Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เพื่อไทย” เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสภาฯ – มุ่งปฏิรูปการศึกษา

    “เพื่อไทย” เตรียมดันกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสภาฯ – มุ่งปฏิรูปการศึกษา

    “จุลพันธ์” เผย “พรรคเพื่อไทย” เตรียมเดินหน้าดันกฎหมาย 47 ฉบับเข้าสภาฯ ด้าน “ยศชนัน” มุ่งปฏิรูปการศึกษาวางโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาฯ พรรคเพื่อไทยจะผลักดันประเทศไทยให้มุ่งสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงทั้งในบทบาทของฝ่ายบริหาร และบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติผ่าน สส. ของพรรค

    พรรคเพื่อไทย
    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    พรรคเพื่อไทยจะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีรากฐานสำคัญ 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่

    • ด้านที่ 1 คือโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง
    • ด้านที่ 2 คือ การเมืองรากฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของนิติรัฐ นิติธรรม กฏหมายที่ยุติธรรมทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน
    • ด้านที่ 3 คือ การวางรากฐานความมั่นคงทุกมิติ ทั้งด้านทหาร อาหาร และสังคม

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทยจึงเตรียมเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายรวมทั้งสิ้น 47 ฉบับ ที่จะเป็นแผนกฎหมายที่ตอบโจทย์อนาคตของประเทศ และเป็นกรอบที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

    พรรคเพื่อไทยได้แบ่งกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็น 4 หลักคือ

    1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน
    2. กลุ่มวางมาตฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
    3. กลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคง
    4. กลุ่มสนับสนุนเศรษฐกิจมูลค่า

    โดยมี 16 ฉบับที่สามารถผลักดันได้ทันทีหลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิด

    ด้านนายยศชนัน กล่าวถึงเรื่องการศึกษา โดยพรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นเรื่องการทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น คือการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจมีมูลค่าสูง คือเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องทำทันที ท่ามกลางวิกฤติโลกดิสรัปชัน และสภาพแวดล้อมที่ผันผวน

    พรรคเพื่อไทย
    นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย

    การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงห้องเรียน แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาใหม่ เป้าหมายสำคัญคือ เพื่อ ผลิตคนให้ตรงงาน การสร้างโอกาสสำหรับทุกคน และให้การศึกษาได้สร้างคนที่มีสมรรถนะ ทั้งนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้น ด้าน

    1. การพัฒนาครู
    2. การยกระดับให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการทำหลักสูตร
    3. การทำให้นักเรียนไม่หลุดออกจากนอกระบบการบริหารจัดการทำให้เกิดความเท่าเทียมกันของการศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เรามีความจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องนี้เต็มที่
    4. การเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

    ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า การผลักดันกฎหมายทั้ง 47 ฉบับ ถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคเพื่อไทยในสภาชุดนี้ ควบคู่กับการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยย้ำว่า กฎหมายทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของพรรคที่ต้องการเห็นประเทศไทยที่ประชาชนมีโอกาสมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีระบบรัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    พรรคให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของสังคมในการผลักดันกฎหมาย โดยจะเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย และพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมร่วมออกแบบทางออกของประเทศไปด้วยกัน พรรคเพื่อไทยเชื่อเสมอว่า หัวใจของการเมืองคือประชาชน และหัวใจของพรรคเพื่อไทยก็คือประชาชน

    พรรคเพื่อไทย
    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/270900&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VDJ7DDUVnedVLOw8gyMvM

  • ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

    ประวัติ “ขิง เอกนัฏ” ลูกเลี้ยง “สุเทพ” นั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน ในครม.อนุทิน 2

    เปิดประวัติ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ลูกเลี้ยง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” หนุ่มนักเรียนนอกอนาคตไกล อดีตโฆษก กปปส. ลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสังกัดภูมิใจไทย ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    วันที่ 15 มีนาคม 2569 โผ ครม.อนุทิน 2 โค้งสุดท้าย ถูกจัดสรรลงตัวแล้ว โดยมีชื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ถูกวางตัวให้ไปนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังจากช่วงแรก มีกระแสว่าจะได้กลับไปนั่งคุมกระทรวงเดิมเหมือนในยุคพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแทน ท่ามกลางข่าวสะพัดอีกเช่นเดียวกันว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บิดาเลี้ยง เป็นผู้เข้าไปเจรจากับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงโควตาตำแหน่งดังกล่าวด้วยตนเอง

    ประวัติ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

    สำหรับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า “ขิง” เกิดวันที่ 12 มกราคม 2529 ปัจจุบันอายุ 40 ปี เป็นบุตรของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่หย่าร้าง จากนั้นดร.ศรีสกุล ได้มาแต่งงานใหม่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี 

    นายเอกนัฏ จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) และปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเช่นกัน

    เส้นทางการเมือง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

    นายเอกนัฏก้าวเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มต้นด้วยการเป็น สส. กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2544 ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภา แค่อายุ 25 ปี

    จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตการเมือง คือการ เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2556-2557 โดยทำหน้าที่เป็น โฆษก กปปส. ขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทำให้นายเอกนัฏเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะคนรุ่นใหม่ที่พูดจาฉะฉาน

    หลังจากเว้นวรรคและลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์  ในปี 2565 ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.แพทองธาร ชินวัตร มีบทบาทสำคัญในการตั้งชุดสุดซอย ปราบปรามโรงงานทำผิดกฎหมาย

    เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติได้แบ่งก๊กเหล่า นายเอกนัฏตัดสินใจแยกทางเดินกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค มาอยู่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ กทม. แม้จะพลาดไม่ได้สักเก้าอี้ แต่เมื่อเข้าสู่การจัดตั้งครม.อนุทิน 2 ก็มีชื่อ นายเอกนัฏ ถูกวางตัวไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่านายสุเทพ เป็นผู้เจรจาตำแหน่งดังกล่าวให้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920213&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D0_S6GKUYany1vgBbWQvU

  • มติลับ289เสียงไว้วางใจโสภณ ซารัมย์ นั่งประธานสภาฯชุด27คุมเกมนิติบัญญัติ

    มติลับ289เสียงไว้วางใจโสภณ ซารัมย์ นั่งประธานสภาฯชุด27คุมเกมนิติบัญญัติ

    สภาผู้แทนราษฎรมติเลือกโสภณซารัมย์นั่งเก้าอี้ประธานสภา
    การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน ได้มีวาระสำคัญในการเสนอชื่อและเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรตามข้อบังคับการประชุมปี พ.ศ. 2562

    โดยผลการลงมติปรากฏว่า นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน 1 ได้รับมติความไว้วางใจจากสส.ชุดที่ 27 ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านกระบวนการลงมติลับตามขั้นตอนทางกฎหมาย ด้วยคะแนน289เสียง เพื่อทำหน้าที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในการควบคุมดูแลการประชุมสภาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

    ขณะที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นคู่ชิงได้รับการสนับสนุน 123 เสียง มีสส.งดออกเสียง80คน และมีสส.ทำบัตรเสีย5คน

    สำหรับนายโสภณ ซารัมย์ ถือเป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์สูง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นเส้นทางการทำงานจากการเป็นข้าราชการครู ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี พ.ศ. 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ สมัยแรกในนามพรรคชาติไทย และย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนกระทั่งร่วมก่อตั้งพรรคภูมิใจไทยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงประธานคณะกรรมาธิการหลายคณะ

    มติลับ289เสียงไว้วางใจโสภณ ซารัมย์ นั่งประธานสภาฯชุด27คุมเกมนิติบัญญัติ

    วิสัยทัศน์ประนีประนอมเน้นทำงานร่วมทุกฝ่ายขับเคลื่อนสภา
    ก่อนได้รับการเลือกดำรงตำแหน่ง นายโสภณได้แสดงวิสัยทัศน์และจุดยืนในการปฏิบัติหน้าที่ โดยย้ำชัดเจนว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสส.จากทุกพรรคการเมืองและทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง เพื่อให้กลไกของรัฐสภาสามารถเดินหน้าต่อไปได้ทันทีภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาล

    นายโสภณมองว่ากระบวนการทำงานในสภาจะต้องมีความสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของโลกในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงพิจารณาปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามขั้นตอนระเบียบแบบแผนของกฎหมาย ตั้งแต่การรายงานตัวไปจนถึงการรอพระบรมราชโองการเรียกประชุมสภาเพื่อให้การทำงานมีความสง่างามและถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตย

    บทบาทใหม่ในฐานะประธานสภาฯ ของนายโสภณ สะท้อนถึงบารมีทางการเมืองในฐานะผู้นำกลุ่มการเมืองจากจังหวัดบุรีรัมย์ หรือ “คนบ้านใหญ่” และตอกย้ำอิทธิพลของภูมิใจไทยในการคุมเสียงข้างมากและการจัดตั้งรัฐบาล ชุดที่ 27

    นายโสภณชี้ว่าเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้กลไกทางการเมืองสามารถขับเคลื่อนการบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวม โดยอาศัยประสบการณ์จากการบริหารงานกระทรวงสำคัญและงานนิติบัญญัติที่สั่งสมมาอย่างยาวนานหลายสมัยในการทำหน้าที่เป็นกลางและสร้างความสามัคคีในที่ประชุมสภา

    ประวัติการเมืองจากครูสู่เก้าอี้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติไทย
    หากย้อนดูเส้นทางชีวิตของนายโสภณ พบว่ามีความน่าสนใจจากการเป็นบุตรของกำนันสนั่น ซารัมย์ และสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

    ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคมในพื้นที่

    การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสภาฯ ในวัย 66 ปี จึงถือเป็นจุดสูงสุดอีกครั้งในชีวิตการเมือง หลังจากที่เพิ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ท่ามกลางการจับตามองของทุกฝ่ายถึงทิศทางการทำหน้าที่ประธานสภาที่จะต้องประสานรอยร้าวและสร้างบรรยากาศความร่วมมือในสภาผู้แทนราษฎร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/739416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P7nvTBbYudst6vhSqF4Ah

  • เปิดประวัติ ‘โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์’ ปธ.และสองรองปธ.สภาฯ ในครม.อนุทิน 2

    เปิดประวัติ ‘โสภณ-มัลลิกา-เลิศศักดิ์’ ปธ.และสองรองปธ.สภาฯ ในครม.อนุทิน 2

    อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ชื่อของ ‘โสภณ ซารัมย์’ ก็ถูกยกให้เป็นตัวเต็งในตำแหน่งดังกล่าว

    ประวัติส่วนตัว

    นายโสภณ ซารัมย์ เกิดวันที่ 31 มีนาคม 2502 เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน 1 ในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคมจนถึงปัจจุบัน

    ประวัติการศึกษา

    นายโสภณ ซารัมย์ สำเร็จการศึกษาคณะครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ และได้รับได้รับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในปี 2554

    ประสบการณ์ด้านการเมือง

    ‘นายโสภณ ซารัมย์’ เคยเข้ารับราชการครูมาก่อน ก่อนจะเข้าสู่สภาฯ ครั้งแรกในปี 2544 ลงสมัครสส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทยและได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายไปพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ภายหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ก็ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชนในเวลาต่อมา

    ในปี 2550 นายโสภณ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    นายโสภณเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และก้าวขึ้นเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งสร้างชื่อจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ และการทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการคมนาคมในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    หลังเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นตำแหน่งนายกฯ พรรคภูมิใจไทยกลายมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายโสภณได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และดำรงบทบาทสำคัญในฝ่ายบริหาร ควบคู่กับการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ

    ในการเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งชื่อนายโสภณ ซารัมย์ กลับมามีชื่อในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/862411&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pzIkVfwfb8slEXjUTMhq1

  • สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) พบว่า ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 861 หลักทรัพย์ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.61 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 35.74% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด

    ขณะที่ ณ สิ้นปี 2567 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียน 855 หลักทรัพย์ มีมูลค่าการถือครองหุ้นรวม 5.83 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 33.83% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด

    มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ

    หากเปรียบเทียบข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2568 เทียบกับ ณ สิ้นปี 2567 พบว่า 

    • ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างประเทศถือครองหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 23 หลักทรัพย์ ซึ่ง 18 หลักทรัพย์ (หรือประมาณ 78.26%) เป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนซื้อขายใหม่ (New Listing) ในปี 2568  และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว
    • ในทางกลับกันพบว่า มีหลักทรัพย์ 17 หลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศมีการถือครองหุ้นอยู่ ณ สิ้นปี 2567 แต่กลับไม่มีในพอร์ตของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งพบว่า 12 หลักทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ที่เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในปี 2568 (Delisting) และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นการขายหุ้น (Sell off) ที่มีการซื้อขายในตลาดอยู่แล้ว

    การเปลี่ยนแปลงของจำนวนหลักทรัพย์ที่ต่างชาติถือครอง

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    • สำหรับหลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างประเทศถือครองหุ้นต่อเนื่อง 838 หลักทรัพย์ (ตารางที่ 2) พบว่า 183 หลักทรัพย์มีมูลค่าการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้น และอีก 4 หลักทรัพย์มีมูลค่าถือครองหุ้นคงเดิม ขณะที่ 651 หลักทรัพย์มีมูลค่าการถือครองหุ้นลดลง และเมื่อพิจารณาสาเหตุหลักที่ทำให้มูลค่าการถือครองหุ้นโดยรวมลดลง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ และการปรับพอร์ตของหลักทรัพย์ขนาดเล็ก

    “ในช่วง 2 เดือนของปี 2569 SET Index ปรับเพิ่มขึ้น กอปรกับการซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่มขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนมกราคม 2569 และมีแนวโน้มสูงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569”

    ในช่วงต้นปี 2569 ความชัดเจนของทิศทางการเมือง (Election Rally) และแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน อีกทั้งราคาหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยที่ปรับลงอย่างมากในปีก่อน อีกทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ดีกว่าคาด ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาสนใจลงทุนเพิ่มเติมในตลาดหุ้นไทย

    การถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติทุบสถิติใหม่

    โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิรวมกว่า 58,905 ล้านบาท ถือเป็นมูลค่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ตลอดทั้งปี นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 107,096 ล้านบาท

    เมื่อพิจารณารายเดือน พบว่า ในเดือนมกราคม 2569 ราคาหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้น โดย SET Index เพิ่มขึ้น 5.24% จากสิ้นปีก่อน อีกทั้งนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิต่อเนื่องจากเดือนธันวาคม 2568 ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิ 4,345 ล้านบาท

    ส่งผลให้ ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6.11 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37.11% ของ Market Cap รวมทั้งตลาด

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่องในตลาดหุ้นไทยด้วยมูลค่าซื้อสุทธิเดือนเดียวสูงถึง 54,560 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังประกาศผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (ผลการเลือกตั้ง) อย่างไม่เป็นทางการ ที่สะท้อนว่าแนวโน้มการเมืองไทยจะมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

    ส่งผลให้ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิวันเดียว 16,547 ล้านบาท และในช่วงวันที่ 9 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 44,055 ล้านบาท และในเดือนนี้ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 15.69% จากสิ้นเดือนมกราคม 2569

    จึงคาดว่ามูลค่าการ ถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากสิ้นเดือนมกราคม 2569 จากปัจจัยด้านราคาหลักทรัพย์และการซื้อสุทธิต่อเนื่องของนักลงทุนต่างประเทศ 

    ในเดือนมีนาคม 2569 ตั้งแต่ต้นเดือน ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากความตึงเครียดจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่ง SET Index ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก

    โดยในวันที่ 2 และ 4 มีนาคม 2569 SET Index ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและก่อนสิ้นสุดช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 (Trading Session I) ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 12.18 น. SET Index ลดลงต่ำกว่าวันก่อนหน้ามากกว่า 8% ทำให้มีการประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker พักซื้อขายเป็นเวลา 30 นาที แต่อยู่ในช่วงใกล้จบช่วงเวลาทำการช่วงที่ 1 และพักเที่ยง จึงหยุดการซื้อขายเพียง 12 นาทีที่เหลือ (Circuit Breaker ครั้งที่ 7 ของตลาดหุ้นไทย) และกลับมาซื้อขายในช่วงบ่าย

    และปิดตลาด SET Index ลดลง 5.58% จากวันก่อนหน้า แต่ในวันนั้นนักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 1,053 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ด้วยความรุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ดังกล่าว นักลงทุนต่างประเทศเริ่มขายสุทธิในวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 รวม 13,854 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ณ สิ้นวันที่ 6 มีนาคม 2569 ปิดที่ 1,410.37 จุด ลดลง 7.72% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 6 มีนาคม 2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 45,434 ล้านบาท ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้นมา 11.96% จากสิ้นปีก่อน จึงคาดการณ์ว่า มูลค่าการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน

    จากพฤติกรรมการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยที่เพิ่มขึ้น อาจสรุปได้ว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงอยู่และสนใจลงทุนในตลาดหุ้น และเมื่อพิจารณาข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ จำแนกตามกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right) ในลำดับถัดไป จะช่วยให้ทราบถึงวัตถุประสงค์การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่ช่วยยืนยันความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

    เมื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2568 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นไทยรวม 10.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 52.83% ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งหมดในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุด (เมื่อเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่นๆ)

    ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 หรือสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เมื่อนับจากปี 2565 และพบว่าสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนสูงกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการซื้อขายรวมของทั้งตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    หากเปรียบเทียบมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 (10.49 ล้านล้านบาท) กับมูลค่าการถือครองหุ้น ถัวเฉลี่ยของนักลงทุนต่างประเทศเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2567 และ ณ สิ้นปี 2568 (5.72 ล้านล้านบาท) พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 1.83 เท่าของมูลค่าการถือครองหุ้นถัวเฉลี่ย

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    เมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนต่างประเทศ ในปี 2568 จำแนกกลุ่มหลักทรัพย์ตามสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น (voting right) พบว่า 53.0% ของมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2568 เป็นการซื้อขาย local shares และ  46.5% เป็นการซื้อขาย NVDR และมีการซื้อขาย foreign shares เพียง 0.5% เท่านั้

    ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างประเทศยังมีพฤติกรรมการซื้อขายเหมือนกับปีที่ผ่านๆ มา กล่าวคือ นักลงทุนต่างประเทศซื้อขายในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำกำไรระยะสั้น

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    สัญญาณดี! ต้นปี 69 ต่างชาติถือครอง 5.6 ล้านล้าน ซื้อสุทธิแรง 5.8 หมื่นล้าน หลังเลือกตั้ง

    เมื่อพิจารณามูลค่าการซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศในปี 2568 ที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 107,096 ล้านบาทในตลาดหุ้นไทย พบว่า นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน Local Shares สูงถึง 190,724 ล้านบาท และขายสุทธิใน Foreign shares เล็กน้อยประมาณ 3,467 ล้านบาท ขณะที่ซื้อสุทธิสะสมใน NVDR 87,095 ล้านบาท

    สะท้อนว่า นักลงทุนต่างประเทศยังคงสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยทำกำไรผ่าน local shares และ NVDR และยังคงรักษาระดับการลงทุนในระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ด้วยการถือครอง Foreign shares

    ฟันด์โฟลว์ตัวแปลสภาพคล่องหุ้นไทย

    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการถือครองและพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในบางช่วงเวลาจะมีการขายสุทธิ แต่ระดับการถือครองหุ้นในตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด ขณะเดียวกันมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญต่อสภาพคล่องของตลาดอย่างต่อเนื่อง

    ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการซื้อขายที่มีสัดส่วนการซื้อขายสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าการถือครอง และการซื้อขายผ่านทั้ง local shares และ NVDR ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นลักษณะการลงทุนที่มีทั้งมิติของการบริหารพอร์ตระยะสั้นควบคู่กับการรักษาระดับการลงทุนในตลาดโดยรวม

    ดังนั้น การติดตามทั้งข้อมูลการถือครอง มูลค่าการซื้อขาย และรูปแบบการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในแต่ละช่วงเวลา จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสะท้อนทิศทางกระแสเงินทุนและโครงสร้างสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/653931&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MtrX4bZrgagvCVy8CQSHb

  • ไทยรัฐวิทยา 33 จัดปัจฉิมนิเทศสุดอบอุ่น มอบประกาศนียบัตร-ทุนการศึกษา 17 ทุน | TOPNEWS

    ไทยรัฐวิทยา 33 จัดปัจฉิมนิเทศสุดอบอุ่น มอบประกาศนียบัตร-ทุนการศึกษา 17 ทุน | TOPNEWS

    รร.ไทยรัฐวิทยา 33 จัดพิธีปัจฉิมนิเทศและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาประจำปี 2568 บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น คณะครูร่วมผูกข้อมืออำนวยพร พร้อมมอบทุนการศึกษาจาก มูลนิธิไทยรัฐ เพื่อสนับสนุนอนาคตของเยาวชนไทย

    วันที่ 14 มีนาคม 2569 ร.ร.ไทยรัฐวิทยา 33 ปัจฉิมนิเทศ และมอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อให้นักเรียนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และมีความผูกพันกับโรงเรียนตลอดไป

    นายศุภัฎฎ์ไชย เดียวสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) เป็นประธานพิธีปัจฉิมนิเทศและพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนายสมศักดิ์ ช่วยเกิด รองผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) กล่าวรายงาน ร่วมด้วย รองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 คณะครู บุคคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ร่วมกันผูกข้อมือให้พรแก่ลูกศิษย์ในโอกาสแห่งความปิติยินดีในวันสำเร็จการศึกษา มีนักเรียน เข้าร่วมพิธี ในระดับชั้นอนุบาล 3 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ปกครอง ณ บริเวณ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิไทยรัฐ จำนวน 17 ทุน ทุนละ 5,000 บาท ตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษา1 – มัธยมศึกษา 3

    โดยมีวัตถุประเพื่อแสดงความยินดีแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาอีกทั้งเพื่อเป็นการ สร้างขวัญกำลังใจ และให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ก่อนที่จะก้าวออกไปสู่เส้นทางการศึกษาและการดำเนินชีวิตในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคณะครู ผู้ปกครอง และผู้มีพระคุณ ที่ได้ให้การอบรมสั่งสอน ดูแล และสนับสนุนตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ ในปีการศึกษา 2568 มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 58 คน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน และชั้นอนุบาล 3 จำนวน 15 รวมทั้งหมด 104 คน ซึ่งทุกคนได้ผ่าน กระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการ คุณธรรมจริยธรรม และทักษะชีวิต ตามเป้าหมายของสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป

    สำหรับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) เป็นโรงเรียนภายใต้สังกัด สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 และได้รับการสนับสนุน ด้านการศึกษาจากมูลนิธิไทยรัฐ มีจำนวนครูและบุคลากร จำนวน 33 คน จำนวนนักเรียนประจำปีการศึกษา 2568 ทั้งหมด 441 คน ชาย จำนวน 242 คน หญิง จำนวน 199 คน จำนวนนักเรียนพักนอนทั้งหมด 179 คน ชาย จำนวน 96 คน หญิง จำนวน 83 คน

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1516907&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw327Qpm0g0ridnCwt-r_PjT

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมีนาคม 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนมีนาคม 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขยายเครือข่ายผู้บริโภคทั่วประเทศ เดินหน้าแก้ค่าน้ำค่าไฟแพง–รับมือภัยไซเบอร์ ฝ่ายงานเลขาธิการ จัดประชุมหารือร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เพื่อวางกรอบความร่วมมือขยายเครือข่าย “ตัวแทนผู้บริโภค” ให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด เสริมกลไกคุ้มครองสิทธิในระดับพื้นที่ พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง 



    เสริมทักษะการเงิน–ดูแลสุขภาพใจ พัฒนาทีมงานให้พร้อมฝ่ายบริหารสำนักงาน จัดอบรม “การเงินดี ชีวิตมีสุข” เพื่อเสริมความรู้การบริหารการเงินส่วนบุคคล พร้อมกิจกรรมตรวจวัดความเครียดและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยทีมนักจิตวิทยาจากกรมอนามัย นอกจากนี้ ยังจัดอบรมกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ภาคปฏิบัติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและสอดคล้องกับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูล

    รวมพลัง 30 กว่าองค์กร ดันนโยบายอาหารปลอดภัยระดับจังหวัด ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค เดินหน้าพัฒนากลไก “สภานโยบายอาหารนนทบุรี” ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม 30 กว่าองค์กร ผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์อาหารจังหวัดระยะ 3–5 ปี ครอบคลุมการเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย และการผลักดันเชิงนโยบาย 

    เปิดผลทดสอบเครื่องฟอกอากาศ–หัวชาร์จเร็ว ชี้จุดเสี่ยงที่ผู้บริโภคควรรู้ ฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ร่วมกับเครือข่ายผู้บริโภค เปิดเผยผลทดสอบเครื่องฟอกอากาศ 15 ยี่ห้อ วัดประสิทธิภาพการลดฝุ่น PM2.5 ตามมาตรฐาน มอก. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภค และเผยผลทดสอบ อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว พบว่ากว่า 50% มีความร้อนสะสมสูง แม้ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย จึงเสนอให้ยกระดับข้อกำหนดเรื่องความร้อนเป็นมาตรฐานบังคับ 

    ดันความร่วมมือคุมสินค้าไม่ปลอดภัยออนไลน์ ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม เตรียมจัดกิจกรรม วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2569 ในวันที่ 13 มีนาคม ไฮไลต์สำคัญคือการ แถลงความร่วมมือเชิงรุกป้องกันสินค้าไม่ปลอดภัยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมกับหน่วยงานสำคัญ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าออนไลน์และสร้างกลไกความร่วมมือในการคุ้มครองผู้บริโภค

    รณรงค์วันสิทธิผู้บริโภคสากล ย้ำ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ” ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ เดินหน้าผลิตสื่อและรณรงค์สร้างการรับรู้เนื่องใน วันสิทธิผู้บริโภคสากล ภายใต้แนวคิด “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ” เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องการเลือกซื้อสินค้าอย่างปลอดภัย และการทำความเข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/mar-2026-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Iq6TSqCC9cagQaD7CzhWX

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 ขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E85-E20 ลดราคา 50 สตางค์

    ด้านราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 27.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 25.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (16 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/653928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G-GVlWb9dMWkVU7TiBZKy

  • “นิพนธ์” เปิดมหกรรมไท้เก๊กมังกรหาดใหญ่ ส่งสัญญาณเมืองฟื้น พร้อมเดินหน้ากิจกรรมใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจสงขลา

    “นิพนธ์” เปิดมหกรรมไท้เก๊กมังกรหาดใหญ่ ส่งสัญญาณเมืองฟื้น พร้อมเดินหน้ากิจกรรมใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจสงขลา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p68bFFVGWD-O5MtRQzw0K

  • ธุรกิจรับสร้างบ้าน กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์  เปิดยุทธศาสตร์รับมือเศรษฐกิจผันผวน  

    ธุรกิจรับสร้างบ้าน กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์  เปิดยุทธศาสตร์รับมือเศรษฐกิจผันผวน  

    ธุรกิจรับสร้างบ้าน กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์  เปิดยุทธศาสตร์รับมือเศรษฐกิจผันผวน  

    ธุรกิจรับสร้างบ้าน กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์  เปิดยุทธศาสตร์รับมือเศรษฐกิจผันผวน  

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดสร้างบ้านบนที่ดินของตัวเอง ได้รับผลกระทบ กำลังซื้อชะลอตัว สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ รวมถึงความรุนแรงจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง  สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างโดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน

        นายสุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ประเมินสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น สงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศเองก็มีความเปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

    อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านพ้นช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเริ่มเห็นภาพรวมงบประมาณภาครัฐที่ชัดเจนขึ้น ประกอบกับสัญญาณบวกจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 20% ( จาก 1.25 % เหลือ 1% ) ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรับสร้างบ้านที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคอสังหาฯ ใหญ่ เนื่องจากไม่ต้องแบกภาระสต็อกสินค้า (Backlog) จำนวนมาก และยังมีการปรับตัวตามความต้องการที่แท้จริงได้ทันที

    สุธี เกตุศิริ

    แบบบ้านกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์

    โดยประเด็นสำคัญที่คุณสุธีเน้นย้ำคือ    การเรียกคืนความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคที่มักมองว่า    การสร้างบ้านเป็นการ “วัดดวง” กับผู้รับเหมา  ซึ่งกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ได้นำเอา Pain Point  นี้มาสร้างเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินงาน เพราะ “คนมักพูดกันว่าสร้างบ้านต้องอาศัยโชคถ้าโชคดีก็ได้ผู้รับเหมาดี โชคไม่ดีก็โดนทิ้งงานหรือได้บ้านไม่มีคุณภาพ สำหรับกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์

    เรามองว่านี่คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในธุรกิจที่เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่งของลูกค้า เราจึงสร้าง ‘Success Model’ หรือโมเดลแห่งความสำเร็จขึ้นมา เพื่อส่งมอบบ้านคุณภาพในทุกขั้นตอนให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านในระดับราคาใด เพราะหัวใจของการสร้างบ้านไม่ใช่แค่การทำการตลาด เพราะนั่นคือการสื่อสาร แต่ ‘ของจริง’ คือสิ่งที่เรามอบให้ลูกค้า บ้านหนึ่งหลังคือการที่ลูกค้าลงทุนทั้งชีวิต และกว่า 50% ของลูกค้าสร้างบ้านเพียงครั้งเดียวในชีวิต หน้าที่ของเราคือการทำให้คำว่า ‘บ้านคุณภาพ’ ไม่ใช่เรื่องของดวงหรือโชค แต่ต้องเป็นระบบที่ทำแล้วต้องได้มาตรฐานเดียวกัน” นายสุธี กล่าว

    กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ได้ยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างให้กลายเป็นกลยุทธ์หลักในการทำตลาด เพื่อสร้างมิติใหม่ที่มากกว่าแค่การใช้วัสดุเกรดพรีเมียม แต่เน้นไปที่ “ระบบการควบคุมงานที่เป็นมาตรฐานเดียว” เพื่อปิดจุดอ่อนและทลายกำแพงเรื่อง “การสร้างบ้านต้องอาศัยดวงหรือขึ้นอยู่กับโชคของผู้ปลูกสร้าง(ลูกค้า) ว่าจะได้ทีมงานก่อสร้างที่ดีหรือไม่” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้ โดยบริษัทได้นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจรับสร้างบ้าน มาต่อยอดและพัฒนาโมเดลแห่งความสำเร็จ Success Model Execution ที่เป็นโมเดลการดำเนินงานก่อสร้างบ้านอย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอนของกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เพื่อให้ได้ทีมช่างที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน การทำงานระดับเดียวกัน  เพื่อให้ได้ผลงานคุณภาพบ้านทัดเทียมกันทุกหลัง ตั้งแต่

    • กระบวนการคัดเลือก คัดสรรและประเมินผลงานของทีมช่างก่อสร้างอย่างเข้มข้น มีการตรวจสอบมาตรฐานการทำงาน ฝีมือทีมช่าง  เทคนิคการทำงาน  เครื่องมือและอุปกรณ์การทำงาน  และการดูแลไซต์งานทั้งภายในและภายนอกบ้านอย่างเป็นระบบ
    • มีการเลือกสรรทีมงานช่างเฉพาะทาง ทำงานเฉพาะด้าน ตามความเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์ที่มีอย่างยาวนาน  และมีการฝึกฝน อบรมทักษะเฉพาะด้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
    • การตั้งคณะทำงานพิเศษที่เป็นการรวมทีมงานของฝ่ายการตลาด สถาปนิก และฝ่ายก่อสร้าง ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนเจ้าของบ้าน” เข้าตรวจสอบงานทุกจุดตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม พร้อมจัดทำรายงานความคืบหน้า ให้ลูกค้าทราบอย่างโปร่งใส
    • ระบบการตรวจสอบ 3 ชั้น ตั้งแต่วิศวกรหน้างาน  หัวหน้าทีมวิศวกร  ทีม Inspector จากส่วนกลาง และทีมผู้บริหาร เพื่อให้มั่นใจว่าก่อนส่งมอบบ้านทุกหลังจะต้องได้คุณภาพและมาตรฐานที่บริษัทกำหนด

    ในส่วนของการแข่งขัน นายสุธีวิเคราะห์ว่าปัจจุบันตลาดแบ่งออกเป็นเซกเมนต์ที่ชัดเจน โดย กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ ยังคงบริหารงานภายใต้ 3 แบรนด์หลัก เพื่อครอบคลุมทุกระดับราคา:

    1. Small House Builder (ระดับราคา 2- 9 ล้านบาท): มีสัดส่วนลูกค้าสูงถึง 50% ซึ่งเป็นกลุ่ม Real Demand ที่มีความจำเป็นในการสร้างบ้านเพื่อการอยู่อาศัยจริง แม้จะได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อบ้าง แต่เป็นกลุ่มที่มีความต้องการต่อเนื่อง

    2. Bangkok House Builder (ระดับราคา 10-20 ล้านบาท): สัดส่วน 30% เป็นกลุ่มครอบครัวขนาดกลางที่เน้นงานออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งานและความคุ้มค่า

    3. Built To Build (ระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป): สัดส่วน 20% แม้จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการชะลอตัวของการลงทุน แต่ยังคงมีความต้องการบ้านคุณภาพและดีไซน์พิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    ในสภาวะที่จำนวนผู้ประกอบการรับสร้างบ้านเท่าๆเดิม แต่จำนวนผู้ปลูกสร้างบ้านอาจจะลดลงในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอลงในช่วงนี้ การแข่งขันด้านราคาจึงรุนแรง แต่บริษัทในกลุ่มบิวท์ฯ เลือกที่จะไม่เล่นสงครามราคาจนเสียมาตรฐานคุณภาพ   เราเน้นการปรับตัวไปพร้อมกับผู้บริโภค   ยอมรับภาระต้นทุนบางส่วนเพื่อรักษาคุณภาพงานให้คงเดิม เพราะเราเชื่อว่าบ้านคุณภาพที่อยู่อาศัยได้นานกว่า 40-50 ปี คือความคุ้มค่าที่แท้จริงที่ลูกค้ามองหา ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เรามีสัดส่วนลูกค้าที่มาจากการบอกต่อพุ่งสูงถึง 70% ในปัจจุบัน”

    สำหรับการก้าวไปข้างหน้า  กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ มุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจของผู้บริโภคด้วยความซื่อสัตย์และจริงใจ โดยมองว่าการทำการตลาดเป็นเพียงการสื่อสารเบื้องต้นเท่านั้น แต่ “แก่นแท้” ของธุรกิจรับสร้างบ้านคือคุณภาพบ้านและงานบริการที่จะเป็นกระบอกเสียงที่ดังและยั่งยืนที่สุดในปัจจุบันและอนาคต

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำและช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้          กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เตรียมเข้าร่วมงานครั้งใหญ่ “’งานรับสร้างบ้าน Focus 2026” ของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) โดยจะมีการนำเสนอแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมโปรโมชันพิเศษและที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้คำแนะนำเรื่องการวางแผนสร้างบ้านอย่างมืออาชีพแก่ผู้ที่สนใจ ตั้งแต่วันที่ 18-22 มีนาคมนี้ อิมแพ็ค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี  โดยท่านที่สนใจหรือกำลังมีแผนสร้างบ้าน พบกับข้อเสนอสุดพิเศษและโปรโมชันกระตุ้นการตัดสินใจที่คุ้มค่าที่สุดในรอบปีได้ในงานนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/653964&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OVDTtzHgxvyylFyIe2ZcP