Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” รับสงครามอิหร่านกระทบนักท่องเที่ยวเข้าไทย เร่งดึงตลาดอาเซียนทดแทน

    “ปธ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” รับสงครามอิหร่านกระทบนักท่องเที่ยวเข้าไทย เร่งดึงตลาดอาเซียนทดแทน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ITFrJakjBn4KZMJMMYOSY

  • ก.ท่องเที่ยว จับมือภาคเอกชน ดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุตะวันออกกลาง

    ก.ท่องเที่ยว จับมือภาคเอกชน ดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุตะวันออกกลาง

    ก.ท่องเที่ยว จับมือภาคเอกชน ดูแล นทท.ตกค้างจากเหตุตะวันออกกลาง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินจากเหตุการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น ยกเว้นค่าปรับกรณีอยู่เกินกำหนด อนุญาตให้พำนักในไทยต่อได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน พร้อมทั้งประเมินผลกระทบและบริหารจัดการสถานการณ์อย่างเป็นระบบโดยนักท่องเที่ยวที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอความช่วยเหลือ ติดต่อสายด่วนได้ดังนี้
    – สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โทร. 1178
    – สายด่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทร. 1672
    – สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว โทร. 1155
    ตลอด 24 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์เป็นรายวันเพื่อเตรียมการรองรับการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ดูแลนักท่องเที่ยวในกรณีที่สถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000022162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-3v3Ut73bxuSxBINtt3rL

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งเร่งหาตลาดทดแทนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ตั้งเป้า นทท.ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งเร่งหาตลาดทดแทนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ตั้งเป้า นทท.ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้ประเมินฉากทัศน์ไว้ 2 แนวทาง หากเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ที่ปัญหาลากยาว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมทั้งปีลดลง 6-8% จากปีที่แล้ว 33 ล้านคน แต่ในทางกลับกัน หากสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี (Best Case) ทิศทางนักท่องเที่ยวยังคงมีสัญญาณบวกและอาจเติบโตได้ 4-6% โดย ททท. ขอยืนยันเป้าหมายขั้นต่ำที่จะต้องรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวรวมให้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนในปีนี้ จากเดิมได้ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2569 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน

    โดยกรณีบริหารจัดการได้ดี ททท.มองเห็นโอกาสสำคัญท่ามกลางวิกฤตนี้ ถือเป็นจังหวะในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบิน เพื่อทดแทนการแวะพักในตะวันออกกลาง จากการหารือกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ซึ่งพร้อมจัดสรรสล็อตการบิน ที่ยังพอมีเหลืออยู่ให้กับสายการบินจากยุโรป เช่น Air France, Lufthansa รวมถึงกลุ่มสายการบินโลว์คอสต์ ที่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องการฮับใหม่

    นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ททท. กล่าวว่า จากเป้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งไว้ในปีนี้ 36.7 ล้านคน เมื่อเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีการคาดการณ์ ผลกระทบ ใน 3 รูปแบบ ดังนี้  กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 35-36 ล้านคน โดยตลาดระยะไกลจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18% จากเป้าหมาย เนื่องจากการฟื้นตัวของตลาดระยะไกลเป็นไปอย่างช้าๆ และมีความผันผวนของค่าเงิน และกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน หรือ ลดลง 25% จากเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลางและยุโรปทั้งหมดที่ต้องบินผ่าน Gulf Hub รวมถึงต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาบัตรโดยสารเครื่องบินโดยตรง

    นางจิระวดี  กล่าวถึงรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกว่า เพื่อให้ครอบคลุมที่สุด ททท. ได้นำตัวเลขตลาดอิสราเอลซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 400,000 คนในปีที่ผ่านมา มาประเมินตลาดยุโรปด้วย ซึ่งเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทย 854,963 คน เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในวันที่ 1 มี.ค.69 พอดี ทำให้ยอดการจองล่วงหน้า  ชะงักงันและไม่สามารถเดินทางได้ โดยภาพรวมของตลาดระยะไกลลดลง  9% แบ่งเป็นตลาดยุโรป  9% อเมริกา 6% แอฟริกา 27% และที่ทรุดหนักที่สุดคือตะวันออกกลางลดลง 6%  เนื่องจากเผชิญทั้งปัจจัยสงครามและตรงกับช่วงเดือนรอมฎอน

    นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินในตลาดยุโรปพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ปรับราคาเพิ่มถึง 70,000 บาท แต่เที่ยวบินก็ยังคงเต็ม 100% ทำให้นักท่องเที่ยวต้องพยายามหาช่องทางอื่นในการเดินทาง เช่น บางรายต้องใช้วิธีบินไปลงปากีสถานและยอมทำวีซ่าเพื่อต่อเครื่องไปยังจุดหมายอื่น  อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลในขณะนี้ ส่วนใหญ่ใช้วิธีเลื่อนวันเดินทางออกไปก่อนแทนการยกเลิกการจอง

    นางจิระวดีกล่าวอีกว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อลากยาวว่า จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งระยะใกล้และระยะไกล  การอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการตลาด จะไม่มีประโยชน์และ สูญเปล่า ซึ่งททท. ได้สั่งระงับแคมเปญแล้ว รอดสถานการณ์  หากเลยช่วงรอมฎอน ยังไม่จบ ตลาดตะวันออกกลางจะยิ่งได้รับผลกระทบหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/458504&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17OSuYKdVTqQwQ7XbqX-G2

  • เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ความยั่งยืน” กลายเป็นคำสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอาหาร แต่สำหรับ บ้านชมปรางค์ (Baan Chomprang) ที่พักและร้านอาหารเล็กๆ ในอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงเทรนด์ทางธุรกิจ หากเป็นวิถีปฏิบัติที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้วตั้งแต่แรก ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ การจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    บ้านไม้โบราณที่ถูกย้ายมาประกอบใหม่ ท่ามกลางสวนสีเขียวและบรรยากาศเงียบสงบ กลายเป็นจุดหมายของนักเดินทางจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มองหาประสบการณ์การพักผ่อนแบบเรียบง่ายแต่มีคุณค่า

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    เบื้องหลังของสถานที่แห่งนี้คือ คุณเอมี่–ชาลิดา ศิริคุณวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ที่เล่าถึงการบริหารจัดการธุรกิจด้วยแนวคิดความยั่งยืน ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างเอกลักษณ์ให้กับบ้านชมปรางค์อย่างชัดเจนตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในบริเวณบ้านอันร่มรื่น

    คุณเอมี่–ชาลิดา ศิริคุณวงศ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง

    ขอเล่าถึงการเดินทางมาที่บ้านชมปรางค์ก่อนพาไปรู้จักกันมากกว่านี้ หลายคนที่มาศรีสัชนาลัยรู้ว่า เมืองนี้ไม่ใช่ทางผ่าน ใครจะมาศรีสัชฯ คือต้องตั้งใจมาเท่านั้นเพราะเดินทางจากตัวเมืองสุโขทัยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลวมๆ ที่สำคัญที่ต้องเล่าถึงการเดินทางก็เพราะว่ามันเก๋ เพราะเวลานี้สุโขทัย (และเมืองอื่นๆ ทั่วไทย) กำลังส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน และท่าชัย–ศรีสัชนาลัยก็เพิ่งได้รับรางวัลระดับโลก Green Destinations Top 100 Stories 2025 จากการดำเนินงานตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืน 15 ข้อ พร้อมนำเสนอแนวปฏิบัติในหัวข้อ “เสียงสะท้อนจากชุมชน มรดกกินได้ที่ฟื้นคืน” สะท้อนการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับเสียงและบทบาทของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    ไม่น่าแปลกใจที่การใช้จักรยานเดินทางในอุทยานศรีสัชนาลัยจะทำให้เราได้พบกับพื้นที่และเจ้าของพื้นที่จริงๆ ในแบบที่แสนจะสุโข (หฤ) ทัย การลัดเลาะไปตามโบราณสถานที่อยู่ร่วมกับชุมชนและร้านน่ารักๆ ว่าน่าประทับใจแล้วแต่การได้เห็นวิถีที่แท้ของชาวศรีสัชฯ ผ่านการพูดคุยกันยิ่งน่าประทับใจกว่า

    อย่าเสียเวลาโพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนท่องไปในอาณาจักรเก่าแก่ในวันอากาศร้อนและสุโขทัยก็ทำให้มันเย็นลงได้ด้วยความสงบงามในแบบชาวสุโขทัยจริงๆ ที่นี่…บ้านชมปรางค์

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    หลังจากปั่นจักรยานแวะชมโบราณสถานอันร่มรื่นที่วัดโคกสิงคาราม แวะจิบกาแฟที่ร้านพี่น้อยแห่ง Art Slowbar ตรงข้ามวัด ก่อนไปชมพระปรางค์ วัดเจ้าจันทร์ และข้ามแม่น้ำยมมาเราก็จะพบกับบ้านหลังสีขาวเรียบๆ สองหลังภายในอาณาจักรสีเขียวของแมกไม้ ที่เรียกว่าบ้านชมปรางค์เพราะจากฝั่งนี้เราจะมองเห็นวิวของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดพระปรางค์” (วัดพระปรางค์ศรีสัชนาลัย) ได้อย่างชัดเจน

    ความยั่งยืนที่เริ่มจาก “สิ่งที่ทำอยู่แล้ว” ขอเริ่มด้วยคำนี้จากคุณเอมี่

    บ้านชมปรางค์เพิ่งได้รับรางวัล Green Restaurant ระดับเหรียญทอง ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความยั่งยืนของร้านอาหารในประเทศไทย โดยในปีนี้มีเพียง 14 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลระดับนี้ แต่สำหรับทีมงานบ้านชมปรางค์ การเข้าร่วมโครงการไม่ได้หมายถึงการต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานครั้งใหญ่

    คุณเอมี่เล่าว่า “จริง ๆ ต้องบอกว่าก่อนประกวด คือเราทำอยู่แล้ว ทำเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องทำอะไรเพิ่มเพื่อการประกวดเลยค่ะ”

    เพราะแนวคิดเรื่องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของธุรกิจ ตั้งแต่การใช้ภาชนะที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ การลดการใช้พลาสติก ไปจนถึงการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    “จานชาม แก้ว ช้อน เราใช้ในวิถีปกติอยู่แล้ว คือเราไม่ได้ต้องมานั่งปรับอะไรเพื่อจะลดขยะ พอมีโครงการชวนทำ มันก็เลยง่ายสำหรับเรา เพราะเราทำกันอยู่แล้วค่ะ”

    ส่วนในเรื่องของการจัดการ Food Waste คุณเอมี่เล่าว่า ขยะเศษอาหารถูกแยกส่งให้เทศบาลเพื่อนำไปกำจัดเพราะมีรถมาเก็บเป็นเวลาทุกสัปดาห์ ส่วนพวกขวดแก้วและพลาสติกถูกคัดแยกเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นอกจากนี้ การสั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลักอย่างแม็คโครก็มักมาในรูปแบบพาเลท ช่วยลดการใช้บรรจุภัณฑ์และถุงพลาสติกจำนวนมากได้อีกทาง

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    อาหารจากสวนและวัตถุดิบท้องถิ่น

    อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของบ้านชมปรางค์คือ แนวคิด Farm-to-Table ในแบบท้องถิ่น พื้นที่ภายในบริเวณที่พักมีสวนที่ปลูกผักและสมุนไพรหลายชนิด เช่น ตะลิงปลิง มะเขือ ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี และพืชสมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งถูกนำมาใช้ในครัวของร้านอาหารโดยตรง

    วัตถุดิบที่เหลือจะรับซื้อจากเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ขิง ข่า และตะไคร้ ซึ่งช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน กลุ่มลูกค้าหลักของบ้านชมปรางค์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่มาเยือน (ส่วนมากคือชาวออสเตรีย อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์) มักให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อสุขภาพและวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ

    คุณเอมี่อธิบายว่า “กลุ่มลูกค้าเราส่วนใหญ่จะเป็นคนที่กินอยู่ ใช้ชีวิตกันมาค่อนข้างเยอะ เขาจะค่อนข้างแนวสุขภาพนิดนึง เน้นออร์แกนิก ซึ่งบางส่วนเราปลูกเองด้วย ก็เลยเป็นข้อได้เปรียบของเรา”

    เมนูอาหารของบ้านชมปรางค์จึงสะท้อนรสชาติแบบท้องถิ่นสุโขทัยและอาหารพื้นบ้านที่หาทานยาก เช่น ยำสะเดาตำลึง แกงระแวง – แกงโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากชวา มีลักษณะผสมระหว่างพะแนงและแกงเขียวหวาน หรือหมูทอดน้ำปลา ที่ใช้น้ำปลาท้องถิ่นจากบ้านกง จังหวัดสุโขทัย

    ขนมหวานหลายเมนูเคยทำเองทั้งหมด แม้ปัจจุบันจะลดลงบ้างตามการปรับรูปแบบธุรกิจ แต่แนวคิดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติยังคงเป็นแกนหลักของครัว

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    หนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้บ้านชมปรางค์แตกต่างจากที่พักทั่วไป คือ สถาปัตยกรรมของบ้านไม้โบราณสองหลังที่ถูกย้ายมาประกอบใหม่ในพื้นที่ บ้านหลังหนึ่งมีอายุกว่า 80 ปี ถูกซื้อและรื้อย้ายมาจากจังหวัดขอนแก่น ส่วนอีกหลังหนึ่งมีอายุกว่า 50 ปี ถูกย้ายมาจากกรุงเทพฯ

    คุณเอมี่เล่าถึงกระบวนการนี้ว่า “บ้านสองหลังนี้เดิมไม่ได้อยู่ตรงนี้นะคะ หลังโน้นเราซื้อรื้อย้ายมาจากขอนแก่น แยกทุกชิ้นแล้วมาประกอบใหม่ ทรงเดิม แปลนเดิมเลย ส่วนอีกหลังมาจากกรุงเทพค่ะ”

    สถาปนิกได้ปรับฟังก์ชันบางส่วนให้เหมาะกับการใช้งานสมัยใหม่ เช่น การเพิ่มห้องน้ำในตัว แต่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมของบ้านไม้ไว้ให้มากที่สุด ปัจจุบันที่พักมีทั้งหมด 7 ห้อง ในบ้านไม้หลัก เป็นห้องแบบ En-suite 5 ห้อง ห้อง Suite ขนาดใหญ่ (2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องนั่งเล่น) นอกจากนี้ยังมีห้องพักอีก 4 ห้อง ในอาคารที่เคยเป็นคาเฟ่เดิม ซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าและมีลักษณะคล้ายที่พักแบบ Airbnb ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยม

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    บรรยากาศ “เหมือนบ้าน” มากกว่าโรงแรม

    หนึ่งในเหตุผลที่แขกจำนวนมากกลับมาพักซ้ำ คือบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง บ้านชมปรางค์มีทั้งสวนสีเขียว สระว่ายน้ำระบบเกลือ จักรยานให้ยืม และบริการนวดตามคำขอ แต่สิ่งที่ทำให้แขกรู้สึกประทับใจกลับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ครัวที่เปิดโล่งเหมือนบ้าน และแมวเพื่อนบ้านที่มักเดินมาต้อนรับแขก

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    คุณเอมี่เล่าว่า “มันดูเป็นโฮมมี่มากกว่า แขกบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกเหมือนอยู่โรงแรม เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีแมว มีห้องอาหารที่เหมือนเป็นครัวของบ้าน”

    ปัจจุบันแขกประมาณ 60–70% เป็นชาวยุโรปที่มองหาการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel ต้องการความสงบ ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่น

    “ศรีสัชนาลัย” เมืองเล็กที่มีศักยภาพ แต่เข้าถึงยาก แม้ศรีสัชนาลัยจะมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อุทยานแห่งชาติ งานเครื่องเงิน เครื่องทอง ผ้าทอ และเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก แต่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    “ความท้าทายตรงนี้น่าจะติดเรื่องการคมนาคม แขกจะมาศรีสัชนาลัยยากนิดนึง ถ้าไม่มีรถส่วนตัว อันนี้เป็นเพนพอยต์ของคนทำธุรกิจเลย”

    ในอดีต นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกพักที่ตัวเมืองสุโขทัย แล้วขับรถมาเที่ยวแบบไป-กลับ ซึ่งใช้เวลาเดินทางรวมเกือบ 2 ชั่วโมงต่อวัน การมีที่พักในพื้นที่จึงช่วยให้ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเที่ยวศรีสัชนาลัยได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

    เสน่ห์สุโขทัยที่ “บ้านชมปรางค์” แนวคิดความยั่งยืนที่เริ่มจากวิถีชีวิต

    และในท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป บ้านชมปรางค์พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกลยุทธ์ทางการตลาด หากสามารถเติบโตจาก วิถีชีวิตจริงของผู้ประกอบการ

    และบางครั้ง สิ่งที่นักเดินทางกำลังมองหา อาจไม่ใช่โรงแรมหรูหรา แต่เป็นบ้านหลังหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738935&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zS5sVNCgg6xy9gwKut5bL

  • “สภาพัฒน์ฯ” เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จี้เร่งตั้งรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่น

    “สภาพัฒน์ฯ” เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จี้เร่งตั้งรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่น

    เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเนื่องโอกาสครบรอบ 71 ปี วันนักข่าว 5 มีนาคม 2569 พร้อมจัด เสวนาพิเศษในหัวข้อ “โจทย์ใหญ่ประเทศไทย ความท้าทายของรัฐบาลใหม่” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นและขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายมิติ โดยวิทยากร ประกอบด้วย นายสมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนา โดยมีนายวีระ ธีรภัทร สื่อมวลชนอาวุโส เป็นผู้ดำเนินรายการ

    โดย นายดนุชา กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยคือเราจะต้องสร้างหรือทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความสามารถเพียงพอที่จะต้านทานปัจจัยต่าง ๆ ที่กระทบกับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปัญหาสงครามต่างๆ รวมถึงเศรษฐกิจผันผวน ซึ่งเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็วมากในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเราจะต้องสร้างหรือปรับโครงสร้างการผลิต เรื่องความสามารถในการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจใหม่สาขาใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศ โจทก์รัฐบาลในช่วงถัดไปมีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง คือเรื่องความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและต่างประเทศ เพื่อให้ต่างชาติมีความมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถบริหารงานด้านต่างๆ อยู่ในมาตรฐานสากล

    เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ  กล่าวอีกว่า หน้าตารัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย ซึ่งจะถูกคัดคุณสมบัติจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่วางหลักไว้ชัดเจน ดังนั้นหากเลือกคนที่มีคุณสมบัติมีจริยธรรมคุณธรรมชัดเจนมีความสามารถ ส่วนตัวอยากให้มีสัดส่วนคนรุ่นใหม่เข้ามาให้เยอะเพื่อสร้างการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาเราก็เห็นอยู่ว่าคนรุ่นใหม่พอได้มาเป็นรัฐมนตรีก็สามารถทำได้ดี จึงควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้นก็จะทำให้เราได้เห็นภาพการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง

    นายดนุชา กล่าวอีกว่า คิดว่าน่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ก่อนช่วงสงกรานต์ หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตามกำหนดการปกติจะเข้าสภาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. แต่ถ้าตั้งรัฐบาลได้ก่อนสงกรานต์จริง อาจทำให้งบประมาณล่าช้าออกไปประมาณ 1 เดือน แต่เท่าที่ดูตามตารางและมีการพูดคุยกัน อาจสามารถเร่งกระบวนการระหว่างทางได้ เช่น การเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำฟาสแทร็ก ซึ่งอาจทำให้สามารถประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณได้ทันเดือน ต.ค. ซึ่งที่ผ่านมาเราเคยทำมาแล้ว

    นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาที่ร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน สภาพัฒน์ฯ ประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์ 1.คือจบภายใน 1 เดือน ตามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ระบุไว้ แต่ตอนนี้มีการกระจายพื้นที่การรบในภูมิภาคจึงน่าจะกระทบกับเศรษฐกิจไทย ทำให้การเติบโตลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2% ก็น่าจะเหลือที่ 1.6% แต่ถ้าสถานการณ์ยาวกว่านั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตเหลือแค่ 1.3 % และราคาน้ำมันจะกระโดดไปที่ 125 เหรียญต่อบาเรล แต่ถ้าการสู้รบสั้นด้วยน้ำมันจะอยู่ที่เราราว 100 เหรียญต่อบาเรล ดังนั้นมาตรการของไทยตอนนี้คือการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 15 วัน อยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร จากนั้นจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง  อย่างไรก็ตามการสู้รบครั้งนี้ราคาน้ำมันไม่ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นเพราะซัพพลายของโลกยังมีอยู่ แต่ถ้ายืดเยื้อระบบได้รับความเสียหายมาก จะทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

    เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าวว่า ถ้าวันนี้ไม่มีการนำเข้าน้ำมันเข้าในประเทศเลยเราจะสามารถอยู่ได้ประมาณ 90 วัน แต่จากการประชุมเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา มีข้อมูลว่าจนถึงเดือน เม.ย.นี้ เรายังมีน้ำมันใช้อยู่ แต่จะเพิ่มหรือลดไปจากนี้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าจากนี้เราจะสามารถมีน้ำมันเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันทางคู่ค้าปตท.ได้มีการไปคุยเพื่อขอเพิ่ม ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็จะเจรจาหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาด้วย   ส่วนมาตรการประหยัดพลังงานนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะมีการนำแผนเข้าครม. ในสัปดาห์หน้า

    “ถ้าถามผมเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น ที่เป็นเหตุให้ควรตั้งรัฐบาลให้เร็ว แต่ยังมีเรื่องอื่นอีกที่ควรเร่งตั้งรัฐบาลให้เร็วเพราะยิ่งตั้งรัฐบาลช้า การจัดการในแง่ที่ต้องใช้เงินงบประมาณจะมีปัญหา ”

    ก่อนหน้านี้ตนได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชน ได้มีการเซ็ตระบบในการพูดคุยร่วมกัน รัฐบาลสามารถใช้ระบบนี้ในการพูดคุยกับภาคเอกชนในวงเล็ก เมื่อได้ความชัดเจนค่อยขยายการดำเนินการในภาพใหญ่ ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติ เมื่อมาลงทุนในประเทศไทยว่าจะได้รับความสะดวก นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนงบประมาณจังหวัดทุกจังหวัดจากที่เคยนำไปใช้สำหรับการจัดทำระบบโครงสร้าง ถนน บ่อน้ำ ให้นำมาใช้สำหรับการสร้างอาชีพ ส่วนงบโครงสร้างให้ไปขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบตรงแทน เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/133156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v6YSrI0Jy3ov1_cZDIu5R

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ปราบนอมินี

    วันนี้, 05:25น.

              นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยภาคการเกษตรในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ ขณะที่เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง

              นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับโรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี โดยในวันนี้ (6 มี.ค.69) จะมีการประชุมร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสรรพากร คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจกับทุกกลุ่มธุรกิจอย่างจริงจัง เน้นการตรวจสอบเชิงลึก และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจของประเทศให้มีความโปร่งใส สร้างเสถียรภาพทางการค้า และส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมของเศรษฐกิจไทย

    ….

    #มะพร้าวน้ำหอม

    #นอมินี

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RtdA7hmP_3-I_loYj8_mL

  • ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    'อนุทิน' นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    ‘อนุทิน’ นัดทีมเศรษฐกิจ ถกแผนหาแหล่งน้ำมันสำรอง รับสงครามบานปลาย

    5 มีนาคม 2569 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการพลังงานเข้ามาหารือด่วน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม 

    รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

    นายอนุทิน กล่าวก่อนประชุมว่า ต้องการให้มาอัพเดทสถานการณ์พลังงาน หลังจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ได้ทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประเทศไทยได้เป็นผู้นำเข้า 
     

    นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ได้รับรายงานจากนายพิพัฒน์ นายเอกนิติ และข้อมูลจากกระทรวงพลังงานว่า ในช่วงเดือน มี.ค.น่าจะไม่มีผลกระทบอะไรกับปริมาณน้ำมันที่จะใช้ในประเทศไทย แต่จากตัวเลขที่ได้รับรายงาน ทราบว่าปริมาณน้ำมันที่จะเข้าสู่ประเทศไทยมันจะเริ่มทยอยมีปริมาณที่ลดลงไป สถานการณ์เปลี่ยนไปมากตั้งแต่วัน 28 ก.พ.ที่เกิดเหตุ

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ได้มีการประชุม สมช. ซึ่งสถานการณ์ก็พัฒนาไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น เราจึงต้องมานั่งกำหนดมาตรการในส่วนของเราเอง เพื่อให้ความมั่นใจว่ามันจะไม่มีผลกระทบในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันดิบ และการจัดหาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้รับทราบมาว่า ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบปริมาณครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง และอีกครึ่งหนึ่งจากภูมิภาคอื่น ซึ่งในส่วนภูมิภาคอื่นวันนี้นั้น ต้องขอให้กระทรวงพลังงานอธิบายให้เห็นว่า การจัดหาแหล่งพลังงานอีกครึ่งหนึ่งมาจากไหนบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-ux2Yzhyr-7AKv6XPWh4W

  • สื่อมวลชนเพชรบูรณ์จัด “ปั่นน้ำใจให้น้อง” มอบทุนการศึกษา 38 ทุน อุปกรณ์กีฬา เนื่องในวันนักข่าว

    สื่อมวลชนเพชรบูรณ์จัด “ปั่นน้ำใจให้น้อง” มอบทุนการศึกษา 38 ทุน อุปกรณ์กีฬา เนื่องในวันนักข่าว

    สมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์จัดโครงการ “ปั่นน้ำใจให้น้อง” มอบทุนการศึกษา 38 ทุน พร้อมอุปกรณ์การเรียนและกีฬาให้เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านคลองสีฟัน อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เนื่องในวันนักข่าว ประจำปี 2569

    เมื่อวันที่ 5 มี.ค.69 สมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ โครงการ “ปั่นน้ำใจให้แก่น้องๆ” ณ โรงเรียนบ้านคลองสีฟัน ต.ลานบ่า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยมีนายภาคภูมิ ภูมี นายอำเภอหล่มสัก เป็นประธานเปิดโครงการ“ปั่นน้ำใจให้แก่น้องๆ” ประจำปี 2569 และมีนายสุรพงษ์ วุฒิสินอักษรา นายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ คณะกรรมการ สมาชิกสมาคมฯ ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายศุภเดช คำพุฒ และนายสมชาย คำพุฒ บก.หนังสือพิมพ์ชาวไท และชาวไทออนไลน์ องค์กรสื่อเพชรบูรณ์ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหาร อปท. อบต.ผู้แทนหน่วยงาน อาทิ นายกองตรี พรพงษ์ ไหมแพง ชาญชัยภัครธากูร นายอำเภอหล่มเก่า, ดร.ประทิน นาคสำราญ นายก อบต.สะเดียง,พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ สารภูษิตสันต์ ผกก.สภ.หล่มสัก, ดร.พีรพัฒน์ วัชรินทรางกูร นายก อบต.ลานบ่า, นายกรเอก มิ่งศรี รอง ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 2 (ผู้แทน ผอ.สพป.เพชรบูรณ์ เขต 2), นายจำรัส พูดคล่อง ตัวแทน ส.ส.ยุพราช บัวอินทร์,ศน.ลัดดาวัลย์ ตำเขียน, นายพชร ทิลารักษ์ ผอ.โรงเรียนบ้านคลองสีฟัน

    สำหรับผู้ร่วมมอบทุนการศึกษา มีดังนี้ นายสมัคร โชติวรรณ (4 ทุน), นายสุรพงษ์ – นางลาวัลย์ วุฒิสินอักษรา (2 ทุน), นางประภาทิพย์ สุนทรศรีเดช (2 ทุน), นายบุญเลิศ พุทธเจริญ (2 ทุน), นายเด็ช โฉมจำปา (1 ทุน), นายสุวิทย์ ศรีสอน (1 ทุน) และนายเรวัฒน์ เฉลยจิตร (1 ทุน) การสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ: นายประจวบ นาคเทียน (ปธ.ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.ศรีเทพ), นายอำเภอศรีเทพ, คณะแม่บ้านตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี, หลวงพ่อวัดป่าสระแก้ว และโรงงานน้ำตาลไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม

    พร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียน กิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนด้านการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 38 ทุน พร้อมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอน และอุปกรณ์กีฬา อาหารและเครื่องดื่ม และขนม จากภาคส่วนต่างๆดังนี้: คุณครูรัฐนันท์ สีทอง (ครูน้อง), คุณเดชา โพธิ์ปลัด, ว่าที่ร้อยตรีหญิง ธนภรณ์ พัทธณียะ และ ส.ต.ต.วิพุธ เตอะอำภา, อุปกรณ์กีฬา ลูกฟุตบอล ลูกเปตอง ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ยุพราช บัวอินทร์ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 2 ฯลฯ

    นายสุรพงษ์ วุฒิสินอักษรา นายกสมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ กล่าวว่า “กิจกรรมวันนักข่าวในปีนี้ สมาคมฯ ตั้งใจที่จะเปลี่ยนบทบาทจากการนำเสนอข่าว มาเป็นการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะเด็กนักเรียนในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อเป็นการขอบคุณพี่น้องประชาชนและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสื่อมวลชนกับชุมชน”งานนี้ทางสมาคมสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ ต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนง ตลอดจนผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จนสำเร็จลงด้วยดีทุกประการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/133140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw321xHMPMmlBNZ4d_2K79Ue

  • น้องพลอย ตื่นเต้นนั่ง สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมองเป็น หลานครูใหญ่เนวิน

    น้องพลอย ตื่นเต้นนั่ง สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมองเป็น หลานครูใหญ่เนวิน

    น้องพลอย ตื่นเต้นนั่ง สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมองเป็น หลานครูใหญ่เนวิน

    วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

    “น้องพลอย”เผยตื่นเต้นเป็น สส.สมัยแรก ไม่กดดันถูกมอง”หลานครูใหญ่เนวิน” ลั่นทำการบ้านหนักพร้อมทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน

    5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เล็กอุดากร สส.บุรีรัมย์ เขต 2 วัย 25 ปี สส.อายุน้อยที่สุด ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรายงานตัวถึงความรู้สึกที่ได้เป็น สส.ครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้นมาก และดีใจที่ชาวบ้านเขต 2 จ.บุรีรัมย์ เลือกลำดับตนเข้ามา ส่วนการทำงานหลังจากนี้ อันดับแรกคงเข้าไปศึกษางานก่อน สามารถพัฒนาอะไรได้บ้าง และสามารถพัฒนาพื้นที่อย่างไรได้บ้าง

    เมื่อถามว่า เข้ามาทำงานในสภาฯ แล้วจะการผลักดันวาระใดเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า หลังเข้าสภาฯ ก็อยากจะดูเหตุการณ์ของประเทศก่อน ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ แต่ในฐานะคนรุ่นใหม่ตนอยากผลักดันเรื่องการศึกษา และในฐานะ สส.สมัยแรก ก็ขอให้สื่อช่วยแนะนำเรื่องการให้สัมภาษณ์

    เมื่อถามว่า มีการติวเข้มหรือทำการบ้านในเรื่องใดเป็นพิเศษ น.ส.ณัฐธิดา ยอมรับว่า เตรียมตัวหนักอยู่ เพราะไม่เคยทำงานสายนี้ แต่ที่ผ่านมาก็ติดตามข่าวสารอยู่ตลอด และจากการลงพื้นที่ก็เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านในเขต 2 จ.บุรีรัมย์ ได้ ยืนยันว่าพร้อมทำงาน

    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่เป็น สส.อายุน้อยที่สุด และถูกจับตา น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ไม่กังวลเรื่องที่ถูกจับตามอง แต่กังวลว่าจะสามารถทำอย่างที่ประชาชนคาดหวังหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะทำเต็มที่ เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ที่ถูกจับตามองที่เป็นหลานของ นายเนวิน ชิดชอบ โดย น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า ไม่กังวลเท่าไหร่ เพราะตนชินแล้วหลังจากมีข่าวออกไป ก็รู้สึกชินมาสักพักแล้ว และขณะนี้ปรับตัวได้แล้ว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ครูใหญ่ยังขลัง!!! 'ภูษิต'หลาน'เนวิน'คว้านายก อบจ.บุรีรัมย์ตามคาด กวาดเรียบยกทีม 42 เขต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950892&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x6K3kgoFcvdmyhZ8lwd6m

  • สืบสาน“มรดกแม่แห่งแผ่นดิน”สู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน“ศิลปาชีพ” | เดลินิวส์

    สืบสาน“มรดกแม่แห่งแผ่นดิน”สู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขับเคลื่อน“ศิลปาชีพ” | เดลินิวส์

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน (Youth Hackathon Inspired by the Royal Initiatives of  the Queen Mother)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา ธนาคารกรุงไทย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสืบสานและเผยแพร่พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนา อาชีพ ศิลปาชีพ สิ่งแวดล้อมและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยอาศัยการเรียนรู้และการแข่งขัน Hackathon ที่เน้นการคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงระบบ การทำงานเป็นทีม รวมทั้งการพัฒนาโซลูชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชนเป็นโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนา “คนไทย 4.0” ผ่านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม การคิดเชิงระบบ และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาแนวคิดและต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

    นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงนวัตกรรมกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ และการยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ตลอดจนสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ที่ให้ความสำคัญกับการเร่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

    “โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรม การคิดเชิงออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การคิดเชิงระบบและการแก้ไขปัญหาเชิงสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้และทักษะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ AI/ICT, FinTech และ Green Tech รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับเศรษฐกิจฐานรากและศิลปาชีพ อันนำไปสู่การเกิดเครือข่ายเยาวชนนวัตกรระดับชาติที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระดับชุมชนและศิลปาชีพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการต้นแบบที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

    โครงการสืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจชุมชน เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนสิงหาคม 2569 โดยที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครทีมผู้เข้าแข่งขันจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศผ่านระบบออนไลน์และในวันที่ 20 มีนาคม จะคัดเลือกทีมที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อคัดให้เหลือ 20 ทีม ทีมละ 5 คนจากสถาบันเดียวกัน เข้าสู่รอบ Bootcamp จากนั้นวันที่ 3 – 5 เมษายน จะจัดกิจกรรม Bootcamp แบบ On-site และกิจกรรม Pitching Day เพื่อคัดเลือกให้เหลือ 10 ทีม เข้าสู่รอบ Final Round และในเดือนกรกฎาคม จะจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึก (Final Coaching) การทบทวนต้นแบบ(Prototype Review) และกิจกรรมซักซ้อมการนำเสนอผลงาน (Rehearsal Day) กิจกรรม Demo Day และ Award Ceremony เพื่อประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัล จากนั้น วันที่  5 สิงหาคม จะจัดพิธีรับรางวัลแบบ On-site และปิดโครงการ

    สำหรับทีมที่ชนะ 3 ทีม หัวเว่ย ผู้สนับสนุนหลัก จะมอบสิทธิ์ให้เข้าร่วมโครงการ Huawei Seeds for the Future ซึ่งนับเป็นปีแรกที่มีการบูรณาการร่วมกับโครงการ “Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดิน สู่เศรษฐกิจชุมชน”  ของกระทรวง อว. เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้มีศักยภาพสูงได้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีในระดับสากล โดยโครงการ Huawei Seeds for the Future เป็นโครงการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี พร้อมโอกาสศึกษาดูงานและสัมผัสประสบการณ์ ณ หัวเว่ย สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5659028/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqOiH0rA45ImTsokFNS8K