Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 ขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E85-E20 ลดราคา 50 สตางค์

    ด้านราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 27.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 25.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h7qHgMIfRyHNtOAuefpCO

  • เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสู่สภาฯ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจมูลค่าสูง ความมั่นคง และการปฏิรูปการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ

    เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการประชุมถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่าพรรคเตรียมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญรวม 47 ฉบับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ ระบุว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องวางรากฐานหลักควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและกฎหมายที่ทันสมัย และความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม โดยร่างกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถูกจัดเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กฎหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่น กฎหมายด้านความปลอดภัยและความมั่นคง และกฎหมายสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งในจำนวนนี้มี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันเข้าสู่สภาได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุม

    ด้านนายยศชนัน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงจำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ที่สำคัญ โดยเป้าหมายของการปฏิรูปคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ ผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม พร้อมยกระดับบทบาทครู ปรับหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และลดปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา

    ขณะที่นายประเสริฐ ระบุว่า การผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีระบบรัฐที่โปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายและแนวทางพัฒนาประเทศ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/545504.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQ-8WClxtXAisdB95prJi

  • เพื่อไทยเปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ผลักดันทันที 16 ฉบับรวด

    เพื่อไทยเปิดแผนดันกม. 47 ฉบับ ผลักดันทันที 16 ฉบับรวด

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  แถลงข่าวร่วมกันที่พรรคเพื่อไทย ถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาสมัยประชุมนี้ โดยประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมกว่า 47 ฉบับ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาประเทศและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    จุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันความพร้อมทำงานตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน โดยจะผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้ง 74 คน พร้อมใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    หัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า การพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องวางรากฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การสร้างความเชื่อมั่นผ่านหลักนิติรัฐและกฎหมายที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม

    ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 45 ฉบับ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน 12 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงระบบการศึกษากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน รวมถึงกฎหมายด้านทรัพยากรและการจัดการภัยพิบัติ

    2. กลุ่มวางมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น 9 ฉบับ

    เช่น การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนของครอบครองปรปักษ์ รวมถึงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมและแรงงานบริการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและสิทธิที่เท่าเทียมมากขึ้น

    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง 6 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติประกันสังคม และพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของประชาชน

    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง 20 ฉบับ

    เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พระราชบัญญัติ THACCA รวมถึงกฎหมายด้านอาหารและยา เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    จุลพันธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนดังกล่าวมีร่างกฎหมาย 16 ฉบับที่มีความพร้อมสามารถผลักดันได้ทันที เพื่อให้สภาเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้

    จากนั้น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงประกาศยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ผ่านการเสนอร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับพรรคเพื่อไทย) หรือที่เรียกว่า ‘พ.ร.บ.ทุนมนุษย์’ โดยระบุว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญและคุ้มค่าที่สุดในการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ยศชนัน กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและความท้าทายจากเทคโนโลยีที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงระบบห้องเรียน แต่เป็นการวางรากฐาน “โครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์” เพื่อสร้างศักยภาพให้กับประเทศในระยะยาว

    สำหรับแนวทางสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว พรรคเพื่อไทยเสนอการปฏิรูปผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่

    1. ยกระดับการผลิตและพัฒนาครู

    ดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบการศึกษา ปรับระบบประเมินครูให้สะท้อนศักยภาพจริงโดยไม่เพิ่มภาระงาน พร้อมลดภาระงานนอกห้องเรียน เพื่อให้ครูมีเวลาในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มที่

    2. นักเรียนเป็นศูนย์กลางของระบบการศึกษา

    ปรับหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและมุ่งสร้างสมรรถนะที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมจัดตั้ง ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้เรียน’ เพื่อดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียนในสถานศึกษา

    3. เรียนฟรีต้องฟรีจริง

    ปรับระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยกระจายงบประมาณสู่โรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระผู้ปกครองและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

    4. กำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ

    เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน ผ่านกลไกสำคัญ เช่น “บอร์ดผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Superboard)” ที่ทำหน้าที่เชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจ และการจัดตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank)” เพื่อให้ประชาชนสามารถสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รองรับการพัฒนาทักษะ (Upskill) และปรับทักษะใหม่ (Reskill) ได้ตลอดชีวิต

    ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริง เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    “ทั้งนี้ การพัฒนาทุนมนุษย์ถือเป็นฐานสำคัญของเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Growth Engine) ที่จะช่วยยกระดับภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น พร้อมรองรับการลงทุนและการวิจัยพัฒนาในอนาคต”

    — ยศชนัน กล่าว

    ส่วนด้านประเสริฐ จันทรรวงทอง ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปรวมว่าการผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่ากฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    เลขาธิการพรรคเพื่อไทยยังระบุว่า พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน

    พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานในพื้นที่ทั่วประเทศ รับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสียงเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเปลี่ยนข้อเรียกร้องของประชาชนให้กลายเป็นนโยบายและกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง

    “พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน”

    — ประเสริฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/junlapan-yosxhanan-14mar2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zaohoa4zlr4HCF6gKtj-I

  • เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    เพื่อไทยเตรียมดัน 47 กฎหมาย ยกเครื่องเศรษฐกิจ-การศึกษา

    พรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันร่างกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสู่สภาฯ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจมูลค่าสูง ความมั่นคง และการปฏิรูปการศึกษา เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ

    เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการประชุมถึงทิศทางการทำงานของพรรคในสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำว่าพรรคเตรียมผลักดันร่างกฎหมายสำคัญรวม 47 ฉบับ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง

    นายจุลพันธ์ ระบุว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องวางรากฐานหลักควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง การเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐและกฎหมายที่ทันสมัย และความมั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม โดยร่างกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถูกจัดเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กฎหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่น กฎหมายด้านความปลอดภัยและความมั่นคง และกฎหมายสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งในจำนวนนี้มี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันเข้าสู่สภาได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุม

    ด้านนายยศชนัน กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษาว่า การยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงจำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษย์ที่สำคัญ โดยเป้าหมายของการปฏิรูปคือการสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ ผลิตกำลังคนที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม พร้อมยกระดับบทบาทครู ปรับหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และลดปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา

    ขณะที่นายประเสริฐ ระบุว่า การผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยยืนยันว่ากฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการให้ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีระบบรัฐที่โปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหมายและแนวทางพัฒนาประเทศ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/545504.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VQ-8WClxtXAisdB95prJi

  • “ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจ” จีนเล็งเดินหน้า 109 โครงการใหญ่ หนุนการพัฒนาในอีก 5 ปี

    “ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจ” จีนเล็งเดินหน้า 109 โครงการใหญ่ หนุนการพัฒนาในอีก 5 ปี

    ปักกิ่ง, 14 มี.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) โหวหย่งจื้อ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาของคณะรัฐมนตรีจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว ระบุว่าการผลักดันหลายโครงการใหญ่ของจีนจะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    จีนวางแผนดำเนินโครงการสำคัญ 109 โครงการในช่วง 5 ปีข้างหน้า ครอบคลุมหลากหลายด้าน อาทิ การพัฒนาพลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ การบูรณาการการพัฒนาเมืองกับชนบท และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

    โครงการเหล่านี้ครอบคลุมทุกมิติของการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยมีการจัดสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งผสมผสานการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเชิงระบบและสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมความก้าวหน้าทั้งในด้านวัตถุและด้านวัฒนธรรม-คุณธรรมควบคู่กันไป

    โครงการบางส่วนมุ่งยกระดับศักยภาพพื้นฐานของภาคอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน บ่มเพาะอุตสาหกรรมใหม่และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนการวิจัยเทคโนโลยีแนวหน้า และเสริมแกร่งศักยภาพด้านนวัตกรรม

    ทั้งนี้ โหวระบุว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยผลักดันการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ และเพิ่มความได้เปรียบของจีนในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นในระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/510/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jpD-HC5yXfHTzqzd97o-R

  • กำเนิด โลกาภิวัฒน์ใหม่ เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย

    กำเนิด โลกาภิวัฒน์ใหม่ เมื่อระเบียบโลกตะวันตกกำลังพังทลาย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03h2_BKlaSuDiMNdBkoEEO

  • ‘จุลพันธ์’ ย้ำ ยังไม่คุยโควตา ‘รมต.’ เป็นแค่กระแสคาดการณ์

    ‘จุลพันธ์’ ย้ำ ยังไม่คุยโควตา ‘รมต.’ เป็นแค่กระแสคาดการณ์

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงสะท้อนของสส.พรรคในการจัดสรรโควตารัฐมนตรีของพรรค ว่า ในการประชุมวันนี้ไม่มีการพูดถึงประเด็นนี้ เป็นการพูดถึงการทำงานไปข้างหน้า การจะผลักดันนโยบายของพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากมีข้อจำกัดเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ ซึ่งทุกคนมีเป้าหมายตรงกันคือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน การจะทำให้พรรคแข็งแรงขึ้น มีความนิยมมากขึ้นคือการทำงานแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนเป็นจุดร่วมของทุกคน ไม่ได้มีการถกเรื่องของบุคลากร เพราะทุกคนรับทราบกระบวนการ

    จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ได้พูดกับสมาชิกทุกคนว่าเราจะเปิดช่องทางในการสื่อสารว่าใครที่จะประสงค์เข้ามาทำงานการเมืองในบทบาทใด เช่นกรรมาธิการ รัฐมนตรี หรือเป็นวิป เราก็จะรับฟังความเห็น แต่สุดท้ายกระบวนการในการตัดสินใจ อยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งได้มอบหมายให้คณะชุดเล็ก ซึ่งมีจุลพันธ์และประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เป็นผู้ดำเนินการ

    ส่วนความคืบหน้าการจัดสรรรัฐมนตรีของพรรค จุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูด สิ่งที่ปรากฏในสื่อเป็นแค่การคาดการณ์ อาจจะเป็นการหารือนอกรอบยังไม่ใช่เรื่องทางการ เพราะเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาลวันนี้ มีความชัดเจนตั้งแต่พรรคอันดับหนึ่ง มีคะแนนแตกต่างจากพรรคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเขาเชิญมาเราก็เข้าไปพูดคุยถึงกรอบความคิด เมื่อตรงกันก็ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งวันนี้และวันที่ 15 มีนาคม มีกระบวนการทางรัฐสภา เราก็คงลงมติไปในทิศทางเดียวกัน เพราะมีการพูดคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว แต่ในเรื่องตำแหน่งและการแบ่งกระทรวงอาจจะเป็นเรื่องของการคาดเดามากกว่า เนื่องจากยังไม่มีกระบวนการหารือ ซึ่งเดี๋ยวคงคุยกันเพื่อหาจุดร่วมที่เหมาะสมและสามารถเดินหน้าให้กับประชาชนได้ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่พวกเราคิด

    เมื่อถามถึงมองว่านโยบายด้านการศึกษาของพรรคเพื่อไทยจะสามารถเรียกคะแนนนิยมของพรรคกลับมาได้หรือไม่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามุ่งเน้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หากสามารถผลักดันนโยบายได้จะเปลี่ยนแปลงคะแนนได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผลงาน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากทุกคนเห็นผลงานที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันจะส่งผลต่อประชาชนและเปลี่ยนแปลงประเทศ นี่คือคะแนนที่ประชาชนน่าจะมอบให้พรรคเพื่อไทยในกับการเลือกตั้งครั้งหน้า

    ส่วนมองว่ากระทรวงที่ได้มาจะทำคะแนนได้ยากกว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงหรือไม่ ยศชนัน กล่าวว่า ในอดีตนั้นไม่แน่ แต่ปัจจุบันมีเรื่องของความเชื่อมโยง ซึ่งกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่สามารถทำงานได้เพียงกระทรวงเดียว ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงใดก็สามารถทำผลงานแบบเดียวกันได้ และน่าจะหมดยุคต่างคนต่างทำ ฉะนั้นทุกกระทรวงมีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่ากระทรวงนี้จะอยู่กับพรรคใด ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี

    ด้านประเสริฐ กล่าวถึงความมั่นใจที่จะใช้เวลา 4 ปีเพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยกลับคืนมาว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกันเบื้องต้น 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องทำงานอย่างจริงจัง และเราจะใช้อายุรัฐบาลชุดนี้อย่างคุ้มค่า โดยได้กำชับสส.เรื่องการลงพื้นที่ว่าการเมืองวันนี้ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน และต้องสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริง

    เมื่อถามว่า มั่นใจว่าสามารถทำให้พรรคกลับมาได้ใช่หรือไม่ ประเสริฐ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายทั้งสมาชิกและพรรคต้องช่วยกัน ทุกพรรครวมถึงพรรคเพื่อไทยก็หวังที่จะการเมืองในอนาคตให้พรรคเติบโตขึ้น และเราก็หวังว่าเราเคยพรรคใหญ่ในอดีต วันนี้ก็มีความมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรให้พรรคมีพัฒนาการที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตภายใน 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/junlapan-14mar2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WSjqS57uyWWSDX8SkMhPd

  • จับตา ‘รถไฟฟ้า 40 บาท’ นโยบายแรกรัฐบาลใหม่ เดิมพันค่าครองชีพคนกรุง

    จับตา ‘รถไฟฟ้า 40 บาท’ นโยบายแรกรัฐบาลใหม่ เดิมพันค่าครองชีพคนกรุง

    นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ของพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นสัญญาณที่ประชาชนจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่า หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น กระทรวงฯ ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันนโยบายนี้ออกมาทันทีเป็นวาระแรก 

    โมเดลเบื้องต้นที่วางไว้คือการคิดค่าโดยสารแบบแบ่งโซน ไม่เกิน 40 บาทสำหรับการเดินทางในโซนที่กำหนด และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหากข้ามโซน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็บริหารภาระค่าใช้จ่ายของรัฐได้อย่างสมดุล

    สำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านที่แบกค่าเดินทางมานานหลายปี คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “นโยบายนี้ดีแค่ไหน” แต่คือ “ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร” หากราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศไทยปรับลดลงเพื่อลดค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกัน

    คนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ได้อะไรจากนโยบายนี้

    แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุชัดว่า “คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มาก โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางในโซนที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นทางไปกลับอยู่แล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางลดลงจากเดิมพอสมควร”

    สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ที่มองว่าหากค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกลง ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์โดยตรง “ถ้าค่าใช้จ่ายโดยรวมมันถูกกว่าเดิม ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์จากตรงนี้อยู่แล้ว มันก็เป็นข้อดี มันก็ช่วยได้เยอะ” 

    ทั้งนี้หากการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดสำเร็จ กรมการขนส่งทางราง ประมินว่าผู้ที่เดินทางไกลจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 50-80 บาทต่อวัน จากเดิมที่ต้องแบกรับสูงถึง 130-200 บาท ซึ่งถือเป็นการลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ

    แผน Single Ownership และตั๋วร่วม

    อย่างไรก็ดีการผลักดันนโยบายราคา 40 บาทเดินได้จริงในทุกสาย ล่าสุด กระทรวงคมนาคม ได้วางแผนเร่งเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าให้ครบทุกสาย ตามหลักการจัดทำการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) เพื่อให้รัฐสามารถกำหนดราคาได้อย่างเหมาะสม 
    โดยจะให้เอกชนคู่สัญญาเดิมเป็นผู้กู้เงินมาใช้เป็นค่าซื้อคืนสัมปทาน รัฐไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่กระทบหนี้สาธารณะของประเทศ และจะมีสถาบันการเงินทำหน้าที่ดูแลการจัดสรรรายได้

    ควบคู่กันนี้ กระทรวงฯ จะเร่งผลักดันระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสารในบัตรใบเดียว เพิ่มความสะดวกสบายให้คนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างเป็นรูปธรรม

    ศึกษาโมเดล ‘โซนนิ่ง’ เสนอปลายปีนี้

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุว่า กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารรูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดเก็บค่าโดยสารแบบ Zonal Fare เพื่อให้ครอบคลุมเครือข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งเป้าสรุปผลการศึกษาเสนอต่อกระทรวงคมนาคม ภายในปลายปี 2569

    โมเดลที่กำลังศึกษาแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การแบ่งโซนตามพื้นที่หรือสถานี (Area-based Zone) และการคิดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง (Time-based Zone) โดยรูปแบบหลังนายพิเชฐมองว่ามีความเป็นธรรมและเข้าใจง่ายที่สุด เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในเรื่องระยะทาง 

    ทั้งนี้ข้อมูลสถิติพบว่าคนกรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 8 สถานี หรือราว 11.25 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 20-25 นาที ดังนั้นหากกำหนดฐานเวลาไว้ที่ 1 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

    นอกจากนี้กรมฯ ยังทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องค่าธรรมเนียมการขับรถเข้าเขตพื้นที่รถติด เพื่อให้การแบ่งโซนของรถไฟฟ้าและรถยนต์ใช้มาตรฐานเดียวกัน ลดความสับสนของประชาชน และสร้างระบบขนส่งเมืองที่บูรณาการอย่างแท้จริง

    อย่าให้นโยบายดีกลายเป็นประชานิยม

    อย่างไรก็ดี ศ.ดร.อรรถกฤต เตือนว่าสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือนโยบายนี้กลายเป็นประชานิยมที่ปราศจากความยั่งยืนทางการคลัง กุญแจสำคัญที่จะทำให้นโยบายยืนระยะได้อยู่ที่คำถามเดียว นั่นคือ “รัฐจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า” เพราะเมื่อรัฐเข้าซื้อคืนสัมปทานและกำหนดราคาต่ำกว่าทุน ภาระผลต่างนั้นย่อมตกอยู่บนบ่าของภาครัฐโดยสมบูรณ์ โจทย์จึงไม่ใช่แค่ดีหรือไม่ดี แต่คือยั่งยืนหรือไม่ต่างหาก

    ศ.ดร.อรรถกฤต เสนอแนวทางที่น่าสนใจในการหารายได้เพิ่มเติม โดยชี้ให้เห็นศักยภาพของ “ภาษีบาป” อย่างภาษีบุหรี่และสินค้าที่มีโทษต่อสุขภาพ ซึ่งการเก็บภาษีเหล่านี้ให้มากขึ้นไม่เพียงเพิ่มรายได้รัฐ แต่ยังช่วยลดปัญหาสาธารณสุขในเวลาเดียวกัน รวมถึงภาษีโซเดียม ที่กำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งหากนำรายได้เหล่านี้มาสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานได้ ก็อาจเป็นทางออกที่เซฟที่สุด โดยไม่กระทบประชาชนกลุ่มอื่น

    “อยากให้เป็นนโยบายที่ make sense ว่าคุณทำแล้วคุณก่อหนี้ แล้วคุณก็มีเงินที่จะสำรองมาจ่ายในระยะยาว แต่ว่าอย่าไปเพิ่มภาษีอะไรก็ตามที่กระทบต่อประชาชนในอนาคต” ศ.ดร.อรรถกฤต ระบุ

    อย่างไรก็กีในระยะเฉพาะหน้า ยังมีประเด็นสำคัญที่รอความชัดเจน นโยบาย 40 บาทตลอดวันระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในปี 2569 นั้น ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะได้รับการต่ออายุหรือไม่ ขณะที่กระบวนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งหมดก็ยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการตั้งคณะกรรมการเจรจาที่ยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจน 

    ขณะที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ยอมรับว่า กระบวนการนี้ละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับงบประมาณผูกพันข้ามปี ซึ่งต้องการความรอบคอบอย่างสูง

    สุดท้ายแล้ว นโยบายรถไฟฟ้า 40 บาท อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่ว่าจะสามารถลดภาระค่าครองชีพให้คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้จริงหรือไม่ ไม่นานจากนี้เราคงได้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/653887&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F8qLOi9jiIBbonJOlIe1p

  • ‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘เศรษฐกิจฐานราก’ โจทย์ใหญ่การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างบนผืนดินเดียวกัน – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ในเวทีเสวนาว่าด้วย “เศรษฐกิจฐานรากและแนวทางการเงินยั่งยืนเพื่อเสริมศักยภาพองค์กรและเครือข่ายชุมชนเพื่อการจัดการช้างป่าอย่างสันติ” ในงานวันช้างไทย 2569 คำถามแรกที่ถูกโยนขึ้นกลางวงดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่กลับเปิดประตูสู่ความซับซ้อนของปัญหาที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่

    ความท้าทายของการจัดการช้างป่าคืออะไร ?

    คำถามนี้ไม่ได้มุ่งไปที่ตัวช้างเพียงอย่างเดียว หากแต่ชวนมองเห็นภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างช้าง ป่า คน และเศรษฐกิจชุมชนที่ซ้อนทับกันอยู่

    ดร.ขวัญข้าว สิงหเสนี ผู้อำนวยการมูลนิธิ Bring the Elephant Home ชวนให้มองปัญหานี้ในมิติที่กว้างกว่าความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เธออธิบายว่าเมื่อพูดถึง ‘ช้าง’ เราไม่ได้กำลังพูดถึงสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่กำลังพูดถึงทั้งระบบนิเวศผืนป่า วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และโครงสร้างเชิงนโยบายที่กำกับการใช้ทรัพยากร

    ในอดีตการถกเถียงมักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า “ใครอยู่ก่อนระหว่างคนกับช้าง” แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอเสนอว่าการย้อนกลับไปหาคำตอบนั้นอาจไม่ช่วยให้เราเดินไปข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญกว่าคือการมองหาวิธี ‘อยู่ร่วมกัน’ ภายใต้แนวคิดเรื่อง ประโยชน์ร่วมและความเสียหายร่วม เพราะในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนใครมักเป็นคนในชุมชนที่อยู่ชายป่า แต่ปัญหานี้ไม่ได้เป็นภาระของพวกเขาเพียงฝ่ายเดียว

    มุมมองนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของ สยาม พูลเจริญ จากมูลนิธิ Earthworm ประเทศไทย ซึ่งทำงานเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เขาเล่าว่าความท้าทายสำคัญเกิดขึ้นในระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรโดยตรง 

    ตัวอย่างเช่น ชาวสวนยางที่ต้องออกไปกรีดยางตั้งแต่เช้ามืดหรือกลางคืน หากช้างออกมาในพื้นที่ พวกเขาอาจไม่สามารถทำงานได้ และเมื่อรายได้หยุดชะงัก ปัญหาเศรษฐกิจก็ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    นี่ทำให้เรื่องช้างไม่ใช่เพียงปัญหาด้านการอนุรักษ์อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจของคนตัวเล็กในระบบการผลิต

    คุณปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ จากเครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย จึงเสนอให้ปรับกรอบความคิดเสียใหม่ เขาเห็นว่าปัญหานี้ควรถูกมองในฐานะ ปัญหาการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจของพื้นที่ มากกว่าจะเป็นเพียงปัญหาสัตว์ป่า ประการต่อมา ชุมชนที่ได้รับผลกระทบไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะ ‘เหยื่อ’ แต่ควรถูกยกระดับให้เป็นผู้ร่วมจัดการทรัพยากร รวมถึงต้องออกแบบกลไกการเงินที่ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เนื่องจากที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาติดอยู่กับข้อจำกัดของระบบงบประมาณปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอ็นจีโอต่างทำงานภายใต้โครงการระยะสั้น ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างยังเกิดขึ้นได้ยาก

    ในระดับพื้นที่ มุมมองนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ของชุมชนเอง โดยมนตรี กุญชรมณี จากกลุ่มวิสาหกิจกาแฟพิเศษ ‘ช้างยิ้ม’ ในอำเภอทองผาภูมิ เล่าว่าความท้าทายของชาวบ้านไม่ใช่การกำจัดช้าง แต่คือการหาวิธีอยู่ร่วมโดยไม่เกิดการปะทะกัน แนวทางที่กลุ่มของเขาเลือกคือการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจ จากเดิมปลูกข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง ไปสู่การปลูกกาแฟซึ่งช้างไม่ค่อยรบกวน

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทั้งชุมชน แต่เริ่มจากเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่กล้าลองก่อน จนปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 66 คน และสามารถผลิตกาแฟได้ปีละกว่า 50 ตัน โดยพยายามยกระดับให้เป็นกาแฟคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า

    ประสบการณ์เช่นนี้สะท้อนว่าการเปลี่ยนอาชีพของเกษตรกรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากมีการสนับสนุนทั้งด้านความรู้ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการตลาด จากพันธมิตรทั้งองค์กรในท้องถิ่นทุกระดับก็สามารถสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเศรษฐกิจชุมชนได้

    ด้านอุตสาหกรรม ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ จากสมาคมโรงงานน้ำตาลทรายไทย ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอ้อยกับช้างเป็นอีกภาพหนึ่งของความซับซ้อนในระบบเศรษฐกิจ เขาอธิบายว่าอ้อยเป็นพืชที่ช้างชอบ และชาวไร่อ้อยก็เป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทย ดังนั้นเมื่อชาวไร่ได้รับผลกระทบ โรงงานน้ำตาลก็มีเหตุผลที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือ

    ระบบอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยมีโครงสร้างกองทุนอ้อยและน้ำตาล ซึ่งมีเงินสะสมจำนวนมากและสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกรได้ เพียงแต่กระบวนการอนุมัติยังต้องผ่านกลไกหลายขั้นตอนและมักเป็นงบประมาณรายปี ทำให้การจัดการระยะยาวยังมีข้อจำกัดอยู่

    ในอีกด้านหนึ่ง คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่ากลไกทางการเงินสำหรับการอนุรักษ์อาจต้องก้าวไปไกลกว่างบประมาณแบบเดิม เขายกตัวอย่างเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ที่โลกกำลังทดลองใช้ เช่น ‘พันธบัตรอนุรักษ์สัตว์ป่า’ ที่เชื่อมผลตอบแทนการลงทุนกับความสำเร็จในการเพิ่มประชากรสัตว์ หรือระบบประกันภัยความเสียหายจากสัตว์ป่า รวมถึงกองทุนที่สนับสนุนการป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย

    แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการจ่ายเงิน ‘เยียวยา’ หลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกันล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม เงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด

    ดร.ขวัญข้าวเล่าว่าประสบการณ์ในพื้นที่กุยบุรีแสดงให้เห็นว่าการออกแบบพื้นที่การเกษตรใหม่อาจช่วยลดความขัดแย้งได้ เช่น การปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบอย่างตะไคร้หรือพืชกลุ่มน้ำมันหอมระเหยเป็นแนวกันชน แล้วจึงปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นอยู่ด้านในพื้นที่

    แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงกับการกระจายรายได้รูปแบบอื่น เช่น การท่องเที่ยวหรือการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว รั้วรังผึ้งยังสามารถใช้เป็นวิธีป้องกันช้างได้อีกด้วย

    สิ่งที่เธอค้นพบจากการทำงานภาคสนามคือ คนในชุมชนไม่ได้ทีความรู้สึกเกลียดชังช้างแต่อย่างใด เพียงแต่บางเวลาอาจมีความกลัวเกิดขึ้นเมื่อช้างเข้ามาใกล้ (ในตอนกลางคืน)

    ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้คนรักช้าง แต่คือการทำให้พวกเขา รู้สึกปลอดภัยและมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี คำถามที่ใหญ่กว่าการจัดการช้างเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง คือ หากต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในวงกว้าง ใครควรเป็น ‘เจ้าภาพ’ ของปัญหานี้

    คุณปีย์ชนิตว์เสนอว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ ไปจนถึงมหาดไทยที่ดูแลการบริหารในระดับจังหวัด หากไม่มีหน่วยงานหลักที่มองภาพรวมและประสานการทำงานทั้งหมด การแก้ปัญหาก็จะยังคงกระจัดกระจายเหมือนที่ผ่านมา

    เขายอมรับว่านี่อาจยังเป็นเพียง ‘ภาพฝัน’ แต่ก็เป็นภาพฝันที่จำเป็น เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของช้างหรือของป่า หากเป็นเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ชายป่าทั่วประเทศ หากคนในพื้นที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ช้างก็ไม่มีทางอยู่รอดเช่นกัน

    และในทางกลับกัน หากระบบนิเวศล่มสลาย ชุมชนมนุษย์ก็จะสูญเสียฐานทรัพยากรของตนไปพร้อมกัน

    โจทย์ของการอยู่ร่วมกันจึงมองไม่ควรมองเพียงมิติงานอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่เป็นโจทย์ของการออกแบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ ที่ทำให้ทั้งคนและช้างสามารถมีพื้นที่ของตัวเองบนผืนแผ่นดินเดียวกันได้อย่างยั่งยืน

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-68/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e-YQAQCvAR92vOTOQBhsU

  • สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิรักถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะสงครามตะวันออกกลางเข้าสัปดาห์ที่ 3

    สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในอิรักถูกโจมตีด้วยโดรน ขณะสงครามตะวันออกกลางเข้าสัปดาห์ที่ 3

    สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงแบกแดดของอิรักถูกโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันเสาร์ เป็นการโจมตีครั้งที่สองนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทำให้ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ ระบุว่า มีควันดำหนาทึบลอยขึ้นจากอาคารสถานทูตสหรัฐฯ ในเมืองหลวงของอิรัก การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีที่มีต่อกลุ่มกาตาอิบ เฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งทำให้สมาชิก 2 คนเสียชีวิต รวมถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ตามที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผย

    อิหร่านปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ

    อิหร่านได้ออกคำเตือนให้พลเมืองสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หลีกเลี่ยงพื้นที่ท่าเรือที่อาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ขณะเดียวกันมีควันดำปรากฏขึ้นจากฟูไจราห์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการจัดเก็บและส่งออกน้ำมัน

    แม้จะเผชิญกับอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าจากสหรัฐฯ และอิสราเอล อิหร่านยังคงมุ่งมั่นต่อสู้โดยปล่อยขีปนาวุธและโดรนโจมตีประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อย 10 ประเทศ และสามารถปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นจุดผ่านที่สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันหนึ่งในห้าของโลก

    ผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก

    ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่ากองกำลังสหรัฐฯ ได้โจมตีเกาะคาร์ก ศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และ “ทำลาย” เป้าหมายทางทหารในขณะที่ไว้ชีวิตสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน สื่ออิหร่านยืนยันว่าไม่มีความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกน้ำมันบนเกาะดังกล่าว

    การคุกคามของอิหร่านต่อการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซทำให้การจราจรทางเรือหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น Trump กล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “เร็วๆ นี้” เพื่อฟื้นฟูการส่งออกน้ำมัน

    สถานการณ์ความสูญเสีย

    กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,200 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถยืนยันอย่างเป็นอิสระได้ หน่วยงานผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่ามีผู้พลัดถิ่นภายในอิหร่านถึง 3.2 ล้านคนนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น

    US Army handout photos showed HIMARS multiple rocket launchers firing from te desert during strikes on Iran

    US Army handout photos showed HIMARS multiple rocket launchers firing from te desert during strikes on Iran

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/us-embassy-iraq-drone-attack-middle-east-war-week-3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rSyJSL_cyG1xXDeAT9YNl