Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤติน้ำมันลาม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤติน้ำมันลาม – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤติน้ำมันลาม

    ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง สภาผู้บริโภคชู “One-Stop-Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” เร่งรัฐปลด ล็อก โซลาร์ครัวเรือน เสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

    สงครามในตะวันออกกลางลุกลาม เกิดหตุระเบิดเรือบรรทุกน้ำมันที่แหลมฮอร์มุช ส่งแรงสะเทือนถึงราคาน้ำมันทั่วโลกทะลุ 100 ดอลล่าร์ต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยจ่อขึ้นราคายกแผง เสี่ยงวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในอนาคต สภาผู้บริโภคเร่งรัฐบาลเดินหน้านโยบายพึ่งพาตนเอง ปลดล็อกข้อจำกัด สนับสนุนครัวเรือนติดตั้งโซลาร์ ชูแนวคิด “One-Stop-Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

    One-Stop-Shop กุญแจปลดล็อก ‘โซลาร์ครัวเรือน

    “คำถามสำคัญคือรัฐบาลไทยจะรับมือกับวิกฤตพลังงานนี้อย่างไร เท่าที่เห็นยังไม่มีการพูดถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในหน่วยงานราชการอย่างจริงจัง มีแต่มาตรการย่อย ๆ เช่น ให้ถอดสูท เดินขึ้นบันได แต่ยังไม่ได้แตะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานเลย ทั้งที่สามารถทำได้ และหลายประเทศอย่างเวียดนามก็เดินหน้าไปไกลแล้ว” ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวเปิดเวทีวิชาการสาธารณะหัวข้อ “ผลการศึกษาทดลองจัดตั้ง One-Stop-Shop ด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย”

    เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤติน้ำมันลาม : ผศ.ประสาท มีแต้ม

    ผศ.ประสาท กล่าวว่าภาพรวมโครงสร้างพลังงานของไทยในปัจจุบันยังคงเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก และพลังงานที่ไทยนำเข้ากว่า 50 – 60% ยังต้องผ่านเส้นทางขนส่งสำคัญของโลกอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของตะวันออกกลาง สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าความมั่นคงด้านพลังงานของไทยยังมีความเสี่ยงสูง และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อไทยรุนแรง

    กลไกหนึ่งที่หลายประเทศใช้เพื่อเร่งการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคประชาชน คือ “One-Stop-Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” โดยหัวใจของระบบนี้คือการรวมบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การให้ข้อมูล การคัดเลือกผู้ติดตั้ง การจัดหาอุปกรณ์ ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อลดความยุ่งยากของขั้นตอนราชการที่ผู้บริโภคต้องติดต่อหลายหน่วยงาน

    แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาทดลองในประเทศไทย ผ่านโครงการ “ก๊วนหิวแสง (Collective Solar)” ที่สภาผู้บริโภคริเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจากการทำโครงการที่พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายครัวเรือนยังลังเลคือความกังวลเรื่อง ความน่าเชื่อถือของผู้ติดตั้ง บริการหลังการขาย และข้อมูลที่กระจัดกระจาย ขณะที่ราคาค่าติดตั้งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แม้ในระยะยาวจะช่วยลดค่าไฟได้และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

    โซลาร์ครัวเรือน กับข้อจำกัดเชิงระบบ

    ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ จากบริษัท อาร์อี เจเนอเรชั่น จำกัด ผู้ดำเนินโครงการ ระบุว่าแม้ประเทศไทยจะมีมาตรการสนับสนุนการใช้โซลาร์เซลล์ในหลายด้าน ทั้งโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ มาตรการลดหย่อนภาษี รวมถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย เช่น โควตาโครงการที่เต็มอย่างรวดเร็ว ระยะเวลาพิจารณาที่ค่อนข้างยาวนาน ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของครัวเรือนรายย่อยที่ยังทำได้ยาก เนื่องจากธนาคารส่วนใหญ่ยังไม่รับระบบโซลาร์เซลล์เป็นหลักประกันในการปล่อยกู้

    “โดยรวมภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนอยู่พอสมควร แต่เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติจริง ผู้บริโภคยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุนเริ่มต้นและขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชนยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยผลักดันอยู่ไม่น้อย” ธีระพงศ์ กล่าว

    เร่งรัฐปลดล็อกอุปสรรค หนุน โซลาร์ครัวเรือน ก่อนวิกฤติน้ำมันลาม : รสนา โตสิตระกูล

    ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง แต่ภาครัฐยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะการรับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อป

    หากประเทศไทยมีนโยบายหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) ที่เปิดให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบสายส่งได้ จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งมากขึ้น

    “แสงแดดเป็นพลังงานที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง แต่เรากลับปล่อยโอกาสนี้ทิ้งไป หากรัฐเปิดทางให้ประชาชนผลิตและขายไฟคืนเข้าสู่ระบบได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟ เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน และทำให้พลังงานหมุนเวียนเติบโตได้จริง” รสนาระบุ

    ทางด้าน วริศรา ไกรระวี บริษัท อาร์อี เจเนอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ความท้าทายในการดำเนินโครงการก๊วนหิวแสง มีทั้งการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนเริ่มต้นของระบบ ระยะเวลาการตัดสินใจของผู้บริโภค ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น บ้านที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันน้อย หรือสภาพหลังคาที่ไม่เหมาะสม ภายใต้นโยบายที่ยังจำกัดการขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ

    ขณะเดียวกัน “ความเชื่อมั่น” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เนื่องจากผู้สมัครจำนวนมากเข้าร่วมโครงการจากการแนะนำของคนรู้จัก สะท้อนว่าโซลาร์เซลล์ยังเป็นสินค้าที่ต้องอาศัยความไว้วางใจในการตัดสินใจ

    อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ข้อมูลเชิงปฏิบัติ” มากที่สุด โดยเฉพาะเครื่องคำนวณการติดตั้งโซลาร์ รายละเอียดคุณสมบัติของระบบ และราคา มากกว่าความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์

    เสริมแรงหนุนเชิงนโยบาย ดันพลังงานหมุนเวียนไทย

    ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ยืนยันว่า การขยายพลังงานหมุนเวียนสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างประเทศปากีสถาน ที่สามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เป็น ประมาณ 20% พร้อมลดการพึ่งพาก๊าซลงอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามข้อมูลสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของไทยปี 2562 พบว่า ไทยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียง 2 – 3% ขณะที่ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 65% เปรียบเทียบกับปี 2568 ที่สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติแทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ขยับขึ้นเพียง 5% เท่านั้น

    ขณะที่ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในไทยกว่า 90% เป็นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (Self-consumption) โดย กกพ. มีแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจดแจ้งและการขออนุญาตให้รวดเร็วขึ้น

    ส่วน ตัวแทนจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ย้ำถึงมาตรการ ลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์ไม่เกิน 200,000 บาท และตั้งเป้าให้มีครัวเรือนเข้าร่วมอย่างน้อย 90,000 รายภายใน 3 ปี

    เริงชัย ตันสกุล อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เสนอทางออกด้านพลังงาน โดยภาครัฐต้องเร่งปรับกฎเกณฑ์ด้านพลังงานเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยมองว่าหลังคาบ้านเรือนจำนวนมหาศาลทั่วประเทศสามารถกลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสำคัญของประเทศได้ พร้อมเสนอให้เชื่อมโยงนโยบายพลังงานหมุนเวียนเข้ากับมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้ามาลงทุนในประเทศไทย


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    น้ำมันหมดปั๊ม ต้นทุนชีวิตผู้บริโภคพุ่ง จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน

    รื้อ ‘โครงสร้างพลังงาน’ ทางรอดไทย ในวิกฤตสงคราม

    เดือด ยิงเรือสินค้า 3 ลำซ้อน ช่องแคบฮอร์มุซ ‘เรือไทย’ หนักสุด ไฟท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/140369_energy-one-stop-shop_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IOHBe73rEOMh6mxPBBLfW

  • กินมัทฉะทุกวัน จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย? เจาะลึกประโยชน์และข้อควรระวัง

    กินมัทฉะทุกวัน จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย? เจาะลึกประโยชน์และข้อควรระวัง

    ดื่มมัทฉะทุกวัน… ร่างกายกำลังเปลี่ยนไปในแบบที่คุณไม่รู้ตัว?

    หลายคนเลือกดื่มมัทฉะเพียงเพราะรสชาติที่นุ่มลึกหรือตามกระแสสุขภาพ แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า การส่งผงสีเขียวเข้มข้นเข้าสู่ร่างกายติดต่อกันทุกวัน กำลังเข้าไป “เขย่า” ระบบภายในของคุณอย่างไรบ้าง?

    ตั้งแต่กลไกการทำงานของสมองที่เปลี่ยนไป จนถึงระดับการเผาผลาญที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างเงียบๆ การดื่มมัทฉะเพียงวันละถ้วยอาจไม่ได้ให้แค่ความสดชื่น แต่อาจเป็น “กุญแจรีเซ็ตร่างกาย” ที่คุณคาดไม่ถึง มาเจาะลึกกันว่าหากคุณดื่มมันทุกวัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับระบบเลือด ผิวพรรณ และสมาธิของคุณนั้น… คือเรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ?

    กินมัทฉะทุกวัน จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย? 

    การดื่มมัทฉะกลายเป็นกิจวัตรยอดนิยมสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะมัทฉะไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่น แต่เปรียบเสมือน “ขุมทรัพย์แห่งสารอาหาร” ที่ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาว เมื่อเราดื่มมัทฉะคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำทุกวัน ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในหลายด้าน

    ประโยชน์ของการดื่มมัทฉะทุกวัน

    พลังแห่งการต้านอนุมูลอิสระและการชะลอวัย

    จุดเด่นที่สุดของมัทฉะคือการมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มโพลีฟีนอล โดยเฉพาะ EGCG (Epigallocatechin Gallate) ในปริมาณที่สูงมาก จากการศึกษาพบว่ามัทฉะอาจมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 137 เท่า เนื่องจากเราบริโภคใบชาที่บดละเอียดเข้าไปทั้งใบ สารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์ ช่วยให้ผิวพรรณดูสดใส ลดการเกิดสิวจากภายในด้วยคลอโรฟิลล์เข้มข้น และที่สำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจและมะเร็ง

    สมาธิที่จดจ่อและพลังงานที่นิ่งสงบ

    มัทฉะมีคาเฟอีนประมาณ 70 มิลลิกรัมต่อถ้วย ซึ่งสูงกว่าชาเขียวปกติแต่ต่ำกว่ากาแฟ สิ่งที่ทำให้มัทฉะพิเศษกว่าเครื่องดื่มคาเฟอีนอื่นคือ แอล-ธีอะนีน (L-Theanine) กรดอะมิโนตัวนี้จะทำงานร่วมกับคาเฟอีนเพื่อสร้างภาวะ “ตื่นตัวอย่างสงบ” ช่วยเพิ่มสมาธิและการจดจ่อโดยไม่ทำให้เกิดอาการใจสั่นหรือกระสับกระส่าย นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อสุขภาพสมองในระยะยาว ช่วยลดความเครียดและป้องกันความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

    ตัวช่วยกระตุ้นการเผาผลาญและดูแลหัวใจ

    สำหรับผู้ที่ดูแลรูปร่าง การดื่มมัทฉะทุกวันมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบ Metabolism ให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะ EGCG ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันได้สูงถึง $17%$ ในขณะเดียวกัน สารอาหารในมัทฉะยังช่วยปรับสมดุลคอเลสเตอรอล โดยการลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และเพิ่มชนิดดี (HDL) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

    ข้อควรระวังเพื่อการดื่มอย่างปลอดภัย

    แม้จะมีประโยชน์มหาศาล แต่การบริโภคมัทฉะก็มีข้อควรระวังที่สำคัญเพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ดังนี้:

    • จำกัดปริมาณคาเฟอีน: ไม่ควรดื่มเกิน 2-3 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกันอาการนอนไม่หลับหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ

    • หลีกเลี่ยงการดื่มตอนท้องว่าง: สารแทนนินที่เข้มข้นอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร หรือรู้สึกคลื่นไส้ในบางราย

    • เลือกแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้: เนื่องจากมัทฉะคือการกินใบชาทั้งใบ การเลือกมัทฉะเกรดพรีเมียมจากแหล่งปลูกที่สะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงจากสารตะกั่วหรือโลหะหนักที่อาจตกค้างในดิน

    การดื่มมัทฉะเป็นประจำทุกวันจึงเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพียงเลือกมัทฉะคุณภาพดีและดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ร่างกายของคุณจะได้รับพลังงานที่สดใสพร้อมการปกป้องจากภายในสูภายนอกอย่างยั่งยืน

    ขอบคุณข้อมูลจาก

    1. Siam Clinic Thailand
    2. kinn.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/267749/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IdFHOjdcHTPAxRMFc-szo

  • พท. กางโรดแมป 47 ร่าง กม. ดึงคะแนน “ยศชนัน” ชูธงปฏิรูปการศึกษาปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    พท. กางโรดแมป 47 ร่าง กม. ดึงคะแนน “ยศชนัน” ชูธงปฏิรูปการศึกษาปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    เพื่อไทยเปิดเกมรุกนิติบัญญัติรับเปิดสมัยประชุมสภาฯ ขนกฎหมาย 47 ฉบับพาไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่ ประเทศรายได้สูง 

    วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงทิศทางการขับเคลื่อนพรรคในสมัยประชุมสภาฯ ที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นการใช้ “กลไกกฎหมาย” เป็นเครื่องมือหลักในการพลิกโฉมประเทศ

    โดยนายจุลพันธ์ เปิดเผยว่า พรรคเตรียมผลักดันร่างกฎหมายรวมทั้งสิ้น 47 ฉบับ แบ่งเป็น 4 แกนหลัก คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ กลุ่มมาตรฐานและนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นผ่านกฎหมายที่ยุติธรรมและทันสมัย กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง ครอบคลุมทั้งมิติทหาร อาหาร และสังคม กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยยืนยันว่ามีกฎหมายสำคัญ 16 ฉบับ ที่พร้อมส่งเข้าสภาฯ เพื่อผลักดันให้มีผลบังคับใช้ทันทีที่เปิดสมัยประชุม

    ด้านนายยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เน้นย้ำว่า การจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้นั้นการศึกษาคือหัวใจสำคัญของการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ โดยร่างกฎหมายที่พรรคจะผลักดันมุ่งเป้าผลิตคนให้ตรงกับงาน (Skill Matching) ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์ คือ พัฒนาศักยภาพครู ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการร่างหลักสูตร ดึงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา และเชื่อมโยงระบบการศึกษากับความต้องการของตลาดแรงงานโดยตรง เพื่อให้การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้องเรียน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ให้คนไทยมีสมรรถนะพร้อมสู้กับความผันผวนของโลก

    ขณะที่นายประเสริฐ เลขาธิการพรรค ระบุว่า ภารกิจกฎหมาย 47 ฉบับนี้คือสัญญาประชาคมที่สะท้อนแนวคิดการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น โดยเตรียมเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบกฎหมาย ย้ำชัด “หัวใจของพรรคเพื่อไทยคือประชาชน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919990&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pS6hQng2BARg8y-exav9q

  • เพื่อไทยเปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ผลักดันทันที 16 ฉบับรวด

    เพื่อไทยเปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ผลักดันทันที 16 ฉบับรวด

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    จุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ

    เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    จุลพันธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า ‘พ.ร.บ.ทุนมนุษย์’ โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ยศชนัน กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู

    ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา

    ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน’ เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง

    ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ

    เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต”

    — ยศชนัน กล่าว

    ส่วนด้านประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน

    พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน”

    — ประเสริฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/junlapan-yosxhanan-14mar2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zaohoa4zlr4HCF6gKtj-I

  • ‘สุรชัย’ ฟาดกลับ ‘ร็อคกี้’ ลั่นไม่ใช่ลูก-ไล่ไปเปลี่ยนนามสกุล แฉวีรกรรมเนรคุณภาค 1! | เดลินิวส์

    ‘สุรชัย’ ฟาดกลับ ‘ร็อคกี้’ ลั่นไม่ใช่ลูก-ไล่ไปเปลี่ยนนามสกุล แฉวีรกรรมเนรคุณภาค 1! | เดลินิวส์

    กลายเป็นมหากาพย์ดราม่าสั่นสะเทือนวงศ์ตระกูล “สมบัติเจริญ” ไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่นักร้องรุ่นใหญ่ “สุรชัย สมบัติเจริญ” ออกมาเปิดตัวภรรยาใหม่ที่อเมริกาจนเป็นข่าวโครมคราม ทำเอาฝั่งลูกชายอย่าง “ร็อคกี้ สุรบดินทร์” และอดีตภรรยาที่ไทย “เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์” ออกมาโพสต์ฟาดเดือดถึงความ “อยากมีตัวตน” ของฝ่ายหญิงและเหน็บแรงว่า “ผีเน่ากับโลงผุ” จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง

    ล่าสุด “สุรชัย” ไม่ทนอีกต่อไป ออกมาโพสต์ข้อความโต้กลับลูกชายและอดีตภรรยา แถมพ่นไฟใส่จนแทบไม่เหลือคำว่าพ่อลูก โดยระบุข้อความสุดช็อกว่า

    “โอ้พระเจ้าฟ้าดินเป็นอะไรไปหนอ ไม่เหลือแม้แต่กระทั่งคำว่าอภิชาตบุตร ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เมื่อบุคคลที่ถูกคนขนานนามว่า “ลูก” สุรบดินทร์ กลับดูถูกด้อยค่า สบถออกมา ว่า “พ่อ” หรือ (ผู้ปกครอง) ที่คุณใช้คำนี้ กับผมมาโดยตลอดในสังคม ไม่มีปัญญาทำโซเชียลมีเดียได้ จะฟอกเท่าไหร่ ก็ไม่มีวันหมดเหม็น แถมยังไปกล่าวหาคนอื่น ว่าเป็นต้นเหตุ แห่งการที่จะต้องมีตัวตน คนที่คุณกล่าวหาเขา เขาอยู่เลยตรงนั้นไปแล้ว แม่ของคุณก็รู้ดี รู้มาตลอดผีเน่ากับโลงผุมันคือคุณ ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าคุณใช้ลูกผมหรือเปล่า มิน่าล่ะ ในสังคมคุณมักจะเรียกผมว่า “ผู้ปกครอง” ผมว่าไม่น่าใช่นะ

    สงสัยมานานแล้ว แม้แต่ แม่ผม ญาติพี่น้องผม ก็ไม่เคยคิดเลยว่าคุณเป็นลูกผม คุณเชื่อไหม เขาตายไปแล้ว ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่เขาคงยืนยันได้ หรือคนที่ยังอยู่ก็ไปถามเขาดูสิ คุณควรจะเปลี่ยนนามสกุลซะเถอะ ผมรังเกียจ วีรกรรมของคุณ มาก ที่คุณทำกับผม ผมไม่อยากสาวไส้ แต่คิดอีกที บางทีมันก็ดีนะ ไส้ผม มันจะได้สะอาด สักทีหนึ่ง ผมถูกรังแกโดนด่าคนกล่าวหาผมแก้วิกิพีเดีย ผมไม่ต้องลงทุนทำ ทำเองได้ “คำว่าหน้าที่กับภาระ” มันทำให้ผมเจ็บปวดมาก คงไม่มีใครรู้ จากนี้ไปชาวบ้านเขาจะรู้เสียทีหนึ่ง ไอ้ที่คุณปากดีและด่าคนได้เนี่ย การศึกษา ไม่ให้ประโยชน์กับคุณเลย เสียแรง เสียดายหยาดเหงื่อผม ผมก็มีความรู้ แล้วก็มากกว่าคุณด้วย และไม่เคยเนรคุณด่าสถาบัน เหมือนกับคุณ วีรกรรมของคุณเยอะ เอาไว้ขอต่อภาค 2”

    งานนี้บอกเลยว่า “สมบัติเจริญ” ลุกเป็นไฟของจริง จากเรื่องรักหวานที่อเมริกา กลายเป็นศึกสายเลือดที่ทำเอาคนในสังคมอึ้งไปตามๆ กัน ส่วนฝั่ง “ร็อคกี้-เจี๊ยบ” จะออกมาสวนกลับภาคต่ออย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

    ขอบคุณภาพจาก:สมบัติเจริญ สุรชัยไดอาน่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5686298/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SZxfvjjf55opO1ggES-XU

  • ‘KDF’ ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต

    ‘KDF’ ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต

    'KDF' ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต

    ‘มูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี’ ย้ำการสร้างประชาธิปไตยต้องให้คนจดจำอดีต พร้อมร่วมมือสถาบันพระปกเกล้าเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนในเอเชีย

    • ลี แจโอ ประธานมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี (KDF) ชี้ว่าการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจำเป็นต้องทำให้คนรุ่นหลังจดจำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในอดีต
    • ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ผ่านการต่อสู้และเสียสละมาอย่างยาวนาน ทั้งจากการถูกปกครองโดยญี่ปุ่น การเผชิญรัฐบาลเผด็จการ และการแบ่งแยกประเทศ
    • บทบาทของ KDF คือการสร้างประชาธิปไตยแห่งอนาคต โดยร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในเอเชียเพื่อถอดบทเรียนจากอดีตและพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง

    ‘มูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี’ ย้ำการสร้างประชาธิปไตยต้องให้คนจดจำอดีต พร้อมร่วมมือสถาบันพระปกเกล้าเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนในเอเชีย

    ลี แจโอ ประธานมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลี (Korean Democracy Foundation: KDF) บรรยาย Policy Talk ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ “Korean Democratization: Reflection from Within” โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า ยุน ซกฮยอน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เคยจะประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยกฎนี้จะให้อำนาจกับภาครัฐจับขังคุกคนที่มีความคิดเห็นต่างจากผู้มีอำนาจได้ แต่ภายใน 2 ชั่วโมงผู้แทนราษฎรก็รีบไปที่รัฐสภาเกาหลีเพื่อล้มล้างกฎอัยการศึกนี้ และเปลี่ยนประธานาธิบดีใหม่ภายใน 6 เดือน เป็นสิ่งที่ผู้แทนราษฎรเกาหลีพยายามรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตย แต่ก่อนหน้านี้ประชาธิปไตยในประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ มีทั้งปัญหาและอุปสรรคมากมาย แต่มันก็นำมาซึ่งการพัฒนาประชาธิปไตยเกาหลีด้วยเช่นกัน

    ลี แจโอ กล่าวว่า เกาหลีเคยถูกปกครองของประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ 1910 เป็นเวลา 36 ปีกว่าจะหลดพ้นจากการปกครอง โดยประชาชนเกาหลีที่สละเลือดเนื้อเพื่อให้ได้เอกราชในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเกาหลีใต้ยังประสบปัญหาการแบ่งแยกดินแดนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่เคยถูกควบคุมพื้นที่โดยรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ผ่านการต่อสู้ของประชาชนจนกว่าจะกลับมาได้รับเอกราชในปัจจุบัน แม้สงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะยังไม่จบ แต่เราก็มีรัฐบาลที่มั่นคง ซึ่งเขายังหวังว่าในอนาคตประเทศเกาหลีจะกลับมารวมกันอีกครั้ง 

    'KDF' ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต

    สถานการณ์ภายในประเทศเองหลังแบ่งแยกเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้ก็ยังต้องเจอกับความท้าทายจากรัฐบาลเผด็จการ ลี แจโอ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดขบวนการขับเคลื่อนประชาธิปไตยของนักศึกษาซึ่งตัวเองก็ได้เข้าร่วมด้วย 

    “ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่พูดขึ้นมาแล้วจะเกิดขึ้นได้ คนที่เรียกร้องสิทธิและเสรีภาพก็ต้องพยายามที่จะต้องทำให้เกิดประชาธิปไตยด้วย ประชาธิปไตยไม่มีที่สิ้นสุด มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่อย่าวต่อเนื่อง ประเทศเกาหลีใต้ผ่านการเรียกร้องประชาธิปไตย มีผู้คนสละชีวิตต้องล้มหายตายจากจำนวนมาก” ลี แจโอ กล่าว

    ลี แจโอ ย้ำว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือที่จะทำให้เกิดอำนาจกับประชาชน แต่ในวงการการเมือง หลายคนก็ไม่ใช่คนดีทั้งหมด การที่จะได้ประชาธิปไตยก็ต้องเคารพเสียงส่วนน้อยด้วย ประชาธิปไตยต้องไปควบคู่กับการเคารพเสียงส่วนน้อย ถ้าเราละทิ้งเสียงของคนบางกลุ่มก็จะกลายเป็นเผด็จการ และเผด็จการก็จะนำมาสู่การต่อต้านเพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยใหม่ แม้ในประเทศเกาหลีใต้เองมีทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและหัวก้าวหน้า แต่ทุกฝ่ายก็พยายามให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคง แม้จะมีความเห็นต่างแต่ก็ยังรับฟังเสียงส่วนน้อยด้วย

    ลี แจโอ กล่าวต่อไปว่าประเทศเกาหลีใต้ก็มีนักการเมืองที่มีความสนิทสนมกับกลุ่มทุนและมีการรับผลประโยชน์เช่นกัน แต่ประชาชนจะทำหน้าที่สังเกตและจับตาการทำงานของนักการเมือง ถ้าใครที่ทุจริตหรือเอื้อผลประโยชน์ให้พวกพ้องก็จะถูกวิจารณ์จากประชาชนอย่างกว้างขวาง และเวลาเลือกตั้งคนก็จะไม่เลือกคนเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญในปัจจุบันให้อำนาจประธานาธิบดีมากจนเกินไปและเอื้อให้ประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตได้ จึงมีการพูดคุยกันถึงการแก้รัฐธรรมนูญในขณะนี้ด้วย

    'KDF' ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต

    ทั้งนี้ ลี แจโอ เปิดเผยว่า ในฐานะผู้สังเกตการณ์เห็นว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยตอนนี้กำลังเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา อย่างไรก็ตาม บทบาทของมูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลีคือการสร้างประชาธิปไตยของอนาคต แต่ความสำคัญคือต้องทำให้คนจดจำการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของอดีต เช่น การเสวนาที่เชิญประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาร่วมถอดบทเรียนเพื่อประชาธิปไตยด้วยกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มูลนิธิประชาธิปไตยเกาหลีกำลังมีความร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้า และองค์กรอื่นๆ ในเอเชียเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในภูมิภาคให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป 

    'KDF' ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต 'KDF' ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต 'KDF' ย้ำการสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนต้องทำให้คนจดจำอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862479&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TwRxpmKEeqcanglg-u1LT

  • ดราม่าข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน! ยูทูบเบอร์ไอทีชี้ “ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย” เสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกอย่าง

    ดราม่าข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน! ยูทูบเบอร์ไอทีชี้ “ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย” เสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกอย่าง

    ดราม่าข้อมูลสมาชิกพรรคประชาชน! ยูทูบเบอร์ไอทีชี้ “ไม่ใช่หลุดเล็กน้อย” เสี่ยงถูกนำข้อมูลไปใช้ได้ทุกอย่าง

    จากกรณีที่ พรรคประชาชน แจ้งว่าตรวจพบการเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางรายการอาจได้รับผลกระทบ โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ชื่อ–นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล รวมถึงลิงก์ไฟล์เอกสารสำคัญ เช่น URL ของภาพบัตรประชาชน URL ของภาพถ่ายคู่กับบัตรประชาชน และ URL ของเอกสารส่วนบุคคลอื่นที่สมาชิกส่งให้พรรค

    เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลสำคัญที่อาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ

    ล่าสุด นายอาร์ม ธนานนท์ ยูทูบเบอร์สายไอที ได้แสดงความคิดเห็น โดยได้โพสต์ภาพเอกสารชี้แจงของพรรคประชาชน พร้อมระบุใน X ว่า “อหหหหหห งี้ไม่เรียกหลุดเล็กน้อย อันนี้เอาชื่อกุไปทำอะไรก็ได้ละเนี่ย”

    หลังจากนั้น นายอาร์ม ยังได้แชร์แถลงการณ์ของพรรคประชาชน เกี่ยวกับแนวทางการยกระดับความปลอดภัยที่พรรคได้ดำเนินการไปแล้ว และมาตรการแก้ไขเยียวยาเพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยนายอาร์ม ได้ระบุว่า

    “เขียนยาวมาก แต่ไม่ได้ความว่า

    – url ที่หลุดไปใช้เข้าถึงรูปที่เราถ่ายคู่กับบัตรได้มั้ย

    – มีข้อมูลสมาชิกกี่ record

    – มีการเข้าถึงข้อมูลกี่ record

    – แนวทางการเยียวยา

    – PDPA ปรับเท่าไร

    คนในพรรคประชาชนขอรายละเอียดละเอียดด้วยครับ”

    #พรรคประชาชน #ข้อมูลหลุด #DataLeak #PDPA #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ดราม่าการเมือง #ความปลอดภัยข้อมูล #ข้อมูลส่วนบุคคล #แฮกข้อมูล #CyberSecurity #ข่าวออนไลน์ #ข่าวไวรัล #การเมืองไทย #ข่าวการเมืองล่าสุด #ข่าวประเทศไทย #ดราม่าโซเชียล #ข้อมูลสมาชิกพรรค #ความปลอดภัยไซเบอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134858&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NIWpcf-4CqNgS7L3m-lzt

  • สภาพนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศึกษาดูงานจุฬาฯ

    สภาพนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศึกษาดูงานจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สภาพนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ศึกษาดูงานจุฬาฯ ด้านการพัฒนาสวัสดิการแก่บุคลากร

    สภาพนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.คมสันติ โชคถวาย ประธานสภาพนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยอนุกรรมการฝ่ายนวัตกรรมสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของสภาพนักงานและเจ้าหน้าที่ เข้าศึกษาดูงานและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาสวัสดิการแก่บุคลากรในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ห้อง 005 ชั้น 2 อาคารจามจุรี 5 โดยมี ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดี นายโภไคย ศรีรัตโนภาส ผู้ช่วยอธิการบดี พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ร่วมต้อนรับ

    ศ.ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต้อนรับคณะผู้ศึกษาดูงานจากสภาพนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยกล่าวถึงการดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของบุคลากรว่าเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความผูกพันต่อองค์กร และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องมีระบบสวัสดิการที่เหมาะสม ครอบคลุม และตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความมั่นคงทางสังคม และความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว การแบ่งปันประสบการณ์ แนวคิด และแนวทางในการพัฒนาระบบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของบุคลากรเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างสองสถาบัน เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลบุคลากรของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้น

    “การศึกษาดูงานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองมหาวิทยาลัย และนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการจัดสวัสดิการที่เหมาะสม และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อบุคลากรของแต่ละสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.ดร.คณพลกล่าว

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/293122/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dURXp-VHjjIpR625fy2SF

  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน

    วันนี้, 15:39น.

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน 

          กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3) สมัครเข้ารับการฝึกอบรมใน “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ และก้าวสู่เส้นทางการมีงานทำอย่างมั่นคงในอนาคต

          นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ดำเนินโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่จบการศึกษาระดับ ม.3 และไม่ได้ศึกษาต่อ ซึ่งมีอายุระหว่าง 15–25 ปี ได้เข้ารับการฝึกอบรม พัฒนาความรู้และทักษะในสาขาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมเสริมสร้างโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าว มุ่งเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยแบ่งเป็นการฝึกในสถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน 2 เดือน และฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการจริงอีก 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้จากการทำงานจริงก่อนก้าวสู่ตลาดแรงงาน ทั้งนี้ การฝึกอบรมเปิดให้เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมจัดที่พักและอาหารตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม อีกทั้งผู้เข้ารับการฝึกยังมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัว ชุดฝึกอบรม วุฒิบัตรรับรองการฝึก รวมถึงโอกาสในการมีงานทำจากสถานประกอบการที่เข้าฝึกงาน

          นายสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการฝึกอบรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 23 ปัตตานี เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชุมพร เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมบุรุษ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส เปิดฝึกอบรมในหลากหลายสาขา อาทิ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างซ่อมตัวถังรถยนต์ ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ แม่บ้านมืออาชีพ ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และผู้ประกอบอาหารไทย ส่วนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมสตรี นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่าน เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างยนต์เล็กเพื่อการเกษตร ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ขณะที่สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานหนองบัวลำภู เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ผู้ประกอบอาหารไทย ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และช่างแต่งผมสตรี เป็นต้น  

          “ขอเชิญชวนผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน หรือเยาวชนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และยังไม่ได้ศึกษาต่อ สมัครเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร)” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/159984&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uwtS47idc2v9rWvDURFPh

  • ประวัติ โกแพ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” สส. 3 สมัย บ้านใหญ่สตูล นั่งเก้าอี้ รมช.มหาดไทย

    ประวัติ โกแพ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” สส. 3 สมัย บ้านใหญ่สตูล นั่งเก้าอี้ รมช.มหาดไทย

    ประวัติ โกแพ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” สส. 3 สมัย บ้านใหญ่สตูล ม้ามืดนั่งเก้าอี้ รมช.มหาดไทย ใน ครม.อนุทิน 2

    วันที่ 13 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผ ครม.อนุทิน 2 เริ่มนิ่งเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่ทำให้หลายคนแปลกใจ และเรียกว่าเป็นม้ามืด เพราะปรากฏชื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หรือ โกแพ สส.สตูล เขต 2 พรรคภูมิใจไทย เตรียมนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ประวัติ โกแพ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

    นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หรือ โกแพ เกิดวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2532 ปัจจุบันอายุ 37 ปี จบการศึกษาปริญญาโท MSc Business management : International business จากมหาวิทยาลัยบอร์นมัธ ประเทศอังกฤษ

    โกแพ วรศิษฎ์ เป็นลูกชายของ โกเกียรติ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เจ้าของ หจก.เกียรติเจริญชัย มีธุรกิจทั้งเรือประมง รถบรรทุก แพปลา ท่าเรือ รับเหมาก่อสร้าง สถานีบริการน้ำมัน สวนปาล์ม และค่ายมวยเกียรติเจริญชัย เป็นหลานชายของ โกเตี๋ยน สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ อดีตนายก อบจ.สตูล 3 สมัย

    โกแพ วรศิษฎ์ เคยเป็นผู้จัดการ หจก.เกียรติเจริญชัยการประมง ผู้จัดการค่ายมวยเกียรติเจริญชัย และ ผู้จัดการสโมสรฟุตบอลคาเดนซ่า สตูล ยูไนเต็ด

    เส้นทางการเมือง

    โกแพ วรศิษฎ์ ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ครั้งแรกในปี 2562 และชนะการเลือกตั้งรักษาเก้าอี้ไว้ได้ในการเลือกตั้ง เมื่อปี 2566 กระทั่งการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โกแพ วรศิษฎ์ ชนะการเลือกตั้งทิ้งห่างคู่แข่งแบบขาดลอย กว่า 5 หมื่นคะแนน ทำให้ได้เป็น สส.สมัยที่ 3 สังกัดพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ โกแพ วรศิษฎ์ ยังเคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919889&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BTXquovv_UtGt8jdO02aQ