Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สุดฉาว! นักบินสายการบินดังแอบถ่ายคลิปขณะร่วมหลับนอนกับหญิงสาว 16 รายแล้วนำไปโพสต์ออนไลน์ | เดลินิวส์

    สุดฉาว! นักบินสายการบินดังแอบถ่ายคลิปขณะร่วมหลับนอนกับหญิงสาว 16 รายแล้วนำไปโพสต์ออนไลน์ | เดลินิวส์

    วานนี้ (11 มี.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีสุดอื้อฉาวของนักบินจากสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ผู้ถูกกล่าวหาว่าแอบบันทึกภาพวิดีโอขณะมีสัมพันธ์สวาทกับผู้หญิงอย่างน้อย 16 ราย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงพนักงานจากสายการบินอื่นด้วย จากนั้นก็นำคลิปวิดีโอเหล่านั้นไปโพสต์ลงในเว็บไซต์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเหยื่อ

    นักบินวัย 31 ปีรายนี้ ถูกทางการสหราชอาณาจักรจับกุมตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากได้รับรายงานหลายฉบับว่าเขาแอบบันทึกภาพในโรงแรมขณะร่วมหลับนอนกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาตามจีบจากทั่วโลก ก่อนจะอัปโหลดวิดีโอเรตเอ็กซ์เหล่านี้ลงในเว็บไซต์ลามก 

    “ฉันถูกแอบบันทึกภาพระหว่างการร่วมเพศโดยไม่ได้รับความยินยอม” หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวหา โดยเธออ้างว่าถูกนักบินที่ไม่เปิดเผยชื่อรายนี้ล่อลวงในช่วงระหว่างปี 2566-2568 “ฉันไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งผู้หญิงอีกคนที่มีชะตากรรมเดียวกันมาบอก เขาจะวางคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่เปิดเพลงทิ้งไว้แต่ปิดหน้าจอไว้ตรงหน้าเราขณะร่วมหลับนอนกัน ตอนนี้คลิปพวกนั้นหลุดไปทั่วอินเทอร์เน็ต และปรากฏว่า ความจริงแล้ว เขาทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นอีกถึง 15 คน”

    แหล่งข่าวระบุว่า ในกลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเคยเตือนกันเองเกี่ยวกับพฤติกรรมอันน่าสะอิดสะเอียนของชายคนนี้ โดยมีหญิงรายหนึ่งอ้างว่าเธอพบคลิปวิดีโอการร่วมเพศหลายคลิปในแล็ปท็อปของเขา และพบว่าเขาใช้เทปกาวปิดทับไฟสัญญาณการบันทึกของกล้องเอาไว้เพื่อปกปิดการแอบถ่าย 

    “เธอเห็นผู้หญิงหลายคน ในห้องที่ต่างกัน สภาพต่างกันทุกอย่าง” แหล่งข่าวบอกกับสื่อ “เธอเห็นคนที่สวมเครื่องแบบที่ต่างกันด้วย มีผู้หญิงหลายคนในชุดเครื่องแบบพนักงานของสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติค แสดงว่าเขาจงใจตั้งเป้าไปที่ผู้หญิงจากสายการบินต่างๆ”

    เหยื่อของชายคนนี้ซึ่งมีอายุระหว่าง 24 – 36 ปี ได้แจ้งความเรื่องพฤติกรรมนักบินรายนี้ต่อตำรวจนครบาล ซึ่งได้เริ่มการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหารายนี้ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมาในข้อหาต้องสงสัยว่าแอบบันทึกภาพหรือถ้ำมองบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม 

    ต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาได้รับการประกันตัวออกไปในระหว่างที่ยังคงมีการสืบสวนต่อไป ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่า ทางสายการบินได้สั่งพักงานนักบินรายนี้แล้ว พร้อมกับระบุว่า เขาถูกกล่าวหาเรื่องการใช้สารเสพติดประเภทโคเคนอีกด้วย โดยขณะนี้ยังรอผลสรุปจากการสอบสวน 

    ที่มา : nypost.com

    เครดิตภาพ :  GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5680961/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bTN17R7rM5Bwo6PUL6GMZ

  • เพื่อไทยหารือทูตจีน กระชับสัมพันธ์ “พรรคต่อพรรค” ดันความร่วมมือเทคโนโลยี-การศึกษา

    เพื่อไทยหารือทูตจีน กระชับสัมพันธ์ “พรรคต่อพรรค” ดันความร่วมมือเทคโนโลยี-การศึกษา


    เพื่อไทยหารือทูตจีน กระชับความร่วมมือ “พรรคต่อพรรค” เดินหน้าความร่วมมือเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการพัฒนาคนรุ่นใหม่

    เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำคณะเข้าหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อกระชับความร่วมมือและสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง ตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตจีน

    ในการหารือครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่มีรากฐานยาวนานตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย โดยเห็นว่าการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในรูปแบบ “พรรคต่อพรรค” จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายและสร้างความไว้วางใจในระดับผู้นำ เพื่อให้การผลักดันนโยบายสาธารณะมีความต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว

    ในด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา พรรคเพื่อไทยได้แสดงความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากความสำเร็จของจีน โดยเฉพาะด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมไบโอเทค เทคโนโลยีการแพทย์ รวมถึงงานวิจัยด้านอุตสาหกรรมอวกาศและเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค

    นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยศึกษาโมเดลการขจัดความยากจนของจีน พร้อมนำเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) และการใช้โดรนการเกษตรมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างรายได้ใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

    ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทยย้ำถึงความสำคัญของการสานต่อความร่วมมือในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง-ล้านช้าง โดยเฉพาะการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการควบคุมฝุ่นละออง PM2.5 และการจัดการสารพิษรวมถึงคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศและความยั่งยืนของทรัพยากรน้ำ

    ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเสนอการสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Talent Mobility และ Fellowship Program ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนที่มีความโดดเด่นด้าน STEM เพื่อสนับสนุนนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน 4 ปี 4 ล้านคน” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงานไทยผ่านการ Upskill และ Reskill ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หุ่นยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์

    พร้อมกันนี้ ยังมีแนวคิดยกระดับระบบอาชีวศึกษา ด้วยโมเดล Education-to-Industry และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการปฏิบัติงานจริงในภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้เรียนมีงานทำทันทีหลังสำเร็จการศึกษา

    ในช่วงท้ายของการหารือ คณะผู้แทนพรรคเพื่อไทยได้แสดงความขอบคุณต่อสถานเอกอัครราชทูตจีนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมิตรภาพกับสมาชิกคนรุ่นใหม่ของพรรค พร้อมเชิญผู้แทนระดับสูงจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนเดินทางเยือนพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ การหารือครั้งดังกล่าว ฝ่ายจีนมีนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วยนายหยวน รุยดง ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองสถานทูตจีน นายหลี่ หาง เลขานุการตรี และนายล่าย หยี่ฉี ผู้ช่วยเลขานุการสถานทูตจีน เข้าร่วม

    ขณะที่ฝ่ายไทยมีผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ นายจักรพงษ์ แสงมณี นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ และน.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41039&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_vtLfT-4ugg9TAILNejg8

  • ประกาศผลประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition ปี 3 ทีม Touch Line คว้าแชมป์

    ประกาศผลประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition ปี 3 ทีม Touch Line คว้าแชมป์

    โตโยต้า ประเทศไทย ประกาศผลการแข่งขัน “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ Hilux Revo Z Edition ปี 3” ทีม Touch Line คว้าแชมป์ พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท

    Toyota ประกาศผล “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ Hilux Revo Z Edition ปี 3” ทีม Touch Line คว้าแชมป์

    ประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition

    บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ประกาศผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศการประกวดแต่งรถกระบะ Toyota Hilux Revo Z Edition ภายใต้กิจกรรม “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น ปี 3” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบและพัฒนารถยนต์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ณ TOYOTA ALIVE บางนา กม.3

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และ นายศุภชัย แพร่พิพัฒน์มงคล ประธานชมรมผู้แทนจำหน่ายฯ เขตภาคตะวันออก ร่วมมอบรางวัลแก่ทีมผู้ชนะการแข่งขัน

    ประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition

    เวทีสร้างสรรค์ไอเดียแต่งรถสำหรับนักศึกษาอาชีวะ

    โครงการ “อาชีวะ ท้าแต่งแซด กับ ไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง โตโยต้า ประเทศไทย และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อเปิดเวทีให้นักเรียน นักศึกษาได้พัฒนาแนวคิดการแต่งรถอย่างสร้างสรรค์และถูกต้องตามกฎหมาย

    การแข่งขันกำหนดโจทย์การออกแบบภายใต้แนวคิด “Z Generation” โดยผู้เข้าแข่งขันต้องนำรถกระบะ Hilux Revo Z Edition มาพัฒนาแนวคิดการตกแต่ง พร้อมนำเสนอผลงานผ่านภาพสเก็ตช์แบบ 2 มิติ หรือ 3 มิติ รวมถึงคลิปวิดีโออธิบายแนวคิดและแรงบันดาลใจในการออกแบบ

    จากการคัดเลือก มีทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้งหมด 4 ทีม ได้แก่

    • ทีม Touch Line – วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)

    • ทีม ZE86 Chikara – วิทยาลัยเทคนิคสันกำแพง จ.เชียงใหม่

    • ทีม Jokjing – วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)

    • ทีม CTC Legacy – วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรี

    ประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition

    รอบชิงชนะเลิศ แต่งรถจริงงบ 50,000 บาท

    การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้ตกแต่งรถจริง โดยมี Influencer สายแต่งรถชื่อดังของประเทศไทย ร่วมเป็นที่ปรึกษา พร้อมงบประมาณการตกแต่งทีมละ 50,000 บาท

    นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ตกแต่งจากแบรนด์ชั้นนำในวงการประดับยนต์ ได้แก่

    • Toyota Genuine Accessories

    • BRD Racing Shop

    • Cosmis Wheel

    • ECU Shop

    • ExplorAR Shock

    • Monza Shop

    โดยเกณฑ์การตัดสินในรอบสุดท้ายประกอบด้วยหลายด้าน เช่น แนวคิดและความคิดสร้างสรรค์ ความสวยงามของตัวรถ การนำอุปกรณ์ตกแต่งมาใช้อย่างเหมาะสม ความถูกต้องตามกฎหมาย และการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

    ประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition

    ทีม Touch Line คว้าแชมป์ พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท

    ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม Touch Line จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท ถ้วยรางวัล และเกียรติบัตร

    สรุปผลรางวัลมีดังนี้

    • รางวัลชนะเลิศ
      ทีม Touch Line – วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)
      ที่ปรึกษา: คุณโก้ Street Doc. และ โตโยต้าเมืองชล
      รางวัล: ทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล
    • รองชนะเลิศอันดับ 1
      ทีม ZE86 Chikara – วิทยาลัยเทคนิคสันกำแพง จ.เชียงใหม่
      ที่ปรึกษา: คุณอ้วนรถซิ่ง และ โตโยต้าอินทนนท์
      รางวัล: ทุนการศึกษา 50,000 บาท
    • รองชนะเลิศอันดับ 2
      ทีม Jokjing – วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)
      ที่ปรึกษา: คุณเอ็ม รถซิ่งไทยแลนด์ และ โตโยต้า จีเอ็นดี ชลบุรี
      รางวัล: ทุนการศึกษา 30,000 บาท
    • รางวัลชมเชย
      ทีม CTC Legacy – วิทยาลัยเทคโนโลยีชลบุรี
      ที่ปรึกษา: คุณเบียร์ Raceboyz และ โตโยต้าอินเตอร์ยนต์ชลบุรี
      รางวัล: ทุนการศึกษา 10,000 บาท

    โตโยต้าหนุนอาชีวะ สร้างอาชีพจากความชอบ

    นายณัทธร ศรีนิเวศน์ เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดจากความตั้งใจของโตโยต้าในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะของนักเรียน นักศึกษาสายอาชีพ โดยใช้รถยนต์ของบริษัทเป็นโจทย์ในการออกแบบและพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนจาก “ความชอบ” ให้กลายเป็น “อาชีพ” ที่สามารถต่อยอดได้จริงในอนาคต

    ปัจจุบัน ตลาดแต่งรถในประเทศไทยถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังมีเครือข่ายอู่แต่งรถและผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์

    ประกวดแต่งรถ Hilux Revo Z Edition

    เปิดโหวตทีมขวัญใจมหาชน

    นอกจากนี้ยังมีรางวัล Popular Vote เปิดให้แฟน ๆ ร่วมโหวตทีมที่ชื่นชอบผ่านเพจ Facebook Toyota Hilux Thailand ได้จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น.

    ผู้ร่วมโหวตที่ทำตามกติกามีสิทธิ์ลุ้นรับ หูฟังบลูทูธ Soundcore Space One จำนวน 3 รางวัล

    เรื่อง  : กองบรรณาธิการ

    เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE

    ติดตามข่าวสารยานยนต์ รถจักรยานยนต์ รถใหม่ได้ที่ www.grandprix.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.grandprix.co.th/hilux-revo-z-edition-custom-competition-2026/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RyHGTnEPKhketFIjijkzi

  • น้ำมันหมดปั๊ม ต้นทุนชีวิตผู้บริโภคพุ่ง จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    น้ำมันหมดปั๊ม ต้นทุนชีวิตผู้บริโภคพุ่ง จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ท่ามกลางภาระค่าน้ำมันที่แพงขึ้น หลายคนต้องสะดุด เมื่อขับรถเข้าปั๊มแล้วพบป้าย “น้ำมันหมด” ซึ่งกระทบโดยตรงต่อต้นทุนชีวิตผู้บริโภค สภาผู้บริโภคจี้รัฐเร่งทบทวนและปรับโครงสร้างพลังงาน แก้ปัญหาราคาน้ำมันและความไม่มั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

    เช้าวันทำงานของใครหลายคนเริ่มต้นเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ป้ายหน้าปั๊มน้ำมันที่เขียนว่า “น้ำมันหมด” สำหรับคนขับรถรับจ้าง คนส่งอาหาร หรือพนักงานที่ต้องเดินทางไกล น้ำมันไม่ได้เป็นแค่พลังงาน แต่คือ ต้นทุนชีวิต เมื่อน้ำมันแพง ค่าใช้จ่ายรายวันก็เพิ่มขึ้นตาม ที่หนักใจกว่านั้น คือการขับรถเข้าปั๊มแล้วพบว่า บางปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม เมื่อระบบพลังงานสะดุด ผู้บริโภคคือคนแรกที่ได้รับผลกระทบ

    คำถามต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ ประเทศไทยกำลังขาดแคลนน้ำมันจริงหรือไม่ กรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงว่า สถานการณ์ที่บางปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย ไม่ได้เกิดจากน้ำมันหมดประเทศ แต่เกิดจากปัจจัยด้านการกระจายสินค้าและโครงสร้างตลาดบางส่วน

    สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบายว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดความกังวลเรื่องสถานการณ์พลังงานโลก ทำให้ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันจนยอดเติมเพิ่มขึ้นถึง ประมาณ 3 เท่า ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการบางแห่งไม่ทันกับความต้องการในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะปั๊มขนาดเล็ก หรือปั๊มอิสระ ที่ซื้อน้ำมันผ่านพ่อกลางคนกลาง หรือที่เรียกว่า “จ็อบเบอร์” ขณะที่ปั๊มขนาดใหญ่ จะมีสัญญากับโรงกลั่นระยะยาว ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำมัน

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปั๊มน้ำมันประมาณ 26,000 ปั๊ม เป็นปั๊มขนาดใหญ่ 8,500 แห่ง ที่เหลืออีก 17,500 แห่ง เป็นปั๊มอิสระ จะมีรถน้ำมันทยอยมาส่งในแต่ละวัน แต่เมื่อประชาชนเกิดความตื่นตระหนักและแห่ไปเติมน้ำมัน จนยอดเติมเพิ่มขึ้น 3 เท่า ทำให้การขนส่งน้ำมันสะดุดและน้ำมันในปั๊มมีไม่เพียงพอ

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ยังมีเพียงพอใช้ได้ประมาณ 90 วัน และเตรียมแผนจัดหาน้ำมันสำรองจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม

    ห่วงปัญหาพลังงานกระทบปากท้อง

    ทั้งนี้ สวนดุสิตโพล โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับ “สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง” สิ่งที่ผู้บริโภคกังวลมากที่สุด คือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น คิดเป็น 78% รองลงมา คือสินค้าอุปโภค บริโภค และค่าครองชีพที่แพงขึ้น 69% และค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานในครัวเรือนสูงขึ้น 63% ดังนั้นแม้สงครามจะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจปากท้องมากกว่าเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยัง “ยืดเยื้อ” ต่อไป ค่าครองชีพของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น ในหลายพื้นที่ ร้านอาหารขนาดเล็กเริ่มปรับราคาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย อาหารจานเดียวที่เคยราคา 50 บาทเริ่มกลายเป็น 60 หรือ 70 บาท เหตุผลที่ผู้ประกอบการอธิบายมีหลายปัจจัย อาทิ ค่าขนส่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่ม ค่าแก๊สหุงต้มเพิ่ม ราคาปุ๋ยและอาหารสัตว์เพิ่ม เป็นต้น

    “รายได้เดือนละหมื่นห้า แต่ของทุกอย่างขึ้นราคา มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากคนเงินเดือนห้าหมื่น” นี่คือเสียงสะท้อนของ เต้ พนักงานรักษาความปลอดภัยในคอนโดแห่งหนึ่งย่านรัชดา สะท้อนเสียงแทนแรงงานรายวันจำนวนมากในสังคมไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างพลังงาน

    ด้าน รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนโครงสร้างพลังงานที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น เช่น การเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างโปร่งใส ทบทวนค่าการตลาดและต้นทุนที่ไม่จำเป็น โดยมีข้อเสนอต่อภาครัฐ ดังนี้
    1. เสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ และปรับกลไกราคาน้ำมันสำเร็จรูปตามต้นทุนการกลั่นในประเทศ เพื่อลดราคาน้ำมันลงประมาณ 1–2 บาทต่อลิตร

    2. เสนอให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจากลิตรละ 6–7 บาท เหลือประมาณลิตรละ 1 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

    3. เสนอให้รัฐบาลระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราวในช่วงที่เกิดความกังวลด้านพลังงาน เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ

    4. เสนอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญการใช้ทรัพยากรพลังงานในประเทศ โดยกำหนดให้น้ำมันดิบจากแหล่งในประเทศส่งให้โรงกลั่นในประเทศก่อน เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาแพง

    5. เสนอให้ครัวเรือนไทยได้ใช้ก๊าซหุงต้มจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยก่อนภาคส่วนอื่น เพื่อให้ประชาชนใช้ก๊าซในราคาต้นทุนภายในประเทศและช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันในช่วงวิกฤตพลังงาน

    ปัญหาน้ำมันหมดปั๊มเป็นสัญญาณหนึ่ง ที่ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันกลับมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะต้นต่อของปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/fuel-shortage-raises-consumer-costs-energy-reform/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g6XrH18AOQ32aS57aA9zX

  • สหรัฐฯ คว่ำบาตร 2 บริษัท 6 บุคคล เอี่ยวเครือข่ายระดมทุนให้เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ คว่ำบาตร 2 บริษัท 6 บุคคล เอี่ยวเครือข่ายระดมทุนให้เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัท 2 แห่ง และบุคคล 6 รายในวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.) หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่ใช้แรงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในต่างประเทศเพื่อระดมเงินส่งให้เกาหลีเหนือ

    กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวดำเนินการภายใต้การกำกับของรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยใช้วิธีหลอกลวงบริษัทในสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบ เพื่อหารายได้ไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธของประเทศ ซึ่งในปี 2567 สามารถสร้างรายได้เกือบ 800 ล้านดอลลาร์

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังกล่าวหาว่าแรงงานที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือได้แอบติดตั้งมัลแวร์ในเครือข่ายของบริษัทต่าง ๆ เพื่อขโมยข้อมูลลับทางธุรกิจ

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระบุในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือใช้แผนการหลอกลวงผ่านเจ้าหน้าที่ไอทีที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศ เพื่อมุ่งเป้าไปยังบริษัทอเมริกัน พร้อมนำข้อมูลอ่อนไหวมาใช้กดดันเรียกเงินจากภาคธุรกิจจำนวนมาก

    เบสเซนต์ย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้าปราบปรามกิจกรรมลักษณะดังกล่าวของเกาหลีเหนือต่อไป

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า บุคคลและองค์กรที่ถูกคว่ำบาตรครั้งนี้ทำหน้าที่สนับสนุนเครือข่ายดังกล่าว โดยมีฐานปฏิบัติการในเกาหลีเหนือ เวียดนาม ลาว และสเปน

    สำหรับบริษัทที่ถูกคว่ำบาตร ได้แก่ Amnokgang Technology Development บริษัทด้านไอทีของเกาหลีเหนือ และ Quangvietdnbg International Services ซึ่งตั้งอยู่ในเวียดนาม

    ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ของบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ภายใต้เขตอำนาจของสหรัฐฯ จะถูกอายัด และห้ามทำธุรกรรมกับบุคคลหรือองค์กรเหล่านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576658&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9nTaP1RP4hcjoBhm0RfW

  • “ตลาดรอมฎอน” พื้นที่สร้างบุญปันสุขเดือนถือศีลอด เสริมแกร่งเศรษฐกิจชุมชน

    “ตลาดรอมฎอน” พื้นที่สร้างบุญปันสุขเดือนถือศีลอด เสริมแกร่งเศรษฐกิจชุมชน

    เดือนรอมฎอน ถือเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวมุสลิม เป็นเดือนแห่งการถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมจะงดเว้นการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก รวมทั้งงดเว้นการประพฤติที่ขัดต่อหลักศาสนา เพื่อฝึกความอดทน ขัดเกลาจิตใจ และเสริมสร้างคุณธรรมในการดำเนินชีวิต

    เมื่อย่างเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ ๆ บรรยากาศตามตลาดเริ่มคึกคัก พ่อค้าแม่ค้าต่างนำอาหารคาวหวานหลากหลายเมนูมาจัดวางจำหน่าย เพื่อให้ผู้คนได้เลือกซื้ออาหารเตรียมไว้สำหรับการละศีลอดในช่วงเย็น

    ภาพประกอบข่าว

    ก่อนแสงสุดท้ายของวัน เมื่อใกล้ถึงเวลาละศีลอด ผู้คนต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือการออกมาจับจ่ายซื้ออาหารเพื่อนำกลับไปรับประทานร่วมกับครอบครัว บรรยากาศของผู้คนที่มารวมตัวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ตลาดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ค้าขายเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน ความอบอุ่น และการเติมเต็มพลังใจให้กับชุมชน

    ตลาดรอมฎอนแหล่งรวมอาหารมุสลิมที่ครบครัน ทั้งเมนูคาวและเมนูหวาน นับเป็นหนึ่งในสีสันและไฮไลต์สำคัญของช่วงเดือนถือศีลอดของชาวมุสลิม ความคึกคักของตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพี่น้องชาวมุสลิมเท่านั้น หากยังดึงดูดชาวไทยพุทธและนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศและลิ้มลองอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลายเมนูเป็นอาหารพื้นถิ่นหรือเมนูหายาก

    ภาพประกอบข่าว

    ตลาดรอมฎอนจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลากหลายศาสนาและวัฒนธรรมได้มาพบปะกัน เสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความงดงามทางวัฒนธรรมของพี่น้องชาวมุสลิมได้อย่างชัดเจน

    จ.ปัตตานี มีตลาดรอมฎอนหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ตลาดรอมฎอนจะบังติกอ ตลาดรอมฎอนปูยุด, ตลาดรอมฎอนยะหริ่ง ฯลฯ

    ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี เป็นอีกหนึ่งตลาดรอมฎอนที่เป็นตลาดใหม่ ริเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2567 หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมืองปัตตานี และได้รับการปรับปรุงพัฒนายกระดับขึ้นจากตลาดเทศกาล สู่พื้นที่นวัตกรรมสังคม โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากงานวิจัย เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และโครงการแก้ปัญหาความยากจนเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ได้เข้ามาหนุนเสริมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

    ภาพประกอบข่าว

    ภาคเอกชนกับการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจท้องถิ่น

    นายนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอนซี.เอส. กล่าวว่าตลาดรอมฎอนซี.เอส. จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดและความตั้งใจของผู้บริหารซึ่งเล็งเห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนอันเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวไทยมุสลิม

    “วางแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเป็นสำคัญ ท่ามกลางบริบทที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ค้าขาย จึงมีความคิดที่จะเปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้มีโอกาสในการสร้างรายได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมในพื้นที่ ซึ่งเดือนรอมฎอนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งศรัทธา หากยังเป็นช่วงที่การจับจ่ายอาหารละศีลอดมีความคึกคัก การจัดตั้งตลาดจึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งวิถีชีวิต ศาสนา และเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน”

    นนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอนซี.เอส.

    นนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฎอนซี.เอส.

    นายนนทวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า จากความตั้งใจเล็ก ๆ ที่ต้องการช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำมาหากิน ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จึงค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบ การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ

    “จากความสำเร็จเมื่อปีที่แล้วที่มียอดขายสูงถึง 30 ล้านบาท มาปีนี้สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือ เรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน ผมมองว่าถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็กได้ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อ กี่สิทธิ์ แบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ได้อย่างไรบ้าง เราสามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่าเขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน เช่น 3 มื้อ หรือ 2 มื้อ ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่า ซะกาต”

    ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ยังได้กล่าวต่อว่า เป้าสูงสุดเท่าที่ได้พูดคุยกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ. ปัตตานี คือเราอยากให้ตลาดแห่งนี้เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฎอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรอมฎอนซาอุดีอาระเบีย

    ภาพประกอบข่าว

    ยกระดับ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ชูระบบข้อมูล-กลไกแบ่งปัน

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตลาดรอมฎอนซี.เอส. ปัตตานีเป็นตลาดนัดที่จัดขึ้นเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนถือศีลอดของพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลาม ณ บริเวณหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นเพื่อรองรับการจับจ่ายของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเวลานี้ของปี

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล

    รศ.จรีรัตน์ รวมเจริญ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล

    สำหรับกิจกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดรอมฎอนซีเอส มี 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่

    1. จัดการระบบข้อมูล โดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการออกแบบระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่น การจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้า ตลอดจนประเภทสินค้า แหล่งวัตถุดิบ การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงเวลาต่าง ๆ การติดตามการหมุนเวียนรายได้โดยประมาณ การใช้ข้อมูลเชิงระบบช่วยให้การจัดสรรพื้นที่

    2. จัดระบบการลงทะเบียนและบริหารผู้ค้า ได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมีการวางแนวทางระบบลงทะเบียนออนไลน์ ฐานข้อมูลกลาง การกำหนดโควตาผู้ประกอบการ ซึ่งร้านค้าในแนวทางดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนหลักธรรมาภิบาลและลดความขัดแย้งในการบริหารพื้นที่ตลาด

    3. จัดระบบการแบ่งปันภายในตลาด ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักจิตวิญญาณของเดือนรอมฎอน โดยตลาดได้ออกแบบกลไกการแบ่งปันภายในตลาด มีมุมของอาหารที่แบ่งปัน ทำระบบคูปองในการสนับสนุนอาหารที่จะแบ่งปัน ซึ่งผลจากการจัดทำระบบดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนของร้านค้าที่แจกจ่ายอาหาร ตลอดจนจำนวนผู้ที่มารับสิทธิ์

    ภาพประกอบข่าว

    ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ยังเป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง เช่น การให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย การประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชนของมหาวิทยาลัย

    ตลาดแห่งนี้จึงกลายเป็นห้องเรียนภาคสนามที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคม

    พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

    พาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

    3 พลัง ยกระดับ “ตลาดรอมฎอน” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพ

    นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า ตลาดรอมฎอนในพื้นที่ปัตตานีมีอยู่หลายแห่งที่มีเอกลักษณ์และเชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิม เช่น ตลาดจะบังติกอ และตลาดปูยุด แต่สิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี” คือการเป็นพื้นที่ที่เกิดจากการรวมตัวของ “3พลัง” สำคัญบนพื้นฐานของการให้ ได้แก่ พลังแห่งองค์ความรู้ พลังศรัทธาจากพี่น้องชาวมุสลิมและภาคเอกชน และพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานสนับสนุน ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จากตลาด ทั้งในฐานะผู้ขายและผู้ซื้อ

    เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการให้ การให้อภัย และการเคารพวิถีซึ่งกันและกัน การที่ภาคเอกชนเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการกว่า 200 ครัวเรือนเข้ามาทำมาหากินโดยไม่เก็บค่าเช่า ถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นการสร้างโอกาสให้คน 200 หลังคาเรือนได้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้รับการดูแลเรื่องคุณภาพ ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    ภาพประกอบข่าว

    นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เน้นย้ำถึงหลักคิด “ปัตตานีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน” โดยชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของตลาดแห่งนี้ไม่ได้วัดที่ความใหญ่โต แต่คือความเรียบง่ายที่ทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วม สามารถใช้โอกาสเหล่านี้เพื่อสร้าง ขยาย หรือต่อยอดตามศักยภาพของตนเอง

    รวมถึงการนำเทคโนโลยีฐานข้อมูล (Database) มาใช้บริหารจัดการ ซึ่งเป็นจุดต่างจากตลาดดั้งเดิม โดยจังหวัดมีเป้าหมายที่จะนำโมเดลการจัดการข้อมูลของตลาด ซี.เอส. ไปต่อยอดสู่ระดับอำเภอและตำบล เพื่อสร้างโครงข่ายเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากฐานราก

    จังหวัดคาดหวังว่าตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างห่วงโซ่ความเจริญ เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ จ.ปัตตานี และเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

    ภาพประกอบข่าว

    ชู “ตลาดรอมฎอน” พื้นที่แบ่งปัน สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    เดือนรอมฎอน ไม่ใช่เฉพาะการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเดียว ไม่ใช่การถือศีลอดอย่างเดียว แต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปฏิบัติตนในช่วงรอมฎอน

    นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดปัตตานี ระบุว่า เดือนรอมฎอนในปัจจุบันมีการพัฒนาการไปอย่างมาก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความเข้าใจในแก่นแท้ของรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนที่ทุกคนมุ่งทำความดีและเป็นโอกาสสำคัญในการปรับตัวและกลับเนื้อกลับตัวของทุกคน ผลของการทำความดีนี้จะกลายเป็นผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้ปฏิบัติ

    เศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดปัตตานี

    เศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดปัตตานี

    “ตลาดรอมฎอน” ได้กลายเป็นพื้นที่สะท้อนความงดงามของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข โดยมีจุดเด่นคือไม่ใช่พื้นที่เฉพาะของชาวมุสลิมเท่านั้น แต่เป็นตลาดที่ทุกศาสนิกชนมารวมตัวกัน ผู้ซื้อและผู้ขายต่างเข้าใจในวิถีของกันและกัน หลายคนเฝ้ารอเดือนนี้เพื่อจะได้ลิ้มรสอาหารโบราณที่หากินได้ยาก

    หัวใจของตลาดรอมฎอนคือการไม่เอารัดเอาเปรียบ สินค้าไม่มีการขึ้นราคาแม้สถานการณ์โลกหรือในตะวันออกกลางจะมีความผันผวน แต่ที่นี่เราขายบ้าง แถมบ้าง และแบ่งปันกัน ผู้ซื้อไม่ได้ซื้อแค่กินเอง แต่ซื้อเพื่อไปบริจาคต่อ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง

    หนึ่งในโมเดลความสำเร็จที่น่าชื่นชมคือ “โมเดลรอมฎอนซีเอส” ที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการให้แม่ค้าพ่อค้าเช่าพื้นที่ขายของฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า แต่เน้นเงื่อนไขด้านความสะอาดและความเรียบร้อย สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งท้องถิ่นที่เข้ามาดูแลเรื่องขยะ เจ้าหน้าที่รัฐอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัย ถ้าคิดมูลค่าของรายได้หรือเศรษฐกิจเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีและเชื่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างบริสุทธิ์ใจจริง ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ และถ้าขายไม่หมดแม่ค้าก็จะบริจาค ก่อให้เกิดโมเดลกันอยู่ร่วมกัน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีจิตอาสาการมีมิตรไมตรีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้รอมฎอนเป็นเดือนที่ทุก “องคาพยพ” ดูแลกันอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้

    นายเศรษฐ์ ยังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้กับจังหวัดว่า แบรนด์ปัตตานี มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สูงมาก และปัจจุบันเริ่มเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศแล้ว ทั้งในเรื่องการค้าและประวัติศาสตร์พหุวัฒนธรรม จึงอยากฝากถึงสถาบันการศึกษาและแหล่งเงินทุน ให้ช่วยสนับสนุนงานวิจัยและนำมากำหนดเป็นนโยบายสาธารณะเพื่อวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบและเชื่อว่าสันติสุขจะเกิดความยั่งยืน

    ภาพประกอบข่าว

    บพท.ชี้ เศรษฐกิจฐานรากคือทางรอด แนะรัฐหนุนตลาดชุมชน–Local Product กระจายรายได้ในพื้นที่

    นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ในสภาวะที่โลกเผชิญสงครามการค้า หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาแต่เศรษฐกิจมหภาคและการส่งออก ซึ่งคิดเป็น 80 % ของ GDP เพียงอย่างเดียว ประชาชนฐานรากจะอยู่ไม่รอด เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตร เช่น ยางพาราและผลไม้ จะตกต่ำและผันผวนตามตลาดโลก ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือครัวเรือนยากจนและกลุ่มเปราะบาง

    รัฐบาลควรลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการใช้ข้อมูลความรู้อย่างยุติธรรม เพื่อให้เศรษฐกิจในพื้นที่เติบโตได้ด้วยตัวเองผ่าน 2 มิติสำคัญ คือ

    1. การยกระดับโครงสร้างการผลิต พัฒนาภาคเกษตร (ยางพารา, ผลไม้) ควบคู่ไปกับภาคบริการและการท่องเที่ยวในพื้นที่
    2. ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างภาคเศรษฐกิจในพื้นที่ ได้แก่ ภาคตลาด ทั้งตลาดชุมชน ตลาดเมือง ตลาดขนส่ง และตลาดส่งออก

    ตลาดรอมฎอนซี.เอส. ถือเป็นตัวอย่างของตลาดเมืองที่มีส่วนร่วม ที่ประกอบด้วยการออกแบบให้เครือข่ายธุรกิจชุมชนและธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงภาคประชาชนและภาคธุรกิจชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตลาดด้วยตนเอง

    กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    การออกแบบตลาดต้องทำให้เห็นการกระจายรายได้และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมควรเป็นผู้จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น (Local Product) ที่ใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นฐาน และมีโครงสร้างการจ้างงานที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ จึงจะได้รับโอกาสเข้ามาค้าขาย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการแบ่งปันอย่างแท้จริงตามหลักคิดของเดือนรอมฎอน เปลี่ยนแนวคิดจาก “การเอาเปรียบชาวบ้าน” ให้เป็น “การแบ่งปันให้กับชาวบ้าน”

    หากมีการจัดทำข้อมูลและการออกแบบที่ดี จะทำให้เห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่เติบโตและหมุนเวียนได้จริง ซึ่งเป็นคำตอบและทางรอดสำคัญในปัจจุบัน โดยต้องลดการพึ่งพาการส่งออก หันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนมากขึ้น ผ่านกลไกความร่วมมือของธุรกิจชุมชน และการหมุนเวียนธุรกิจภายในพื้นที่ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเติบโต ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Supporter) คอยอำนวยความสะดวกด้านงบประมาณและมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้กลไกในพื้นที่เป็นผู้นำและออกแบบกิจกรรมด้วยตนเอง

    เมื่อไหร่ก็ตามที่เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้นความมั่นคงอย่างยั่งยืนจะตามมา

    ภาพประกอบข่าว

    ตลาดรอมฎอนซี.เอส. นอกจากจะมีมนต์เสน่ห์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อการมาเยือนของพี่น้องชาวไทยพุทธ ตลอดจนพี่น้องชาวไทยมุสลิมแล้ว ยังมีอีกหนึ่งประการสำคัญ คือการได้รับการเติมเต็มด้านองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจ ที่ต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์สินค้าให้ได้มาตรฐาน รวมถึงเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายมากขึ้น

    และในท้ายที่สุดคือการเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาของบุตรหลานที่อยู่ต่างพื้นที่ เพื่อกลับมาจำหน่ายสินค้าในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแห่งนี้ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขายเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมโยงวิถีชีวิต ความผูกพัน และการกลับคืนสู่บ้านเกิดของคนในชุมชน อีกทั้งยังก่อให้เกิดรายได้ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

    อ่านข่าว :

    รู้จัก “อุมเราะห์” การแสวงบุญของชาวมุสลิม ในเดือนรอมฎอน

    “รอมฎอน 2569” เดือนแห่งศรัทธา ชาวมุสลิมเข้าสู่การถือศีลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16XqIJ_0elPjyh_dSjuqGW

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : Sideway
    แนวรับ : $5,020 หรือ 77,000
    แนวต้าน : $5,230 หรือ 79,000

    .

    ราคาทองคำที่กลับมาฟื้นตัวในวันนี้เป็นเพียงแรงรีบาวด์ระยะสั้น หรือกำลังสะท้อนการกลับมาของแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้นจากฝั่งอิหร่านที่ขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังส่งสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาอีกระลอกหรือไม่ และจะกลายเป็นปัจจัยหนุนทองคำได้มากแค่ไหน นอกจากนี้ รอยร้าวในตลาด Private Credit และแรงกดดันจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลงแรง จะยิ่งผลักให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อทองคำมากขึ้นหรือไม่ รวมถึงการคาดการณ์ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน จะกลายเป็นแรงหนุนรอบใหม่ให้ทองคำเดินหน้าต่อ หรือราคาจะยังคงเคลื่อนไหวแบบ Sideway เพื่อรอปัจจัยชี้นำรอบถัดไป

    .

    บรรยากาศการลงทุนในตลาดทองคำกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เร่งตัวขึ้นจากท่าทีแข็งกร้าวของอิหร่าน ซึ่งส่งสัญญาณพร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ทำให้ตลาดหันกลับมาประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะ Safe Haven อย่างรวดเร็ว หลังจากเพิ่งเผชิญแรงขายไปก่อนหน้า

    แรงหนุนสำคัญอีกด้านมาจากราคาน้ำมัน Brent ที่พุ่งแตะระดับ 100.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าต้นทุนพลังงานอาจกลับมากดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง แม้ Bond Yield จะขยับขึ้นตามความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่ในภาวะที่ตลาดเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและความไม่แน่นอนเชิงระบบ ทองคำยังคงถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าได้ดีกว่าเงินสดในช่วงเวลาที่ตลาดเปราะบาง

    นอกจากปัจจัยสงครามและพลังงานแล้ว ตลาดยังเริ่มกังวลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินมากขึ้น จากข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลดวงเงินปล่อยกู้และการปรับมูลค่าสินเชื่อในกลุ่ม Private Credit ซึ่งสะท้อนว่าตลาดการเงินนอกธนาคารเริ่มมีรอยร้าวชัดเจนขึ้น เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเพิ่มขึ้น นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงมีแนวโน้มลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง และโยกเงินกลับเข้าสู่ทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

    ในเวลาเดียวกัน การปรับตัวลงของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Nasdaq มากกว่า 1.5% ยังเพิ่มแรงกดดันให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนเพื่อประคองเศรษฐกิจ หากทิศทางดังกล่าวชัดเจนขึ้นจริง ก็จะยิ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ เพราะดอกเบี้ยขาลงมักช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ และเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำหลังจากเหวี่ยงลงแรงได้เริ่มดีดกลับขึ้นมาบริเวณ 5,120 ดอลลาร์ แต่ภาพรวมยังไม่ใช่การทะลุกรอบขึ้นอย่างชัดเจน จึงยังประเมินว่าราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideway ในกรอบ 5,020–5,230 ดอลลาร์ นักลงทุนระยะสั้นจึงยังควรใช้กลยุทธ์ซื้อใกล้แนวรับและขายใกล้แนวต้านไปก่อน จนกว่าตลาดจะได้รับปัจจัยใหม่ที่รุนแรงพอจะผลักดันให้เกิดการเบรกเอาท์

    .

    สรุป :

    ราคาทองคำเริ่มกลับมาได้แรงหนุนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดเครดิต และความคาดหวังว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในภาพเทคนิคทองคำยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway โดยมีกรอบสำคัญที่ 5,020–5,230 ดอลลาร์ ดังนั้นกลยุทธ์ในระยะสั้นยังเหมาะกับการเล่นตามกรอบ ซื้อบริเวณแนวรับ 5,020 ดอลลาร์ หรือประมาณ 77,000 บาท และทยอยขายบริเวณแนวต้าน 5,230 ดอลลาร์ หรือประมาณ 79,000 บาท ไปก่อน จนกว่าราคาจะมีสัญญาณเลือกทางที่ชัดเจนมากขึ้น

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-13-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MiJOy13qlp4a8wtaZp0dP

  • “อาเซียน” นัดประชุมด่วนวันนี้! รับมือไฟสงครามตะวันออกกลาง หวั่นน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ

    “อาเซียน” นัดประชุมด่วนวันนี้! รับมือไฟสงครามตะวันออกกลาง หวั่นน้ำมันพุ่งกระทบเศรษฐกิจ

    สถานการณ์ความขัดแย้งใน Middle East ที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้าง กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในการหารือของที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรือ ASEAN Economic Ministers’ Retreat ในวันนี้ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิก ASEAN เตรียมจัดประชุมนัดพิเศษผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ภายในวันเดียวกัน เพื่อหารือแนวทางรับมือของภูมิภาคต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาเป็นสัปดาห์ที่สอง และยังไม่มีสัญญาณว่าจะคลี่คลายลงในเร็ววัน

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 Dax Imperial โฆษกกิจการต่างประเทศของอาเซียนประจำปี 2569 เปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในวันนี้จะครอบคลุมถึงท่าทีและแนวทางการตอบสนองของภูมิภาคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุมจะมีการแถลงรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงการออกแถลงการณ์ร่วมจากรัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิก

    ขณะเดียวกัน Philippines ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตดังกล่าว รวมถึงกำหนดแนวทางรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนปัญหาการหยุดชะงักของระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

    Allan Gepty รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ของฟิลิปปินส์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ประเทศในภูมิภาคไม่สามารถเพิกเฉยต่อผลกระทบของวิกฤตดังกล่าวได้ โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน

    เขาระบุว่า การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การดำเนินมาตรการรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ขณะนี้ หลายประเทศในอาเซียนได้เริ่มดำเนินมาตรการเชิงรูปธรรมเพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานแล้ว ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ได้ประกาศลดวันทำงานของหน่วยงานภาครัฐเพื่อประหยัดการใช้เชื้อเพลิง พร้อมทั้งประธานาธิบดีได้ยื่นขออำนาจจากรัฐสภาในการระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าและลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพของประชาชน

    ขณะที่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Thailand ได้มีคำสั่งระงับการส่งออกพลังงานไปยังต่างประเทศชั่วคราว โดยยกเว้นการส่งออกไปยัง Laos และ Myanmar เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานภายในประเทศ

    ด้าน Irene Dumlao ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคมและการพัฒนาของฟิลิปปินส์ เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวนอกรอบการประชุม ASEAN Socio-Cultural Community Council ประจำปี 2569 ว่า อาเซียนกำลังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวมีแรงงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำงานอยู่มากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบโดยตรงหากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างมากขึ้น

    ทั้งนี้ ความขัดแย้งครั้งล่าสุดในตะวันออกกลางเริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันระหว่าง United States และ Israel เพื่อโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของ Iran ส่งผลให้ Ali Khamenei ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารอย่างรุนแรงจากอิหร่าน และได้ขยายวงกว้างเป็นการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้านแถบอ่าวเปอร์เซีย เช่น Qatar Bahrain และ United Arab Emirates

    สถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดดังกล่าว ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเร่งเตรียมมาตรการรับมือ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของแรงงานในต่างประเทศ เพื่อจำกัดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ

    #อาเซียน #ASEAN #สงครามตะวันออกกลาง #ราคาน้ำมันโลก #เศรษฐกิจโลก #ประชุมอาเซียน #ตะวันออกกลาง #วิกฤตพลังงาน #ข่าวต่างประเทศ #เงินเฟ้อ #พลังงานโลก #แรงงานไทยต่างแดน #ภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวเศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/134596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uoLwXthbFSaung5hGqNV-

  • Photo Story : บินเหนือมาตรฐาน ภาพสะท้อนเศรษฐกิจพรีเมียมไทย

    Photo Story : บินเหนือมาตรฐาน ภาพสะท้อนเศรษฐกิจพรีเมียมไทย

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ‘Private Jet’ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือการเดินทางของมหาเศรษฐีเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจพรีเมียม ตั้งแต่ธุรกิจท่องเที่ยวระดับหรู อสังหาริมทรัพย์ไฮเอนด์ ไปจนถึงการลงทุนข้ามประเทศ

    ภาพภายในห้องโดยสารของเครื่องบินธุรกิจสะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่เก้าอี้หนังระดับพรีเมียมที่ออกแบบเพื่อการเดินทางระยะไกล พื้นที่ทำงานสำหรับผู้บริหาร ไปจนถึงห้องโดยสารที่สามารถปรับเป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์

    สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ‘เวลา’ คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เครื่องบินส่วนตัวจึงช่วยให้สามารถเดินทางข้ามทวีปจากเอเชียสู่ยุโรปหรืออเมริกาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลารอเที่ยวบินพาณิชย์

    ภายในห้องโดยสารของเครื่องบินรุ่นใหม่อย่าง Gulfstream G700 ถูกออกแบบให้เป็น ‘สำนักงานบนท้องฟ้า’ พร้อมเทคโนโลยีการสื่อสารเต็มรูปแบบ โต๊ะประชุมขนาดเล็ก และพื้นที่พักผ่อนที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับห้องสวีตในโรงแรมระดับห้าดาว

    ขณะที่เครื่องบินรุ่น Gulfstream G800 ซึ่งเป็นรุ่นพิสัยไกลพิเศษ กำลังถูกจับตาในตลาดเอเชีย เนื่องจากสามารถบินตรงระยะทางข้ามทวีปได้มากขึ้น รองรับความต้องการเดินทางของนักธุรกิจระดับโลก

    ‘การบินส่วนบุคคล’ โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจพรีเมียม

    ณัฏฐภัทร สีบุญเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MJets กล่าวว่า การแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของตลาดไทยในอุตสาหกรรมการบินธุรกิจ

    MJets เป็นผู้ให้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวครบวงจรในเอเชีย ตั้งแต่การเช่าเหมาลำ การบริหารจัดการเครื่องบิน ไปจนถึงบริการภาคพื้นดินสำหรับอากาศยานส่วนบุคคล (FBO) พร้อมอาคารผู้โดยสารส่วนตัวแห่งแรกของประเทศไทยที่สนามบินดอนเมือง

    บริษัทได้ดำเนินการบินให้กับเครื่องบินรุ่น Gulfstream G700 ลำแรกที่เข้าประจำการในประเทศไทยแล้ว

    ด้าน วิลเลียม อี. ไฮเน็ค ผู้ก่อตั้ง MJets ระบุว่า การเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Gulfstream ในไทยถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัท รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเจ้าของเครื่องบินชาวไทยกับหนึ่งในผู้ผลิตอากาศยานที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในโลก

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Private Jet หนุน ‘ท่องเที่ยวหรู’ และเศรษฐกิจบริการ

    แนวโน้มสำคัญที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือการเติบโตของ Luxury Tourism หรือการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการบินส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด

    นักท่องเที่ยวระดับมหาเศรษฐี หรือกลุ่ม Ultra High Net Worth (UHNWI) มักเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวเพื่อความสะดวกและความเป็นส่วนตัวสูง สามารถบินตรงสู่เมืองท่องเที่ยวหรือรีสอร์ทระดับโลกได้ทันที

    สำหรับประเทศไทย การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินส่วนบุคคล เช่น อาคารผู้โดยสาร Private Jet Terminal และผู้ให้บริการ FBO ที่มีมาตรฐานสูง ช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวระดับบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงในเศรษฐกิจท่องเที่ยว

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo14.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo04.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo05.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo06.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo07.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo08.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo09.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo15.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo11.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo13.jpg

    private-jet-gulfstream-mjets-thailand-SPACEBAR-Photo12.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/photo-story-private-jet-gulfstream-mjets-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eZyAbcGwHNcFipFUrHrke

  • เพื่อไทย จับมือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ชู Biotech ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    เพื่อไทย จับมือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ชู Biotech ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.14 น.

    พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย นำคณะร่วมหารือแลกเปลี่ยนความเห็นกับ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง ณ สถานเอกอัครราชทูตจีน เพื่อกระชับความร่วมมือและสานต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง ตามคำเชิญของเอกอัครราชทูตจีนฯ

    พรรคเพื่อไทยได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่มีรากฐานมายาวนานตั้งแต่ยุคสมัยพรรคไทยรักไทย การขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในรูปแบบ “พรรคต่อพรรค” จะเป็นฟันเฟืองหลักในการเชื่อมโยงนโยบายและสร้างความไว้วางใจในระดับบริหาร เพื่อให้การผลักดันนโยบายสาธารณะมีความต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว

    พรรคเพื่อไทย

    ทั้งในมิติเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากความสำเร็จของจีนในด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Biotech เทคโนโลยีการแพทย์ (Medical Technology) เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค 

    รวมถึงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสานต่อและขยายผลความร่วมมือในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง-ล้านช้าง โดยเฉพาะการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน มุ่งเน้นการควบคุมมลพิษทางอากาศหรือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5

    พรรคเพื่อไทย

    พร้อมทั้ง มุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน 4 ปี 4 ล้านคน” เน้น Upskill/Reskill แรงงานไทยในอุตสาหกรรม AI, EV, หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์ ฯลฯ พร้อมยกระดับอาชีวศึกษา เชื่อมโยงการปฏิบัติจริงกับภาคเอกชนเพื่อให้การันตีมีงานทำทันที 

    ศ.ดร.ยศชนัน ระบุผ่านช่องทางออนไลน์ ภายหลังการเข้าพบครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญที่เราถอดบทเรียนจากจีนคือการใช้ “นวัตกรรมนำนโยบาย” 

    พรรคเพื่อไทย

    เราตั้งใจนำองค์ความรู้และงานวิจัยที่สั่งสมมา ผสมผสานกับประสบการณ์ความสำเร็จของจีน เพื่อแก้โจทย์ใหญ่สำหรับพี่น้องประชาชน เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการใช้ Deep Tech และ Data Analytics แก้จนรายครัวเรือนให้ตรงจุด การเปลี่ยนเกษตรดั้งเดิมสู่ Smart Farming เพิ่มรายได้ที่ยั่งยืน และ “การศึกษาแห่งอนาคต” ผ่านการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและตอบโจทย์โลกยุคใหม่

    การจะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้ยั่งยืนต้อง “สร้างคน” ครับ และการกระชับสัมพันธ์ระดับ “พรรคต่อพรรค” ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีมายาวนานเกือบ 30 ปี ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย จะเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ของสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ยึดโยงกับประชาชนร่วมกัน

    พรรคเพื่อไทย

    และทิ้งท้ายว่า “ผมเชื่อมั่นว่างานวิจัยจะไม่ขึ้นหิ้งอีกต่อไป แต่จะถูกนำมาขับเคลื่อนเป็นนโยบายที่กินได้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน”

    ด้านนายจุลพันธ์ โพสต์ผ่านช่องทางออนไลน์ระบุถึงประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ว่า คือการกระชับความสัมพันธ์ระดับ “พรรคต่อพรรค” ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะมิตรภาพที่ดีระหว่างพรรคคือรากฐานสำคัญในการทำงานร่วมกันเพื่อประชาชนในระยะยาว ที่เน้นเป็นพิเศษคือเรื่อง “การสร้างคน” เราตั้งใจจะส่งสมาชิกพรรคและคนรุ่นใหม่ของทั้งสองฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความรู้กันให้บ่อยขึ้น ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การยกระดับเศรษฐกิจ และการบริหารพรรคแบบที่ยึดโยงกับประชาชน

    พรรคเพื่อไทย

    ทั้งนี้ในการหารือ คณะผู้แทนพรรคเพื่อไทยได้แสดงความขอบคุณต่อสถานเอกอัครราชทูตจีนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมิตรภาพร่วมกับสมาชิกคนรุ่นใหม่ของพรรคมาโดยตลอด พร้อมกันนี้ยังได้ใช้โอกาสนี้เชิญผู้แทนระดับสูงจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาเยี่ยมเยือนพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้ เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเดินหน้าความร่วมมือเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างสูงสุด

    พรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nJMNS1sTOgWFls4tU4KOb