Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คณะอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นำโดย นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ จันทรสุรินทร์ กรรมการ ธ.ก.ส. นางสาวลดาวัลย์ คำภา ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. และนายเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้าร่วมการประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Synergy for Sustainability: Empowering the Local Economy) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน

    โดยเริ่มจากการ บูรณาการองค์ความรู้ สร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนโมเดลความสำเร็จจากภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปปรับใช้กับ การพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ การยกระดับขีดความสามารถเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การพัฒนาชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. เข้าร่วม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวยเพชร โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/11/624571/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nPs5B9WFe0SjQztacLHRt

  • อาฟเตอร์ช็อคจากสงครามตะวันออกกลาง สรุปผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือ 

    อาฟเตอร์ช็อคจากสงครามตะวันออกกลาง สรุปผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกและมาตรการรับมือ 

    ข้อเสนอการสำรองน้ำมันของ IEA ช่วยพยุงราคาน้ำมัน
    สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้เสนอให้ปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล

    ราคาน้ำมันซึ่งเพิ่มขึ้นเนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทาน ได้ทรงตัวหลังจากข่าวข้อเสนอดังกล่าว

    การปล่อยน้ำมันครั้งนี้จะเกิน 182 ล้านบาร์เรลที่ประเทศสมาชิก IEA นำออกสู่ตลาดในปี 2022 หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลเมื่อวันอังคาร

    คาดว่าจะมีการตัดสินใจในวันพุธ

    ซาอุดีอาระเบียสกัดกั้นโดรนมุ่งหน้าสู่แหล่งน้ำมัน
    กระทรวงกลาโหมของซาอุดีอาระเบียแถลงเมื่อวันพุธว่า ได้สกัดกั้นโดรนสองลำที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำมันทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

    “โดรนสองลำที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำมันชะย์บาห์ถูกสกัดกั้นและทำลาย” กระทรวงฯ กล่าวในโพสต์บน X

    ในโพสต์ต่อมา กระทรวงฯ รายงานว่าได้สกัดกั้นโดรนที่มุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำมันดังกล่าวเพิ่มอีกห้าลำ

    กลุ่ม G7 หารือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม
    ผู้นำกลุ่ม G7 จะประชุมทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวันพุธนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สถานการณ์ด้านพลังงาน” สำนักประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าว

    “นี่จะเป็นการหารือครั้งแรกในประเด็นเหล่านี้ระหว่างสมาชิก G7 การประสานงานทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์” สำนักประธานาธิบดีเอลิเซ่กล่าว การประชุมจะเริ่มเวลา 14:00 GMT

    หัวหน้าธนาคารกลางยุโรปให้คำมั่นว่าจะควบคุมเงินเฟ้อ
    คริสติน ลาการ์ด หัวหน้าธนาคารกลางยุโรป กล่าวว่า “ทุกวิถีทางที่จำเป็น” จะถูกดำเนินการเพื่อควบคุมเงินเฟ้อในช่วงสงคราม

    “เราจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและรับรองว่าชาวฝรั่งเศสและชาวยุโรปจะไม่ประสบกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับที่เราเห็นในปี 2022 และ 2023” ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ลาการ์ดกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ของฝรั่งเศส

    ความสับสนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ กล่าวในวิดีโอทาง X ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ — แต่โพสต์ดังกล่าวถูกลบภายในไม่กี่นาที

    ต่อมาทำเนียบขาวแถลงว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำใดผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซีย

    กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านกล่าวว่าไม่มีเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ลำใด “กล้า” เข้าใกล้ช่องแคบ ซึ่งพวกเขาได้ปิดกั้นเกือบทั้งหมดเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่สังหารผู้นำสูงสุดของพวกเขา

    ทรัมป์เตือนอิหร่านไม่ให้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบ

    ตลาดหุ้นฟื้นตัว
    ตลาดหุ้นปารีสและลอนดอนปรับตัวขึ้นกว่า 1.5% หลังจากราคาก๊าซในยุโรปลดลง 15% ช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง ตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ตปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.4%

    ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้น โดยโซลเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% และโตเกียวปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.9% แต่หุ้นสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในแดนบวกตลอดวันอังคาร กลับปิดตลาดลดลงเป็นส่วนใหญ่

    โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
    โรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ณ เมืองรูไวส์ ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกปิดเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย หลังจากโดรนโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งโรงกลั่น ทำให้เกิดไฟไหม้ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์กล่าวกับเอเอฟพี

    คนขับรถที่ทำงานในโรงงานดังกล่าว ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ กล่าวกับ AFP ว่า พวกเขาเห็น “เปลวไฟพุ่งขึ้นจากโรงงาน พร้อมเสียงดังเหมือนระเบิด”

    อียิปต์ขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
    อียิปต์ขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศสูงสุดถึง 30% โดยอ้างถึงแรงกดดันด้านพลังงานทั่วโลกที่ “ผิดปกติ” ซึ่งเกิดจากสงครามที่ส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและเส้นทางการขนส่ง

    การขึ้นราคาดังกล่าว ซึ่งประกาศโดยกระทรวงปิโตรเลียม มีผลบังคับใช้กับน้ำมันเบนซิน ดีเซล และก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในยานพาหนะ

    อินเดียควบคุมก๊าซเข้มงวดขึ้น
    อินเดียสั่งควบคุมก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้มอย่างเข้มงวดขึ้น หลังจากการนำเข้าหยุดชะงัก โดยร้านอาหารต่าง ๆ เตือนว่าสงครามอาจทำให้ต้องปิดกิจการเป็นวงกว้าง

    ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ เป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่เป็นอันดับสี่ และผู้ซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่ใช้ในการปรุงอาหารรายใหญ่เป็นอันดับสอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง

    Agence France-Presse

    Photo – ประชาชนเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์ที่ปั๊มน้ำมันในกรุงธากา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 (Photo by MUNIR UZ ZAMAN / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kMhgcZIvfqCu44OVIaM2O

  • สงครามอิหร่าน กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’

    สงครามอิหร่าน กำลังลาก’ศก.พังทั้งโลก’

    สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเข้าสู่จุดที่ “ตึงเครียดสุด” เมื่อยุทธวิธีของสหรัฐมุ่งเป้าไปที่การทำลายล้างศักยภาพทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อลดขีดความสามารถในการสู้รบของอิหร่าน

    โดยการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่านไม่เพียงตัดกำลังทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเตหะราน  แต่ยังหวังผลเชิงข่มขวัญ ลดทอนการตอบโต้ในระยะยาว แต่ปฏิบัติการดังกล่าวกลับเป็นชนวนเหตุที่ลาก “เศรษฐกิจโลก” เข้าสู่ภาวะเสี่ยงภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ในขณะที่สหรัฐ เน้นการทำลายเป้าหมายทางทหาร แต่อิหร่านกลับเลือกใช้ “อาวุธทางเศรษฐกิจ” เป็นเครื่องมือตอบโต้ที่ทรงพลังที่สุด โดยมีช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกันสำคัญ อิหร่านอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และคลังขีปนาวุธพิสัยใกล้ในการข่มขู่ว่าจะทำให้เส้นทางเดินเรือนี้ไม่ปลอดภัยต่อการเดินเรือพาณิชย์ ซึ่งเมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลง อุปทานน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกทางทะเลทั่วโลก และก๊าซ LNG อีก 20% จะถูกตัดขาดทันที ส่งผลให้เกิดการกักตุนและความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในตลาดน้ำมันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    แรงสั่นสะเทือนนี้ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เข้าสู่ระดับ “Code RED” หรือระดับอันตรายที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงเกิน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซ้ำรอยวิกฤติในช่วงต้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความผันผวนนี้ไม่ได้ส่งผลแค่ราคาหน้าปั๊ม แต่ยังทำให้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก จนบริษัทประกันอาจปฏิเสธการรับประกันภัยสำหรับการเดินเรือในเส้นทางนี้ ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวอย่างยิ่ง

    เศรษฐกิจสหรัฐ เองก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเสียหายนี้ได้ แม้รัฐบาลทรัมป์จะพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ที่มีอยู่กว่า 415 ล้านบาร์เรล แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ปริมาณน้ำมันสำรองเหล่านี้ก็อาจไม่เพียงพอที่จะบรรเทาผลกระทบได้ทั้งหมด ผลที่ตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว และแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยหรืออาจต้องปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และลุกลามไปยังตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ไทยเราเองที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนนำเข้ามหาศาล

    บทสรุปของความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการวัดกำลังทางทหาร แต่เป็นสงครามที่อิหร่านใช้เป้าหมายทางเศรษฐกิจโลกเป็นเครื่องต่อรอง ในขณะที่สหรัฐ พยายามทำลายคลังแสงของอิหร่าน และอิหร่านก็กำลังทำให้เสถียรภาพทางการเงินของโลกสั่นคลอน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลก กลายเป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะเป็นความพินาศร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเชิงการทหารก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ao6ZajcgExagOw5BK6qo_

  • เกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทุกช่องทาง รับมือผลกระทบวิกฤตตอ.กลาง หวั่นกระทบศก.-น้ำมันพุ่ง

    เกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทุกช่องทาง รับมือผลกระทบวิกฤตตอ.กลาง หวั่นกระทบศก.-น้ำมันพุ่ง

    รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทุกช่องทาง รับมือผลกระทบวิกฤตการสู้รบในตะวันออกกลาง หวั่นกระทบเศรษฐกิจ-ราคาน้ำมันพุ่ง

    วันที่ 11 มีนาคม 2569  นายกู ยุน ชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยระหว่างการประชุมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลจะระดมเครื่องมือทางนโยบายทั้งหมด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน หลังการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างหนัก 

    โดยรัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุด เงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งสูงขึ้น โดยรัฐบาลอาจเสนอใช้งบประมาณเพิ่มเติม หากจำเป็น พร้อมเปิดใช้ระบบตอบสนองเศรษฐกิจฉุกเฉิน เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจทวีความรุนแรง และเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลเตรียมกำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว ภายในสัปดาห์นี้

    นอกจากนี้ ทางการยังเตรียมมาตรการเพิ่มเติม อาทิ ห้ามกักตุนสินค้า ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน อุดหนุนค่าน้ำมันดีเซล สำหรับรถบรรทุก รถโดยสาร และแท็กซี่ นอกจากนี้รัฐบาลยังจับตาความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยเฉพาะหากเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก

    ที่มา Yonhap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2919241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2exxtrEjKqMFptAUHOffSI

  • หวั่น ‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’ เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.

    หวั่น ‘บาทอ่อน-ราคาน้ำมันแพง’ เสี่ยงฉุดไทยขาดดุล-ซ้ำเติมศก.

    สถานการณ์ “สงครามอิหร่าน” กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก และอาจส่งผลกระทบต่อ “เศรษฐกิจไทย” ในหลายมิติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

    โดยเฉพาะผ่าน “ช่องทางพลังงาน” ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนไหวของไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง 

    สำหรับ ประเทศไทย การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันถือเป็น “ความเสี่ยงสำคัญ” เพราะเศรษฐกิจไทยต้องนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนพลังงานภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้รัฐบาลจะพยายามใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาพยุงราคา แต่ขีดความสามารถมาตรการดังกล่าวก็มีข้อจำกัด

    ดังนั้น เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ผลกระทบจะส่งต่อไปยังต้นทุนเศรษฐกิจทั้งระบบ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การผลิตสินค้า หรือภาคบริการ เมื่อค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น

    ธุรกิจจำนวนมากจึงมีแนวโน้มต้องปรับราคาสินค้าและบริการเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาในรูปของเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    ขณะเดียวกัน การที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ หมายความว่าประเทศต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นในการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

    หากมูลค่านำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้จากการส่งออกหรือการท่องเที่ยว ก็อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเปลี่ยนจากเกินดุลไปสู่การขาดดุลได้

    การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เพราะประเทศต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากกว่าที่ได้รับเข้ามา ส่งผลให้ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

    หากเงินบาทอ่อนค่ามากเกินไป อาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินและตลาดทุนของไทย

    นอกจากนี้ ความผันผวนราคาพลังงานอาจสร้างความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางอาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากระหว่างควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจ

    หากย้อนดูเศรษฐกิจไทย อยู่ในช่วงฟื้นตัว มีความเปราะบางหลายด้านทำให้แรงกระแทกจากภายนอกอย่างราคาพลังงานที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทที่อ่อนค่า อาจทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยชะลอลงได้

    • บาทอ่อน” ปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงรุนแรงกว่าประเทศในภูมิภาค การอ่อนค่ารอบนี้แตกต่างจากในอดีต ที่เมื่อบาทอ่อนมักมีผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย

    โดยเฉพาะการส่งออกที่ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขัน แต่ปัจจุบันภาวะเงินบาทอ่อนค่า อาจกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจให้แย่กว่าเดิม

    โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันโลกกลับทิศทางเป็นขาขึ้น ผลกระทบจึงเกิดขึ้นในทางตรงข้ามทันที เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ยิ่งกลายเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจ ประชาชน และเพิ่มต้นทุนนำเข้ายิ่งสูงขึ้น

    ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตามมาได้ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันที่มีมูลค่าสูงขึ้นมา

    ซึ่งหากดูผลกระทบจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จะยิ่งเป็นปัจจัยหลักซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก

    ช่องทางแรกคือ ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักประเทศ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้แรงจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาประเทศไทยลดน้อยลง

    ช่องทางที่สอง คือ ภาคการส่งออก แม้บาทอ่อนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกเมื่อแปลงเป็นเงินบาท แต่ในความเป็นจริงต้นทุนการค้าที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และค่าขนส่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนกำไรและความสามารถการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ช่องทางที่สาม คือ การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อให้หายไปได้ ยิ่งทำให้การบริโภคโดยรวมซบเซาลง และยังมีภาระที่ภาครัฐต้องแบกรับในการจ่ายเงินอุดหนุนราคาพลังงานบางประเภท ซึ่งเป็นภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น

    ปัญหาของไทยในวิกฤติครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องของราคาเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องปริมาณ นอกจากความกังวลเรื่องน้ำมันแพงแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนสินค้า หรือ Supply Disruption หากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป ตัวอย่างที่เริ่มเห็นได้ชัด คือ โรงงานปิโตรเคมีบางแห่งต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย เพราะไม่มีวัตถุดิบในการผลิต และยังมีความกังวลลามไปถึงสินค้าสำคัญอื่นๆ เช่น ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งอาจขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมวงกว้าง”

    ทั้งนี้ หากดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันสูงเป็นอันดับต้นของโลก เพราะไทยนำเข้าน้ำมันสูงถึง 6.5% ของจีดีพี ทำให้เศรษฐกิจไทยกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ และแรงกว่าวิกฤติรัสเซียยูเครนในอดีต

    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด”

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในบริบทปัจจุบันที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิหร่านมองว่า

    เงินบาทที่อ่อนค่า” ลง อาจกลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้แย่กว่าเดิมเนื่องจากการอ่อนค่าครั้งนี้ มาพร้อมภาวะเงินทุนไหลออก และต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นรวดเร็ว
    “เงินบาทอ่อนค่าลง”

    ในขณะที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานทุกอย่างสูงขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้ไม่ได้เป็นผลดีเหมือนที่เคยเข้าใจกันมา เพราะจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเป็นวงกว้าง ดังนั้น มองว่าบาทอ่อนค่ารอบนี้เป็นปัจจัยลบกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าบวก

    ทั้งนี้ จากความกังวลทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากภาวะสงคราม อาจทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรัดเข็มขัด และลดบริโภคลง ส่งผลให้การส่งออกระยะต่อไปอาจดูไม่ดีนักหากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป

    ส่วนภาคอุตสาหกรรม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศสูงมาก เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ต้นทุนวัตถุดิบจึงขยับขึ้นตาม

    หากบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือการป้องกันความเสี่ยงที่ดีพอ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจะเข้าไปกัดกินกำไรภาคธุรกิจได้ และอาจเสี่ยงมีต้นทุนนำเข้าที่แพงขึ้น

    แต่ที่น่ากังวล คือ มีความเป็นไปได้สูงที่ในปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แม้การส่งออกจะยังประคองตัวได้ดี

    แต่ดุลการค้าหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มมีสัญญาณติดลบจากนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยชดเชยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    แต่สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติมีการส่งเงินปันผลกลับออกนอกประเทศ หากสงครามลากยาวไปถึงเม.ย.การขาดดุลบริการและรายได้ในไตรมาส 2 จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    “หากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะยิ่งรุนแรงขึ้น และปัจจัยนี้จะเป็นตัว กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงไปอีกช่วงไตรมาสที่ 2 มากกว่าสถานการณ์ปกติ มีการประเมินว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปทดสอบระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ และความเสี่ยงนี้จะสูงมากหากราคาน้ำมันดิบยืนระยะแถว 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

    • ไทยจ่อเผชิญภาวะถดถอยทางเทคนิค

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกปีนี้คาดการณ์ว่าขยายตัวต่ำมากหากเทียบไตรมาสก่อนหน้าเพียง 0.1% เท่านั้น และหากสถานการณ์สงครามลากยาว มีความเสี่ยงที่จีดีพีไตรมาส 2 อาจติดลบได้

    ดังนั้นหาก GDP ติดลบติดต่อกันสองไตรมาสจะทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ Technical Recession เชิงเทคนิคทันที

    • ห่วงสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง-เงินไหลออก

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลเนื่องจากไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสงครามการค้าเหมือนปีที่ผ่านมา แต่ผสมโรงระหว่างสงครามที่เกิดขึ้นจริงและวิกฤตการณ์น้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมัน

    ในด้านตลาดเงินในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความผันผวนค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ต่างๆ หุ้นและทองคำ เพื่อเปลี่ยนมาถือเงินดอลลาร์ในฐานะ Safe Asset ที่มั่นคงที่สุดในเวลานี้ส่งผลให้ความต้องการดอลลาร์ที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความกังวลใจคนทั่วโลก

    เมื่อดอลลาร์แข็งค่ามาก เงินบาทซึ่งเปรียบเสมือนส่วนกลับของดอลลาร์จึงอ่อนค่าลงโดยปริยาย แม้จะมีการพยายามดูแลให้อยู่ในระดับประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้า แต่ความแรงของการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตามกลไกตลาดที่แท้จริง

    ดังนั้น แม้เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยในแง่การส่งออกได้บ้างในระยะยาว แต่ระยะสั้นและภายใต้เงื่อนไขราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ การอ่อนค่าเงินบาทจึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้วให้เผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1224611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JZihwj7NqnFncyqckrY_p

  • GPI ประกาศความพร้อมงาน ‘บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47’ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดหนุนรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GPI ประกาศความพร้อมงาน ‘บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47’ ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คาดหนุนรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 10% – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – “บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” หรือ GPI พร้อมเปิดฉากงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ภายใต้ธีม  “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” ในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สู่ Digital Economy และ Green Economy โชว์ผลตอบรับจากผู้ประกอบการยานยนต์เข้าร่วม 45 ราย โดยมี 5 รายที่เข้าร่วมงานฯ เป็นครั้งแรก คาดดันรายได้จากการจัดงานในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 10%

                    นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายกิจกรรมพิเศษ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมเปิดฉากการจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” หรือ THE 47th BANGKOK INTERNATIONAL MOTOR SHOW ในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างมั่นคง และเศรษฐกิจประเทศไทยสู่ Digital Economy (เศรษฐกิจดิจิทัล) และ Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ซึ่งการจัดงานในปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการยานยนต์นำรถรุ่นใหม่มาจัดแสดงอย่างคึกคัก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อการเข้าร่วมงานและแบรนด์มอเตอร์โชว์  ซึ่งเป็นงานจัดแสดงยานยนต์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยบริษัทฯ ได้จัดสรรพื้นที่ภายในอาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เพื่อรองรับความต้องการเช่าพื้นที่อย่างคึกคัก นอกจากนี้ ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพื่อร่วมมือกับภาครัฐวางมาตรฐานด้านความปลอดภัย

    การจัดงานปีนี้มีผู้ประกอบการยานยนต์ตอบรับเข้าร่วมทั้งหมด 45 บริษัท แบ่งเป็น รถยนต์ 37 บริษัท และรถจักรยานยนต์ 8 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการกลุ่มแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดตลาดในประเทศไทยและเข้าร่วมงานฯ เป็นครั้งแรก 5 ราย ได้แก่ CHERY, LEPAS, FIREFLY, FORTHING และ TESLA

    จากผลตอบรับดังกล่าว คาดว่าจะทำให้บริษัทฯ มีรายได้จากการจัดงานฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 10% และมีผู้เข้าชมงานตลอด 12 วัน กว่า 1.6 ล้านคน ไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา โดยไฮไลต์ของการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จะมีความคึกคักไม่แพ้การจัดงานฯ ทุกปี เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ภายในงาน 2-3 รุ่น การจัดแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษแก่ผู้ที่จองซื้อรถภายในงานฯ รวมถึงการจัดกิจกรรมทดสอบการขับขี่รถเพื่อสัมผัสประสบการณ์ก่อนตัดสินใจจองรถ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษหลากหลายเพื่อยกระดับประสบการณ์แก่ผู้ชมงาน อาทิ การแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการ Grand prix Runbike Championship Partnership with R.C.S

    “มีความมั่นใจงาน BANGKOK INTERNATIONAL MOTOR SHOW ปีนี้จะมีสีสันและคึกคักไม่แพ้ทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นงานที่ค่ายรถนำรถและเทคโนโลยีรุ่นใหม่มาเปิดตัวพร้อมจัดเต็มแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษ โดยบริษัทฯ มองถึงการจัดงานในปีถัดไปที่คาดว่าจะต้องขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น” นายจาตุรนต์ กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/11/624465/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2thdk-GTvf1oRhcVip28ev

  • “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    การแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารปัจจุบัน เรียกว่าเข้มข้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ซ้ำร้ายยังมีสงครามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในตะวันออกกลาง เป็นผลให้ภาคธุรกิจต้องรัดเข็มขัด เดินหน้าอย่างระมัดระวัง 

    เช่นเดียวกับ เกศ–ชุติมา เปรื่องเมธางกูร ผู้บริหารเครือรวยไม่หยุด เจ้าของร้านอาหารดังที่ถูกเรียกว่าเป็น “เจ้าแม่สยามสแควร์” มองว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ร้านอาหารในเครือรวยไม่หยุดกรุ๊ป จะเดินหน้าอย่างระมัดระวัง จากที่เคยเปิดแบรนด์ไม่หยุด วันนี้ต้องเปิดแบรนด์ให้น้อยลง และเลือกโฟกัสกับแบรนด์ที่ใช่มากขึ้น 

    ปี’ 69 เน้นความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงง่าย

    ชุติมา เปิดเผยว่า ทิศทางของแบรนด์ใหม่ในเครือ จะเน้น “ความคุ้มค่า” และ “ราคาเข้าถึงได้” มากขึ้น โดยเหตุผลหลักก็มาจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยน ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไม่ดีซะทีเดียว 

    “ทุกคนบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เราได้ยินคำนี้ทุกปี ตั้งแต่ที่ทำธุรกิจมา 9 ปี ทุกคนพูดเหมือนเดิม แม้แต่คุณแม่ยังบอกให้หยุดเปิดแบรนด์ใหม่ เพราะคนไม่มีเงินจะกินแล้ว แต่เรามองว่าทุกวิกฤตยังมีโอกาส คนยังต้องกิน และยังอยากลองร้านใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพียงแต่พฤติกรรมไม่เหมือนเดิม” 

    ชุติมา กล่าวต่อว่า สังเกตุเห็นว่าเดี๋ยวนี้ คนไม่ค่อยออกมาทานอาหารนอกบ้านวันจันทร์-ศุกร์ แต่ใช้เดลิเวอรี่มากขึ้น ซึ่งจะออกไปทานนอกบ้าน ก็ต่อเมื่อเป็นวันหยุด ขณะเดียวกันยังมีตัวเลือกในการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวหรือไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ทำให้หลายคนเริ่ม “เซฟงบค่าอาหาร” มากขึ้น

    มาถึงฝั่งธุรกิจอาหาร จากเดิมที่การแข่งขันรุนแรง พอคนมีตัวเลือกเยอะ บางร้านก็แข่งขันกันที่ราคา โปรโมชั่น ซึ่งถ้าร้านที่ตั้งราคาสูงเกินไป โดยเฉพาะในหมวดอาหารที่สามารถหาทานได้ทั่วไป โอกาสที่จะสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดก็มีสูง นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญในการเปิดแบรนด์ใหม่ ที่ต้องตั้งราคาให้เข้าถึงง่ายมากขึ้น 

    แนวคิดนี้เองนำไปสู่การเกิดแบรนด์ “เกศเตี๋ยว” เมื่อช่วงปลายปี 2567 รวมถึงโปรเจกต์ “ข้าวมันไก่หนีห่าว” ล่าสุดที่ทำกับ ป้าตือ–สมบัษร ถิระสาโรช และ มิกซ์ เฉลิมศรี พร้อมกับน้องชาย เพื่อเจาะตลาดอาหารที่กินง่าย ราคาไม่สูง และเข้าถึงผู้บริโภคได้ในวงกว้าง

    ปีแห่งการ “ปรับพอร์ต” ครั้งใหญ่

    ชุติมา เปิดเผยอีกว่า ปี 2569 เครือรวยไม่หยุดต้อง ปรับพอร์ตธุรกิจครั้งใหญ่ ที่ผ่านมาแบรนด์ส่วนใหญ่ของบริษัทอยู่ในตลาดระดับ Medium to High แต่เมื่อทดลองทำแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายอย่าง “เกศเตี๋ยว” กลับพบว่าตลาดตอบรับอย่างดี

    ร้านแทบไม่ต้องใช้งบการตลาด แต่เติบโตจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก เพราะลูกค้ามองว่าเป็นร้านที่ กินง่าย ราคาไม่แรง คุ้มค่า และมีเอกลักษณ์ชัดเจน ภายในเวลาเพียงประมาณหนึ่งปี แบรนด์นี้เติบโตถึง 300% จากเพียง 3–4 สาขา

    บทเรียนนี้ทำให้เห็นว่า ในยุคที่ผู้บริโภครัดเข็มขัด อาหารง่าย ๆ อย่างก๋วยเตี๋ยว กินได้บ่อย กลับมีโอกาสเติบโตมากกว่าอาหารประเภทที่กินเป็นโอกาสพิเศษ

    “ปิ้งย่างเราอาจไม่ได้กินทุกวัน แต่ก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารง่าย ๆ คนกินได้ตลอด”

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    เปิดหลายแบรนด์ ขาดโฟกัส

    ชุติมา ยอมรับว่า ปีนี้ตั้งใจจะเปิดแบรนด์ใหม่น้อยลง และเลือกทำเฉพาะแบรนด์ที่จำเป็นจริง ๆ ในอดีตเคยเชื่อเหมือนผู้ประกอบการหลายคนว่า การมีหลายแบรนด์คือการกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อทำจริงกลับพบว่าการมีแบรนด์จำนวนมากทำให้ขาดโฟกัส

    “ถ้าเปิด 10–15 แบรนด์ โอกาสที่จะสำเร็จทั้งหมดแทบเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ทำธุรกิจมานานแค่ไหนก็การันตีไม่ได้”

    เธอเปรียบการทำธุรกิจเหมือนการเล่นพนัน เพราะมีปัจจัยจำนวนมากที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งเศรษฐกิจ เทรนด์ผู้บริโภค และจังหวะของตลาด

    เมื่อปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์ในพอร์ตกว่า 10 แบรนด์ จึงต้องกลับมาทบทวนใหม่ว่าแบรนด์ใดควรเดินหน้าต่อ และแบรนด์ใดควรปรับหรือหยุด บางแบรนด์อาจถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดมากกว่า 

    ขณะเดียวกันการมีสาขามากเกินไปก็อาจทำให้ความรู้สึกตื่นเต้นของลูกค้าลดลง เพราะผู้บริโภคยุคนี้ต้องการลองประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    ปรับครั้งใหญ่ Nice Two Meat U เมนู-และราคาลง

    เมื่อถามถึงแบรนด์ที่จะมีการปรับ และแบรนด์ที่ได้ไปต่อ ไม่ได้ไปต่อ ชุติมา บอกว่า แบรนด์แรก Nice Two Meat U หลังอยู่ด้วยกันมา 9 ปี ท่ามกลางตลาดที่มีผู้เล่นมากหน้าหลายตา จากที่เป็น Medium to High บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างสาขา โดยบางสาขาจะถูกรีเพลส (Replace) ด้วยแบรนด์ใหม่จากเกาหลีใต้ ที่เพิ่งซื้อลิขสิทธิ์มา ขณะที่บางสาขายังคงเปิดให้บริการต่อไป

    ปัจจุบัน Nice Two Meat U มี 13 สาขา และคาดว่าจะรีเพลส (Replace) มีการปรับเปลี่ยนราว 4–5 สาขา

    นอกจากนี้แบรนด์ยังเตรียม รีเฟรชเมนูและราคาใหม่ เพิ่มเมนูแบบเซตและเมนูสไตล์ Express ที่กินง่ายและรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อของลูกค้าในยุคปัจจุบัน 

    รีเฟรชแบรนด์ที่มี เสริมทัพแบรนด์ใหม่ 

    รวมถึง Fire Tiger (เสือพ่นไฟ) ชุติมามองว่า แบรนด์นี้ยังขายได้ เตรียมปรับภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน โดยจะมีการ รีเฟรชโปรดักต์ครั้งใหญ่ แต่ก็มีการคิดถึงการปรับโครงสร้างราคาควบคู่กับโปรดักต์ใหม่ พูดง่ายๆ คือ เน้นให้เกิด “คุ้มค่า” และ “ไม่เสียดายเงิน” ที่เดินเข้ามาซื้อ

    ส่วนแบรนด์ที่ตัดออก คือ Sun Dubu Bu , Mil toast  Express เพื่อนำแบรนด์อื่นที่ทำกำไรได้ดีกว่ามาแทน

    ส่วนแบรนด์ใหม่ ๆ พึ่งเปิด ชองดัมดง (Cheongdamdong) เน้นแนว Authentic Korean และอาหารชุดสำหรับกลุ่มออฟฟิศ เปิดสาขาเดียวแบบ Exclusive ที่เซ็นทรัลดุสิต พาร์ค แบรนด์ ซูชิ ที่ทำเอง ราคาเริ่มต้น 19 บาท เน้นความคุ้มค่า และอาจมีแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มอีก 

    “รวยไม่หยุด” ปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โฟกัสแบรนด์ขายง่าย สู้ศึกเศรษฐกิจ

    ร้านเล็ก ๆ เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

    ทั้งนี้ ชุติมามองว่า ความท้าทายของธุรกิจร้านอาหารวันนี้ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่คือ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวร้านอาหารจำนวนมากปิดตัว แต่ในความเป็นจริงก็มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดอยู่ตลอด

    “เชื่อว่าร้านเล็กที่มีเพียงสาขาเดียว บางครั้งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าเชนใหญ่อีก เพราะสามารถทุ่มพลังทั้งหมดไปที่ร้านเดียว และสร้างกระแสได้อย่างรวดเร็ว วันนี้แทบไม่มีเจ้าตลาดถาวร ถ้ามีเงินทุนและจังหวะที่ดี ทุกคนมีโอกาสขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดได้”

    ชุติมา เปรื่องเมธางกูร

    ร้านอาหารยุคใหม่ ต้องมีมากกว่าแค่ “อร่อย”

    ชุติมา สรุปว่า การเปิดร้านอาหารในยุคนี้ ความอร่อยไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป เพราะปัจจุบันใคร ๆ ก็สามารถทำอาหารอร่อยได้จากสูตร เทคโนโลยี และความรู้ที่เข้าถึงง่าย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การสร้างตัวตนของแบรนด์ และความสามารถในการปรับตัว

    “ถ้าจะเปิดร้านอาหาร ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าร้านเราต่างจากคนอื่นอย่างไร ถ้าตอบไม่ได้ อย่าเพิ่งเปิด”

    อย่างไรก็ตาม เธอยังเชื่อว่า ธุรกิจร้านอาหารยังมีโอกาสเสมอ เพราะในยุคโซเชียลมีเดีย หากสินค้าโดนใจผู้บริโภค ก็สามารถกลายเป็นกระแสได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทุกวิกฤตยังมีโอกาส ถ้าเราพยายามและไม่ยอมแพ้ วันหนึ่งก็อาจมีสินค้าที่จุดติดและกลับมาประสบความสำเร็จได้

    “กลยุทธ์ของเราตอนนี้คือ ‘Strategy is No Strategy’ คล้ายกับ ‘Makeup No Makeup’ ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอดตามสถานการณ์ เราต้องการสร้างความรู้สึกว่าสินค้าของเราจับต้องได้ และมีความคุ้มค่า ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคที่คู่แข่งหน้าใหม่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและสามารถจุดกระแสได้รวดเร็วผ่านสื่อดิจิทัล” ชุติมา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e4uxZRKiJeMGQY-VMVAJE

  • ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล  ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ไอที

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น เชิดชูชาวสวนทุเรียนดิจิทัล

    ยกย่องต้นแบบการใช้ดิจิทัลยกระดับทุเรียนไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ดีป้า มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่นภายในงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรทุเรียนดิจิทัล เพื่อยกย่องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการสวนอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีกิจกรรมยกระดับความรู้และทักษะดิจิทัลแก่เกษตรกรที่สนใจ ตั้งเป้าส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกระบวนการเพาะปลูก ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และขีดความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาและวางรากฐานที่มั่นคงแก่ภาคเกษตรกรรมไทย พร้อมขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นผู้นำด้านสินค้าเกษตรมูลค่าสูงในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดงานเชิดชูเกียรติเกษตรกรทุเรียนดิจิทัล งานสำคัญภายใต้โครงการทุเรียนดิจิทัล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติ และมอบรางวัลแก่เกษตรกรดีเด่นใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ภาคตะวันออก ที่อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกิจกรรมครั้งถัดไปสำหรับพื้นที่ภาคกลางและตะวันตกจะมีขึ้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม และปิดท้ายที่ภาคเหนือที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ในวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมนี้

    สำหรับรางวัลเกษตรกรดีเด่นเป็นรางวัลที่มอบให้กับเกษตรกรสวนทุเรียนที่เข้าร่วมโครงการทุเรียนดิจิทัล และมีผลการใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อการจดบันทึกกิจกรรมทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง อันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากเป็นการเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรางวัลแล้ว ดีป้า ยังมุ่งหวังให้เกษตรกรเหล่านี้เป็นต้นแบบของเกษตรกรสวนทุเรียนยุคใหม่ที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่บุคคลรอบข้างต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการออกบูธจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรจาก บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เจียไต๋ จำกัด พร้อมเวิร์กชอปเพื่อมอบความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ การขอรับรองมาตรฐาน GAP ผ่านการจดบันทึกข้อมูลด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล การประยุกต์ใช้ระบบ IoT เพื่อบริหารจัดการน้ำในสวนทุเรียน การสร้างคอนเทนต์สำหรับเกษตรกร และโอกาสใหม่ของเกษตรกรสู่การส่งออกทุเรียนไทย โดย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมสนับสนุนด้านการขยายช่องทางตลาดเพื่อกระจายผลผลิตทุเรียนของเกษตรกร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    โครงการทุเรียนดิจิทัล ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลแก่เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนไทย 14,000 รายทั่วประเทศผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ แอปพลิเคชันเพื่อจดบันทึกข้อมูลการเพาะปลูกทุเรียนที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับและรองรับการขอรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) อีกทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญ (Big Data) ที่หน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ผลผลิตและวางแผนการส่งเสริมเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการใช้ระบบบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก ลดต้นทุน และช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการสวนทุเรียนได้แม่นยำยิ่งขึ้น

    สำหรับเกษตรกรที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติเกษตรกรทุเรียนดิจิทัลได้ที่เพจเฟซบุ๊ก depa Thailand โดยเกษตรกรที่ไม่อยากพลาดโอกาสรับสิทธิ์การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ฟรี! และก้าวสู่

    การเป็น Smart Farmer สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ https://duriandigital.depa.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 06 1423 9055 หรือ 09 2955 9478

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/468744&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LeMsMb-I0qxtuex05vMb1

  • สหรัฐฯ จับตา ‘สารสกัดเห็ดเมา’ ช่วยสิงห์อมควันเลิกบุหรี่ใน 6 เดือน

    สหรัฐฯ จับตา ‘สารสกัดเห็ดเมา’ ช่วยสิงห์อมควันเลิกบุหรี่ใน 6 เดือน

    ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Network Open เมื่อวันอังคาร เผยให้เห็นศักยภาพของไซโลไซบิน (Psilocybin) หรือ สารสกัดเห็ดเมา มีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกขาดได้ดีกว่าแผ่นแปะนิโคติน ช่วยให้ผู้เข้าร่วมทดลองร้อยละ 40 เลิกบุหรี่ได้สำเร็จในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการรักษาแบบดั้งเดิมถึง 4 เท่า 

    ทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองแบบสุ่ม (Randomized trial) ในกลุ่มตัวอย่างผู้สูบบุหรี่ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และมีสุขภาพจิตปกติ จำนวน 82 คน  เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการใช้แผ่นแปะนิโคตินต่อเนื่อง 8-10 สัปดาห์ กับการให้สารสกัดเห็ดเมาในปริมาณโดสที่สูงเพียง 1 ครั้ง โดยทั้งสองกลุ่มจะได้รับการบำบัดด้วยการพูดคุย (Talk therapy) ควบคู่ไปด้วยเป็นระยะเวลา 13 สัปดาห์

    ผลการติดตามในเดือนที่ 6 พบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเห็ดเมากว่าร้อยละ 40 สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จ เทียบกับกลุ่มที่ใช้แผ่นแปะนิโคตินซึ่งมีผู้ทำสำเร็จเพียงร้อยละ 10 

    นอกจากนี้ กลุ่มที่ได้รับสารสกัดเห็ดเมายังมีแนวโน้มงดสูบบุหรี่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มากกว่ากลุ่มแผ่นแปะถึง 3 เท่า และมีโอกาสเลิกนิโคตินระยะยาวได้มากกว่าถึง 6 เท่า

    สหรัฐฯ จับตา 'สารสกัดเห็ดเมา' ช่วยสิงห์อมควันเลิกบุหรี่ใน 6 เดือน

    ทำไมเลิกบุหรี่ยาก วิธีการรักษาแบบเดิมไม่ได้ผล?

    ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ในปี 2022 มีผู้สูบบุหรี่ชาวอเมริกันกว่าครึ่งพยายามเลิกบุหรี่ แต่อัตราความสำเร็จมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น

    การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น การใช้ยา การบำบัดทดแทนนิโคติน หรือการให้คำปรึกษา มักไม่ได้ผลในระยะยาวหลังผ่านพ้น 6 เดือนแรก เนื่องจากนิโคตินเป็นสารกระตุ้นที่เข้าไปสั่งการสารเคมีในสมองให้ผู้สูบรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้การหักดิบเป็นเรื่องยาก

    อย่างไรก็ตาม แมทธิว จอห์นสัน (Matthew Johnson) หัวหน้านักวิจัยและศาสตราจารย์ด้านเภสัชวิทยาเชิงพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ อธิบายว่า สารสกัดเห็ดเมามีกลไกการทำงานที่ต่างออกไป สารตัวนี้ไม่ได้เข้าไปจัดการกับอาการขาดยาหรือเปลี่ยนแปลงการทำงานของนิโคตินในร่างกายโดยตรง แต่เข้าไปส่งผลต่อระบบจิตวิทยา เปลี่ยนแปลงการรับรู้ที่มีต่อตนเอง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

    “ในทางชีววิทยา สารกลุ่มไซคีเดลิก (Psychedelics) จะเข้าไปปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารในสมองชั่วคราว และอาจช่วยกระตุ้นความยืดหยุ่นของระบบประสาท (Neuroplasticity) ซึ่งเป็นความสามารถของสมองในการสร้างจุดเชื่อมต่อใหม่ๆ” ศาสตราจารย์จอห์นสันกล่าวเสริม

    “ในช่วงที่สารออกฤทธิ์ สมองจะสื่อสารกับตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”

    สหรัฐฯ จับตา 'สารสกัดเห็ดเมา' ช่วยสิงห์อมควันเลิกบุหรี่ใน 6 เดือน

    เลิกบุหรี่จากสารสกัดเห็ดเมาปลอดภัยแค่ไหน

    ศ.ดร.จอห์นสัน ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เข้าร่วมทดลองส่วนใหญ่อยู่ในภาวะสิ้นหวังและพยายามมาแล้วทุกวิถีทางเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองนี้ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 

    อย่างไรก็ตาม แม้สารสกัดจากเห็ดเมาจะไม่ทำให้เกิดการเสพติดทางร่างกาย แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการนำไปใช้ในทางที่ผิดและต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

    ในการทดลองนี้ ผู้เข้าร่วมต้องอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์ตลอด 5-6 ชั่วโมงที่สารออกฤทธิ์ แม้จะไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง แต่ผู้เข้าร่วมบางรายมีภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วคราว หรือมีอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง

    แม้การศึกษานี้จะเป็นเพียงงานวิจัยขนาดเล็กที่ต่อยอดมาจากโครงการนำร่องก่อนหน้านี้ของจอห์นสัน แต่ ผลลัพธ์ที่ได้แสดงให้เห็นว่าการบำบัดด้วยสารสกัดจากเห็ดเมาสมควรได้รับการทดลองทางคลินิกในระดับที่ใหญ่และหลากหลายมากขึ้น 

    ที่ผ่านมาการสนับสนุนทุนวิจัยในด้านนี้ของสหรัฐฯ ยังค่อนข้างจำกัด แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่พยายามลบภาพจำเชิงลบของสารกลุ่มนี้และเดินหน้าขอการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) เพื่อนำมาใช้ทางการแพทย์

    ภาคการเมืองเองก็เริ่มให้ความสนใจเช่นกัน โดยนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนการเข้าถึงการรักษาด้วยกลุ่มยาไซคีเดลิกสำหรับทหารผ่านศึกที่มีภาวะ PTSD และระบุว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการผลักดันให้การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถใช้ได้จริงในคลินิกภายในปีนี้

    ศ.ดร.จอห์นสัน ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างมีความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็นในการระดมทุนเพื่อการทดลองขนาดใหญ่สำหรับขออนุมัติจาก FDA แม้นักวิชาการบางส่วนจะกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ แต่เขามองว่าการเข้ามาของภาคอุตสาหกรรมจะช่วยเร่งให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด

    “วิธีนี้มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือผู้คนได้นับล้าน แต่เราต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและปฏิบัติตามขั้นตอนของ FDA อย่างเคร่งครัด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/739188&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34xvo8WzoKbD7XqexpUYtK

  • ผลวิจัยชี้ชัดขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่ายไม่เพิ่มรายได้!

    ผลวิจัยชี้ชัดขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่ายไม่เพิ่มรายได้!

     งานวิจัยชี้ ‘ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย’ ไม่เพิ่มรายได้ร้านชำ พบร้านค้าถึง 74% ไม่รับรู้นโยบาย สะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง

    11 มี.ค.2569 – เข้าสู่เดือนที่ 3 แล้วของการทดลองปลดล็อกให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. (เริ่ม 3 ธ.ค. 2568) ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาทดลอง 180 วัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กลับสะท้อนภาพที่ต่างออกไป

    ผลการศึกษาเบื้องต้นจากโครงการวิจัยเชิงระบบเพื่อสนับสนุนการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ดังกล่าว อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าปลีกและร้านชำรายย่อยตามที่คาดหวังไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบช่องว่างสำคัญระหว่างการประกาศนโยบายจากส่วนกลาง กับการรับรู้และนำไปปฏิบัติจริงของคนในพื้นที่อีกด้วย

    รศ.ดร.นพ.พลเทพ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจผู้ประกอบการจำนวน 23 ร้าน ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ขอนแก่น เชียงราย ฉะเชิงเทรา และสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมร้านขายของชำ ร้านขายส่ง และร้านอาหารแนวครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 74 (17 จาก 23 ร้าน) ไม่ทราบหรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับนโยบายการปลดล็อกเวลาขายช่วง 14.00–17.00 น. ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศ ทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงยึด เวลาเดิม (11.00–14.00 น. และหลัง 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมาย เช่น การล่อซื้อ ตรวจจับ โดยผู้ให้สัมภาษณ์บางส่วนระบุในทำนองว่า ได้กำไรขวดละไม่กี่บาทเอง รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเพียงหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อวัน แต่หากตีความกฎหมายผิด อาจถูกปรับหลักหมื่นบาทหรือถูกดำเนินคดี อย่าเสี่ยงเลยดีกว่า ไม่คุ้ม ซึ่งสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการรายย่อยว่า เมื่อเทียบกำไรที่เพิ่มขึ้นกับความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว การขายในช่วงเวลาที่ขยายเพิ่มอาจไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยการขยายเวลาเพียงทำให้เกิดการโยกย้ายเวลาซื้อจากช่วงเย็นมาเป็นช่วงบ่าย ส่งผลให้ยอดขายรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง

    ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาครั้งนี้คือช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง (Policy–Practice Gap) แม้นโยบายจะประกาศใช้ในระดับประเทศแล้ว แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่รับรู้หรือไม่มั่นใจในการตีความกฎหมาย ส่งผลให้ร้านค้าหลายแห่งเลือกใช้แนวทางป้องกันความเสี่ยง ด้วยการยึดเวลาขายเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำผิดกฎหมาย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นโยบายที่มีเป้าหมายด้านเศรษฐกิจอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวังได้ หากขาดการสื่อสารที่ชัดเจนและกลไกสนับสนุนการบังคับใช้ในระดับพื้นที่ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มการสื่อสารกฎหมายให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อย พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลนโยบายหลังประกาศใช้ รวมถึงใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่ประกอบการทบทวนมาตรการในอนาคต นอกจากนั้น สวรส. กำลังให้ทุนวิจัยทำการประเมินผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ จากการทดลองขยายเวลาขายแอลกอฮอล์ (ปลดล็อคช่วงเวลา 14.00-17.00 น.) ซึ่งผลงานวิจัยจะออกมาภายในเวลาที่กำหนด 180 วันนับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2568

    ขณะที่ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า บทเรียนจากการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่า การกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพต้องเชื่อมโยงระหว่างหลักฐานทางวิชาการ การสื่อสารนโยบาย และบริบทการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยระบุว่า นโยบายที่ดีจำเป็นต้องรับฟังเสียงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง งานวิจัยนี้จึงช่วยให้เห็นภาพสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการและชุมชน และสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายในอนาคต ทั้งในด้านการสื่อสารมาตรการ การออกแบบนโยบาย และการกำกับดูแลในระดับพื้นที่ ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

    “ท้ายที่สุดนี้ สวรส. จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมไปยังคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเน้นย้ำให้พิจารณาและประเมินผลการดำเนินงานในช่วงทดลอง 180 วันนี้อย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการตัดสินใจใด ๆ ในระยะยาว ทั้งนี้ การทบทวนมาตรการควรดำเนินการโดยอ้างอิงจากข้อมูลทางวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) เป็นสำคัญ เพื่อให้การกำหนดนโยบายเกิดความสมดุลและตอบโจทย์ผลประโยชน์สูงสุดในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ-สังคม-เศรษฐกิจควบคู่กันไป เพราะนโยบายสาธารณะที่ยั่งยืน ต้องไม่มุ่งเพียงการสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจระยะสั้น จนละเลยต้นทุนทางสุขภาพและผลกระทบทางสังคมในระยะยาวที่ประเทศต้องแบกรับ” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/961058/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ja_dw-cFQnt5DfJGE4ljB