Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘กฤษ’เปิดโปงธุรกิจ ‘ศูนย์เหรียญกลางทะเล’ ทุนจีนรุกอ่าวไทย กระทบเศรษฐกิจแสนล้าน

    ‘กฤษ’เปิดโปงธุรกิจ ‘ศูนย์เหรียญกลางทะเล’ ทุนจีนรุกอ่าวไทย กระทบเศรษฐกิจแสนล้าน

    ประเด็นร้อนในอุตสาหกรรมพลังงาน และโลจิสติกส์ทางทะเล เมื่อเกี่ยวกับการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนที่เข้ามาครองตลาดธุรกิจสนับสนุนการขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทยด้วยกลยุทธ์ “กินรวบ” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำจนผู้ประกอบการไทยแทบไม่มีที่ยืนในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหายไปจากประเทศไทยนับแสนล้าน

    นายกฤษ สีตองอ่อน ประธานกรรมการ บริษัท ซีมัวร์ มารีน แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติได้เข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดเรือสนับสนุนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทยสูงถึง 80% โดยเฉพาะการเข้ามาของทุนจีนในงานรื้อถอนและซ่อมบำรุงแท่นขุดเจาะที่ใช้วิธีการดัมปิ้งราคาลงมาตั้งแต่การเข้ามาประมูลงานจนบริษัทไทยสู้ไม่ได้ ซึ่งในเรื่องนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลที่สุดคือโมเดลที่เรียกได้ว่าเป็น “ศูนย์เหรียญ” ที่เราเห็นการรุกเข้ามาของทุนจีนในหลายธุรกิจ และตอนนี้เกิดกับธุรกิจเรือในอ่าวไทยเช่นกัน  

    “จีนเอาทุกอย่างมาจากบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ อุปกรณ์ แม้กระทั่งเสบียง ข้าวสาร หรือโรงครัว ใช้วิธีการยกรวมพลของทุกอย่างมาจากเมืองจีนแล้วลากด้วยเรือเข้าเมืองไทย การใช้จ่ายภายในประเทศมันแทบไม่มีเลย”นายกฤษ กล่าว

    ‘กฤษ’เปิดโปงธุรกิจ ‘ศูนย์เหรียญกลางทะเล’ ทุนจีนรุกอ่าวไทย กระทบเศรษฐกิจแสนล้าน

    นอกจากนี้กลุ่มทุนจีนยังใช้ความได้เปรียบจากนโยบายเสรีทางการค้า (FTA) ส่งอุปกรณ์ผ่านแดนมาจากลาวโดยเสียภาษี 0% และใช้การเติมน้ำมันนอกเขตแดนหรือจากสิงคโปร์เพื่อเลี่ยงภาษีในไทย ทำให้ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นเลย ต่างจากบริษัทไทยที่จะเกิดการจ้างงานวิศวกรไทย การจองโรงแรมในสงขลา และการจัดซื้อในประเทศ ซึ่งผลกระทบเรื่องนี้ทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยไปอยู่ในมือต่างชาติกว่าแสนล้านบาท

    • กับดัก “กฎระเบียบ” และ “กำแพงการเงิน” ปิดกั้นคนไทย

    นายกฤษชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างการจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินงานของธุรกิจในอ่าวไทยที่เป็นกิจการเกี่ยวกับการซ่อมแซมและรื้อถอนแท่นขุดเจาะปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้บริษัทต่างชาติอย่างชัดเจน และมีอุปสรรคสำคัญ 3 ด้านกับผู้ประกอบการไทย คือ

    1.เงื่อนไขการประมูลที่ไม่เป็นธรรม โดยข้อกำหนดมักระบุว่าต้องมีเรือเป็นของตัวเองหรือมีประสบการณ์บริหารเรือมาก่อน ซึ่งปิดกั้นบริษัทไทยหน้าใหม่ที่อาจใช้วิธีเช่าเรือมาบริหาร

    2.ภาระเงินประกันซอง (Bid Bond) ผู้ประกอบการต้องวางเงินประกันสูงถึง 3-5% ของมูลค่าสัญญา ซึ่งหากเป็นงานระดับพันล้านบาท ต้องวางเงินสดมหาศาล ซึ่งเงื่อนไขนี้เท่ากับปิดช่องทางให้กับหน้าใหม่ไปเลย

    3.ผู้ประกอบการไทยขาดการสนับสนุนจากสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มักต้องการหลักประกันสูง ขณะที่ธนาคารรัฐอย่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจฯ ยังไม่มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) มาสนับสนุนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ

    ‘กฤษ’เปิดโปงธุรกิจ ‘ศูนย์เหรียญกลางทะเล’ ทุนจีนรุกอ่าวไทย กระทบเศรษฐกิจแสนล้าน

    • ชี้มาตรฐานแรงงานมีปัญหาการบังคับใช้

    นอกจากนี้บริษัทของคนไทยที่มีการกำหนดมาตรการในการจ้างคนงานที่มีการวางมาตรฐานการจ้างแรงงานไว้สูง เสียเปรียบผู้ประกอบการที่ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน โดยยกตัวอย่างการขนถ่ายสินค้ากลางทะเลแถบเกาะสีชังบางบริษัทไม่ได้คำนึงถึงมาตรฐานในเรื่องความปลอดภัยที่ดีพอ สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทไทยที่รักษามาตรฐานความปลอดภัยและจ่ายค่าแรงตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับบริษัทที่ใช้แรงงานต่างด้าวเถื่อนได้ เนื่องจากต้นทุนค่าแรงต่างกันถึง “ครึ่งต่อครึ่ง”

    • เสนอปรับกฎระเบียบ 5 ข้อหนุนผู้ประกอบการไทย

    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 5 มาตรการทวงคืนอ่าวไทย เพื่อผู้ประกอบการไทย

    เพื่อให้ทรัพยากรไทยสร้างมูลค่าให้กับคนไทย นายกฤษเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปดังนี้

    1.กำหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและการจ้างงานในประเทศให้สูงเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน โดยบางประเทศใช้มาตรการกำหนดให้ใช้ Local Content 90%  รวมทั้งมีการกำหนดมาตรการในกากำหนดให้มีการเปลี่ยนธงเรือให้เป็นธงประเทศนั้นๆเพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

    “มาเลย์ใช้ 90 เปอร์เซ็นต์ และกำหนดให้มีการเปลี่ยนธง เรือทุกลำที่เข้ามาทำงานต้องเป็นธงมาเลย์หมด เพื่อการจ่ายภาษี ทุกอย่างตามกฎหมายที่มาเลย์กำหนด”

    2. ลดเพดานเงินประกันซอง (Bid Bond) และให้ธนาคารรัฐสนับสนุนวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อสร้างผู้ประกอบการไทย

    3.แก้จุดบอดโลจิสติกส์ทางน้ำ เร่งขุดลอกร่องน้ำท่าเรือสงขลาให้ลึกขึ้น และสร้างท่าเรือน้ำลึกสุราษฎร์ธานี เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้าภาคใต้ที่ไม่ต้องวิ่งไปถึงแหลมฉบัง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศได้

    4.สิทธิประโยชน์ด้านภาษีน้ำมัน: พิจารณาให้เรือไทยที่ทำงานในอ่าวไทยเข้าถึงสิทธิ “น้ำมันเขียว” (น้ำมันปลอดภาษี) เพื่อลดต้นทุนให้สู้กับเรือต่างชาติที่เติมน้ำมันมาจากสิงคโปร์ได้

    5.เจรจา FTA เชิงรุก มุ่งเน้นตลาดตะวันออกกลางและมุสลิมซึ่งมีความต้องการสินค้าไม้แปรรูป (MDF) จากไทยสูง

    “เรากำลังพูดถึงเงินเป็นแสนล้าน… มันหมุนเวียนอยู่ในอ่าวไทย แต่มันไม่ได้ตกมาเป็นของผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยเลย ถ้าเรารื้อและปรับใหม่ในยุทธศาสตร์ระยะยาว 10-20 ปี ผมว่าน่าจะมีเงินหมุนเวียนภายในประเทศค่อนข้างเยอะครับ” ” คุณกฤษกล่าว

    ทั้งหมดคือข้อเสนอของภาคเอกชนไทยที่คร่ำหวอดทั้งธุรกิจเดินเรือ และสนับสนุนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย ที่มีความหวังว่าหากรัฐบาลรับฟังข้อเสนอจะสามารถเปลี่ยน “อ่าวไทย” ให้กลายเป็น “ขุมทรัพย์ของคนไทย” ได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1223758&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a9jA46V7lOvJR16rnal4m

  • ‘คลัง’เร่งประเมินผลกระทบสงครามรับมีโอกาสกระทบเศรษฐกิจไทย

    ‘คลัง’เร่งประเมินผลกระทบสงครามรับมีโอกาสกระทบเศรษฐกิจไทย

    ‘คลัง’ เร่งจัดทำฉากทัศน์ประเมินผลกระทบจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ยอมรับมีโอกาสกระทบเศรษฐกิจปี 69 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ-ขยายวงกว้าง พร้อมจับตาราคาพลังงาน หวั่นกระทบต้นทุน ยันเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด

    5 มี.ค. 2569 -นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ในหลายรูปแบบ เพื่อประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ซึ่งปัจจุบัน สศค.ประเมินไว้ที่ 2% ต่อ ปี หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือขยายเป็นวงกว้าง

    ทั้งนี้ ยอมรับว่าการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ยังทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและมีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลกระทบให้รอบด้าน โดยกระทรวงการคลังได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าวถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิต ซึ่งมีโอกาสส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    “วงจรของสงครามอาจเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ขณะนี้เรายังไม่สามารถประเมินขนาดของผลกระทบได้ การคาดการณ์จึงทำได้ยาก เพราะหากพูดอะไรออกไปก็เหมือนเป็นการตั้งสมมติฐานไปเองว่าสถานการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริง” นายวินิจ กล่าว

    นายวินิจ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังเตรียมจัดการแถลงข่าวผ่านศูนย์แถลงข่าวของภาครัฐ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ หรืออาจเร็วกว่านั้น

    “การให้ข้อมูลจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากยังยากต่อการคาดการณ์ขนาดของผลกระทบที่ชัดเจนในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยืนยันว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นราคาพลังงานและราคาสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/958235/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hf9fge-J9r-zGcvqBVz9m

  • เปิด 2 ฉากทัศน์ ‘สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันยังไม่ขาดแคลนระยะสั้น แต่หากยืดเยื้อเสี่ยงกระทบหนัก

    เปิด 2 ฉากทัศน์ ‘สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันยังไม่ขาดแคลนระยะสั้น แต่หากยืดเยื้อเสี่ยงกระทบหนัก

    สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวอย่างสูง

    นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประเมินว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจพัฒนาไปได้ใน 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ การยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หรือการคงระดับความรุนแรงแต่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี ซึ่งแต่ละฉากทัศน์จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ขณะที่ในระยะสั้นประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างก็อาจนำไปสู่ปัญหาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้

    สงครามตะวันออกกลาง จุดเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูง

    โดยประมาณสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ หรือการท่องเที่ยว

    ดังนั้น เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพค่าเงิน ราคาพลังงาน ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

    ฉากทัศน์ที่ 1: หากสงครามยกระดับเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’

    กรณีแรกที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความเสี่ยงสูง คือการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war)

    หากสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และเสถียรภาพทางการเงิน

    สำหรับประเทศไทย ผลกระทบสำคัญอาจเกิดขึ้นหลายด้าน ได้แก่

    • เศรษฐกิจโลกชะงักงัน ส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตัว
    • การลงทุนระหว่างประเทศลดลงจากความไม่แน่นอน
    • ค่าเงินผันผวนจากการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รวดเร็ว
    • ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

    ในสถานการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราไม่สูงอยู่แล้ว อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และรัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาวะสงครามทำให้การเปิดตลาดใหม่หรือการขยายการค้าระหว่างประเทศทำได้ยาก

    สัญญาณผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว

    แม้สถานการณ์จะยังไม่ยกระดับถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ผลกระทบบางส่วนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เช่น

    • ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
    • จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง
    • ภาคการส่งออกเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว

    หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อประชาชนจะยิ่งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ไม่เติบโตตาม

    สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะประเทศไทยมีระดับหนี้ครัวเรือนสูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมีจำกัด

    นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากรายได้ไม่เพิ่มแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ปัญหาทางสังคมอาจตามมาในระยะยาว

    ฉากทัศน์ที่ 2: สงครามไม่ขยายตัว แต่ยืดเยื้อหลายปี

    อีกฉากทัศน์หนึ่งที่มีความเป็นไปได้คือ ความขัดแย้งยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางและไม่ได้ยกระดับมากขึ้น แต่ลากยาวเป็นเวลา 2–3 ปี

    ในกรณีนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่รุนแรงเท่ากับสงครามเต็มรูปแบบ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกจะมีเวลาปรับตัว

    ประเทศต่างๆ อาจเริ่มสร้างเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานใหม่ ที่หลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น

    ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น

    • เส้นทางโลจิสติกส์ที่ต้องปรับเปลี่ยน
    • การแข่งขันด้านการตลาดในต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

    ผู้ประกอบการไทยอาจต้องปรับแผนการส่งออก การจัดการกองเรือ และระบบขนส่งสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ของโลกการค้า

    ความเป็นไปได้ของสงครามเต็มรูปแบบยังไม่สูง

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่า โอกาสที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอาจยังไม่สูงมากนัก

    ปัจจุบันความขัดแย้งยังอยู่ในลักษณะของการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์และการรอดูท่าทีระหว่างกัน

    นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ก็อาจเผชิญแรงต้านภายในประเทศอย่างมาก เพราะสงครามจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอาจกระตุ้นความเสี่ยงด้านความมั่นคงภายในประเทศ เช่น การก่อการร้าย

    อีกทั้งการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยระบุว่าสงครามอาจจบภายใน 4-5 สัปดาห์นั้น นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และหากสถานการณ์ไม่จบลงตามกรอบเวลาที่กล่าวไว้ ความกดดันทางการเมืองก็อาจย้อนกลับมาที่รัฐบาลสหรัฐฯ

    สงครามยืดเยื้ออาจทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยว

    นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า หากสงครามยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญแรงต้านจากนานาชาติมากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ หลายประเทศมีความไม่พอใจต่อมาตรการทางภาษีและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่แล้ว และความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็น ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่ทำให้หลายประเทศเริ่มแสดงจุดยืนที่ห่างจากสหรัฐฯ มากขึ้น

    บางประเทศในยุโรปเริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังมากขึ้นในการสนับสนุนสหรัฐฯ ขณะที่บางประเทศ เช่น สเปน ก็เริ่มแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขยายความขัดแย้ง

    สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การจัดกลุ่มความร่วมมือใหม่ในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลก

    ทางออกเชิงนโยบาย: รักษาการจ้างงานสำคัญที่สุด

    ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบ

    ดังนั้น แนวทางสำคัญที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ **การรักษาการจ้างงานและสร้างงานใหม่** มากกว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแจกเงิน

    หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ รัฐบาลอาจร่วมกับภาคเอกชนในการช่วยอุดหนุนค่าจ้างแรงงานในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น

    • รัฐช่วยจ่ายค่าจ้างบางส่วนให้กับพนักงานที่เสี่ยงตกงาน
    • ใช้รูปแบบร่วมจ่ายกับบริษัทในสัดส่วนที่เหมาะสม
    • ลดสัดส่วนการช่วยเหลือลงในระยะยาว เช่น ปีแรกช่วย 50% ปีถัดไปลดเหลือ 25%

    มาตรการลักษณะนี้จะช่วยรักษาความมั่นคงของรายได้ประชาชน และทำให้ผู้บริโภคยังคงกล้าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจภายในประเทศได้

    วิกฤตอาจกลายเป็นโอกาสบางด้าน

    แม้สงครามจะสร้างความเสี่ยง แต่ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ให้กับไทยได้เช่นกัน

    ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้หลายประเทศประสบปัญหาด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

    นอกจากนี้ ไทยยังสามารถดึงดูดชาวต่างชาติที่มีรายได้สูงให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศ ผ่านมาตรการวีซ่าระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ

    น้ำมันไทยยังเพียงพอในระยะสั้น

    สำหรับประเด็นพลังงาน นักวิชาการระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน

    อย่างไรก็ตาม การมีน้ำมันสำรองไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่สามารถจัดหาพลังงานได้ เพราะโลกยังมีแหล่งพลังงานหลายแห่ง และกลไกตลาดสามารถช่วยปรับสมดุลการจัดหาได้

    จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมัน แม้ว่าราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

    ความเสี่ยงระยะยาวคือ ‘ราคาพลังงาน’ และค่าครองชีพ

    แม้ปริมาณน้ำมันจะยังเพียงพอในระยะสั้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน และอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน การวางแผนเศรษฐกิจ และการรักษาการจ้างงาน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ไทยต้องดำเนินการควบคู่กัน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-iran-war-thailand-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14PQqZWyUTeTACjsUqGOWd

  • สืบสาน

    สืบสาน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

    สืบสาน “มรดกแม่แห่งแผ่นดิน” สู่เศรษฐกิจชุมชน กระทรวง อว. – วุฒิสภา – ธ.กรุงไทย ร่วมสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน “ศิลปาชีพ” ผ่านเวทีการแข่งขัน Hackathon ตั้งแต่เดือน มี.ค. – ส.ค.69 ทีมที่ชนะ 3 ทีมได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

    5 มีนาคม 2569 ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เปิดเผยว่า กระทรวง อว.ร่วมกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันจัด ”โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of  the Queen Mother)” เพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา อาชีพ ศิลปาชีพ สิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยอาศัยการเรียนรู้และการแข่งขัน Hackathon ที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชนมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนา “คนไทย 4.0” ผ่านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การคิดเชิงระบบ และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

    นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

    “โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การคิดเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาเชิงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ AI/ICT, FinTech และ Green Tech รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ อันนำไปสู่การเกิดเครือข่ายเยาวชนนวัตกรระดับชาติที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระดับชุมชนและศิลปาชีพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือน ส.ค.2569 โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์และในวันที่ 20 มีนาคม จะคัดเลือกทีมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคัดให้เหลือ 20 ทีม ทีมละ 5 คนจากสถาบันเดียวกัน เข้าสู่รอบ Bootcamp จากนั้นวันที่ 3 – 5 เม.ย.จะจัดกิจกรรม Bootcamp แบบ On-site และกิจกรรม Pitching Day เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบ Final Round และในเดือน ก.ค.จะจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก (Final Coaching) การทบทวนต้นแบบ (Prototype Review) และกิจกรรมซักซ้อมการนำเสนอผลงาน (Rehearsal Day) กิจกรรม Demo Day และ Award Ceremony เพื่อประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล จากนั้น วันที่  5 ส.ค.จะจัดพิธีรับรางวัลแบบ On-site และปิดโครงการ

    สำหรับทีมที่ชนะ 3 ทีม หัวเว่ย ผู้สนับสนุนหลัก จะมอบสิทธิ์ให้เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการร่วมกับโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน”  ของกระทรวง อว. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีศักยภาพสูงได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในระดับสากล โดยโครงการ Huawei Seeds for the Future เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมโอกาสศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์ ณ หัวเว่ย สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จไปทรงมีพระวินิจฉัยผลงานผ้าและงานหัตถกรรมของสมาชิกศิลปาชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/950855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RTwOMfg5LhbtujnRYMCks

  • สบน.เปิดแผนบริหารหนี้ รักษาวินัยคลัง-หนุนเศรษฐกิจฟื้น | เดลินิวส์

    สบน.เปิดแผนบริหารหนี้ รักษาวินัยคลัง-หนุนเศรษฐกิจฟื้น | เดลินิวส์

    แม้วันนี้จะผ่านไป 5-6 ปีแล้ว แต่ตัวเลขหนี้ยังสูงขึ้นไม่ลดลง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบาง จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีสหรัฐ ปัญหาชายแดน ตลอดจนความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย จนกระทบต่อความเชื่อมั่นในทุกระดับ

    ในโอกาสนี้ ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์ ได้โอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นางจินดารัตน์ วิริยะกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณ (สบน.) ถึงแนวทางการบริหารจัดการหนี้ของประเทศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะปีนี้ที่จะมีการประเมินเครดิตของไทยจากหลายสถาบันชั้นนำทั่วโลก

    หนี้ไทยลดช้า

    ผอ.สบน.เผยว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในภาพรวมของการบริหารจัดการทางการคลังนั้น ประกอบด้วย 3 ขาหลัก คือ ขารายได้ คือ ภาษี ขารายจ่าย คือ งบประมาณ และขาเงินกู้ หรือหนี้ โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทำหน้าที่เป็นส่วนสุดท้ายในการดูแลภาระหนี้ทั้งหมด โดยล่าสุด หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 65.64% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการคลังอยู่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการเปรียบเทียบว่า หนี้ต่อจีดีพีของไทยก็ยังสูงเพิ่มขึ้นตอเนื่อง สวนทางกับประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ขยายตัวดี ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลง

    ดังนั้น สบน.จึงต้องวางแนวทางการบริหารพื้นที่ทางการคลัง และการจัดการหนี้สาธารณะ เพื่อรับมือภาวะดังกล่าว ซึ่งในการบริหารหนี้ สบน.ได้วางกรอบแนวทางชัดเจน โดยมีการปรับกลยุทธ์การบริหารหนี้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เพื่อให้มีต้นทุนทางการเงินที่ดีที่สุด ตลอดจนการรักษาวินัยในการชำระคืนหนี้ โดยกำหนดเป็นวินัยที่รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ของรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่รัฐบาลรับภาระไม่น้อยกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

    เพิ่มพื้นที่การคลัง

    ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลมั่นใจว่า มีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอต่อการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ประคับประคองเศรษฐกิจประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาวินัยทางการคลัง ให้เป็นไปตามพ.ร.บ. การบริหารหนี้สาธารณะฯ ซึ่งกำหนดให้มีการขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของบประมาณรายจ่ายและ 80% ของงบชำระหนี้ ซึ่งกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง (2570-2573)ฉบับปัจจุบัน วงเงินกู้เพื่อการขาดดุลยังอยู่ในกรอบตามกฎหมายดังกล่าว

    การวางแนวทางบริหารดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางการการคลัง และสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงช่วยให้รัฐบาลมีเครื่องมือทางการคลัง ในการออกมาตรการที่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อยู่ โดยอาจมีทั้งมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง พลัส ซึ่งสามารถทำได้ในระดับเหมาะสม แต่ก็ต้องมีมาตรการระยะปานกลาง และระยะยาวเพื่อดึงดูดการลงทุนด้วย อาทิเช่น นโยบาย บีโอไอ ฟาสต์ พาส สำหรับดึงดูดการลงทุน เป็นต้น

    สร้างความเชื่อมั่น

    “บทบาทการบริหารหนี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้น พื้นที่ทางการคลังจะมีมากขึ้น และมีความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ ก็จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่น ท้ายสุดเมื่อเศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น รัฐบาลก็สามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้นตาม ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง ทำให้เพดานหนี้สาธารณะลดลงในที่สุด”

    นอกเหนือจากการจัดการตัวเลขหนี้แล้ว สบน. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะและนักลงทุนผ่านแนวทางต่างๆ เช่น การลดระดับความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินภาครัฐของรัฐวิสาหกิจ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้มแข็งขึ้น การจัดการดุลการคลัง เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรม และการสร้างความเชื่อมั่นกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    ปฏิรูปภาษีเพิ่มรายได้

    ผู้อำนวยการ สบน.เผยว่า เราคาดหวังว่า ด้วยแนวทางการบริหารจัดการหนี้เชิงรุก อาทิ การลดระดับความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินภาครัฐ และการรักษาพื้นที่ทางการคลังอย่างมีวินัย ประกอบกับแนวคิด Credible ซึ่งเป็นแนวนโยบายของการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่มีเป้าหมายหลักในการวางรากฐานเพื่อลดการขาดดุลการคลัง จะมุ่งสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และเป็นฐานรากสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้

    สำหรับแนวคิด Credible ได้ยึดหลักวินัยการคลัง ความโปร่งใส และความชัดเจนในทุกมิติ พร้อมกับกำหนดแนวทางจัดการทั้งรายได้ ทรัพย์สิน รายจ่าย และหนี้สาธารณะให้เป็นรูปธรรม โดยด้านรายได้ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบรายบุคคล ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เช่น การปรับปรุง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าลดหย่อนต่างๆ การเพิ่มภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีบาป รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ

    คุมแน่น ใช้มาตรา28

    ด้านรายจ่าย ได้วางกรอบให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ ให้ความสำคัญสูงสุดกับโครงการตามนโยบายหลักรัฐบาลที่วางไว้ กระตุ้นและพัฒนาประเทศ การจัดทำแผนงานเป้าหมาย ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ที่ชัดเจน การทำงบประมาณเชิงพื้นที่ การบริหารจัดการแหล่งเงินอย่างบูรณาการ ตลอดจนให้พิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงหาแหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังเข้มงวดในการใช้มาตรการกึ่งการคลัง ผ่านมาตรา 28 โดยให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการเสนอโครงการในลักษณะเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าที่ไม่ก่อให้เกิดการปรับตัวหรือเพิ่มผลผลิต พร้อมกับเน้นโครงการที่ช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ภาพการผลิตของภาคการเกษตรเป็นสำคัญ เพื่อให้ปรับลดการขาดดุลการคลัง ไม่เกิน 3%ของจีดีพี ภายในปี 72

    “จากแนวทางการบริหารจัดการหนี้ ที่ให้ความสำคัญต่อการลดการขาดดุล ผ่านแผนการคลังระยะปานกลาง ควบคู่กับการที่รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างผ่านไทยแลนด์ 10 พลัส มั่นใจว่าจะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ สร้างความเชื่อมั่น และเป็นเหตุผลที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีมุมมองที่ดีต่อเครดิตของประเทศไทย เพิ่มโอกาสให้เอาท์ลุกกลับสู่ระดับ เสถียรภาพได้ อีกครั้ง” ผอ.สบน.กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5660671/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yOqAOF1aEKSxj6NbuUt3g

  • Dow – Eco Phoenix – สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังหนุนต้นแบบ MRF เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Dow – Eco Phoenix – สถาบันพลาสติก ผนึกกำลังหนุนต้นแบบ MRF เปลี่ยนขยะชุมชนเป็นมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – 5 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางความท้าทายด้านปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ 3 องค์กรชั้นนำจับมือกันผลักดัน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” และเปลี่ยนรูปแบบการจัดการของเสียของไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับ บริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด (Eco Phoenix) และอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติก (PITH) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนา “ต้นแบบโรงคัดแยกขยะชุมชน (Material Recovery Facility – MRF)” ที่สามารถเพิ่มมูลค่าขยะด้วยกระบวนการคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

    จากปัญหาขยะ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว:

    ปัจจุบัน ขยะจำนวนมากยังคงถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ทั้งที่ขยะเหล่านี้มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งศึกษารูปแบบธุรกิจ MRF ที่สามารถดำเนินงานได้จริง ในระดับชุมชน เชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ Smart Recycling Hub ภายใต้ความร่วมมือของ PPP Plastics Network เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าพลาสติกหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    Eco Phoenix จะถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบผังโรงงาน เทคโนโลยี และการบริหารจัดการโรงคัดแยกขยะ สถาบันพลาสติกทำหน้าที่ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และประสานเครือข่ายภาครัฐ–เอกชน พร้อมให้คำแนะนำในการกำหนดมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล ขณะที่ Dow สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม และจัดการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง

    เป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาการเพิ่มมูลค่าขยะชุมชนโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วยวิธีการคัดแยก คือ การสร้าง “โมเดลต้นแบบ” เพื่อส่งมอบให้กับกรุงเทพมหานคร ที่สามารถขยายผลได้จริง และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย

    ประโยชน์ที่มากกว่าการจัดการขยะ:

    ความร่วมมือนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดแยกขยะ แต่คือการสร้างระบบใหม่ที่ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์ร่วมกัน

    ในระดับชุมชน จะเกิดแหล่งเรียนรู้และต้นแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าขยะในพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

    ในระดับประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ สนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย

    ในระดับสิ่งแวดล้อม จะลดปริมาณขยะฝังกลบ ลดการรั่วไหลของพลาสติก และช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คนรุ่นต่อไป

    เสียงจากผู้นำ: “ขยะไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่”:

    นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า “พลาสติกมีคุณค่าเกินกว่าจะกลายเป็นขยะ เพราะยิ่งเราเพิ่มการรีไซเคิลมากเท่าไร ก็ยิ่งลดคาร์บอนและลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้นเท่านั้น เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการจัดการขยะ แต่คือคำตอบของทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมและโอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว Dow เชื่อว่าขยะไม่ใช่จุดจบของผลิตภัณฑ์ แต่คือจุดเริ่มต้นของคุณค่าใหม่ จากประสบการณ์ศูนย์ MRF บ้านฉาง เราเห็นแล้วว่าหากมีระบบที่ดีและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ขยะสามารถกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    นายณัฏฐชัย ศิริโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) และบริษัท อีโค ฟีนิกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เราไม่ได้มองขยะเป็นแค่ของเสีย แต่คือ ‘ทรัพยากรที่รอการปลดล็อกมูลค่า’ ระบบ MRF ที่แม่นยำและบริหารจัดการด้วยมาตรฐานสากล คือกลไกหลักที่จะพลิกโฉมวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส อีโค ฟีนิกซ์ พร้อมส่งมอบองค์ความรู้และนวัตกรรมทั้งหมดของเรา เพื่อปั้นโมเดลต้นแบบที่ทรงประสิทธิภาพ โปร่งใส และขยายผลได้จริง นี่ไม่ใช่แค่การจัดการขยะ แต่คือการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ที่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน”

    นางสาวสินีนาฏ เล้าชินทอง รักษาการผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า “สถาบันพลาสติกมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ความยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานวัสดุรีไซเคิล และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ สร้างระบบหมุนเวียนของพลาสติกที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

    เมื่อภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคความรู้ ผนึกกำลังร่วมกัน “ขยะ” จึงไม่ใช่ภาระของสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตที่ประเทศไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/05/622851/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29kQZUhRvPfBcaJJQNJyFb

  • ‘พาณิชย์’ร่วมถกความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาเซียน รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก

    ‘พาณิชย์’ร่วมถกความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาเซียน รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก

    ‘พาณิชย์’ร่วมถกความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาเซียน รับมือความท้าทายเศรษฐกิจโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.48 น.

    ‘พาณิชย์’ร่วมประชุมนโยบายระดับสูง ขับเคลื่อน AEC รับมือความท้าทายและความเสี่ยงจากภูมิเศรษฐศาสตร์-ภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมเสนอจัดทำกลไกเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาเซียนระยะยาว ต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน มี.ค.นี้ ยันเศรษฐกิจภูมิภาคยังแข็งแกร่ง เติบโตสูง 4.4 % ในปี 2569

    นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ครั้งที่ 49 และการประชุม Track 1.5 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียน ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองอีโลอีโล สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า อาเซียนเตรียมขับเคลื่อน “วาระการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค” เน้นการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว โดยจะจัดทำกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวร่วมกัน ยึดหลักรูปแบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ระบบการค้าพหุภาคี รวมทั้งต้องเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและการรวมกลุ่มให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ เพื่อการรับมือกับความท้าทายจากความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนแรงกระแทกฉับพลัน (Shocks) ทั้งจากด้านอุปสงค์และอุปทานจากคู่ค้าและตลาดหลักที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาค ทั้งนี้ จะเสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนพิจารณาแนวทางดังกล่าวเดือนมีนาคมนี้ นอกจากนี้ คณะทำงานฯ เสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสะท้อนมุมมองร่วมกันของอาเซียนในการประชุมองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 14 ตลอดจนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการติดตามนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

    นายเอกฉัตร กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ซึ่งพบว่าเศรษฐกิจอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง คาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก ที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 3.3 โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ภายในที่ขยายตัว การลงทุนโดยตรงที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค แต่อาเซียนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากแนวโน้มกีดกันทางการค้า ความผันผวนทางการเงิน และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก ดังนั้น อาเซียนจึงต้องรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน

    นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Management) เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ประเทศสมาชิกในการกำกับดูแลการค้า และสร้างความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานของภาคการผลิตสำคัญในอาเซียน โดยสนับสนุนการจัดทำปฏิญญาผู้นำอาเซียนในการแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/950816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35dN3FmI_znZKcc3r-Hzg8

  • “แชมป์” ยังแกร่งทะลุตัดเชือกอีกรายการ “นักหวดดาวรุ่ง” ตบเท้าเข้ารอบศึกไอทีเอฟเจ 300 | เดลินิวส์

    “แชมป์” ยังแกร่งทะลุตัดเชือกอีกรายการ “นักหวดดาวรุ่ง” ตบเท้าเข้ารอบศึกไอทีเอฟเจ 300 | เดลินิวส์

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ300 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว แดน แบรนด์ ดาวรุ่งอิสราเอล มือ 84 เยาวชนโลก ดีกรีแชมป์ชายเดี่ยวศึกไอทีเอฟ เจ200 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังโชว์ฟอร์มฮอตได้อย่างต่อเนื่อง เอาชนะ ดาเนียล โจวาโนฟสกี จากออสเตรเลีย มือวาง 2 และมือ 33 เยาวชนโลก 2-0 เซต 6-3, 6-2

    แดน แบรนด์ เข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ คันตะ วาตานาเบะ มือวาง 7 และมือ 52 เยาวชนโลกจากญี่ปุ่น ที่อาชนะ คิริลล์ ฟิลาเรตอฟ มือวาง 4 และมือ 44 เยาวชนโลกจากรัสเศีย 2-1 เซต 6-7 ไทเบรก 2-7, 6-3, 7-5

    ทางด้านประเภทหญิงเดี่ยว เรเน อลาเม ดาวรุ่งออสเตรเลีย มือวาง 3 และมือ 30 เยาวชนโลก เอาชนะ อเลนา คาร์เชนโก มือวาง 11 และมือ 80 เยาวชนโลกจากรัสเซีย แบบไม่ยาก 2-0 เซต 6-0, 6-2 เรเน อลาเม เข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ ฉู อี้ฮั่น จากจีน มือวาง 2 และมือ 27 เยาวชนโลก ที่เอาชนะ ไอชิ ดาส จากนิวซีแลนด์ มือ 111 เยาวชนโลก 2-0 เซต 6-3, 6-3 ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ มาร์ค เซบัน (สหราชอาณาจักร) ชนะ อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (อินเดีย) 7-6 (5), 6-3, มารัต ซัลบีเยฟ (รัสเซีย) ชนะ อเล็กซานเดอร์ บลูส (โปแลนด์) 6-2, 2-0 Ret. (เจ็บศอกขวา), ประเภทหญิงเดี่ยว เชา หยูซาน (จีน) ชนะ เอคาเทรินา ดอตเซนโก (รัสเซีย) 6-4, 6-1, หลิน ยู่ จุน (จีน) ชนะ เฟลิทซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (รัสเซีย) 5-7, 7-5, 6-3

    ทางด้านประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ คาน อิซิก โคซาเนอร์-มุสตาฟา เอเก ซิก (ตุรกี) ชนะ อารง ชาเบต์-อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (ฝรั่งเศส-อินเดีย) 6-4, 6-2, ประเภทหญิงคู่ รอบรองชนะเลิศ อเล็กซานดรา เชชวิลี-อลิสา เทเรนเทวา (รัสเซีย) ชนะ มิคุ คิตะโอกะ-ริระ โคซากะ (ญี่ปุ่น) 7-5, 6-2, เว่ย จาง เฉียน-อู๋ รุ่ย ซี (จีน) ชนะ เรเน อลาเม-ฉู อี้ฉั่น (ออสเตรเลีย-จีน) 6-4, 7-6 (1)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5660597/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wy3_llxQUlUtgSNzFmE_B

  • ‘คอมมาร์ต’ ปลุกกำลังซื้อไอทีต้นปี คาดเงินสะพัด 3 พันล้านบาท

    ‘คอมมาร์ต’ ปลุกกำลังซื้อไอทีต้นปี คาดเงินสะพัด 3 พันล้านบาท

    บุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมไอที จากทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์ขาดแคลนสินค้า ตลอดจนสถานการณ์สงครามที่เข้ามา

    ปีนี้ภาพรวมตลาดไอทีไทยมีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจติดลบ หลังจากเติบโตต่อเนื่องหลายปี จากภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย รวมถึงความไม่แน่นอนจากสงครามที่กระทบต้นทุนพลังงาน และการขนส่ง อีกทั้งรอบการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่หลังโควิดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

    อย่างไรก็ดี ยังคงพอมีปัจจัยบวกจากการมาของเทคโนโลยี AI และการเติบโตของตลาดเกมมิ่งที่ทำให้เกิดการอัปเกรดฮาร์ดแวร์

    เช่นเดียวกับตลาดองค์กรที่การมาของ AI รวมถึงการที่ไมโครซอฟท์ประกาศยุติการสนับสนุน Windows 10 เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนทั้งระบบปฏิบัติการ และฮาร์ดแวร์ใหม่

    'คอมมาร์ต' ปลุกกำลังซื้อไอทีต้นปี คาดเงินสะพัด 3 พันล้านบาท

    ‘AI–เกมมิ่ง’ หนุนไอที ‘โต’

    ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำงาน การเรียน และการสร้างรายได้ หากเครื่องเสียผู้บริโภคมีความจำเป็นต้องซื้อใหม่ทันที โดยมักรอ “จังหวะที่เหมาะสม” ในการซื้อ เช่น งานอีเวนต์ที่มีโปรโมชันลดราคาที่คุ้มค่าน่าสนใจ

    แม้จะมีปัญหาสินค้าขาดแคลน และราคาที่ผันผวน แต่สินค้าไอทีอย่างคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และคอมพิวเตอร์จัดเซต ยังคงเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องมี เพื่อใช้ทำงาน เรียน ตลอดจนความบันเทิง

    ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะ AI ทำให้ผู้ใช้ต้องอัปเกรดสเปกคอมพิวเตอร์ เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ และเกมรุ่นใหม่

    สองแกนหลักที่จะขับเคลื่อนการเติบโตอุตสาหกรรมไอทีไทยยังคงเป็น AI และเกมมิ่ง และหวังว่าหลังการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสมบูรณ์ สถานการณ์โดยภาพรวมจะเป็นบวก และสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    'คอมมาร์ต' ปลุกกำลังซื้อไอทีต้นปี คาดเงินสะพัด 3 พันล้านบาท

    ลุยจัด ‘คอมมาร์ต’ กระตุ้นกำลังซื้อ

    ล่าสุด เดินหน้าจัดงาน “คอมมาร์ต” มหกรรมแสดง และจำหน่ายสินค้าไอทีครั้งใหญ่ครั้งแรกของปี ระหว่างวันที่ 5 – 8 มี.ค. 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ครั้งนี้ร่วมมือกับพันธมิตรแบรนด์ไอทีชั้นนำกว่า 200 แบรนด์ยกทัพสินค้าเทคโนโลยีร่วมงานในธีม “COMMART GAMEFORCE ช้อปสนั่น มันเต็มแม็กซ์” พร้อมยกระดับประสบการณ์เกมมิ่ง และเทคโนโลยี AI

    โดยงานคอมมาร์ตเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออุปกรณ์ไอทีหลากหลาย พร้อมทดลองใช้งานจริง และจัดสเปกตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

    เป็นพื้นที่ให้ผู้ซื้อ และผู้ขายในอุตสาหกรรมได้พบกัน เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ และโปรโมชันพิเศษแก่ผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมไอซีทีให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    แม้จะมีปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทว่าอุตสาหกรรมเกม เทคโนโลยี และคอมมูนิตี้เกมเมอร์ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง  เรามั่นใจว่างานคอมมาร์ตครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไอทีของประเทศให้เติบโตมากขึ้น

    เออาร์ไอพีคาดการณ์ว่า ตลอด 4 วันของการจัดงานจะมียอดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท มีผู้สนใจเข้างานกว่า 3 แสนคน

    สำหรับ ท็อป 3 สินค้าขายดี คาดว่าโน้ตบุ๊กยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยกลุ่มโมบายที่กระแสมาแรงมากขึ้นจนขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 คือ คอมพิวเตอร์ประกอบ (DIY) ตามลำดับ

    ขนทัพสินค้า–โปรโมชัน แบบจัดเต็ม

    พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีที และการจัดงาน บมจ.เออาร์ไอพี กล่าวเสริมว่า คอมมาร์ตมุ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าไอที และเกมมิ่งยุค AI ที่ครบวงจรที่สุด

    โดยผู้บริโภคจะได้พบกับสินค้า และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก AI, เกมมิ่งพีซี, การ์ดจอ, เครื่องคอนโซล, อุปกรณ์เกมมิ่ง และซอฟต์แวร์แท้ จากแบรนด์ชั้นนำ

    พร้อมโปรโมชันพิเศษ ส่วนลดแรง ของแถมจัดเต็ม และกิจกรรมที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการแข่งขันเกม กิจกรรมอีสปอร์ต และการพบปะกับครีเอเตอร์สายเกมชื่อดังจัดกิจกรรมเกมเต็มรูปแบบตลอด 4 วัน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1223904&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WpCy1URzCNroMvugpobRP

  • การบินไทย-นกแอร์ เปิดรับสมัครนักบิน ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น

    การบินไทย-นกแอร์ เปิดรับสมัครนักบิน ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น

    “การบินไทย-นกแอร์” เปิดรับสมัครนักบิน ทั้งชายและหญิง วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ไม่จำกัดสาขา ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น ก่อนยื่นสมัคร

    บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยสายทรัพยากรบุคคล เปิดรับสมัครนักบิน (ที่มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์) และนักบินฝึกหัด ตั้งแต่วันที่ 9 – 31 มีนาคม 2569 โดยมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้

    ตรวจสอบคุณสมบัติ ตำแหน่งนักบิน

    • การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา (กรณีจบการศึกษาปริญญาตรีจากต่างประเทศ ต้องมีเอกสารการเทียบวุฒิการศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) 
    • ผู้สมัครเป็นเพศชายต้องพ้นพันธะทางทหาร
    • สุขภาพและสายตาดี
      – ผู้สมัครเพศชายมีความสูงไม่ต่ำกว่า 165 เซนติเมตร และเพศหญิงมีความสูงไม่ต่ำกว่า 160 เซนติเมตร
    • ไม่มีประวัติอาชญากรรม
    • ถือใบอนุญาต ATPL(A) หรือ CPL (A) พร้อมผลสอบ ATPL Knowledge ผ่านครบทุกวิชา ออกโดยสำนักงาน การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ที่มีผลบังคับใช้
    • ICAO English Language Proficiency ตั้งแต่ Level 4 ขึ้นไป ที่มีผลบังคับใช้
    • ใบอนุญาตต้องระบุ ความสามารถ Instrument Rating (IR) และ Multi Engine Rating (ME) ที่มีผลบังคับใช้
    • ในกรณีที่ผู้สมัครมีคุณสมบัติถือ Type Ratings อากาศยาน Airbus หรือ Boeing จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
    • ถือใบสำคัญแพทย์ ชั้น 1 (Medical Certificate Class 1) ที่ออกครั้งแรกโดยสถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ ที่มีผลบังคับใช้ และไม่มีข้อจำกัด Operational Multi-pilot Limitation (OML)

    ดูรายละเอียด และช่องทางการสมัครที่นี่

    ตรวจสอบคุณสมบัติ ตำแหน่งนักบินฝึกหัด

    • สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษา ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 32 ปี (เกิดตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2537 เป็นต้นไป)
    • สำหรับผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย มีอายุไม่น้อยกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และอายุไม่เกิน 32 ปี นับถึงวันที่กำหนดรับสมัคร ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องเกิดระหว่างวันที่ 4 มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2551
    • พ้นพันธะทางทหาร
    • การศึกษา (สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษา)
      – สำเร็จการศึกษาขั้นต่ำระดับปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา
      – หากสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศต้องมีเอกสารการเทียบวุฒิการศึกษาจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    • การศึกษา (สำหรับผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา)
      – ผู้สมัครต้องกำลังศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรีภายใต้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏ และ สถาบันนอกสังกัดในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
      – ผู้สมัครต้องสำเร็จการศึกษาและได้รับใบรับรองจบ ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2570
      – ผู้สมัครมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม (GPA) ถึงภาคการศึกษาล่าสุด รวมไม่น้อยกว่า 2.50
    • สุขภาพและสายตาดี
      – ผู้สมัครเพศชายมีความสูงไม่ต่ำกว่า 165 เซนติเมตร และ เพศหญิงมีความสูงไม่ต่ำกว่า 160 เชนติเมตร
      – ผู้สมัครมีค่าสายตาสั้นไม่เกิน 600 สายตายาวไม่เกิน 500 และสายตาเอียงไม่เกิน 200
      – ผู้สมัครที่สวมแว่นตา จะต้องนำแว่นตาไปในวันตรวจร่างกายด้วย ณ สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ
      – การผ่าตัดแก้ไขสายตาที่อนุญาต ได้แก่ PRK, LASIK, ReLEx SMILE โดยค่าสายตาก่อนผ่าตัด ต้องไม่เกินที่กำหนด และต้องผ่าตัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันที่ตรวจร่างกายที่สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ ไม่อนุญาตให้ใช้เลนส์เสริม (ICL) หรือเลนส์เทียม (IOL)
      – ผู้สมัครต้องมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) ไม่เกิน 30 ณ วันตรวจร่างกายที่สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ
    • ไม่มีประวัติอาชญากรรม
    • มีผลสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่ง
      – THAI TEP (THAI Test of English Proficiency) มีคะแนนตั้งแต่ 63 คะแนนขึ้นไป (ผลการสอบต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปี โดยวันที่ Test Date อยู่ในช่วง 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2569 เท่านั้น) หรือ
      – TOEIC (English-language Proficiency Test) แบบ Personal เท่านั้น มีคะแนนตั้งแต่ 650 คะแนนขึ้นไป (ผลการสอบต้องมีอายุไม่เกิน 2 ปี โดยวันที่ Certificate  Score Report Issued Date อยู่ในช่วง 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2569 เท่านั้น)

    ดูรายละเอียด และช่องทางการสมัครที่นี่

    นกแอร์ เปิดรับสมัครนักบิน

    ขณะที่ บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดรับสมัครนักบิน เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและสมัครผ่านลิงก์ด้านล่างโดยยังไม่ต้องแนบเอกสารในขั้นตอนแรกของการสมัคร เปิดรับสมัครถึงวันที่ 8 มีนาคม 2569 สมัครได้ที่นี่ คลิก

    โดยคุณสมบัติเบื้องต้น มีดังนี้

    • เพศชาย และหญิง อายุไม่เกิน 55 ปี 
    • สัญชาติไทย
    • วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ในสาขาใดก็ได้
    • Pilot License
      – CPL with ATPL Theory
      – ATPL is an advantage
      – B737 Type is an advantage
    • ใบรับรองแพทย์
      – ใบรับรองแพทย์ชั้น 1 ที่ยังไม่หมดอายุ
    • ความสามารถทางภาษาอังกฤษ
      – ความสามารถทางภาษาอังกฤษตามมาตรฐาน ICAO ระดับ 4 หรือสูงกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2918054&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HX_WIwI1A0SXy9vEvf5OE