Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เปิดคำต่อคำ “เฟด” มีมติคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังแกร่ง เงินเฟ้อยังสูง

    เปิดคำต่อคำ “เฟด” มีมติคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% ชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังแกร่ง เงินเฟ้อยังสูง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/135831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_3dMH2pDkoabSvWt10mwW

  • เงินเฟ้อมาแน่! ชี้ น้ำมันพุ่ง อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ชี้ต้องเร่งหนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาด

    เงินเฟ้อมาแน่! ชี้ น้ำมันพุ่ง อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจ ชี้ต้องเร่งหนุนไฟฟ้าพลังงานสะอาด

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  ได้ให้สัมภาษณ์กับ PPTV Wealth ถึงมุมมองราคาน้ำมันที่ผวน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ดุเดือด ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ  เนื่องจากทำให้ต้นทุนของการขนส่งเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การเกิดภาวะเงินเฟ้อ พร้อมมองว่าอาจต้องทำใจกับเรื่องนี้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะก็นำไปสู่การเร่งปรับตัว เพื่อบริหารจัดการต้นทุนที่กำลังเกิดขึ้น

    ผู้สื่อข่าว PPTV
    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    “เงินเฟ้อมาแน่คิดว่าเงินเฟ้อยังไงก็มา เพราะว่าพอราคาดีเซลขึ้น ต้นทุนขนส่งก็จะขึ้น พอต้นทุนขนส่งขึ้นราคาสินค้าต่างๆ ก็จะขึ้น”

    พร้อมกับมองว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่หากเกิดวิกฤตยิ่งมากกว่านี้ ราคาจะขึ้นอีกอย่างก้าวกระโดด ส่วนการนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนเพื่อช่วยตรึงราคาน้ำมันในขณะนี้นั้น เชื่อว่า กองทุนน้ำมันจะสามารถบริหารจัดการได้ถึงระดับนึง แต่ถ้าหากราคาน้ำมันพุ่งไปถึงระดับ  110- 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล  มองว่าจะบริหารจัดการยาก เนื่องจากหนี้ภาครัฐยังคงสูง อีกทั้งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยพยุงเรื่องราคาน้ำมัน จึงมองว่าไทยอาจอยู่ในฐานะที่ลำบากเหลือมาก

    ราคาน้ำมันพุ่ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ส่วนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะซ้ำเติมเศรษฐกิจให้อ่อนแอลงหรือไม่ ระบุว่า ซ้ำเติมแน่นอน ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอลงอย่างน้อย 0.3% อย่างไรก็ตามขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไร เนื่องจากขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันสูงเท่าไหร่และนานเท่าไหร่  รวมถึงความเสียหายของโครงสร้างในพื้นที่ตะวันออกกลางเยอะแค่ไหน

    โดยประเมินว่าถ้าความเสียหายเชิงโครงสร้างเยอะ เช่น มีการถล่มท่อแก๊ส ถล่มโรงงานผลิต ถล่มท่าเรือ ถล่มเรือขนส่งไปเยอะ  ก็อาจมีปัญหายาวนาน แต่หากจบเร็วก็เชื่อว่าในบางส่วนจะสามารถดำเนินการดูแลจัดการได้ แต่คาดหวังว่าหวังว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบเร็ว แม้ความเป็นจริงสถานการณ์จะยังดูไม่คลี่คลายก็ตาม แต่คาดว่าภายใน 1 เดือน ทุกอย่างน่าจะยุติ

    ย้ำไทยต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรอง

    ส่วนแนวทางการจัดการด้านพลังงานของรัฐบาลในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านั้น นายกอบศักดิ์ เสนอว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งพลังงานสำรองเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% โดยมองว่าในระยะสั้นอาจต้องเตรียมการนำ ถ่านหินมกลับมาใช้ชั่วคราวเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับที่ยุโรปเคยทำในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน

    พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญคือการประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปดำเนินการชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมให้โลกในภายหลัง

    ขณะเดียวกัน นายกอบศักดิ์มองข้ามไปถึงการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเสนอให้รัฐบาลเปิดเสรีและให้สิทธิประโยชน์ (Incentive) แก่โรงไฟฟ้าโซลาร์ชุมชน การติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามบ้านเรือน รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันได้ในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจไม่จบลงง่ายๆ แม้การสู้รบในเฟสแรกจะยุติ แต่มีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ สงครามก่อการร้าย  ที่ใช้โดรนโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้ง่ายขึ้น เช่น สถานการณ์ในสหรัฐฯ ที่เริ่มมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานทูตหลายแห่งตกอยู่ในความเสี่ยง จึงอยาก

    ให้มองภาพรวมว่าเป็นเกมระยะยาวที่ต้องเตรียมแผนรับมือผลพวงที่จะตามมาอีกมหาศาล

    ส่วนการจัดหาซัพพลายพลังงาน นายกอบศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ จึงแนะนำว่าควรเร่งเข้าไปเจรจาจองแหล่งพลังงานล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นแหล่งก๊าซในพม่าที่ไทยเป็นลูกค้ารายหลัก แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) หรือการรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ซึ่งหากบริหารจัดการจุดนี้ได้ดีก็จะช่วยต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจไทยที่เผชิญอยู่ในขณะนี้ได้

    มองบาทอ่อนผ่อนหนักเป็นเบา พยุงส่งออก เกษตร ท่องเที่ยว

    ขณะที่มุมมองต่อตลาดเงินและตลาดทุน นายกอบศักดิ์ ชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยในระดับ 1,440 จุด ถือว่ามีการปรับตัวรับข่าวไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนั้น เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือการแข็งค่าของดอลลาร์ และการที่ตลาดรับรู้ว่าไทยต้องใช้เงินนำเข้าน้ำมันมากจนอาจนำไปสู่การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อภาคการเกษตร การส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งหากบริหารจัดการให้เหมาะสมจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

    พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีแต่ผลเสียต่อไทยเสมอไป เนื่องจากไทยกลายเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารที่ทั่วโลกต้องการ รวมถึงการที่สุวรรณภูมิกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินทดแทนพื้นที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นสัญญาณกลุ่มเศรษฐีจากตะวันออกกลางมองหาบ้านหลังที่สอง ที่มีความปลอดภัยสูงอย่าง ภูเก็ต สมุย และกรุงเทพฯ

    ทุกวิกฤตมีโอกาส ไทยหันทบทวนวางแผนการจัดการพลังงานในอนาคต

    ดังนั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงเป็นบทเรียนสำคัญให้ประเทศไทยต้องกลับมาทบทวนและวางแผนบริหารจัดการปัญหาในอนาคตให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน

    “ผมคิดว่าในวิกฤตมีโอกาส อยากจะเน้นว่าวิกฤตที่เกิดที่ Middle East เป็นบทเรียนของประเทศไทย เราควรที่จะกลับไปดูอย่างใกล้ชิดว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ดูว่าบทเรียนคืออะไร แล้วทั้งหมดผมคิดว่าลองกลับไปดู ว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาไทยได้เรียนรู้เยอะมาก และเป็นบทเรียนให้เราในอนาคต ว่าเมื่อเข้ามาใกล้ตัวเราจะบริหารจัดการปัญหาต่างๆอย่างไรให้ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VYkoLsSaBQYwlV2hIhvBV

  • เฟดคงดอกเบี้ย หวั่นไฟสงครามลามเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณลดเพียง 1 ครั้งปีนี้

    เฟดคงดอกเบี้ย หวั่นไฟสงครามลามเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณลดเพียง 1 ครั้งปีนี้

    เฟดคงดอกเบี้ย หวั่นไฟสงครามลามเศรษฐกิจ ส่งสัญญาณลดเพียง 1 ครั้งปีนี้

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติ 11-1 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันนี้ (18 มี.ค.) ตามการคาดการณ์ของตลาด 

    แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ดีในภาพรวม แต่ปัจจัยหลายอย่างทำให้เฟดยังไม่พร้อมก้าวต่อ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่ชะลอตัวลง อัตราว่างงานที่นิ่งแทบไม่ขยับมาหลายเดือน และเงินเฟ้อที่ยังค้างอยู่ในระดับสูงเกินเป้า รวมกันแล้วทำให้คณะกรรมการยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเร่งลดดอกเบี้ยในตอนนี้

    น่าสนใจว่าผลโหวตรอบนี้ไม่ได้ออกมาเป็นเอกฉันท์เหมือนที่ผ่านมา กรรมการ 11 คนที่นำโดยเจอโรม พาวเวลล์  ประธานธนาคาการกลางสหรัฐ ลงมติให้คงดอกเบี้ย ขณะที่สตีเฟน ไอ. มิแรน กรรมการเพียงคนเดียว เห็นต่างด้วยการเสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ทันที เสียงแตกที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนว่าภายในเฟดเริ่มมีมุมมองที่ไม่ลงรอยกันในเรื่องจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

    ส่วนประมาณการณ์เศรษฐกิจที่เผยแพร่ควบคู่กันมา เฟดคาดว่าปี 2026 เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตราว 2.4% อัตราว่างงานจะอยู่ที่ 4.4% ส่วนเงินเฟ้อทั้ง PCE และ Core PCE คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% ตลอดปีนี้ 

    ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3.1% โดยการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2569 และ 2570 ไม่แตกต่างจากการส่งสัญญาณในการประชุมเดือน ธ.ค.2568

    ความไม่แน่นอนที่เฟดกังวลมากที่สุดขณะนี้คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังประเมินได้ยากว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้างแค่ไหน เฟดจึงย้ำจุดยืนว่าจะติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมปรับนโยบายทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยน

    โดยเป้าหมายหลักยังคงเดิม คือดูแลให้ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็กดเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/654280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_krBXkeAaaswsXb1HlF1o

  • PPI สหรัฐสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว เงินเฟ้อขาขึ้นอีกครั้ง กดดัน BTC ร่วงต่อ

    PPI สหรัฐสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว เงินเฟ้อขาขึ้นอีกครั้ง กดดัน BTC ร่วงต่อ

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 18, 2026

    PPI สหรัฐสูงกว่าคาดเกือบเท่าตัว เงินเฟ้อขาขึ้นอีกครั้ง กดดัน BTC ร่วงต่อ

    สรุปข่าว
    • ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รายเดือนของสหรัฐฯ เดือนมี.ค. 2569 ออกมาที่ 0.7% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.3% เกือบเท่าตัว และเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.5%
    • ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระดับผู้ผลิตยังคงเร่งตัว เพิ่มความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นหรืออาจปรับขึ้นอีก
    • Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $72,803 ติดลบ 1.40% และ Ethereum ที่ $2,261.35 ติดลบ 2.62% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    PPI ที่พุ่งเกินคาดเป็นสัญญาณเงินเฟ้อขาขึ้นที่ชัดเจน เพิ่มโอกาสที่ Fed จะยืนคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่ตลาดหวัง นักลงทุนมีแนวโน้มเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง BTC และ ETH เพื่อเข้าถือพันธบัตรและเงินดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

    เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 18 มี.ค. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) รายเดือน ออกมาที่ 0.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 0.3% เกือบเท่าตัว และยังเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 0.5% ด้วย ตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ตลาดการเงินโลกไม่อาจมองข้ามได้

    ฝั่งตลาดคริปโตรับข่าวนี้ในแดนลบอยู่แล้ว โดย Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $72,803 ติดลบ 1.40% ขณะที่ Ethereum ร่วงหนักกว่าที่ $2,261.35 ติดลบ 2.62% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และข้อมูล PPI ที่ออกมาชุดนี้มีแนวโน้มสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อราคาในระยะสั้น

    PPI คืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อคริปโต

    ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) คือตัวชี้วัดที่บอกว่าราคาสินค้าและบริการในระดับโรงงานหรือผู้ผลิตขยับขึ้นลงแค่ไหน พูดง่ายๆ คือมันวัด “ต้นทุน” ก่อนสินค้าจะเดินทางถึงมือผู้บริโภค ซึ่งนั่นทำให้ PPI เป็นตัวชี้นำของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่วงหน้าหลายสัปดาห์ หาก PPI สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตย่อมถูกส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกในที่สุด และนั่นหมายความว่าเงินเฟ้อในระดับผู้บริโภคมีโอกาสเร่งตัวตามมา

    สำหรับตลาดคริปโต ความเชื่อมโยงไม่ได้ซับซ้อน เมื่อ PPI สูง ตลาดคาดว่า Fed จะไม่รีบลดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สูงทำให้พันธบัตรและบัญชีออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนน่าดึงดูดขึ้น เงินทุนจึงไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum เข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนแทน

    เงินเฟ้อต้นทางเร่งตัวต่อเนื่อง สัญญาณ Hawkish ที่ชัดขึ้น

    ที่น่ากังวลกว่าตัวเลขที่สูงเกินคาดคือแนวโน้มของ PPI ในช่วงนี้ เดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 0.5% และเดือนนี้ขยับขึ้นไปที่ 0.7% แสดงว่าแรงกดดันด้านราคาในระดับผู้ผลิตไม่ได้ชะลอตัวลงเลย ตรงกันข้าม มันกำลังเร่งตัวขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งในมุมของ Fed นั้นเป็นสัญญาณที่ยากจะเมินข้าม

    ตลาดฟิวเจอร์ของอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงหลังตัวเลขนี้ออกมา ดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะใกล้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันราคา Bitcoin โดยตรง เพราะ BTC และดอลลาร์มักเคลื่อนที่สวนทางกัน นอกจากนี้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจปรับตัวขึ้นยิ่งทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนคงที่อย่างคริปโตด้อยความน่าสนใจลงไปอีก

    ผลกระทบต่อ BTC และ ETH ในระยะสั้น

    ก่อนตัวเลขนี้จะออกมา Bitcoin และ Ethereum ก็อยู่ในแดนลบอยู่แล้วตลอดวัน การที่ PPI ออกมาสูงกว่าคาดมากขนาดนี้ย่อมเพิ่มแรงขายจากนักลงทุนสถาบันที่ปรับพอร์ตตามสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่ตึงตัว นักลงทุนรายย่อยที่ถือ BTC และ ETH ควรติดตามระดับ $70,000 บน Bitcoin เป็นแนวรับสำคัญ หากหลุดลงไปอาจเห็นแรงขายเพิ่มขึ้นอีกในระยะถัดไป ส่วน Ethereum ที่ $2,261 นั้นก็อยู่ใกล้แนวรับสำคัญแล้วเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ตลาดจะจับตาตัวเลข CPI และ PCE ที่จะตามออกมาในระยะข้างหน้า เนื่องจาก Fed ให้น้ำหนักกับดัชนี PCE มากกว่า PPI ในการตัดสินใจนโยบาย ดังนั้นผลกระทบจาก PPI วันนี้อาจเป็นแค่แรงกดดันระยะสั้น แต่ถ้า CPI และ PCE ตามมาสูงเกินคาดด้วย นั่นถึงจะเป็นสัญญาณขาลงที่น่ากังวลจริงๆ


    ความเห็นผู้เขียน

    ผมมองว่าตัวเลข PPI วันนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนอาจคิด เพราะ 0.7% เทียบกับที่คาดไว้ 0.3% มันไม่ใช่แค่สูงกว่าเล็กน้อย แต่เกือบเท่าตัวเลย และยังเร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนด้วย แสดงว่าเงินเฟ้อต้นทางยังไม่ได้อ่อนแรงลงแต่อย่างใด

    สำหรับคนที่ถือ BTC อยู่ตอนนี้ ผมแนะนำให้จับตาแนวรับ $70,000 ให้ดี ถ้าหลุดลงไปพร้อมกับตัวเลขเงินเฟ้อตัวอื่นที่ออกมาแย่ในช่วงนี้ อาจเห็นการปรับฐานที่หนักกว่าที่คาด แต่ถ้ามองระยะยาวแล้วปัจจัยพื้นฐานของ Bitcoin ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่ในระยะสั้นมันต้องสู้กับแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวอยู่ก่อน ลองรอดูตัวเลข CPI ที่จะออกมาในช่วงถัดไปก่อนก็ได้ครับ นั่นจะบอกได้ชัดกว่าว่าทิศทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    เครดิตภาพจาก @learnamanda_

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/18/us-ppi-higher-than-expected-bearish-crypto-march-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029Rk1AVjQpRtNcDikmGKj

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 19/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 19/03/69

    วันที่ 19 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 19 มี.ค.69 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 32.31 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 33.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135807&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GpXBBOt3q6OPeFYYEhBij

  • ‘นพดล’ ชี้กองทุนน้ำมันติดลบพุ่งเร็วผิดปกติ เสนอ 3 ฉากทัศน์แก้เกม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ‘นพดล’ ชี้กองทุนน้ำมันติดลบพุ่งเร็วผิดปกติ เสนอ 3 ฉากทัศน์แก้เกม ชี้ชะตาเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านบริหารนโยบายและความเสี่ยง หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัย มิชิแกน สะท้อนสถานการณ์ร้อนน้ำมัน โดยระบุว่า

    เมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมเห็นภาพอยู่สองภาพในรายการ “ฟังหูไว้หู” มันเป็นภาพตัวเลขของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” สองภาพนี้ ไม่ได้บอกแค่ว่ากองทุนติดลบ แต่กำลังบอกเราว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง “เลือกทาง” ว่าจะเลือกเอาความอยู่รอดระยะสั้นหรือจะเลือกความมั่นคงระยะยาว เป็นคำถามที่ยากที่จะตอบและคำตอบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขอย่างเดียวแต่มันคือ “การออกแบบเสถียรภาพของประเทศ” วันนี้เราจึงไม่ได้กำลังแก้ “ราคาน้ำมัน” แต่เรากำลังช่วยกันบริหาร “เสถียรภาพของประเทศ”

    ในเชิงกฎหมาย ประเด็นนี้ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์หลักของกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

    ผมเคยมีโอกาสเรียนด้านการบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์และการจัดการความเสี่ยงที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี รวมถึงเศรษฐศาสตร์บางส่วนจาก มหาวิทยาลัยคอร์แนล ในห้องเรียน เรามักถูกตั้งคำถามว่า “อะไรคือสัญญาณเตือน (early warning signal) ของวิกฤต?” คำตอบมักไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่แต่มันคือ “ความเปลี่ยนแปลงบางจุดที่เร็วผิดปกติ” และสองภาพนี้…มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงบางจุดที่เร็วผิดปกติ

    สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเราตามข้อมูลที่ผู้เขียนรวบรวมจากรายการและข้อมูลเผยแพร่ของ สกนช. คือ วันที่ 8 มีนาคม กองทุนติดลบประมาณ -786 ล้านบาท อีกเพียง 7 วันถัดมา คือ วันที่ 15 มีนาคม ตัวเลขกลายเป็น -12,605 ล้านบาท จะเห็นว่า ภายใน 7 วัน ฐานะกองทุนน้ำมันทรุดลงกว่า 11,800 ล้านบาท คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ติดลบเท่าไร” แต่มันคือ “ทำไมมันถึงเปลี่ยนเร็วขนาดนี้?”

    คำตอบที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด คือ เมื่อแยกดูโครงสร้างข้อมูล จะเห็นว่า “ฝั่ง LPG” ติดลบอยู่แล้วมานาน (ปัญหาเชิงโครงสร้าง) แต่ “ตัวเร่ง” ในรอบนี้กลับเป็น “ฝั่งน้ำมัน” โดยเฉพาะรายการที่เรียกว่า “เจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์เดียว พูดง่าย ๆ คือ รัฐกำลัง “ช่วยจ่ายแทนประชาชน” แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินจริงทันทีจึงกลายเป็น “หนี้สะสม” ในระบบ นี่คือ Trade-off ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในทางกฎหมาย ภาระค้างชดเชยดังกล่าวสะท้อนภาระที่กองทุนต้องบริหารจัดการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

    ในทางนโยบาย ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบมีแต่ “ทางเลือกของการตัดสินใจ“ โดยตั้งอยู่บนฐานที่ผมทดลองนำความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสร้างต้นแบบ “กระดานข้อมูล” (Dashboard) ที่นายกรัฐมนตรีน่าจะมีอยู่บนฝ่ามือเปิดดูได้ตลอดเวลาโดยมีตัวชี้วัด 5 ตัวที่ผู้นำประเทศต้องเห็นตลอดเวลาคือ (1) ฐานะกองทุนสุทธิ (2) หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นต่อวัน (3) เจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง (4) ราคาดีเซลขายปลีกเฉลี่ย และ (5) ผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพคาดการณ์ 30 วันข้างหน้า นอกจากนี้ ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ในฝ่ามือนายกรัฐมนตรีที่ควรมีคือ เส้นแดงเพดานความเสี่ยง (Risk Ceiling) ระดับแจ้งเตือนคือ -10,000 ล้านบาท ระดับ ตึงเครียด -20,000 ล้านบาทและระดับวิกฤต -30,000 ล้านบาท ตัวเลขแต่ละระดับค่อนข้างเหมาะสมเพราะกองทุนรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ถ้าเกินเพดานความเสี่ยงคือระดับวิกฤตนั่นคือ เกินครึ่งของยอดในกองทุนทั้งหมด นอกจานี้ควรมีข้อมูลแผนที่ความเสี่ยง ข้อสั่งการของนายกรัฐมตรีแต่ละวัน

    Screenshot

    และที่สำคัญคือ 3 รูปแบบการตัดสินใจในแต่ละฉากทัศน์โดยยึดฐานข้อมูลกองทุนน้ำมันที่ได้มาจากรายการ ฟังหูไว้หู และข้อมูลเพิ่มเติมที่เปิดเผยจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) และบริบทเศรษฐกิจไทยล่าสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2026 โตต่ำกว่าศักยภาพ ขยายตัวราว 1.5% เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมาก และมีแรงกดดันด้านอุปสงค์ค่อนข้างอ่อน ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินเพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.00% เมื่อ 25 ก.พ. 2569 เพื่อพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SME โดยผมออกแบบไว้ 3 ทางเลือกหลัก โดยตั้งอยู่บนบริบทว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 โตต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และมีความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้จากอุปสงค์อ่อน ดังนั้นการขึ้นราคาพลังงานแรงเกินไปจะกดกำลังซื้อ แต่การอุดหนุนต่อแบบกว้างก็เร่งภาระกองทุน
    ฉากทัศน์แรก คือ อุดหนุนต่อเต็มรูปแบบ

    แก่นนโยบาย คือ ตรึงราคาดีเซลต่อ ใช้กองทุนดูดซับแรงกระแทกเป็นหลัก ผลดี คือ ประชาชนไม่รู้สึกช็อกราคาในทันที และช่วยประคองเงินเฟ้อระยะสั้นในภาวะที่เงินเฟ้อไทยยังต่ำมาก แต่ผลเสีย คือ ฐานะกองทุนเสี่ยงทรุดต่อ หากอัตราเร่งหนี้ยังอยู่ใกล้ระดับสัปดาห์ล่าสุดจะชนเส้นแดงเร็ว และจะเปลี่ยนจาก “มาตรการช่วยประชาชน” เป็น “ภาระการคลังสะสม” ผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ GDP: บวกเล็กน้อยระยะสั้น เพราะไม่กดกำลังซื้อ เงินเฟ้อต่ำต่อไป หรือเพิ่มน้อย แต่ความเสี่ยงแฝงสูงมากด้านการคลังและความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์แรกนี้เหมาะสมก็ต่อเมื่อสถานการณ์โลกผันผวนเฉียบพลันและรัฐต้องซื้อเวลาทำแบบนี้ได้เพียง 2–4 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ดี การใช้นโยบายลักษณะนี้ในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อข้อจำกัดด้านกฎหมายการคลัง หากภาระสะสมกระทบต่อวินัยการคลังและความโปร่งใสของรัฐ
    ฉากทัศน์ที่สอง คือ ปรับราคาขึ้นทันทีแบบแรง

    แก่นนโยบาย คือ ลดหรือยุติการอุดหนุนวงกว้างอย่างรวดเร็ว ให้ราคาสะท้อนต้นทุนมากขึ้น ผลดี คือ หยุดการเร่งตัวของหนี้กองทุนเร็วที่สุด ทำให้เพดานความเสี่ยงกลับมาอยู่ในการควบคุม แต่ผลเสีย คือ ในสภาพเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ กำลังซื้ออ่อน และ SME ตึงตัว การขึ้นราคาพลังงานแรงเกินไปจะส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ราคาสินค้า และความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้เร็ว ผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ GDP มีความเสี่ยงลบระยะสั้นจากกำลังซื้อและต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อเด้งขึ้นเร็วในช่วงแรกและเสถียรภาพกองทุนดีขึ้นเร็ว ฉากทัศน์นี้จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อกองทุนใกล้สภาวะวิกฤตมากหรือรัฐไม่มีความสามารถในการอัดฉีดงบประมาณที่จะไม่กระทบเสถียรภาพการคลังรองรับที่จะให้การอุดหนุนต่อ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่กระทบค่าครองชีพอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องพิจารณาหลักความเป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    ฉากทัศน์ที่สาม ทางสายกลางแบบมีเป้า

    แก่นนโยบาย คือ ทยอยปรับราคาพลังงานแบบขั้นบันไดอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างจากการอุดหนุนแบบทั่วถึง ไปสู่การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า โดยให้ความสำคัญกับภาคขนส่งสาธารณะ โลจิสติกส์จำเป็น ภาคเกษตร และกลุ่มประชากรเปราะบางเป็นลำดับแรก ผลดีคือ ลดอัตราเร่งหนี้กองทุนโดยไม่สร้าง price shock รุนแรง และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรง แต่ผลเสีย คือ ต้องใช้ข้อมูลดีมาก ระบบบริหารต้องเร็ว และการสื่อสารต้องแม่น ไม่เช่นนั้นประชาชนจะมองว่า “ขึ้นราคาอยู่ดี” และผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ โดยที่ GDP กระทบน้อยกว่าฉากทัศน์ที่สอง ในขณะที่ เงินเฟ้อขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเสถียรภาพกองทุนดีขึ้นต่อเนื่อง ถ้าคุมวินัยได้จริง ฉากทัศน์นี้เหมาะสมเมื่อรัฐบาลต้องการรักษาทั้งเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพการคลังพร้อมกัน โดยแนวทางนี้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและหลักการกำกับดูแลที่ดี เนื่องจากสามารถกำหนดเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกตรวจสอบได้อย่างชัดเจน
    ข้อสรุปเชิงนโยบาย

    ถ้าวิเคราะห์จากสภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมตอนนี้ ผมเห็นว่าฉากทัศน์ที่สามควรเป็นทางหลัก เพราะเศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และภาคครัวเรือน/SME ยังตึงตัว การขึ้นราคาแรงแบบฉากทัศน์ที่สองจะกระแทกกำลังซื้อเร็วเกินไป ขณะที่ฉากทัศน์แรกจะดันประเทศเข้าใกล้ความเสี่ยงการคลังมากขึ้นและพังทั้งระบบมากขึ้น

    ดังนั้น ข้อเสนอคือ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาสั่งการได้ทันที 4 เรื่อง ได้แก่ (1) ใช้ฉากทัศน์ที่สามเป็นนโยบายตั้งต้น (2) กำหนดเกณฑ์กระตุ้นให้ชัดเจนว่า เมื่อฐานะกองทุนติดลบถึง -20,000 ล้านบาท ต้องลดการอุดหนุนเพิ่มเติม และหากแตะ -30,000 ล้านบาท ต้องเข้าสู่แผนฉุกเฉิน (3) สั่งจัดทำแดชบอร์ดรายวัน รายงานตัวชี้วัดหลัก 5 ตัว ทุกเช้า และ (4) สื่อสารต่อสาธารณะว่าเงินไม่ได้หาย แต่เป็นภาระค้างชดเชยที่ต้องบริหารอย่างมีวินัยพร้อมทั้งกำหนดกรอบความรับผิดชอบและกลไกกำกับติดตามที่ชัดเจนเพื่อให้การดำเนินนโยบายอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม

    สำหรับมุมมองของผมคือ วันนี้โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ช่วยประชาชน” กับ “รักษาวินัยการคลัง” แต่คือการออกแบบนโยบายให้ช่วยประชาชนโดยไม่ปล่อยให้ความช่วยเหลือนั้นย้อนกลับมาทำร้ายประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5699897/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pLZtcNlQOW7OMet0pqSNj

  • “เอกนิติ” ชี้ 3 เกมเปลี่ยนโลก แนะไทยเข้าใจ-คว้าโอกาส ไม่ใช่แค่อยู่รอด แต่ต้องเป็นผู้ชนะ : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” ชี้ 3 เกมเปลี่ยนโลก แนะไทยเข้าใจ-คว้าโอกาส ไม่ใช่แค่อยู่รอด แต่ต้องเป็นผู้ชนะ : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานสัมมนา THE LONG GAME #เกมธุรกิจฆ่าไม่ตาย ในหัวข้อ “THE LONG GAME เศรษฐกิจไทย” ว่า ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ต่างให้ความสนใจกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละปีว่าจะสามารถเติบโตได้มากน้อยเพียงใด แต่วันนี้ ควรต้องมองในระยะยาว หรือ Long Game เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่นในปีก่อน มีเรื่องภาษีทรัมป์ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก และทำให้ทุกประเทศต้องปรับตัว ในขณะที่ปีนี้ มีเรื่องของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง และยังไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก

    “วันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่ต้องสนใจ คือ เราจะอยู่รอดได้อย่างไร และคว้าโอกาสจะที่โลกเปลี่ยนแปลงนี้ ให้สามารถอยู่รอดได้อย่างไร วันนี้ระเบียบโลกเปลี่ยนไป การจะอยู่รอดได้ คือต้องเข้าใจว่าเกมใหม่เป็นอย่างไร เราจึงจะอยู่รอด และไม่ตาย แต่แม้เราจะเข้าใจเกม และอยู่รอดได้ เราก็ต้องวางจุดของเราให้ถูก เพื่อที่ให้เป็นผู้ชนะในเกมด้วยให้ได้” รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว

    สำหรับ 3 เกมใหญ่ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ได้แก่

    1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) มีที่ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ โดยจะเห็นว่าประเทศมหาอำนาจ จะใช้เรื่องของภาษีมาเป็นเกมในการสร้างอำนาจต่อรอง จากในอดีตที่ใช้เรื่องของเงินมาสร้างอำนาจต่อรอง และผลจากการที่ในอดีตประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ ทำสงครามค่าเงินกับญี่ปุ่น จึงเกิดการย้ายฐานการลงทุน และการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นเข้ามายังประเทศในอาเซียน รวมถึงไทยมากขึ้น ซึ่งในอดีตไทยก็ใช้โอกาสนี้มาแล้ว และในปัจจุบันที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็ได้เห็นสัญญาณที่หลายประเทศเริ่มต้องการย้ายฐานการลงทุนมายังอาเซียน รวมถึงให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง สามารถทำการค้าขายกับประเทศใดก็ได้ อีกทั้งไทยยังมีจุดแข็งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณูปโภคที่ดี รวมถึงมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

    “วันนี้เกมเปลี่ยน เริ่มมีการย้ายฐานเข้ามาในอาเซียน ดังนั้นเราจะทำอย่างไรไม่ใช่แค่ให้เขาอยากเข้ามาลงทุน แต่เราต้องวางรากฐานเรื่องความมั่นคงปลอดภัยควบคู่กันไปด้วย” นายเอกนิติ ระบุ

    2. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนในโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งประเทศไทยจะต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของดิจิทัล และทำให้เกิดการต่อยอดไปสู่โอกาสต่าง ๆ เช่น การเข้ามาสร้างโรงงานในไทย การต่อยอดในเรื่อง Cloud Service และ AI Service และต้องทำให้คนไทย และนักธุรกิจของไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพราะนี่คือเกมใหม่ที่ AI จะเปลี่ยนโลก

    “คนไทยส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ใช้ AI เท่าที่ควร AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เราจะต้องเพิ่มทักษะให้คนใช้เป็น และใช้อย่างปลอดภัย และต่อยอดการใช้ประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ดี โอกาสก็มาพร้อมความเสี่ยง ที่อาจจะเกิด Proxy War ได้” นายเอกนิติ ระบุ

    3. พลังงานสะอาด (Green Energy) จะเห็นได้ว่าสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ทุกประเทศจำเป็นต้องปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะต้องให้ความสำคัญ

    “ราคาพลังงาน บีบให้เราต้องปรับเปลี่ยนไวมากขึ้น วันนี้เราต้องการไฟสะอาด ซึ่งจะต้องเร่งให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าลงทุนในพลังงานสะอาด ทำ Direct PPA เปิดให้เอกชนเข้ามาผลิตได้ และใช้สายส่งที่ภาครัฐเป็นผู้ลงทุน…นอกจากนี้ ในเรื่องของเอทานอล เราจะทำอย่างไรให้เกิดไบโอพลาสติก ทำให้มาตรฐานของเอทานอลไปทำไบโอพลาสติกได้ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนเข้าสู่ Industry ใหม่ที่มาจาก Green” นายเอกนิติ กล่าว

    รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า การลงทุนใน 3 เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก แต่ทั้งนี้จะต้องอยู่บน 3 หลักการ คือ 1.มีการเติบโตได้อย่างทั่วถึงทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก 2. เติบโตอย่างมีวินัย เพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยใกล้จะชนเพดานแล้ว ดังนั้น หากทำให้รับรู้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ก็จะเกิดความเชื่อมั่นได้ และ 3. ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพราะขณะนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด การประสานความร่วมมือกันในการทำงานจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

    “Today โลกมีการเปลี่ยนแปลง Tomorrow เราต้องเร่งลงทุน และ Together เราต้องทำด้วยกัน” นายเอกนิติ กล่าวในท้ายสุด

    • ทีทีบี เปรียบศก.ไทยเหมือนรถไฟรางเก่า ต้องใช้หัวรถจักรเร่งการเติบโต

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวในหัวข้อ “ทางรอดธุรกิจ และ SME ไทย” ว่า ใน LONG GAME ประเทศไทยต้องการการปฏิรูปโครงสร้าง (Structure Reform) ซึ่ง Long Game ที่ไม่ใช่ Quick Win เพราะเศรษฐกิจไทยเปรียบเหมือนรถไฟรางเก่า ซึ่งประเทศไทยต้องการหัวรถจักร เพราะเศรษฐกิจที่ดีต้องการแรงขับเคลื่อน และต้องขับเคลื่อนไปทั้งองคาพยพ

    ทั้งนี้ หากเปรียบหัวรถจักร จะมีอยู่ 6 แบบ กล่าวคือ 1.หัวรถจักรแบบ “เกื้อกูล” เช่น ช่วง Plaza Accord ในปี 1985 ที่ญี่ปุ่นมีการย้ายฐานการผลิต ช่วยทำให้เกิดการจ้างงาน และซัพพลายเชน 2.หัวรถจักรแบบ “เกื้อกูล” แต่เป็นรูปแบบที่มีการติดสินบน

    3. หัวรถจักรแบบ “กินรวบ” เช่น รถยนต์จีน ที่เข้ามาทั้งซัพพลายเชน โดยใช้แรงงานไทยและ Supply Chain ในไทยน้อยมาก 4. หัวรถจักรแบบ “กินรวบ” แต่ใช้ Supply Chain ในไทย และมีการเชื่อมโยงกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม

    5. หัวรถจักร “เดี่ยว” ที่ไม่ได้ลากอะไรมาด้วย ทำให้การจ้างงานต่ำ ไม่กระจายตัว แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ เทเลคอม เพราะผลในแง่เศรษฐกิจน้อยมาก เนื่องจากมีการจ้างงานน้อย ใช้วัตถุดิบนำเข้าทั้งหมด และ 6. “หัวรถไฟเทา” ซึ่งลากความปั่นป่วนเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงานต่างชาติ ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งเราไม่ได้ต้องการ

    “หากเข้ามาในเศรษฐกิจไทย จะทำอย่างไร เพราะหัวรถจักรเริ่มอ่อนแรง และ GDP จากที่เคยขยายตัวได้ 10% เหลือ 4%, 3% และ 2% ขณะที่ธุรกิจ SME เกิดอาการ “แซนวิช” เจอการแข่งขันจากทั้งต่างประเทศ และในประเทศ สะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปี รายได้และกำไรติดลบ และอัตราการอยู่รอดเพียง 20% จากจำนวนธุรกิจ 98% มีสัดส่วนการจ้างงาน 72% สร้าง GDD 40%” นายปิติ กล่าว

    ทั้งนี้ หากพิจารณาเรื่องการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ธนาคารถูกมองเป็นผู้ร้าย เพราะไม่ปล่อยกู้ให้แก่ SME ซึ่งจริง ๆ นั้น ที่ผ่านมาธนาคารปล่อยกู้ให้เยอะมากจนกระทั่งบาดเจ็บสาหัส หากดูหนี้เสียเป็นของรายใหญ่อยู่ที่ 1-2% และเป็นของ SME อยู่ 8-9%

    “หนี้เสียมากองที่ SME เมื่อดูค่าความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15% ต่อปี ธนาคารต้องคิดดอกเบี้ยเท่าไร 16% ต่อปี เหลือกำไร 1% ซึ่ง SME จ่ายดอกเบี้ยไหวหรือไม่ ส่งผลให้ SME ต้องกินข้างราง” นายปิติ กล่าว

    ดังนั้น จึงเกิดการพูดคุยระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย (TBA) ร่วมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อจัดทำ “Reinvent Thailand” ที่มี 3 แกน คือ การ Reform ภาคเศรษฐกิจ การเพิ่มทักษะ และประสิทธิภาพภาครัฐ และโฟกัสใน 5-6 อุตสาหกรรม จะช่วยสร้างมูลค่าและลากหัวรถจักรนี้ โดยไม่ต้องแจกเงิน หรือเยียวยาไม่รู้จบ โดยประเทศไทย และคนไทยต้องได้ประโยชน์

    “ท้ายสุด เราคงต้องคิดกันว่าจะ Reinvent Thailand แล้วจุดขายของประเทศไทยอยู่ตรงไหน เรายังจะไปกันเดี่ยว ๆ จะหากินข้างรางกันอยู่ หรือลองเปลี่ยนระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ แล้วสร้างหัวรถจักรที่จะพาเศรษฐกิจไทยไปเป็นกลุ่มคณะได้” นายปิติ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578043&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pVaSc4YTiJtNhQnBeprYJ

  • แรงบันดาลใจจาก

    แรงบันดาลใจจาก

    ในวงการวิทยาศาสตร์ บางครั้งความผิดพลาดในแล็บก็มีค่ามากกว่าผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้เสียอีก และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมวิจัยจาก Georgia Tech ที่ในที่สุดนำไปสู่การพัฒนาฟิล์มบรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่อาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมพลาสติกได้

    เริ่มต้นจากแมลงด้วงสีขาว

    Jie Wu นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์ กำลังศึกษาแมลงด้วง Cyphochilus ซึ่งเป็นแมลงที่มีเปลือกสีขาวสดใสหาได้จากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมายแรกเริ่มคือการหาสารสีขาวตามธรรมชาติที่นำมาใช้ในกระดาษและสีทาบ้านได้ เปลือกของแมลงชนิดนี้ทำมาจาก “ไคติน” (Chitin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่พบได้ในเปลือกกุ้ง ปู และกั้ง

    Jie เริ่มต้นด้วยการสกัดนาโนไฟเบอร์ไคตินจากเปลือกปูที่เป็นขยะอาหาร แต่แทนที่จะได้วัสดุสีขาวตามที่คาดไว้ กลับได้ฟิล์มใสหนาแน่นที่ไม่มีรูพรุนอย่างที่ต้องการ ด้วยความอยากรู้ Jie จึงวัดค่าการซึมผ่านของออกซิเจนผ่านฟิล์มนั้น และผลที่ได้คือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ฟิล์มนี้ยอมให้ออกซิเจนผ่านได้น้อยกว่าพลาสติกบรรจุภัณฑ์ทั่วไปหลายชนิด

    การค้นพบโดยบังเอิญในปี 2014 นี้ทำให้ทีมวิจัยเปลี่ยนทิศทางการศึกษาจากเรื่องสีมาสู่บรรจุภัณฑ์โดยสิ้นเชิง

    ปัญหาของพลาสติกที่โลกกำลังแบกรับ

    บรรจุภัณฑ์พลาสติกถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และสินค้าดูแลส่วนบุคคล โดยมีหน้าที่หลักในการป้องกันความชื้นและออกซิเจนไม่ให้เข้าถึงสินค้า แต่ปัญหาคือบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกหลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยาก และมักถูกทิ้งเป็นขยะหลังใช้ครั้งเดียว ทีมวิจัยทั่วโลกจึงพยายามหาทางเลือกที่ย่อยสลายได้โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ

    ในปี 2018 ทีมของ Georgia Tech ก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการใช้เทคนิค Spray Coating เพื่อวางชั้นไคตินและเซลลูโลสนาโนสลับกัน เซลลูโลสเป็นคาร์โบไฮเดรตโพลิเมอร์จากพืช และมีประจุไฟฟ้าตรงข้ามกับไคติน ทำให้ทั้งสองวัสดุดึงดูดกันได้ดีและสร้างฟิล์มที่หนาแน่นกว่าการใช้วัสดุแต่ละชนิดเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญอีกข้อ นั่นคือความชื้น เมื่อโดนน้ำ ฟิล์มจะพองตัวและยอมให้ออกซิเจนซึมผ่านได้มากขึ้น

    จนกระทั่งในปี 2024 ทีมวิจัยพบว่าการรวม Carboxymethylcellulose (ส่วนผสมที่พบในไอศกรีม) กับกรดซิตริก สามารถสร้างฟิล์มที่ต้านทานไอน้ำได้ กรดซิตริกทำหน้าที่สร้างพันธะเชื่อมโยงระหว่างโมเลกุลของเซลลูโลส ช่วยลดการดูดซึมความชื้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ความสำเร็จล่าสุดที่พร้อมเผชิญโลกจริง

    งานวิจัยที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2025 พบว่าเมื่อนวัตกรรมทั้งสองมารวมกัน จะได้เป็นฟิล์มชีวภาพที่กั้นทั้งออกซิเจนและความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทดสอบพบว่าแม้ในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ 80% ฟิล์มยังคงทำงานได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าพลาสติกบรรจุภัณฑ์ทั่วไป อีกทั้งวัสดุทั้งหมดเป็นทรัพยากรหมุนเวียน ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และสามารถทำปุ๋ยหมักได้

    ขณะนี้ทีมได้ยื่นจดสิทธิบัตรหลายรายการแล้ว และกำลังร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง แม้การสเกลอัปสู่ระดับอุตสาหกรรมยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของวัสดุชีวภาพเหล่านี้ยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป

    ในภาพรวม เมื่อรัฐบาลทั่วโลกเร่งออกกฎหมายจำกัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และบริษัทใหญ่ตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนมากขึ้น ฟิล์มชีวภาพประเภทนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบที่โลกกำลังมองหา

    ที่มา: The Conversation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/biodegradable-plant-based-packaging-chitin-cellulose&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25E_1cmRLYpITNbc1yJ_NS

  • การประชุมคณะกรรมการการเงินและทรัพย์สิน (กบง.) ครั้งที่ 83 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการการเงินและทรัพย์สิน (กบง.) ครั้งที่ 83 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121686/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DSr9r5TpmG9BKPDLqq-EK

  • BOI – กระทรวง อว. ไว้ใจ CITE – DPU ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มทักษะการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่รองรับอุตสาหกรรมรถ EV – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    BOI – กระทรวง อว. ไว้ใจ CITE – DPU ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มทักษะการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่รองรับอุตสาหกรรมรถ EV – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – CITE – DPU ภายใต้การสนับสนุนของ BOI และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  จัดอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” ผ่านโครงการ BOI STEM++ เพื่อเร่งพัฒนาทักษะผู้ประกอบการให้ทันต่อเทคโนโลยียานยนต์ EV และยานยนต์สมัยใหม่ หลักสูตรเข้มเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมรถ EV ไฮบริด แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และซอฟต์แวร์ควบคุม เสริมความร่วมมือภาคการศึกษาอุตสาหกรรม และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในอนาคต

    วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีเปิดการอบรมหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance ) รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 9-25 มีนาคม 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ DPU เป็นประธานในพิธี และ ผศ.ดร. ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดี CITE เป็นผู้ดำเนินการอบรม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 300 คน ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคาร 7 DPU

    ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า ในการเปิดอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้ เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของบุคลากรต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ในปี 2568 คาดว่ามีรถยนต์ EV ประมาณ 20 ล้านคัน ราว 1 ใน 4 ของรถยนต์ใหม่ทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีนโยบายสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม EV อย่างจริงจัง ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบช่วยขับขี่ หรือระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของ Ecosystem ด้านยานยนต์สมัยใหม่ หวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือ สามารถต่อยอดการทำงานและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม EV ต่อไปในอนาคต

    ด้าน ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า ในอีกไม่นาน สัดส่วนการใช้งานรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ EV และรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยน่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน และสัดส่วนของรถยนต์ EV และไฮบริดรวมกันจะมากกว่ารถยนต์สันดาปภายในอย่างแน่นอน  สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทบาทของ CITE DPU ซึ่งมีการเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งมีทั้งเครือข่ายผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า Autel AU-EV API-Tech และบุคลากรที่มีศักยภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฮบริดได้  ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น จำเป็นต้องมีการยกระดับองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ โดยเฉพาะการเสริมองค์ความรู้และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ในการตรวจสอบและซ่อมบำรุง หลักสูตรการอบรมครั้งนี้ ได้ออกแบบให้มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับทักษะด้านการบำรุงรักษายานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่และการชาร์จ รวมถึงการทำงานของระบบอัจฉริยะในยานยนต์ที่มีการควบคุมผ่านระบบสมองกลและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง การที่ผู้ประกอบการได้เพิ่มพูนทักษะในการวิเคราะห์และเครื่องมือจะทำให้ช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น

    ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกันในระยะยาว นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐและ BOI ที่มุ่งยกระดับกำลังคนของประเทศให้พร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต นอกจากนี้ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา DPU ที่มีโอกาสเรียนรู้จากผู้ประกอบการตัวจริงในอุตสาหกรรม เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เอื้อต่อการฝึกงานและการทำงานในอนาคต รวมถึงได้รับประสบการณ์จากเทคโนโลยีและโจทย์การทำงานจริงของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะและความพร้อมของบัณฑิตให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมยานยนต์

    รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การจัดอบรมด้านการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงมิติของการผลิตเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างระบบรองรับการใช้งานจริง ทั้งด้านการบริการและการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถรายย่อยที่เคยมีประสบการณ์กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก จำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับองค์ความรู้ให้สามารถดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้ ซึ่งเทคโนโลยีของยานยนต์สมัยใหม่มีความแตกต่างจากเดิมอย่างมาก ทั้งระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ควบคุม จึงต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

    การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในระบบบริการซ่อมบำรุง ภาครัฐควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการซ่อมบำรุงจากผู้ผลิตผ่านนโยบายหรือกฎหมายที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เองก็ควรพิจารณาสร้างเครือข่ายอู่ซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน และเมื่อมีอู่ที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงและส่งผลดีต่อระบบประกันภัยในอนาคต ที่สำคัญผู้ประกอบการเองก็ต้องพัฒนาทักษะและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวทันกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการจัดอบรมครั้งนี้โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จึงเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบที่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทยได้” รศ.ดร.ยศพงษ์ กล่าว

    นายสืบพงศ์ ปราบใหญ่ ผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นแรก กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่ทันสมัยให้ถูกต้อง เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้กับผู้อื่นในฐานะนักวิชาการ โดยเห็นว่าหลักสูตรมีเนื้อหาครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และขอชื่นชมบทบาทของ DPU ที่จัดหลักสูตรสะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างชัดเจน ทำหน้าที่บูรณาการองค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาให้บริการวิชาการแก่ประชาชนทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาทั้งจากภาครัฐและเอกชน และขอบคุณหน่วยงานอย่าง BOI และ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนให้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรลักษณะนี้ขึ้น

    นายสมควร อ่าวนิล ผู้ประกอบการอู่สมควรการช่าง จ.ลพบุรี กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาและเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ระบบใหม่ ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาแหล่งเรียนรู้ด้านยานยนต์ EV และไฮบริดยังมีไม่มาก อีกทั้งการอบรมในหลายแห่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ หลักสูตรของ DPU ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ความรู้ครอบคลุมด้านยานยนต์สมัยใหม่หลายระบบ มี Workshop ทำให้เข้าใจได้อย่างดีสามารถนำไปให้บริการลูกค้าได้จริง นอกจากนี้การเข้าร่วมอบรมยังช่วยสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการรายอื่น สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยกระดับมาตรฐานของอู่นอกให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ โครงการอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance)” มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยเสริมทั้งความรู้ภาคทฤษฎีและทักษะภาคปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาและวิเคราะห์ระบบยานยนต์ EV ยานยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่ การติดตั้งสถานีชาร์จ และการปรับแต่งซอฟต์แวร์ควบคุมยานยนต์ ตลอดจนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานเป็นทีม เพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ในอุตสาหกรรม เช่น EV Technician, Hybrid System Specialist และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิเคราะห์ยานยนต์ หลักสูตรแบ่งการเรียนรู้เป็น 6 Modules ผสมผสานการบรรยายและเวิร์กช็อปภาคปฏิบัติ จัดอบรมแบบ Onsite รวม 14 วัน เปิดอบรมรุ่นละ 270 คน จำนวน 4 รุ่น ระหว่างเดือนมีนาคมมิถุนายน 2569 คาดว่าจะมีผู้ผ่านการอบรมรวม 1,080 คน นอกจากผู้เข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่าย ยังได้รับการสนับสนุนค่าเดินทาง อุปกรณ์เครื่องมือวิเคราะห์การทำงานของรถยนต์ รวมทั้งมีอาหารกลางวันอีกด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/18/626399/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GpuYYM0pfMpRfCrp-h5-l