 เดือนข้างหน้า สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพในวงกว้าง

    สงครามลากยาว เสี่ยงกดเศรษฐกิจโตต่ำ

    ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะพลังงาน แต่เริ่มลุกลามสู่ภาคโลจิสติกส์ ทั้งเส้นทางเดินเรือและเส้นทางบินที่ต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง ทำให้ต้นทุนประกันภัยและค่าระวางเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีความเสี่ยงจากการยกเลิกหรือปรับเส้นทางบิน

    เบื้องต้น สภาพัฒน์ฯ ได้มีการประเมินสถานการณ์หากสถานการณ์ยืดเยื้อกระทบภาคท่องเที่ยวจะทำให้ GDP ไทยปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.3-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมไว้ที่ 2.0 และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ประเมินไว้ 1.6-2.0% สะท้อนแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและความเปราะบางในประเทศ

    กกร. ผวาสงครามอิหร่านลากยาว ฉุด GDP หลือ 1.3% ปั้นไทยศูนย์กลางอาหาร-สุขภาพ

    ย้ำสำรองน้ำมัน 60 วัน วอนอย่าแพนิค

    สำหรับสัดส่วนการนำเข้าปริมาณพลังงานที่ไทยจากตะวันออกกลางและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนประมาณ 40% ของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด ถือว่าน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ในประเทศ ในแต่ละวันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ยเกือบ 1 ล้านบาร์เรล โดยพลังงานกว่า 90% ของที่ใช้ในประเทศมาจากการนำเข้า

    ทั้งนี้ ไทยนำเข้าน้ำมันจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นอันดับ 1 ส่วนสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 2 โดยมีสัดส่วนมากกว่า 10% ในขณะที่แหล่งนำเข้าอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และแอฟริกาตะวันตก (เช่น ไนจีเรีย) 

    “ปัจจุบันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอราว 60 วัน และยังมีการนำเข้าเติมอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการนำเข้าเติมเข้ามาในระบบอยู่ตลอดเวลา จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือกักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น” 

    ดังนั้น โครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทยมีการกระจายความเสี่ยงจากหลายภูมิภาค ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว โดยยังสามารถจัดหาจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทำให้มีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    “ตอนนี้ยังพออุ่นใจที่ กระทรวงพลังงาน ตรึงราคาดีเซลออกไป 15 วัน ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการไม่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาอีกครั้งคือต้นทุนค่านำเข้า LNG ที่พุ่งขึ้นกว่าราคาน้ำมันตลาดโลก แต่เชทื่อว่าไทยจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะเรานำเข้าก๊าซสัดส่วน 40%”

    สำหรับประเด็นค่าระวางเรือและการขนส่งสินค้านั้น เป็นผลมาจากราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนน้ำมันเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แบ่งเป็น

    1. วิกฤติตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทยแต่เป็นผลกระทบระดับโลก เนื่องจากตู้คอนเทนเนอร์จำนวนมากไปติดค้างอยู่ที่ท่าเรือในตะวันออกกลางหรืออยู่บนเรือที่ยังเข้าเทียบท่าไม่ได้ ทำให้ซัพพลายตู้ในระบบหายไป หากผู้ส่งออกไทยไม่สู้ราคาตามกลไกตลาด ตู้เปล่าจะถูกกระจายไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียแทน

    2. ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 400-500% สำหรับเรือที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง

    3. ค่าเซอร์ชาร์จ (Surcharge) ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยตู้ขนาด 20 ฟุต อยู่ที่ประมาณ 2,000 ดอลลาร์, ตู้ 40 ฟุต อยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ และตู้แช่เย็น (Reefer) พุ่งสูงถึง 4,000 ดอลลาร์ 

    “กกร. แนะนำให้ผู้ส่งออกอย่าเพิ่งรีบจ่ายเซอร์ชาร์จเพื่อส่งของในทันที หากสถานการณ์ยังไม่ปกติ เพราะสินค้าอาจไปติดค้างและเสียค่าเช่าที่เพิ่มเติม”

    ในด้านผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว จากการระงับและเปลี่ยนเส้นทางบิน สายการบินหลายแห่งเริ่มระงับเที่ยวบินหรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ต้องผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดย กกร. ประเมินว่านักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 4% ของนักท่องเที่ยวไทยทั้งหมด) อาจได้รับผลกระทบราว 10% หรือลดลงประมาณ 70,000 – 80,000 คน จากตัวเลขเดิมที่คาดการณ์ไว้

    “การปรับแผนเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบ รัฐบาลและเอกชนเตรียมเร่งหาตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นมาทดแทน เช่น ตลาดจีนซึ่งกำลังมีแนวโน้มเข้ามามากขึ้น ส่วนโอกาสในระยะยาวเชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย ประเทศไทยที่มีจุดแข็งด้านการวางตัวเป็นกลางจะกลายเป็น Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนตัดสินใจเลือกมาประเทศไทยมากขึ้นในอนาคต”

    วิกฤติซ้อนภาษีสหรัฐ กดดันส่งออก

    นอกจากแรงกระแทกจากสงคราม ไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการค้าจากสหรัฐ หลังมีการใช้มาตรา 122 จัดเก็บ Universal Tariff 10% และมีแนวโน้มขยายไปสู่มาตราอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี

    ประเด็นอ่อนไหวอยู่ที่ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และชิป จากบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งเจรจาแยกแยะโครงสร้างการค้า เพื่อไม่ให้ไทยตกเป็นเป้าโดยตรง

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคลื่นความไม่แน่นอน กกร. มองว่าการวางตัวเป็นกลางของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถต่อยอดเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ โดยผลักดันไทยสู่บทบาท Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจในภูมิภาค คล้ายโมเดลของ Switzerland

    โดย 2 อุตสาหกรรมเรือธงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ

    1. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) โดยยกระดับจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายชิ้น สู่การเป็นผู้ให้ Total Food Solution แก่ประเทศกลุ่มความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ Gulf Cooperation Council ซึ่งมีศักยภาพทางการเงินสูงแต่ขาดพื้นที่ผลิตอาหาร

    2. ศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ต่อยอดจุดแข็งบริการสุขภาพของไทย ดึงดูดทั้งผู้ป่วยต่างชาติ นักลงทุน และกลุ่มผู้ต้องการย้ายฐานพำนักในประเทศที่มีเสถียรภาพ

    ดัน “Reinvent Thailand” ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    กกร. เสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการงบประมาณเพื่อความต่อเนื่องนโยบาย พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “Reinvent Thailand” ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) ส่งเสริมการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต และสร้างความสามารถแข่งขันระยะยาว

    “วิกฤติครั้งนี้เป็นบททดสอบใหญ่ของเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นจังหวะสำคัญในการปรับโครงสร้าง หากบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ รักษาเสถียรภาพการค้า และใช้จุดแข็งด้านอาหารกับการแพทย์ให้เต็มศักยภาพ ไทยยังสามารถพลิกเกมจากผู้รับผลกระทบ สู่ผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านภูมิรัฐศาสตร์โลกได้” นายเกรียงไกร กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36aPr9VXoA8lYq4RgX0_TE

  • เซ็นทรัลพัฒนา อัด 1,000 อีเวนต์รับซัมเมอร์ ปั้น Soft Power ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วประเทศ

    เซ็นทรัลพัฒนา อัด 1,000 อีเวนต์รับซัมเมอร์ ปั้น Soft Power ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทั่วประเทศ

    เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 600 ล้านบาท ปลุกแคมเปญใหญ่แห่งปี ‘Summer Fest 2026: Sound of Summer’ ปูพรมกว่า 1,000 อีเวนต์ความสนุกทั่วประเทศ ยกระดับซัมเมอร์ไทยสู่เทศกาลรับฤดูร้อนแห่งปี ภายใต้ 2 กลยุทธ์หลัก ‘Creative Economy’ x ‘Fandom Empowerment’ เปลี่ยนซอฟท์พาวเวอร์ไทยและพลังแฟนด้อมให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำ ศักยภาพประเทศไทยหลังคว้าอันดับ 3 ประเทศที่สนุกที่สุดในโลก และผลักดันประเทศสู่ Global Summer Destination อย่างเต็มรูปแบบ

    4 มี.ค. 2569 – นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า Summer Fest 2026 คือการยกระดับแคมเปญฤดูร้อนให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกันของ Creative Economy และ Fandom Empowerment เรามองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะคอนเทนต์ซีรีส์วายที่สร้างฐานแฟนคลับระดับนานาชาติอย่างแข็งแรง การร่วมมือกับค่ายดูมันดิ และการดึง 4 ศิลปินที่มีอิทธิพลในเอเชียมาร่วมแคมเปญครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่าบันเทิงไทยมีพลังในการสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจริง ทั้งในด้านการใช้จ่าย การเดินทางข้ามประเทศ และการสร้างกระแสระดับภูมิภาค”

    “เรานำพลังของแฟนด้อมมาผสานกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องในทุกภูมิภาค กระตุ้น Traffic คุณภาพ และเพิ่ม Spending สร้างเงินสะพัด อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การทำงานกับศิลปินไทยร่วมสมัยในงาน Decoration และการออกแบบ ‘น้องซัมเมอร์’ มาสคอต 7 ดีไซน์ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ 5 ภูมิภาค ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ซัมเมอร์ไทยให้มีความร่วมสมัยและแตกต่างในสายตาชาวโลก ทั้งหมดนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ได้อย่างทรงพลัง และเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Summer Destination อย่างชัดเจน” นายณัฐกิตติ์ กล่าว

    นายกิตติพัฒน์จำปา ประธานบริษัท มันดีเวิร์ค จำกัด ค่ายดูมันดิ กล่าวว่า การได้ร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนา ผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจศูนย์การค้าของไทย ในแคมเปญ Summer Fest 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Mandee Work เพราะนี่คือแพลตฟอร์มระดับประเทศที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์แคมเปญขนาดใหญ่ และต่อยอดสู่ระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม เซ็นทรัลพัฒนาแสดงบทบาทชัดเจนในการผลักดัน Soft Power ไทย ผ่านการเชื่อมโยงความบันเทิง ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างมีพลัง โดยศิลปินในสังกัดของเรา ‘เก่ง หฤษฎ์ – น้ำปิง นภัสกร’ และ ‘เติ้ล มติมันท์ – เฟิร์สวัน วรรณกร’ เติบโตมาจากอุตสาหกรรมซีรีส์ไทยที่มีฐานแฟนคลับระดับนานาชาติ การได้ทำงานบนแพลตฟอร์มของเซ็นทรัลพัฒนา ช่วยขยาย Engagement จากโลกออนไลน์สู่ประสบการณ์จริงในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพบปะแฟนคลับ คาราวานออนทัวร์ หรือแคมเปญสะสมไอเท็มลิมิเต็ด ซึ่งช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมของแฟนด้อมอย่างต่อเนื่อง และสร้างความผูกพันระหว่างศิลปินกับผู้บริโภคในระดับที่ลึกขึ้น

    “เรามั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำแคมเปญบันเทิงของไทย สร้างทั้งกระแส การเดินทาง และการใช้จ่ายในวงกว้าง พร้อมสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่เติบโตควบคู่ไปกับภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวอย่างแข็งแรง” นายกิตติพัฒน์ กล่าว

    ชู 2 กลยุทธ์ขับเคลื่อน Creative Economy และ Fandom Empowerment ดันซัมเมอร์ไทยสู่ระดับโลก

    กลยุทธ์ที่ 1: Creative Economy Boosting ผสานศิลปะ ความบันเทิง สร้างซัมเมอร์ระดับโลก เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ผสานพลังของศิลปะ ความบันเทิง และการสร้างประสบการณ์ เปลี่ยนศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศให้เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและ Soft Power ไทยในระดับสากลได้แก่

    Art as Soft Power ใช้งานศิลป์สะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย

    ครั้งแรกกับการ Collaboration กับ Jirayu Koo (จิรายุ คูอมรพัฒนะ) ศิลปินนักวาดภาพประกอบไทยเจ้าของลายเส้นเอกลักษณ์ระดับสากล ร่วมออกแบบ Vibe ของ Summer Campaign ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ถ่ายทอด Regional Uniqueness ผ่านลายเส้นสดใสผสานความเป็นไทยร่วมสมัย สะท้อน DNA ทางวัฒนธรรม ความ “ม่วนจอย” และความ “จริงใจ” แบบไทยได้อย่างชัดเจน โดยนำแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ลายผ้า และวิถีชีวิตท้องถิ่นทั้ง 5 ภาค มาตีความใหม่ในสไตล์โมเดิร์น สร้างบรรยากาศซัมเมอร์ให้สนุกสดใสทั่วศูนย์ฯ ตลอดเทศกาล

    เตรียมรับความสดใส! ช้างมาสคอต “น้องซัมเมอร์ ที่จะมาปลุกหัวใจ THAI SIGNATURE โดย Jirayu Koo หยิบยกเสน่ห์ 5 ภาค มาตีความใหม่ผ่านดีไซน์ร่วมสมัยนำมาต่อยอดเป็นแฟชั่นสุดจัดจ้านให้ “น้องซัมเมอร์” ทั้ง 5 คาแรกเตอร์ ตัวแทนความสนุกที่กระจายตัวมอบรอยยิ้มให้ทั่วประเทศ  ได้แก่

    ภาคกลาง: “น้องซัมเมอร์” ตัวแทนพลังสร้างสรรค์ของเมือง

    ภาคตะวันออก: “น้องซัมเมอร์ แห่งตะวันออก” มาพร้อมความสนุกสดใส ไลฟ์สไตล์ชายทะเล

    ภาคอีสาน: “อ้ายซัมเมอร์ มาแล้วเด้อ!” ชวนม่วนซื่นโฮแซวไปกับจังหวะอีสานร่วมสมัย

    ภาคเหนือ: “จ้าวซัมเมอร์ ม่วนเน้อ” สัมผัสเสน่ห์ความละเมียดละไมในลุคสุดคูล

    ภาคใต้: “ไอ้ซัมเมอร์ หร่อยแรง” สาดความสนุกฉบับปักษ์ใต้บ้านเรา

    โดยน้องซัมเมอร์ มาสคอต จะออกเดินทางสร้างความสุขที่ 18 สาขาทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้ ยังมี Summer Art Sculpture แลนด์มาร์กช้างที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล หาดใหญ่ 

    เซ็นทรัลเวิลด์ มาในธีม The Summer Club 2026 ร่วมกับ ‘ปรางค์ วิภาลักษณ์’ ศิลปินนักวาดภาพประกอบไทยเจ้าของลายเส้นสดใส เนรมิตพื้นที่ให้เป็น Urban-Scale Lifestyle Destination ปลุกเอเนอจี้ของกรุงเทพฯ ผ่าน Sport, Fashion, Music และพลังของคอมมูนิตี้ยุคใหม่ ไฮไลต์สำคัญคือ การนำเทรนด์กีฬาที่กำลังฮิตทั่วโลก คือ Pickleball (ผสมระหว่าง เทนนิส-ปิงปอง-แบด) มาไว้ใจกลางเมือง พร้อมลูก Pickleball ยักษ์ เป็น Landmark ใหม่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ และเปิดให้เล่นฟรี เพื่อให้ทุกคนออกมาสนุกและใช้ชีวิตในแบบซัมเมอร์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมกันนี้ ศิลปินยังได้ออกแบบ เครื่องแต่งกายให้กับ “น้องชื่นใจ และน้องไชโย เพิ่มอีก 2 คาแรกเตอร์ ได้แก่ สายคัลเจอร์ และสายสปอร์ต เพื่อสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ ในมุมมองร่วมสมัย

    กลยุทธ์ที่ 2: Fandom Empowerment เปลี่ยนพลังแฟนคลับสู่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้จ่าย

    Fandom Economy เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โดยข้อมูลจากแคมเปญที่มีศิลปินร่วมกิจกรรมพบว่า กลุ่มแฟนดอมเป็น Quality Spenders ที่มีการใช้จ่ายสูงกว่าลูกค้าทั่วไปประมาณ 2–3 เท่า และมีแนวโน้มเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของทราฟฟิก ระยะเวลาการใช้บริการ และการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าในหลายหมวดหมู่ เซ็นทรัลพัฒนาจึงต่อยอดศักยภาพดังกล่าว ผ่าน Exclusive Merchandise ของ เก่ง–น้ำปิง–เติ้ล–เฟิร์สวัน 2 คอลเลกชัน ได้แก่ Premium Photocard และLimited Edition Keychainที่มีเฉพาะแคมเปญนี้เท่านั้น ลุ้นเข้างาน Summer Fest Meet & Greet พร้อมอีเว้นต์ Special Caravan Fan Meet เพื่อสร้างประสบการณ์ใกล้ชิดและการมีส่วนร่วมแบบ Exclusive

    Creative Event Phenomenon ปรากฏการณ์ 1,000 อีเวนต์ทั่วประเทศ

    ยกระดับความสนุกแบบไทยสู่ เทศกาลไลฟ์สไตล์แห่งปี” ให้สนุกได้ทุกวันด้วยกองทัพอีเวนต์กว่า 1,000 งานทั่วประเทศ ครอบคลุม Music, Art, Fashion, Lifestyle Market, Family, Sport และ Cultural Festival แบบAlways-on Experience ที่มอบประสบการณ์ด้วยกิจกรรมครอบคลุมทุกมิติของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่  

    Music เติมเต็มบรรยากาศด้วยเสียงของฤดูร้อน ตั้งแต่ดนตรีท้องถิ่นสู่ซาวด์โมเดิร์น: ที่เซ็นทรัล 24 สาขา อาทิThailizm’ music festival ที่เซ็นทรัลเวิลด์, Pop Khon Music Festเทศกาลดนตรีที่ Pop ที่สุดในเมืองคอน ที่ เซ็นทรัล นครศรีฯ

    Caranvan ขบวนรถแห่แจกความสนุกสดใสไป 5 ภาค อาทิ งาน Roddang Summer Carnival ขบวนแห่รถแดงเที่ยวสาดน้ำคูเมืองเชียงใหม่และเซ็นทรัล รามอินทรา, ศรีราชา, ขอนแก่น, อยุธยา

    Fashion: เทรนด์หน้าร้อนที่สะท้อนตัวตนและอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย ที่เซ็นทรัล 14 สาขา อาทิ E-SARN KOLE’ ART& CRAFT FASHION SHOW ที่ “มิกซ์” วัฒนธรรม และ “ม่วน” ไปกับพลังสร้างสรรค์แห่งอีสาน ที่ เซ็นทรัล อุบล และ Summer Fashion Show ที่หาดใหญ่

    Art งานศิลป์และอินสตอลเลชันที่ตีความจิตวิญญาณซัมเมอร์ไทยในมุมมองระดับสากล : ที่เซ็นทรัล 12 สาขา อาทิ The Giant Soul of Isan จัดแสดงงานศิลปะที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวอีสาน ด้วยลวดลายพิเศษ โดย Jirayu Koo ร่วมมือกับ SEMATHAI MARIONETTE (Foundation Art for Social) จัดแสดงเฉพาะสาขาในภาคอีสาน อาทิ เซ็นทรัล ขอนแก่น, อุบล, อุดร และ โคราช, TON KWEN ​The Origin of Uniqueness ​ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดแสดงผลงานภายใต้คอนเซป “The Origin of Uniqueness”

    Summer Spirit: “วิ่งให้ลั่น สนั่นหน้าร้อน” เปลี่ยนลานเซ็นทรัลให้เป็นคลับแห่งความสุขที่สนุกที่สุดในประเทศ ที่เซ็นทรัล 4 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล นครปฐม, เวสวิลล์, โคราช และ หาดใหญ่         

    Family Kids &Pet ที่เซ็นทรัล 20 สาขา กิจกรรมซัมเมอร์สำหรับเด็กๆ อาทิ DJ Booth, ร้อง เล่น เต้น, Workshop เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ตCentral Salaya Kite Festival 2026

    Lifestyle Market กิน เที่ยว ช้อป และวัฒนธรรมท้องถิ่นจากทุกภูมิภาค อาทิ PINKLAO SUMMER FRUIT FEST​ รวมทุเรียน 7 สายพันธุ์, กาดหมั้ว ครัวม่วน ที่เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, Sound of Esan ที่เซ็นทรัล โคราช, กินกุ้งจันท์ ปีที่ 3 ที่ เซ็นทรัล จันทบุรี

    กิน-ช้อปกับสินค้าคอลเลกชันซัมเมอร์ กับร้านค้าแบรนด์ดังภายในศูนย์การค้า  

    กลุ่มแฟชั่น: CHARLES & KEITH, DYSON, H&M, HAVAIANAS, JELLY, BUNNY, LYN, MUJI, NIKE, O&B, RAVIPA, TORY BURCH และ VICTORIA’S SECRET กลุ่มร้านอาหาร: AFTER YOU, ĂN CƠM ĂN CÁ, BURA MARIE, BURN BUSABA, FÁ PLĀ TAHŃ, KIEW KAI KA, KUB KAO’ KUB PLA, ROS’NIYOM, S&P, และ SWENSEN’S กลุ่ม IT Gadget: พบกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด เช่น SAMSUNG GALAXY S26 SERIES, VIVO V70 SERIES, OPPO FIND N6 SERIES และอื่นๆ อีกมากมาย

    Eat & Shop Out Loud” เปลี่ยนทุกการกิน-ช้อปให้เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น

    1.WIN OUT LOUD: กิน-ช้อปครบทุก 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ลุ้น* รับแพ็คเกจที่พักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ Hyatt Regency Hua Hin รวม 20 รางวัล (รวมมูลค่า 280,000 บาท) พิเศษสำหรับสมาชิก The 1 Exclusive และผู้ถือบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รับสิทธิ์ลุ้นเพิ่มเป็น 3 เท่า 2.รางวัลพิเศษสำหรับสุดยอดนักช้อป: 20 Top Spender ของกลุ่มสินค้า Fashion, Beauty & Clinic และกลุ่มสินค้า IT, Mobile & Gadget* รับแพ็คเกจที่พักระดับลักชัวรี ณ THE BARAI HUAHIN รวมมูลค่า 380,000 บาท และ 10 Top Spender ของกลุ่ม Food & Beverage* รับพอยท์ The 1 รวม 100,000 พอยท์ 3.Collect Louder Meet Closer: เอาใจแฟนคลับศิลปินดัง เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข รับทันที ไอเท็มคอลเลกชันพิเศษ Keng–Namping และ Tle–FirstOne*  Highlight: ลุ้นเป็น 1 ใน 500 ผู้โชคดี เข้าร่วมงาน Summer Fest Meet & Greet แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่โรงภาพยนตร์ SF World Cinema, CentralwOrld พิเศษ! สมาชิกใหม่แอปพลิเคชัน CENTRAL X 20,000 ท่านแรก* รับฟรี Summer Surprise Sticker 4.กิน-ช้อป รับพอยท์ The 1 สุดคุ้ม: ทุก ศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์ ตลอดเดือนมีนาคม 2569 กิน – ดื่ม ครบ 1,000.- ขึ้นไป รับเดอะวัน 100 พอยท์* และช้อปครบ 5,000.- ขึ้นไป รับเดอะวัน 500 พอยท์ รับเพิ่ม 1,000 พอยท์ เมื่อกิน-ช้อปสะสมครบ 12,000 บาท ตลอดแคมเปญที่ 1,400 แบรนด์ดังที่สะสม-แลกพอยท์ The 1 ได้ 5.ช้อป-รับพอยท์คุ้มกว่า เฉพาะสมาชิก The 1 Exclusive: รับเพิ่ม 2,500 พอยท์ เมื่อกิน-ช้อปครบ 50,000 บาท ภายในวัน สูงสุด 10,000 พอยท์ต่อหมายเลขสมาชิก ติดตามความเคลื่อนไหวเซ็นทรัลพัฒนาคลิก https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/957399/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zuDV9MdidWtGmZoDZ2Za7

  • เอลนีโญชายฝั่งถล่มเปรู ฉุดส่งออกเกษตรสะเทือนเศรษฐกิจ

    เอลนีโญชายฝั่งถล่มเปรู ฉุดส่งออกเกษตรสะเทือนเศรษฐกิจ

    เอลนีโญชายฝั่งถล่มเปรู ฉุดส่งออกเกษตรสะเทือนเศรษฐกิจ

    เอลนีโญชายฝั่งถล่มเปรู ฉุดส่งออกเกษตรสะเทือนเศรษฐกิจ

    ภาคการส่งออกสินค้าเกษตรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของเปรูอาจเผชิญผลกระทบในปีนี้จากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง โดยผู้นำภาคธุรกิจและหน่วยงานด้านภูมิอากาศออกมาเตือน ขณะที่ผลกระทบเริ่มปรากฏต่อสวนผลไม้ในประเทศ

    เอลนีโญชายฝั่งเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเป็นระยะ มีความเชื่อมโยงกับอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นผิดปกติเป็นเวลาหลายเดือน บริเวณนอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือของเปรูและเอกวาดอร์ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก

    แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวในขณะนี้ยังอยู่ในระดับอ่อน แต่ได้ทำลายพืชผลไม้ทางตอนเหนือของเปรูไปแล้วราว 6,000 เฮกตาร์ (14,826 เอเคอร์) และอาจทวีความรุนแรงเป็นระดับปานกลางก่อนเดือนกรกฎาคม

    แม้โดยปกติเปรูจะเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญด้านเหมืองแร่ แต่ภาคเกษตรกรรมของประเทศได้สร้างสถิติใหม่ด้วยมูลค่าส่งออก 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า จากการส่งออกบลูเบอร์รี องุ่น อะโวคาโด เมล็ดโกโก้ หน่อไม้ฝรั่ง มะม่วง และผลไม้ตระกูลส้ม โดยมีตลาดหลักคือสหรัฐฯ จีน และยุโรป

    เกษตรกรเปรูกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวอะโวคาโด และจะเริ่มเก็บเกี่ยวบลูเบอร์รี ผลไม้ตระกูลส้ม และทับทิมในเดือนพฤษภาคม

    ฝนเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม

    หน่วยงานภูมิอากาศ ENFEN ของเปรูคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของประเทศจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป และไม่ตัดความเป็นไปได้ของเหตุการณ์รุนแรง

    การผลิตมะม่วงลดลงแล้ว 10% ขณะที่บลูเบอร์รีมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราหลังฝนตก และอาจเผชิญภาวะแห้งเฉาจากอากาศร้อนหลังฝน

    ทั้งนี้ เปรูเป็นผู้ส่งออกบลูเบอร์รีรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งสร้างรายได้ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

    หอการค้าแห่งกรุงลิมาประเมินว่า เอลนีโญชายฝั่งระดับอ่อนถึงปานกลางอาจสร้างความเสียหายรายวันสูงกว่า 291 ล้านโซล (85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อภาคเกษตร การค้า และการผลิต ใน 7 ภูมิภาคของเปรู

    ฝนตกหนักที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและบริการขั้นพื้นฐาน ทำให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินใน 14 ภูมิภาคเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    น้ำท่วมและดินถล่มในช่วงฤดูฝนซึ่งเริ่มตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชาชน 85,000 คน ตามข้อมูลของหน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเปรู 

    ในปี 2017 เอลนีโญชายฝั่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 162 ราย และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าเทียบเท่า 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/652970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GTDuoF99CrisrHgkltvm0

  • “กอบศักดิ์” เตือนเศรษฐกิจ-หุ้นไทยเปราะบางสูงเซ่นพิษน้ำมัน-สงคราม จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตพลังงานด่วน : อินโฟเควสท์

    “กอบศักดิ์” เตือนเศรษฐกิจ-หุ้นไทยเปราะบางสูงเซ่นพิษน้ำมัน-สงคราม จี้รัฐเร่งรับมือวิกฤตพลังงานด่วน : อินโฟเควสท์

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีภาวะเปราะบางสูง สะท้อนจากการปรับตัวลงอย่างหนักของตลาดหุ้นไทยที่ตื่นตระหนกมากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค พร้อมชี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญจาก “การพึ่งพาน้ำมัน” และ “ตลาดหุ้นที่ร้อนแรงก่อนหน้า” เตือนรัฐบาลให้เร่งเตรียมการรับมือวิกฤตพลังงานที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยด่วน

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผลกระทบจะสะท้อนผ่านตลาดทุนก่อน โดยกรณีของตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมาปิดร่วงไปกว่า 61 จุด และล่าสุดภาคเช้าวันนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้หยุดการซื้อขายชั่วคราวตามมาตรการ Circuit Breaker ระดับ 1 ระหว่างเวลา 12.18-12.30 น.หลังจากดัชนี SET ร่วงหนักถึง 8% ถือว่าเป็นการปรับตัวลงมากพอสมควรและมากกว่าคาด

    หากเปรียบในภูมิภาค ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ช่วงเช้าปรับตัวลงแรงและประกาศใข้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit breaker) เช่นเดียวกัน ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ลงไปกว่า 3% ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากนับตั้งแต่ต้นปี โดยเกาหลีใต้เป็นอันดับหนึ่ง (ปรับขึ้น 50%) ตามมาด้วยประเทศไทยเป็นอันดับสอง (ปรับขึ้น 25%) ส่วนญี่ปุ่นก็ปรับขึ้นมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนกนักลงทุนจึงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

    นอกจากนี้ ทั้งสามประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำลังเกิดความขัดแย้ง โดยเกาหลีใต้นำเข้าเกือบ 100%, ญี่ปุ่นประมาณ 90% และไทยก็มีสัดส่วนการนำเข้าที่สูงมาก ปัจจัยนี้จึงเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ

    “ผมคิดว่ากระบวนการของตลาดทุนที่กำลังกระทบกับเรา มันมาทั้งผ่านช่องทางของความเชื่อมั่น แล้วก็ทำให้ทุกคนกังวลใจแล้วกำลังปรับตัว แล้วยิ่งตกก็ยิ่งวิ่งหนี ทำให้เกิดการปรับตัวอย่างรุนแรงของตลาดทุนในขณะนี้”

    ประธาน FETCO กล่าวว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซนับเป็นหัวใจของวิกฤตครั้งนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียและโรงงานก๊าซของกาตาร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งจากระดับ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 40-50%

    ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันมีเรือขนส่งสินค้าและน้ำมันกว่า 100 ลำ (คิดเป็น 10% ของกองเรือทั่วโลก) ติดค้างอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ส่งผลให้ค่าประกันความเสี่ยงและค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และในอนาคตปริมาณน้ำมันโลกอาจไม่เพียงพอและจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมาก เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อด้วย แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศให้กองทัพเรือสหรัฐฯ เข้าไปคุ้มกัน แต่มองว่า “ไม่ง่ายอย่างที่คิด” เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่แคบและเสี่ยงต่อการถูกซุ่มโจมตีจากอิหร่านได้ง่าย

    นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยคือด้านความมั่นคงทางพลังงาน ต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลต้องเริ่มหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นอินโดนีเซียที่ประกาศขอซื้อน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐฯมากขึ้น ส่งเสริมพลังงานทดแทน และรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

    “เราต้องเร่งเครื่องตั้งแต่บัดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนเหมือนกรณีหน้ากากอนามัยหรือไข่”นายกอบศักดิ์ กล่าว

    นายกอบศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะจบในครั้งเดียว แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะขยายวงกว้างขึ้น และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง แนะต้องเตรียมลดการพึ่งพาจากมหาอำนาจเพียงชาติเดียว และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการดูแลผู้ประกอบการ SME

    “ผมคิดว่าเราถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่ามีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ และวันหนึ่งประเทศไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง เราต้องเตรียมการเพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้” นายกอบศักดิ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/573929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39hmyv3XlP9cHg1qJyJ4q-

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 04/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 04/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zF2WccF-jANiON_sXIy7j

  • IMF เตือน! ‘ระวังตะวันออกกลาง’ เสี่ยง ‘ลามเศรษฐกิจโลก

    IMF เตือน! ‘ระวังตะวันออกกลาง’ เสี่ยง ‘ลามเศรษฐกิจโลก

    IMF เตือน สงครามตะวันออกกลาง อาจกลายเป็น ‘ความเสี่ยงใหม่’ ของเศรษฐกิจโลก หากความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งต่อเนื่อง โดยอาจกระทบทั้งเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องระมัดระวังมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเงิน

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือน สงครามตะวันออกกลาง อาจกระทบเศรษฐกิจโลก “ขึ้นอยู่กับว่ายืดเยื้อแค่ไหน”

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับสองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศกล่าวว่า ผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก จะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลาของสงคราม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมในภูมิภาค” โดยเฉพาะราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น จะเป็นเพียงระยะสั้น หรือจะสูงต่อเนื่อง

    แดน แคตซ์ รองผู้อำนวยการ IMF กล่าวในงานประชุมด้านการเงินที่กรุงวอชิงตันว่า หากความขัดแย้งทำให้เกิดความไม่แน่นอนยาวนาน และราคาพลังงานได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ธนาคารกลางทั่วโลกก็มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง และปรับตัวตามสถานการณ์

    เขาระบุว่า สงครามครั้งนี้อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน เช่น เงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบได้อย่างชัดเจน

    ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และเกิดการตอบโต้ทั่วภูมิภาค IMF เคยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะ “เติบโตประมาณ 3.3%” แม้จะมีแรงกดดันจากสงครามการค้าและภาษี แต่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    แคตซ์กล่าวว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา และพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

    ก่อนหน้านี้ IMF ระบุว่า กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อการค้าโลก กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงิน

    IMF ระบุในแถลงการณ์ว่า “สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว”

    แคตซ์กล่าวว่า IMF จะประเมินผลกระทบโดยตรงต่อภูมิภาค เช่น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการหยุดชะงักของอุตสาหกรรมสำคัญ

    ส่วนอุตสาหกรรมที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ การท่องเที่ยว การบิน โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต และโดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีก หลังอิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือที่ผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ”

    น้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคามาตรฐานของโลก พุ่งขึ้นถึง 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 15% จากวันศุกร์

    แคตซ์มองว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว ธนาคารกลางอาจยังไม่รีบปรับนโยบาย เพราะมักมองไปที่เงินเฟ้อพื้นฐานมากกว่า

    แต่ถ้าราคาพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง และทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชนเริ่มไม่มั่นคง ธนาคารกลางก็อาจจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง

    เขายกตัวอย่างว่า เงินเฟ้อที่พุ่งแรงในปี 2022 หลังโควิด ส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบด้านพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น ๆ

    ดังนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกจึงน่าจะนำบทเรียนจากช่วงโควิดมาพิจารณาในการกำหนดนโยบายการเงิน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้
     

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1223713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gzl_bIiakEMdoFoQx6-Vy

  • คอลัมน์การเมือง – โมโตจีพีวิถีไทย ประทับใจอินเตอร์  คุ้ม หรือไม่คุ้ม?

    คอลัมน์การเมือง – โมโตจีพีวิถีไทย ประทับใจอินเตอร์ คุ้ม หรือไม่คุ้ม?

    ผ่านไปแล้วสำหรับ MotoGP 2026 พร้อมด้วยภาพจำ ประทับใจ “โมโตจีพี วิถีไทย”

    ใส่เอกลักษณ์และเสน่ห์แบบไทยเข้ามาไม่ยั้ง

    ทั้งรถอีแต๋นรับส่ง-คนดู

    รถตุ๊กตุ๊กให้นักบิดระดับโลกขับขี่ครื้นเครง

    ไหนจะผ้าขาวม้า ชุดไทย อาหารไทย หนังใหญ่ ศิลปวัฒนธรรมไทยต่างๆ ที่ถูกนำมาผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งในมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกครั้งนี้

    เป็นที่ฮือฮา น่าชื่นชม

    1. การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” เป็นการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตสองล้อเบอร์หนึ่งของโลก

    สนามแรกของปีนี้ ที่ประเทศไทย “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน

    สร้างปรากฏการณ์ เป็นสนาม MotoGP ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุด 228,228 คน

    สร้างรายได้ 5,139 ล้านบาท

    2. ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลภาคสนามเพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก MotoGP สนามที่ 1 “PT Grand Prix of Thailand2026” ณ สนามช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569

    ระบุว่า การแข่งขัน MotoGP ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมานั้น (ปี 2563 และปี 2564 ไม่มีการจัดการแข่งขันเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19) ได้สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมาก

    หลังจบจากการจัดการแข่งขันครั้งล่าสุดในรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 นั้น สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอื่น ๆ 5,139 ล้านบาท

    ก่อให้เกิดการจ้างงาน จำนวน 7,983 ตำแหน่ง (เทียบเท่าระยะเวลา 1 ปี)

    ภาครัฐได้รับรายได้ ในรูปแบบภาษีกว่า 358 ล้านบาท

    มีผู้เข้าร่วมงานตลอดการแข่งขัน (3วัน) จำนวน 228,228 คน

    3. ประเทศไทย ได้รับการยืนยันต่อสัญญากับ โมโตจีพี ออกไปอีก 5 ปี

    การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ต่อสัญญาไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP อีก 5 ปี

    เท่ากับว่า ประเทศไทยยังคงเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน “กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์”ไปจนถึงฤดูกาล 2031

    ประเด็นการต่อสัญญาเป็นเจ้าภาพ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียล โดยผูกโยงไปกับการโจมตีทางการเมือง

    บางประเด็น มีการปั้นแต่งข้อมูลใส่ร้ายจนไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และอาจถูกดำเนินคดี

    สำหรับประเด็นสาระสำคัญ ในแฟนเพจ Chang Circuit Buriram ได้สรุปชี้แจงไว้ชัดเจน ว่าด้วย“9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับMotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?”

    “1.เงิน 3,997 ล้านบาท ตกไปที่ใคร และมีการใช้ทันทีทั้งหมดหรือไม่?

    ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ มีนโยบายที่จะทำสัญญากับ รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐดังนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะหน่วยงานรัฐ จึงเป็นคู่สัญญาโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวกับ ดอร์น่าสปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ MotoGP ทั่วโลก

    ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะถูก ทยอยขออนุมัติงบประมาณเป็นรายปี และจ่ายตรงไปที่ ดอร์น่า สปอร์ต เท่านั้น ไม่ได้ผ่านคนกลางหรือตกไปที่เอกชนรายอื่น

    ในทางกลับกัน ผลประโยชน์และรายได้จากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเข้าชมหรือเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน ก็จะถูกนำส่ง ตรงไปที่ กกท. เช่นกัน เพื่อใช้สมทบและลดภาระงบประมาณภาครัฐอย่างเต็มที่

    2. ค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้นมาก มีการเจรจาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่?

    ข้อเท็จจริง คือ ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นทุกประเทศและค่าลิขสิทธิ์ประเทศไทยถือว่า ต่ำกว่าประเทศอื่น

    โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลักได้เจราจาต่อรองเรื่องค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน เพื่อให้ได้ในอัตราเท่าเดิม แต่เนื่องจากเกิดการแข่งขันในการเสนอตัวเป็นประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากการจัดการแข่งขันที่ผ่านมา มีการแข่งขันในวันแข่งจริงเพียงวันเดียว แต่ในสัญญาใหม่ จะมีการแข่งขัน 2 วัน คือ วันที่แข่ง Sprint Race (วันเสาร์) และวันที่แข่งจริง (Race Day) (วันอาทิตย์) ส่งผลให้มีผู้ชมสนใจมากยิ่งขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขันมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การปรับเพิ่มราคาเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยสามารถเจรจาได้ในอัตราที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นจึงถือว่าการเจรจาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

    3. งบโมโตจีพีสำคัญกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจริงหรือ?

    งบประมาณคนละส่วน รัฐมีการจัดสรรงบทางกีฬาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การเปรียบเทียบวงเงินนี้เชื่อมโยงกันอย่างไม่ถูกต้อง

    ตามหลักการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยงบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาและการเป็นเจ้าภาพระดับโลก (เช่น MotoGP) จะถูกจัดสรรในส่วนของรายจ่ายของส่วนราชการ (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ซึ่งมีวงเงินและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

    ในขณะที่งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน มักจะมาจาก “งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” ซึ่งเป็นงบฉุกเฉินที่รัฐบาลบริหารจัดการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยโดยเฉพาะ

    ดังนั้น งบประมาณทั้งสองส่วนจึงแยกจากกันอย่างชัดเจน และการขออนุมัติกรอบวงเงิน 4,000 ล้านบาทสำหรับสัญญาปี 2570-2574 นั้น ไม่ได้กระทบต่องบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปัจจุบันแต่อย่างใด

    4.รีบเร่งต่อสัญญาเกินไปหรือไม่?

    ยืนยันว่า การเจรจาต่อสัญญาไม่ได้เป็นการ “เร่งรีบ” แต่เป็นการดำเนินการที่ล่าช้ากว่าช่วงเวลาที่ควรเริ่มดำเนินการด้วยซ้ำ เนื่องจากสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2569 (2026) และ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ กำหนดให้คู่สัญญาเดิมต้องแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งหมายถึงต้องแจ้งภายในปี 2568 (2025)

    ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และการที่มีหลายประเทศทั่วโลกกำลังรอเสนอตัวและยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพแทนประเทศไทย การดำเนินการเจรจาในขณะนี้จึงถือเป็น การตัดสินใจที่ทันต่อสถานการณ์และจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 28,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

    5. ผู้ชมน้อยลงทุกปี ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน?

    ข้อเท็จจริง คือ ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเคยได้รับรางวัล Best Grand Prix of theYear ในปี 2561 ด้วยยอดผู้ชมสูงสุดในฤดูกาล 222,535 คน และเพิ่มเป็น 226,655 คน ในปี 2562 ส่วนยอดผู้ชมที่ลดลงในช่วงปี 2565 (178,463 คน) เป็นผลมาจากการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข แต่หลังจากนั้น ยอดผู้ชมก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

    สำหรับความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ การจัดโมโตจีพี 8 ปีที่ผ่านมา (2561-2568) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 24,927 ล้านบาท และสัญญาใหม่ 5 ปี (2570-2574) ถูกประมาณการว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 28,000 ล้านบาท และยังไม่มีอีเว้นต์ไหนในประเทศไทยที่ทำได้

    6. จริงหรือไม่ ? เอกชนลดการสนับสนุนลงทุกปี –รัฐแบกภาระเกินไป

    ในการบริหารจัดการ การจัด MotoGP ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลเป็นผู้รับค่าลิขสิทธิ์เต็มจำนวนหรือเกือบทั้งหมด

    ในทางกลับกัน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐในสัดส่วนที่น้อยมาก

    โดยตลอดสัญญาที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ ทั้งกลุ่มพลังงาน ยานยนต์ และเครื่องดื่ม เข้ามาสนับสนุนการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยลดภาระของรัฐบาลลงได้อย่างมาก แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้เอกชนบางรายต้องลดหรือหยุดการสนับสนุนไปชั่วคราว กกท. ก็ยังคงพยายามหาเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้จากการจำหน่ายบัตร เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและยืนยันการเป็นเจ้าภาพต่อไป

    โดยในสัญญาใหม่ (2570-2574) ก็ยังคงตั้งเป้าระดมเงินสนับสนุนจากเอกชนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่พึ่งพาเอกชนเป็นหลักมาโดยตลอด

    7.รายได้จากการแข่งขันตกไปที่เอกชนหรือไม่ -จัดที่อื่นได้ไหม ทำไมต้องที่บุรีรัมย์?

    การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไม่ได้มีสัญญาจ้างกับบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด (เจ้าของสนามช้างฯ) ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

    ข้อเท็จจริงคือ สนามช้างฯ ได้ให้การสนับสนุน กกท. โดย อนุญาตให้ใช้สนามแข่งฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า

    โดยการให้ใช้สนามฟรีนี้มีมูลค่าถึง 12 ล้านบาทต่อปี

    เนื่องจากต้องใช้สถานที่ในการเตรียมการจัดการแข่งขันและวันแข่งจริงประมาณ 30 วัน คำนวณรวม 6 ปี ที่รัฐไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เป็นมูลค่า 72 ล้านบาท

    “จัดที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากมีสนามแห่งนี้เพียงสนามเดียวในประเทศไทย” ที่เป็นสนามระดับ FIM GRADE A ที่มีมาตรฐานสามารถจัดการแข่งขัน MotoGP ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานกีฬาระดับโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ รวมถึงการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังจังหวัดอื่นๆ ทุกภาคในประเทศไทย

    8. เอื้อประโยชน์กับเจ้าของสนามแข่งหรือไม่?

    รายได้หลักจากการจัดแข่งขันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน จะถูกนำส่งเข้าสู่การบริหารจัดการโดย กกท. โดยตรง

    ซึ่งรายได้เหล่านี้จะถูกนำไป หักลบกับภาระค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายให้กับ ดอร์น่า สปอร์ต โดยตรง เพื่อลดภาระงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เหลือน้อยที่สุด

    กระบวนการนี้จึงเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เน้นผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

    9. MotoGP ถูกสนับสนุนมาทุกรัฐบาล?

    การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ได้รับการสานต่อและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องทุกชุด มาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศที่ได้รับ ดังนี้

    สัญญาที่ 1: ปี 2561 – 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร) ครม. เห็นชอบสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์สมทบปีละ 100 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็น 300 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงาน: กกท. ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้รวม 528 ล้านบาท (ใน 2 ปี) จากพันธมิตรรายใหญ่ 12 ราย/แหล่ง

    ความสำเร็จ: ได้รับรางวัล Best Grand Prix of The Year ในปี 2561 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 2 ปี (2561-2562) ได้ถึง 6,584 ล้านบาท (จัดได้เพียง 2 ปี เนื่องจากโรคระบาด COVID-19)

    สัญญาที่ 2: ปี 2565 – 2569 (เลื่อนจาก 2564-2568) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ครม. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อสมทบค่าลิขสิทธิ์ 900 ล้านบาทโดยเน้นให้นำรายได้จากภาคเอกชนมาสมทบก่อน

    ผลการดำเนินงาน: ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนกว่า 770 ล้านบาท และจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 800 ล้านบาท

    ผลตอบแทนและข้อได้เปรียบ: สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 6 ปี (2561 – 2568) กว่า 24,927 ล้านบาท อีกทั้งยัง ประหยัดค่าเช่าสนามได้ถึง 72 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา จากการใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฟรี

    สัญญาที่ 3: ปี 2570 – 2574 (ล่าสุด)

    สถานะปัจจุบัน: ครม. ให้ความเห็นชอบเพียงการเป็นเจ้าภาพเท่านั้น ส่วนงบประมาณ กกท. จะนำเสนอขอรับการจัดสรรเป็นรายปีตามภารกิจ ซึ่งประมาณการรายได้จากผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท (ซึ่งการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเป็นไปตามแผนงานในปี 2570 และไม่ได้กระทบกับงบประมาณที่จำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบัน)”

    สารส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QV1UfiNVkr0g30CQ5aLGI