Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่พัง ราคาทองคำไม่ขึ้น และครั้งนี้อาจเป็น ‘ยุคสุดท้าย’ ของน้ำมันแพง เมื่อสงครามตะวันออกกลางเขย่าตลาดการเงิน

    ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่พัง ราคาทองคำไม่ขึ้น และครั้งนี้อาจเป็น ‘ยุคสุดท้าย’ ของน้ำมันแพง เมื่อสงครามตะวันออกกลางเขย่าตลาดการเงิน

    ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่า 75 วัน โลกกำลังเผชิญความผันผวนครั้งใหม่ในแทบทุกสินทรัพย์การเงิน ตั้งแต่ทองคำ ตลาดหุ้น ไปจนถึงตลาดตราสารหนี้ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเพียงแรงกระแทกระยะสั้น หรือกำลังกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤต แต่ครั้งนี้ ราคาทองกลับไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาด ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมา และทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการลดดอกเบี้ย ส่วนตลาดหุ้นโลกแม้เผชิญแรงขายในช่วงแรก ทว่าหลายตลาดกลับฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม AI และ Data Center ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกการลงทุนยุคใหม่ ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเข้าใกล้ภาวะ ‘Stagflation’

    อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดการเงินโลกตอบสนองต่อสงครามครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ราคาน้ำมันยังมีโอกาสพุ่งต่อหรือไม่ ทองคำจะกลับมาเป็น Safe Haven อีกครั้งเมื่อใด และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสุดท้ายของน้ำมันแพงจริงหรือเปล่า

    The Momentum พูดคุยกับ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO and Co-Founder Finnomena Funds เพื่อวิเคราะห์ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทิศทางสินทรัพย์การลงทุน และความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาหลังจากนี้

    ทำไมทองคำไม่พุ่งแรงหรือทำหน้าที่เป็น Safe Haven แบบที่ควรจะเป็น

    ชยนนท์เปิดเผยว่า แม้ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะตั้งแต่เกิดสงครามจนถึงปัจจุบัน ราคาทองคำยังคงติดลบ โดยสาเหตุสำคัญมาจากก่อนหน้านี้ทองคำปรับตัวขึ้นแรงไปมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองพุ่งจากประมาณ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.36 แสนบาท) ขึ้นไปแตะราว 5,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.75 แสนบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ภายใน 1 เดือน ซึ่งถือว่าผิดปกติเมื่อเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังราว 30 ปี ที่ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 5-6% เท่านั้น จึงสะท้อนว่า มีแรงเก็งกำไรจำนวนมากเข้ามาก่อนหน้าแล้วกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนจะหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ แทนการถือทองคำ อีกปัจจัยคือการแข็งค่าของดอลลาร์ เนื่องจากทองคำซื้อขายในสกุลดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ต้นทุนการซื้อทองสำหรับนักลงทุนทั่วโลกจะสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการลงทุนในทองคำออกไป จึงกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองในช่วงนี้เช่นกัน

    ทั้งนี้ ในระยะถัดไปยังมองว่า ทองคำมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น แม้อาจไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงเหมือนช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากมุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำค่อนข้างมาก โดยหากดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองมักจะปรับตัวขึ้น 

    “ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงนโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ เช่น การตั้งกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาหรือทำการค้ากับสหรัฐฯ มากนัก เริ่มลดความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ และอาจลดการถือครองดอลลาร์ในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศลง เมื่อความต้องการดอลลาร์ลดลง ก็มีแนวโน้มทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อทองคำในระยะยาว”

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ทำให้ความเสี่ยงที่จะกลับมาปะทะกันอีกครั้งยังอยู่ในระดับสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดีที่สุดยังคงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อดอลลาร์กลับมาแข็งค่า จึงทำให้ทองคำยังไม่สามารถปรับขึ้นได้เต็มที่ ดังนั้น ทองคำจะกลับมาฟื้นตัวได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อข่าวสงครามยุติ และดอลลาร์กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า

    หุ้นปรับฐานเบาที่สุดเมื่อเทียบกับสงครามตะวันออกกลางในอดีต

    ชยนนท์กล่าวว่า หากมองภาพรวมตลาดหุ้นโลก หลังเกิดความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานลงในช่วงแรก แต่ถือว่าปรับตัวลงน้อยมากเมื่อเทียบกับวิกฤตในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหรือตะวันออกกลางในอดีต โดยมองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในรอบการปรับฐานที่เบาที่สุดครั้งหนึ่งในรอบประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมา

    สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานมากขึ้น แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก แต่ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โลกมีทั้ง Shale Oil (น้ำมันหินดินดาน) และ Shale Gas (ก๊าซหินดินดาน) มีพลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาช่วยรองรับความต้องการพลังงาน จึงทำให้ผลกระทบจากความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับฐานเพียงเล็กน้อย

    ตลาดหุ้นหลายแห่งก็ฟื้นตัวกลับขึ้นมา (Rebound) โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และตลาดหุ้นไต้หวันที่ต่างทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ยังมีบางตลาดที่ไม่สามารถกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสงคราม เช่น ตลาดยุโรป จีน อินเดีย เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย 

    “นักลงทุนทั่วโลกยังคงเล่นธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain แม้นักลงทุนจะทราบดีว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้หลายประเทศต้องปรับลดประมาณการ GDP ลงในปีนี้ แต่อุตสาหกรรมที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้คือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure, AI Supply Chain และ Data Center”

    ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดที่มีหุ้นเกี่ยวข้องกับ Data Center และเทคโนโลยี AI อยู่ในดัชนีจำนวนมาก ตลาดหุ้นของประเทศนั้นก็ยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยในสหรัฐฯ มีกลุ่ม Hyper Scaler อย่าง Microsoft (MSFT), Google (GOOGL), และ Amazon (AMZN) รวมถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับ AI Data Center อย่าง NVIDIA (NVDA), Qualcomm (QCOM), Intel (INTC) และ Broadcom (AVGO) ซึ่งยังเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ เกาหลีใต้สามารถปรับตัวขึ้นได้ เพราะมี SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ส่วนไต้หวันได้แรงหนุนจาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited (TSMC) ผู้ผลิตชิปสำคัญให้กับ NVIDIA ด้านญี่ปุ่นก็มีบริษัทอย่าง Advantest และ Tokyo Electron ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สำคัญสำหรับการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center

    “แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะดูน่ากังวล แต่ตลาดหุ้นโลกหลายแห่งยังสามารถเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อได้”

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับฟื้นตัวช้ากว่าตลาดโลก เพราะไทยมีหุ้นเทคโนโลยีในตลาดน้อย โดยมีเพียง Delta Electronics (DELTA) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ธุรกิจหลักยังเน้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่ากลุ่ม Data Center จึงไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI อย่างเต็มที่ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาพลังงานและน้ำมันค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว

    อินเดียก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน เนื่องจากยังพึ่งพาพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง และแม้จะมีหุ้นเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอเหมือนในตลาดหุ้นหลักอื่นๆ จึงทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลก (Underperform)

    ส่วนตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในแนวโน้มขาลง แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วง 2-3 สัปดาห์ โดยปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว และการที่สหรัฐฯ เข้าโจมตีอิหร่านยิ่งทำให้การเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ นักลงทุนเลยกังวลว่า นี่อาจกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจจีน

    “หากการเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ออกมาในทิศทางที่ดี ตลาดหุ้นจีนอาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีโอกาสฟื้นตัวได้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาเป็นตลาดที่ Underperform มากที่สุดหลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และรีบาวด์ขึ้นมาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นทั่วโลก”

    อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไม่ได้รีบาวด์แรงเหมือนหุ้นในกลุ่ม AI แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงเช่นกัน ซึ่งการที่ตลาดหุ้นหลายกลุ่มยังไม่ปรับฐานหนัก ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะไม่แย่ เพราะในความเป็นจริง ตลาดอาจเพียงกำลังมองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น

    Bond Yield พุ่ง ตลาดกังวลเงินเฟ้อ

    ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ ช่วงที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่า เมื่อเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกจะไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมของผู้กำหนดนโยบายหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ หลายฝ่ายยังไม่ได้ต้องการรีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะที่ GDP มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสำคัญจึงอยู่ที่การเกิดภาวะ ‘Stagflation’ (ภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกไม่ต้องการเผชิญ 

    หลายประเทศจึงมีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ เพื่อกดเงินเฟ้อให้ลดลง หากสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้จริง ก็อาจทำให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

    แต่เนื่องจากนักลงทุนในตลาดยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของนโยบายในหลายประเทศ จึงทำให้ Bond Yield ปรับดีดขึ้นไปก่อน อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Bond Yield ก็ยังไม่ได้รุนแรง เพราะตลาดยังเชื่อว่า รัฐบาลทั่วโลกมีทั้งเครื่องมือและความตั้งใจที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ได้ รวมทั้งความหวังว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อใด แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็จะลดลงตามไปด้วย

    “หากเชื่อว่าสุดท้ายแล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ และสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ การปรับขึ้นของ Bond Yield ครั้งนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ปัจจุบันอยู่บริเวณประมาณ 4.40-4.45% อัตราผลตอบแทนไม่น่าจะปรับขึ้นเกิน 4.5% ขึ้นไป เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศประชาธิปไตย และหากประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ก็อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมทางการเมือง”

    ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ต้องการให้ประชาชนหันไปสนับสนุนพรรคเดโมแครต จนกระทบต่ออำนาจทางการเมืองของตนเองในสภา ประธานาธิบดีทรัมป์อาจพยายามทำทุกวิถีทางในช่วงไตรมาส 3 ก่อนเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมในไตรมาส 4 เพื่อกดเงินเฟ้อลง ผ่านความพยายามยุติสงครามให้ได้ รวมถึงอาจใช้เวทีเจรจากับจีนเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าว โดยอาจขอให้จีนช่วยเจรจากับอิหร่าน เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของอิหร่านเช่นกัน

    เข้าสู่ภาวะ Stagflation แล้วหรือยัง?

    ชยนนท์ระบุว่า ผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) อย่างชัดเจน จนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) ซึ่งต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภค

    “เงินเฟ้อมี 2 รูปแบบหลักคือ เงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) ซึ่งเกิดจากผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสูง เศรษฐกิจดี และสามารถผลักดันให้ราคาสินค้าปรับขึ้นได้ กับอีกแบบคือเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกกำลังเสี่ยงเผชิญในปีนี้ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตและผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น จนจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนมายังผู้บริโภคเพื่อรักษากำไรของธุรกิจไว้”

    อย่างไรก็ตาม แม้ราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้หรือเงินเดือนของผู้บริโภคยังไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้เติบโตดี ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องใช้เงินมากขึ้นกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น พลังงาน อาหาร หรือค่าครองชีพพื้นฐาน จนเหลือเงินน้อยลงสำหรับการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเริ่มเกิดขึ้นกับ Real Sector ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเริ่มอ่อนแอลง

    นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากพยายามพูดถึงและเตือนเรื่อง Stagflation อย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายตระหนักถึงความเสี่ยงและเร่งรับมือ เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจลากยาวเป็นเวลาหลายปี

    “ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังทศวรรษ 1980 ที่เข้าสู่ภาวะ Lost Decade ซึ่งเศรษฐกิจแทบไม่เติบโตต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี รวมถึงจีนที่กำลังเผชิญปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจชะลอตัว จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไหนก็ตามที่เข้าสู่ภาวะ Stagflation มีความเสี่ยงสูงที่ปัญหาจะยืดเยื้อในระยะยาว”

    ขณะนี้สิ่งที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงยังเป็นเพียงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ยิ่งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนตระหนักรู้และเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงเรื่อง Stagflation มากเท่าไร โอกาสที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงก็จะยิ่งลดลง

    ยุคสุดท้ายของน้ำมันแพง

    ชยนนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ใช่เพียงปัจจัยระยะสั้นที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าเท่านั้น แต่กำลังเป็นเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยน ‘ระเบียบโลก’ และโครงสร้างอำนาจด้านพลังงานในตะวันออกกลางไปอย่างสิ้นเชิง

    “จริงๆ แล้วสหรัฐฯ มีแผนยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า National Security Strategy 2025 ซึ่งเป็นแนวคิดด้านความมั่นคงจากทีมรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์คือ สหรัฐฯ จะเลือกคบหาประเทศต่างๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และจะลดบทบาทการเข้าไปแทรกแซงหรือทำหน้าที่ตำรวจโลกเหมือนในอดีต โดยถอยออกจากการเป็นผู้คุ้มครองโดยตรง แต่ยังได้ประโยชน์จากการขายอาวุธให้ประเทศเหล่านั้น”

    อย่างไรก็ตาม สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกำลังทำให้ระเบียบอำนาจขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) แตกออกจากกันอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้กลุ่ม OPEC ต้องพึ่งพาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น เพื่อรักษาอำนาจต่อรองด้านอุปทานพลังงานกับโลก

    เมื่อประเทศต่างๆ แข่งขันกันผลิตน้ำมันมากขึ้น อุปทานน้ำมันในตลาดโลกก็จะเพิ่มขึ้นตาม และจะทำให้ราคาน้ำมันในอนาคตมีโอกาสพุ่งขึ้นแรงได้ยากกว่าเดิม โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ประเทศในตะวันออกกลางต้องพยายามสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในรูปแบบอื่น นอกเหนือจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว

    “วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในครั้งสุดท้ายที่โลกจะได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมาก หรือปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,200 บาท) เพราะหลังจากนี้ ไม่ว่าสงครามจะจบอย่างไร โลกจะยิ่งเร่งกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานรูปแบบอื่นมากขึ้น และการแข่งขันด้านการผลิตน้ำมันก็จะรุนแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสูงมากเหมือนในอดีตมีน้อยลง”

    สำหรับแนวโน้มการยุติสงคราม ชยนนท์ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมิน แต่เชื่อว่าอิหร่านเองก็ไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศมีปัญหา อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังต้องการใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ

    “การเจรจาน่าจะยังยืดเยื้ออย่างน้อยอีกประมาณ 1 เดือน จนกว่าสหรัฐฯ จะเริ่มเผชิญแรงกดดันจริง ทั้งจากปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดต่ำลง หรือคะแนนนิยมภายในประเทศที่ตกลงมากพอ จนต้องยอมรับเงื่อนไขบางส่วนของอิหร่าน เพื่อยุติความขัดแย้งในที่สุด”

    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-global-market-stagflation-oil-gold/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gwLCodGzD-Pq9DCy2Yx2U

  • “ดร.ยุทธพร” มองบวกบทบาท “อนุทิน” ผ่านเวทีประชุมอาเซียน เทียบเป็นผู้ร่วมออกแบบสันติภาพ เศรษฐกิจภูมิภาค เห็นชัดเพิ่มอำนาจต่อรองระดับปท. | TOPNEWS

    “ดร.ยุทธพร” มองบวกบทบาท “อนุทิน” ผ่านเวทีประชุมอาเซียน เทียบเป็นผู้ร่วมออกแบบสันติภาพ เศรษฐกิจภูมิภาค เห็นชัดเพิ่มอำนาจต่อรองระดับปท. | TOPNEWS

    รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุว่า ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยได้เสนอแนวคิดที่สะท้อนการยกระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ไปสู่ยุคใหม่ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่

    ประการแรก การผลักดัน “ASEAN Digital Trade Corridor” หรือระบบการค้าดิจิทัลอาเซียน ที่เชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ SME ไทยในการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียน

    ประการที่สอง การผลักดันเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อมไทย–กัมพูชา–ฟิลิปปินส์ เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่มีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในทะเลจีนใต้

    และประการที่สาม การประกาศบทบาทของไทยในฐานะ “Green Investment Hub” หรือศูนย์กลางการลงทุนสีเขียวของภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวร่วมกันในอาเซียน
    .
    ไฮไลต์สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือความพยายามลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ผ่านแนวทางที่ถูกเรียกว่า “The Cebu Consensus” หรือ “ฉันทามติเซบู” โดยเฉพาะแนวคิด “แยกข้อพิพาทด้านอธิปไตยออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA)

    ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค หรือ JTC เพื่อเร่งสำรวจและศึกษาศักยภาพด้านพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่า อาจกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังผันผวน

    ขณะเดียวกัน ไทยและกัมพูชายังหารือเรื่องการยกระดับความร่วมมือด้านพรมแดน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดการจุดผ่านแดนร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานด้านความมั่นคง และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนในระยะยาว
    .

    รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุอีกว่า ไทยพยายามผลักดันแนวคิด “Positive Peace” หรือ “สันติภาพเชิงบวก” ที่ไม่ใช่เพียงการไม่มีสงคราม แต่หมายถึงการที่ประชาชนมีอาหาร มีงาน และเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม
    จึงเกิดข้อเสนอ “ASEAN Food Bank & Energy Storage Network” ซึ่งเป็นแนวคิดสร้างเครือข่ายสำรองอาหารและพลังงานระดับภูมิภาค โดยใช้ศักยภาพด้านเกษตรกรรมของไทยและกัมพูชา ผนวกกับเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของฟิลิปปินส์
    .

    ในเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการประเมินว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากแนวทางดังกล่าว คือการเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” บนเวทีระหว่างประเทศ เพราะไทยกำลังวางตัวเองเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มใกล้ชิดโลกตะวันตกอย่างฟิลิปปินส์ และประเทศที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดจีนอย่างกัมพูชารวมถึงโอกาสในการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจจากพลังงานและการลงทุนข้ามพรมแดนในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งอาจถูกตีความทางการเมืองภายในประเทศ และถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีจากกระแสชาตินิยม หากรัฐบาลไม่สามารถสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส

    นอกจากนี้ การเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ OCA ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเชิงเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบอย่างมาก เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1574039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHg8LDnDpSzkHr3ItmUZ0

  • เศรษฐกิจของตุรกีกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจของตุรกีกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน

    สงครามในอิหร่านและสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกลางที่ยังคงยืดเยื้อกำลังสร้างความตึงเครียดระลอกใหม่ให้กับเศรษฐกิจของตุรกี โดยเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ พุ่งสูงขึ้น ความต้องการสินค้าส่งออกอ่อนตัวลง และสร้างแรงกดดันซ้ำเติมต่อค่าเงินลีราและทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

    ตัวเลขการค้าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบดังกล่าว โดยพบว่ามีการขาดดุลการค้าที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความต้องการสินค้าจากต่างประเทศที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามได้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของตุรกี ในขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูงตามไปด้วย ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ตุรกีระบุว่า การส่งออกของตุรกีในเดือนมีนาคมลดลงร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.4 เป็นประมาณ 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลรายเดือนสูงถึง 1.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    การลดลงของการส่งออกนั้นปรากฏชัดเจนที่สุดในการค้ากับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ โดยยอดการส่งออกสินค้าลดลงเกือบร้อยละ 37 เหลือเพียง 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าจากภูมิภาคอ่าวอาหรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เป็น 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรายงานตัวเลขในเดือนมีนาคมแสดงยอดขาดดุลการค้าสะสมในช่วง 3 เดือนแรกพุ่งสูงเกือบ 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ว่ายอดรวมในปี 2026 อาจแซงหน้ายอดขาดดุลของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสงครามยังคงดำเนินต่อไปและสร้างความเสียหายทางอ้อมให้กับตุรกีและคู่ค้าของตน

    ผลกระทบจากความขัดแย้งและการหดตัวของการส่งออกยังปรากฏให้เห็นในภาคการผลิตของตุรกี โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งเป็นช่วงสูงสุดของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (Turkstat) ระบุว่าโรงงานผลิตในประเทศมีการเดินเครื่องใช้งานเพียงประมาณ 3 ใน 4 ของกำลังการผลิตทั้งหมดในเดือนมีนาคม

    นาย Abdülkadir Çelenk หัวหน้าเขตอุตสาหกรรมในจังหวัดอดิยามานทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2023 กล่าวว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกเหตุการณ์ที่เข้ามาซ้ำเติมความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมตุรกี เขาให้สัมภาษณ์กับ AGBI ว่า สงครามนี้ได้เพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ด้วยราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะเข้ามากระทบเราและบีบคั้นกำไรจนหมดสิ้น” เขากล่าว “ภาคการผลิตตกอยู่ภายใต้ความกดดันอยู่แล้ว และตอนนี้ด้วยต้นทุนที่เกิดจากสงคราม ทุกภาคส่วนต่างสัมผัสได้ถึงผลกระทบของสงครามครั้งนี้” นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามในอ่าวอาหรับ ค่าเงินลีราของตุรกีประสบกับสภาวะการอ่อนค่าแบบมีการบริหารจัดการ (managed depreciation) โดยขยับลดลงเล็กน้อยจาก 43.9 เป็น 44.5 ต่อเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 6 เมษายน อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงมาก

    ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 เมษายน แสดงให้เห็นว่าทุนสำรองของธนาคารกลางลดลง 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เหลืออยู่ที่ 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ กลยุทธ์ดังกล่าวอาจได้ผลในระดับหนึ่ง โดยรายงานจาก Turkstat เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายเดือนในเดือนมีนาคมอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 1.94 เล็กน้อย ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 30.8 จากร้อยละ 31.5 ในเดือนกุมภาพันธ์

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    อย่างที่ทราบกันว่า ในช่วงสองปีมานี้ตุรกีเพิ่มความเข้มข้นในการจัดเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซของประชาชนทั่วไปก็ต่างได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยหวังให้ประชาชนเพิ่มการบริโภคสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออก โดยมีเป้าหมายให้ตัวเลขการขาดดุลการค้าลดลงมากที่สุด รวมไปถึงการออกมาตรการต่างๆ ด้านภาษีและอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากสะสมมายาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูจะเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่สงครามอิหร่านที่เกิดขึ้นและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้างผลกระทบที่คาดว่าจะร้ายแรงมากยิ่งขึ้นกับตุรกี และยิ่งหากสงครามดังกล่าวยืดเยื้อ และสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ย่อมมีผลกระทบต่อกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับที่ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของตุรกี ความต้องการของสินค้าที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น อาจจะกลายเป็นฝันร้ายให้แก่ภาคการผลิตและส่งออกของตุรกีอย่างน่ากังวล

    ที่มา: https://www.agbi.com/analysis/economy/2026/04/turkeys-economy-under-increasing-strain-from-iran-conflict/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vz9cn2no8zlzrx5nnjaswg7a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1La-mDh6MkUVGMFnCv5FqN

  • เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตแกว่งตัวท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตแกว่งตัวท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนทางการเมือง

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมื่อวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัว 0.6% ในไตรมาสแรกของปี 2568 เร่งขึ้นจากการเติบโต 0.2% ที่ปรับปรุงแล้วในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีก่อน การเติบโตนี้ให้กำลังใจแก่นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองภายในและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    เศรษฐกิจฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย

    ข้อมูล GDP เดือนมีนาคมแสดงการขยายตัว 0.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นของสงครามตะวันออกกลาง Rachel Reeves รัฐมนตรีการคลัง กล่าวว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีแผนเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และเศรษฐกิจอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นในขณะที่จัดการกับต้นทุนจากสงครามในอิหร่าน

    ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

    สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อใหม่และคุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจ Ruth Gregory นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics ระบุว่าเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพดีในช่วงแรกของแรงกระแทกราคาพลังงาน แต่เตือนว่าการเติบโตอาจอ่อนแอลงเมื่อผลบวกชั่วคราวจากการสะสมสินค้าคลี่คลายและการกดดันรายได้ครัวเรือนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทวีความรุนแรง

    Starmer เผชิญวิกฤตการเมือง

    นายกรัฐมนตรี Starmer กำลังต่อสู้กับการกบฏภายในพรรคเลเบอร์หลังจากพ่ายแพ้อย่างหนักต่อพรรค Reform UK แนวขวาจัดและพรรคกรีนแนวซ้ายในการเลือกตั้งท้องถิ่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งนี้เป็นจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพรรคที่ดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอังกฤษตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยเพิ่มภาษีในงบประมาณประจำปีสองครั้ง

    ธนาคารกลางเตรียมปรับนโยบายการเงิน

    ธนาคารแห่งอังกฤษส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากสงครามผลักดันเงินเฟ้อขึ้น แม้จะเสียสละการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากนักลงทุนขายออกด้วยความกังวลว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ

    ความท้าทายอนาคต

    Susannah Streeter นักยุทธศาสตร์การลงทุนหัวหน้าจาก Wealth Club แสดงความเห็นว่าผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของอังกฤษอาจมาสายเกินไปสำหรับ Starmer นักวิจารณ์ระบุว่านายกรัฐมนตรีหลงทางจากข้อผิดพลาดทางนโยบายหนึ่งไปยังอีกข้อผิดพลาดหนึ่งในระหว่าง 22 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง ขณะที่เขายังต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องจากในพรรคให้ลาออกจากตำแหน่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uk-economy-grows-amid-mideast-war-political-turmoil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Gqy8_xsmY4-IV0MLC1NY

  • “อนุทิน” เปิดทำเนียบรับฟัง10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบรับฟัง10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ เตรียมเปิดทำเนียบรับ 10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ จัดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พลิกฟื้นเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความพร้อมการจัดเวทีสำคัญ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ CEO และผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไทยเข้าร่วมหารือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ

    สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมนำโดยเจ้าสัวและนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย ประกอบด้วยเครือซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัท กัลฟ์ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี บริษัท สหพัฒน์ นายเวทิต โชควัฒนา กลุ่มค้าปลีก/ห้างสรรพสินค้า นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ (เซ็นทรัล) และ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช (เดอะมอลล์) กลุ่มพลังงาน/อสังหาฯ/ก่อสร้าง นายคงกระพัน อินทรแจ้ง (ปตท.), นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม (SCG), นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ (ช.การช่าง) และ นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (WHA)

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า นายกรัฐมนตรีต้องการสร้างรัฐบาลที่ “เข้าถึงง่าย” โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ทั้งภารกิจที่ต้องทำทันที ยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี รวมถึงการเสนอให้ยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อนำไปกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมประเมินดัชนีความเชื่อมั่นของ CEO ต่อรัฐบาลในรอบ 12 เดือนข้างหน้า

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี โดยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้ดำเนินการจัดเลี้ยง เพื่อแสดงศักยภาพทักษะวิชาชีพของนักศึกษาไทยในภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าหารือเจาะลึกรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eeHIQNaZ14MuflelGOF11

  • เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า

    เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า


    เอกนิติ ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าหรือเอื้อนายทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัวจากปัญหาพลังงาน

    นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตในหลายประเทศทั่วโลก โดยต้นตอมาจากวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามเข้าสู่ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดูแลประชาชนอย่างเร่งด่วน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    พร้อมกันนี้ นายเอกนิติยังชี้แจงถึงการนำสถานการณ์ครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีตว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากปัญหาค่าเงินสำรองระหว่างประเทศหมด จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาท และวิกฤตสถาบันการเงินล้มละลาย ซึ่งถือเป็นวิกฤตของภาคธุรกิจและคนมีฐานะ

    ส่วนวิกฤตปี 2552 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกของไทยติดลบ และฉุดเศรษฐกิจไทยตามไปด้วย แต่สำหรับวิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะเริ่มจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น และต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ

    นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากสงครามโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางช่วง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ก่อนลุกลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ โดยประเทศไทยเห็นอัตราเงินเฟ้อจากเดิมติดลบในไตรมาสแรก ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่เร่งแก้ไขจะกระทบประชาชนจำนวนมาก

    นายเอกนิติกล่าวว่า งบกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามว่าแบ่งเป็นเงินเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และงบเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาทนั้น ไม่ควรมองว่าเป็นคนละส่วน แต่ต้องมองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งหมด เพียงแต่ส่วนที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่กับการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น

    โดยเปรียบเทียบว่า เป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยประชาชนในวันนี้ และช่วยให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น การสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง หรือส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

    นายเอกนิติกล่าวว่า การออก พ.ร.ก.ในครั้งนี้เปรียบเหมือนการให้ยาแก่คนป่วย หากปล่อยให้รออีก 4-5 เดือน หรือรอถึงงบประมาณปี 2570 จึงเริ่มดำเนินการ ก็จะไม่ทันการณ์ เพราะแม้ให้ยาวันนี้ กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ดังนั้น หากประเทศกำลังเผชิญวิกฤต ก็ต้องเริ่มรักษาตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม

    พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องที่รอได้ และจริง ๆ ควรเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะหากความขัดแย้งระหว่างประเทศกลับมารุนแรงอีก ราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และรัฐก็ต้องกลับมาใช้งบเยียวยาประชาชนซ้ำอีก

    นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจึงต้องการใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการนำเข้าน้ำมัน ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

    เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่มองว่างบเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่มีรายละเอียดชัดเจน เสมือนเป็นการตีเช็กเปล่า และอาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน นายเอกนิติยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าอย่างแน่นอน

    โดยระบุว่า พ.ร.ก.ทุกฉบับมีกลไกกำกับดูแลชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และขณะนี้คณะกรรมการกำลังประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดได้รับอนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เสนอรายละเอียดเข้ามา

    สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาโครงการ มี 5 ข้อสำคัญ ได้แก่

    1. โครงการต้องช่วยเหลือประชาชน เยียวยาความเดือดร้อนให้ตรงจุดตรงเป้า
    2. ต้องไม่ใช่เพียงการแจกเงินระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านและลดต้นทุนในอนาคต
    3. ต้องช่วยปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยในตลาดให้เข้าถึงธนาคารออมสินและธนาคารรัฐ ลดการกู้นอกระบบ
    4. ทุกโครงการต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลได้ ตรวจสอบได้
    5. เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามานำเสนอแนวทางและร่วมดำเนินการภายใต้ระบบที่โปร่งใส

    นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เป็นแนวคิดที่จะไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่จะเพิ่มทักษะอาชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะยาว

    เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะกระทบต่อการเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่ในทางกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

    ดังนั้น รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามขั้นตอนปกติ พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อทุกฝ่าย โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่เพียงบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องการช่วยให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    “การเยียวยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่เราต้องทำวันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3noyONHhYZ1CdMaHVzsHL3

  • เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

    เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

    เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

    วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

    เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนั้ “ศุภชัย-สารัชถ์” มาด้วย  เดินหน้าผนึกกำลังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พลิกฟื้น เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ 

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจัดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. 2569  ซึ่งรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม 

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่รับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจสะท้อนปัญหา ข้อเสนอ และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง

    การหารือครั้งนี้เป็นพัฒนาการสำคัญต่อเนื่องจากแนวทางที่รัฐบาลประกาศไว้ในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการ โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจ ทั้งภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที รากฐานยุทธศาสตร์ในระยะ 4 ปี นโยบายหรือกฎระเบียบที่ควรยกเลิก ข้อความตรงถึงนายกรัฐมนตรี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนขีดความสามารถของประเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

    สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)  นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    โฆษกฯกล่าวว่า หลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เวลา 19.00 น.  ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งนอกจากเป็นการรับรองภาคเอกชนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ทักษะวิชาชีพ และความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    น.ส.รัชดากล่าวว่า หลังเวทีครั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหา ผลักดันมาตรการให้เกิดผลจริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแนวทางการทำงานแบบเปิดกว้าง รับฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าถึงได้ และพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iSlJjID13Q-BUFX_l_wtH

  • “นิกร” รมว.พม. นำคณะผู้แทนไทย เตรียมร่วมเวทีเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ 2569 ชูบทบาทไทย หนุนพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก

    “นิกร” รมว.พม. นำคณะผู้แทนไทย เตรียมร่วมเวทีเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ 2569 ชูบทบาทไทย หนุนพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก

    “นิกร” รมว.พม. นำคณะผู้แทนไทย เตรียมร่วมเวทีเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ 2569 ชูบทบาทไทย หนุนพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก


    14/05/2569 | 72 |

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเข้าร่วมประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum : WEF) ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Promoting Women’s Economic Empowerment to Prosper Together in the Asia-Pacific)” ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุม Shanghai Expo Center นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค. 69) ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมในการส่งเสริมบทบาทของสตรีในฐานะกลไกสำคัญและผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอย่างยั่งยืน

    นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum : WEF) เป็นกลไกการทำงานสำคัญของเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีการประชุมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) การประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Policy Partnership on Women and the Economy : PPWE) เป็นการประชุมระดับคณะทำงานที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางเพื่อบูรณาการมิติเพศภาวะ (Gender Mainstreaming) และกำหนดการประชุมระดับสูง 2) การประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนด้านสตรีและเศรษฐกิจ (Public Private Dialogue on Women and the Economy : PPDWE) เป็นการประชุมเพื่อมาหารือและวางนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี และ 3) การประชุมระดับสูงสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านสตรีและเศรษฐกิจ (High level Policy Dialogue on Women and the Economy: HLPDWE) เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือและกล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี ทั้งนี้ การประชุมทั้งหมด จัดโดยหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Policy Partnership on Women and the Economy : PPWE)

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164054


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/503111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wakPD8Sp9WrBmy6nsGgVy

  • 15พ.ค.นายกฯ เปิดทำเนียบรับผู้บริหารระดับสูงเอกชน  แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน

    15พ.ค.นายกฯ เปิดทำเนียบรับผู้บริหารระดับสูงเอกชน แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน

    วันนี้, 14:31น.

              วันศุกร์ที่ 15  พ.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เชิญตัวแทนภาคเอกชน ผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ มาร่วมหารือที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ เพื่อแลกเปลี่ยนและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ ว่าอยากให้คำแนะนำอะไรรัฐบาล หรือให้รัฐบาลช่วยคลี่คลายปัญหาด้านการลงทุนอย่างไร

              วัตถุประสงค์การหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการอยากทำงานใกล้ชิดภาคเอกชนให้มากขึ้น เห็นได้จากเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชิญคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาพูดคุยเพื่อรับทราบความต้องการในการร่วมพัฒนาภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย  โดยมีผู้บริการระดับสูง10 กลุ่มธุรกิจ ที่ได้รับเชิญครั้งนี้เช่น  กลุ่มคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ,กลุ่มการเงิน-การธนาคาร,กลุ่มบริษัทการเกษตร , กลุ่มยานยนต์ , กลุ่มพลังงาน , กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง ,กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ,  กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว , กลุ่มธุรกิจค้าปลีก , กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ  โดยกำหนดการจะเริ่มในเวลา  17.00 -19.00 น. จากนั้นจะเป็นการรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน

               มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี มีความต้องการให้รัฐบาลและภาคเอกชนทำงานร่วมกันให้ใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า เหมือนสมัยที่ประเทศไทยทำโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (ESB)  ที่ต้องอาศัยเอกชนคอยให้คำแนะนำรัฐบาล ว่าสมควรต้องปรับปรุงหรือแก้ไขตรงไหน เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจ

              ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าช่วงเย็นวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.) รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพ เชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นงานสำคัญ ครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้ เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้ จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟัง ซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐ จะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ

              เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆ จะมีเวที รับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน

              ส่วนจะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหนนั้น นางสาวรัชดากล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ

    #นายกนัดหาหรือเอกชน 

    #ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WgLAy79zO4DPTUC5wba4z

  • ธปท. ยันเศรษฐกิจไม่โตเพราะสงคราม เงินเฟ้อไทยเกือบทะลุ 3% | TOPNEWS

    ธปท. ยันเศรษฐกิจไม่โตเพราะสงคราม เงินเฟ้อไทยเกือบทะลุ 3% | TOPNEWS

    ธปท. ยันเศรษฐกิจไม่โตเพราะสงคราม เงินเฟ้อไทยเกือบทะลุ 3% “ณรงค” เทียบให้เห็นกำเงิน 100บ. กินข้าวไม่อิ่มแล้ว – “เอกนิติ” กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นความมั่นคงที่ชัดเจนที่ต้องทำ

    #topnewstv #รัฐบาล #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1574124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08OChYlDyhC_0eoBi6VvG6