Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ครู-นักเรียนผวา ชายเพิ่งพ้นโทษ บุกเข้าไปในโรงเรียน ตำรวจควบคุมตัวได้ทันควัน

    ครู-นักเรียนผวา ชายเพิ่งพ้นโทษ บุกเข้าไปในโรงเรียน ตำรวจควบคุมตัวได้ทันควัน

    ชายเพิ่งพ้นโทษคดียา บุกเข้าไปในโรงเรียนวัดปากสระ จังหวัดสงขลา ทำครูนักเรียนตกใจ แจ้งตำรวจเข้าควบคุมตัวได้ทันควัน

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 มีรายงานว่า ตำรวจชุดปราบปราม สภ.เมืองพัทลุง ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน ม.10 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง ว่ามีชายต้องสงสัยถือมีดสั้น ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในโรงเรียนวัดปากสระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1

    จากนั้นได้ลงจากรถจักรยานยนต์แล้วเดินไปยังห้องน้ำภายในโรงเรียน และเกรงว่าชายคนดังกล่าวจะทำอันตรายกับครูและนักเรียน หลังจากที่ทางตำรวจเข้าตรวจสอบเหตุดังกล่าว พบว่าชายคนดังกล่าวคือ นายเสกศักดิ์ หรือ เจ อายุ 44 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 10 ซึ่งเมื่อนายเจเห็นตำรวจก็วิ่งหลบหนีลงไปในกลางทุ่งนาบริเวณริมโรงเรียน แต่ก็ถูกตำรวจรวบตัวได้ในเวลาต่อมา จากนั้นได้ควบคุมตัวนำส่ง รพ.พัทลุง เนื่องจากมีอาการคล้ายคนที่ป่วยทางจิตที่คาดว่าน่าจะเกิดจากการเสพยาเสพติด

    ขณะที่ คุณครูโรงเรียนวัดปากสระ เผยว่า ก่อนเกิดเหตุ นายเจ ได้ขับรถวน 2 รอบแล้วเดินลงมา ท่าทางระแวง มีพิรุธ จึงเร่งรีบนำนักเรียนของโรงเรียนทั้งหมด 29 คน มารวมอยู่กันในห้องเดียวแล้วปิดประตูหนาแน่น เพราะเกรงว่านายเจจะใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายร่างกายนักเรียนและครู จากนั้นได้ประสานให้ผู้ใหญ่บ้านได้รับทราบ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวดังกล่าว

    ทางด้าน นายอภิเดช พงศ์จันทร์เสถียร อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 กล่าวว่า ในเบื้องต้น แม้ผู้ก่อเหตุจะไม่ได้ทำร้ายใครก็ตาม แต่ก็ทำให้ทุกคนตกใจกลัว และยังพบประวัตินายเจ เพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติดมาไม่นาน เกรงว่าจะเข้ามาทำอันตรายกับเด็กและครูภายในโรงเรียน จึงได้เร่งแจ้งตำรวจเข้าควบคุมตัวได้ดังกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2921411&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e6YCJEtGXEL4OMahReakC

  • 💥*อิหร่านประกาศโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก

    💥*อิหร่านประกาศโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มี.ค. 69)

    อิหร่านประกาศโจมตีสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมยืนยันว่า อิหร่านยังคงสามารถผลิตขีปนาวุธ แม้ถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก

    พลเอก อาโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกกองทัพอิหร่าน ประกาศขู่โจมตีสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก

    ‘สวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกจะไม่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของอิหร่าน’ พลเอกเชคาร์ชีกล่าว ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า อิหร่านอาจกลับมาใช้การโจมตีผ่านกลุ่มติดอาวุธนอกตะวันออกกลาง

    ขณะเดียวกัน พลเอก อาลี โมฮัมหมัด นาเอนี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่า ‘เรายังคงผลิตขีปนาวุธได้แม้ในช่วงสงคราม ซึ่งถือว่าน่าทึ่ง และไม่มีปัญหาในการสะสมอาวุธ’

    นอกจากนี้ พลเอกนาเอนียังระบุว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะยุติสงครามอย่างรวดเร็ว

    ‘คนเหล่านี้คาดว่าสงครามจะดำเนินต่อไปจนกว่าศัตรูจะอ่อนล้าลง’ พลเอกนาเอนีกล่าว

    อย่างไรก็ดี ไม่นานหลังการกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พลเอกนาอีนีได้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREJ0IQ79EN0UXEHA2P0K8MUKKJDYCU9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SPBkiv_k9n18Hj-PqBXKZ

  • ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    By

    มีนาคม 21, 2026

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    สรุปข่าว
    • โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายนพุ่งสูงถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ หลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงคราม
    • ตลาดพันธบัตรทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายปี
    • สวนทางกับตลาดหุ้นและโลหะมีค่าที่ร่วงลงอย่างหนัก Bitcoin ยังคงยืนหยัดแข็งแกร่งแถวเจ็ดหมื่นดอลลาร์สหรัฐและทำผลงานได้ดีที่สุดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

    แม้ว่าการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงจะส่งผลเสียต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยทั่วไป แต่การที่ Bitcoin สามารถรักษาฐานราคาและทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นรวมถึงโลหะมีค่าในช่วงวิกฤตนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองว่าคริปโตคือสินทรัพย์หลบภัยรูปแบบใหม่ หากเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดดั้งเดิม โอกาสที่ Bitcoin จะได้รับอานิสงส์และเติบโตสวนกระแสก็มีความเป็นไปได้สูง

    เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน การถกเถียงเรื่องอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นไปที่คำถามที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงกี่ครั้งในปี 2026 แต่เมื่อเศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวเพียงเล็กน้อย อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2 เปอร์เซ็นต์ของธนาคารกลาง และราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเทรดอัตราดอกเบี้ยจึงเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนเมษายน

    ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่าโอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบายเข้มงวดขึ้นในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนเมษายนได้เพิ่มขึ้นเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0 เปอร์เซ็นต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับสองเดือนก่อนที่ความเชื่อเดิมมองว่ามีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนั้น ข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปรายปีอยู่ที่ 2.4 เปอร์เซ็นต์และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสงครามในอิหร่านและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน 50 เปอร์เซ็นต์ที่ตามมา

    ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวก็ถูกเทขายอย่างหนัก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นอีก 10 เบสิสพอยต์ในวันศุกร์ไปแตะระดับ 4.38 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับระดับต่ำกว่า 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อต้นเดือนมีนาคม การเทขายพันธบัตรนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาและเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

    ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นหลักไม่ได้มีความเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากนักตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แต่แรงเทขายเริ่มสะสมตัว ดัชนี S&P 500 ร่วงลงอีก 0.9 เปอร์เซ็นต์ในวันนี้ ซึ่งอยู่ในทิศทางที่จะปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกันและตอนนี้ร่วงลงไปแล้วกว่า 5 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนี Nasdaq ก็ปรับตัวลดลงในลักษณะเดียวกัน รวมถึงการร่วงลง 1.2 เปอร์เซ็นต์ในวันศุกร์ โลหะมีค่าซึ่งเคยพุ่งทะยานอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนสงครามก็ถูกเทขายอย่างหนักเช่นกัน ทองคำที่มีการซื้อขายประมาณ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อต้นเดือน ร่วงลงมาอยู่ที่ 4,569 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ ส่วนแร่เงินพังทลายลงจาก 95 ดอลลาร์สหรัฐเหลือเพียง 69.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

    Andre Dragosch หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคยุโรปของ Bitwise กล่าวว่า Bitcoin ได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนนกขมิ้นในเหมืองถ่านหินระดับมหภาคอีกครั้ง เขากล่าวเสริมว่าในระดับปัจจุบัน Bitcoin ได้สะท้อนราคาการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปแล้ว ในขณะที่สินทรัพย์แบบดั้งเดิมหลายประเภทยังไม่ได้ทำเช่นนั้น ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงแกว่งตัวอยู่รอบระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ และบวกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โดยยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

    ที่มา: coindesk


    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกตอนนี้เรียกได้ว่าตึงเครียดสุดๆ ครับ จากที่เคยมองว่าจะได้เห็นการลดดอกเบี้ยรัวๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องมาลุ้นให้ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแทน เพราะสงครามและราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อให้พุ่งไม่หยุด ตลาดหุ้นกับทองคำที่เคยเป็นลูกรักก็โดนเทขายจนเสียศูนย์ แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือความแข็งแกร่งของ Bitcoin ครับ ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจระดับมหภาคแบบนี้ การยืนหยัดอยู่แถวเจ็ดหมื่นดอลลาร์สหรัฐได้ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเองครั้งสำคัญเลยว่ามันไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไรทั่วไปอีกต่อไป แต่อาจจะเป็นหลุมหลบภัยที่นักลงทุนสถาบันเลือกใช้ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมกำลังปั่นป่วนครับ

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    Channarong Noramat

    “Content is King” คือคติประจำใจ ชื่นชอบในเทคโนโลยี รักในการค้นคว้าข้อมูล และเชื่อใน Blockchain จึงผันตัวมาเป็นนักเขียน มั่นใจว่าวงการเทคฯ ในอนาคตยังมีอะไรอีกหลายอย่างรออยู่ และพร้อมเสมอที่จะ Ride the wave

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/21/bitcoin-latest-fear-rate-hike-bets-bond-markets-crumble/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kto9JLSYo_dmDBc6Z-5Qp

  • สนง.สลากฯ เตือน มิจฉาชีพหลอกขายสลากปลอม-แก้ไขตัวเลข พร้อมแนะวิธีป้องกัน | เดลินิวส์

    สนง.สลากฯ เตือน มิจฉาชีพหลอกขายสลากปลอม-แก้ไขตัวเลข พร้อมแนะวิธีป้องกัน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีที่มีกลุ่มมิจฉาชีพนำสลากปลอมและแก้ไขตัวเลขมาหลอกลวงขึ้นเงินรางวัลกับผู้รับซื้อรางวัลว่า ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอย้ำเตือนให้ผู้รับซื้อรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลักแบบใบ ทำการตรวจพิสูจน์สลากด้วยความรอบคอบและครบถ้วน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

    ในเบื้องต้น สามารถดำเนินการได้โดยใช้วิธีการเปรียบเทียบกับสลากของจริงของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดนั้น ๆ เพื่อตรวจสอบความแตกต่างกับสลากที่ต้องการตรวจพิสูจน์ เช่น ตรวจดูคุณลักษณะทั่วไปของสลาก คือความหนาบางของกระดาษ รูปภาพสลาก ขนาดของตัวเลข และขนาดของตัวอักษร และตรวจสอบคุณลักษณะพิเศษของสลาก

    ทั้งนี้ สามารถสังเกตกระดาษที่ใช้พิมพ์สลากจะมีลายน้ำในเนื้อกระดาษเมื่อส่องกับแสงไฟสีขาว หรือแสงสว่าง จะมองเห็นลายน้ำรูปนกวายุภักษ์ในเนื้อกระดาษ และเมื่อส่องกับแสงไฟสีม่วง (แสงยูวี) จะมองเห็นเส้นไหม และเส้นที่พาดผ่านตัวเลขมีลักษณะเรืองแสง รวมทั้งหมึก Anti Copy หรือหมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสีส้มเพื่อป้องกันการปลอมแปลง เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะมีสีส้มสว่างชัดเจน หรืออาจใช้น้ำสะอาดมาถูบนสลาก ซึ่งหมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสลากของจริงเมื่อถูกน้ำจะไม่ละลาย

    นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วิธีตรวจหาร่องรอยการแก้ไข หรือการตัดแปะตัวเลขบนสลากได้โดยใช้กล้องหรือแว่นขยายส่องบริเวณจุดที่สงสัยว่าจะมีการแก้ไข เช่น บริเวณหมายเลขสลาก หรืองวดวันที่โดยนำตัวเลขจากฉบับอื่นมาปะทับบนตัวเลขที่ไม่ต้องการ หรือตัวเลขที่ไม่ถูกรางวัลเพื่อให้ได้หมายเลขตรงกับสลากที่ถูกรางวัล รวมทั้งการแก้ไขด้วยวิธีขูด ลบ ลอก ตัวเลขเดิมที่ไม่ต้องการออก แล้วนำตัวเลขจากสลากฉบับอื่นมาปะแทนเพื่อให้ได้หมายเลขตรงกับสลากที่ถูกรางวัล เป็นต้น

    “ขอให้มั่นใจว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลักแบบใบ ผ่านกระบวนการพิมพ์ภายใต้ระบบคุณภาพตามหลักมาตรฐานสากล ISO 9001 : 2015 ซึ่งยากต่อการปลอมแปลง อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้รับซื้อรางวัลฯ ระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยสามารถศึกษาวิธีการตรวจพิสูจน์สลากได้ทาง www.glo.or.th”

    ผู้อำนวยการสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ผู้กระทำหรือนำสลากปลอมแปลง หรือแก้ไขตัวเลข ไปใช้ขอรับรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่อื่นใดมีความผิดถูกดำเนินคดีอาญาต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ปัจจุบันสำนักงานฯมีเจ้าหน้าที่ในส่วนงานที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์สลากโดยเฉพาะ เพื่อให้บริการประชาชน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์ สำนักจ่ายรางวัล โทร.0 2528 9641-44

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5705145/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1287q8eHWSJPvmZojn47N4

  • ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

    ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

    ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

    Tag :

    กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงหนาหูที่สุดในนาทีนี้สำหรับ “พราด้า-ธันย์สิตา ดิลกอนันต์สกุล” เจ้าของตำแหน่งรองอันดับ 3 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 และ Miss Globe Thailand 2024 เพราะนอกจากดีกรีความสวยแกร่งระดับพรีเมียม ล่าสุดเธอยังสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาด้วยการเปิดตัวหวานใจคนสำคัญที่ทำเอาชาวเน็ตต้องขยี้ตาและร่วมยินดีกันสนั่นหวั่นไหว

    สำหรับ พราด้า (หรือชื่อเดิม “ปอม รุจิรดา”) เป็นสาวกทม. โดยกำเนิด จบการศึกษาจากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอไม่ได้มีดีแค่ใบหน้า ที่เก็และดูอินเตอร์ แต่ยังมีพรสวรรค์ด้านดนตรีที่ลันเหลือ โดยเคยแจ้งเกิดในรายการ Show Me The Money Thailand 2 โชว์สกิลการแร็ปที่เฉียบคมจนได้รับฉายาแร็ปเปอร์สาวสุดมั่นที่วงการนางงามต้องจับตามอง

    บนเส้นทางมิสแกรนด์ พราด้าคือตัวแทนของหญิงสาวยุคใหม่ที่ “กล้าคิด กล้า พูด” เธอสร้างชื่อจากการเป็นมิสแกรนด์กาญจนบุรี 2021 ที่โดดเด่นเรื่องการตอบคำถามฟาดประเด็นคอร์รัปชันอย่างตรงไปตรงมา และคัมแบ็กอย่างสง่างามในนามมิสแกรนด์ลำปาง 2024 จนคว้ามงกุฎรองอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ พร้อมสร้างไวรัลการ “ตัดผมสั้น” หลังเวที

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/953860&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o9ytcSNjSgYEFo1lSajBO

  • ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    วันที่ 20 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 มี.ค. 69 สำนักงานการตลาดน้ำมันปิโตรเลียม (ปตท.) และ บริษัทบางจากฯ ได้ประกาศปรับราคาน้ำมันทั่วประเทศ โดยน้ำมันดีเซลจะขึ้นราคา 70 สตางค์ต่อลิตร และน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ จะปรับเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดคมนาคมและการขนส่งทั่วประเทศ

    การปรับขึ้นราคานี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้ใช้บริการขนส่งจะต้องเตรียมตัวรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในครั้งนี้

    #ราคาน้ำมัน #ดีเซลขึ้นราคา #เบนซิน #แก๊สโซฮอล์ #ปตท #ราคาน้ำมันวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ #น้ำมันไทย #ราคาน้ำมัน2026 #ขนส่ง #คมนาคม #ราคาน้ำมันขึ้น #สถานการณ์น้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K8hoAV5pJXECUOEipevgc

  • สุดยิ่งใหญ่! สตรีทอาร์ตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ผ่านงานศิลปะสตรีทอาร์ตวาดภาพ “4มหาราชัน”

    สุดยิ่งใหญ่! สตรีทอาร์ตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ผ่านงานศิลปะสตรีทอาร์ตวาดภาพ “4มหาราชัน”

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

    เมื่อวันที่ 20  มีนาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   ณ อาคารเด่นฟ้า ใกล้แยกปราจีนบุรีเก่า ถ.เทศบาลดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี  นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ รองอุ๊ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) พร้อมด้วย นางบังอร  วิลาวัลย์ ประธานสภาวัฒนธรรม จ.ปราจีนบุรี นายดำริ  รัตนชินกรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรีประธานที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวปราจีนบุรีนายอัคนิษร พีชผล นายกสมาคมการท่องเที่ยว จ.ปราจีนบุรี  

    ร่วมในกิจกรรมสตรีทอาร์ตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา จังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้แนวคิด “ด้วยรักและภักดี 4 มหาราชา”พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง มีนายชวัส จำปาแสน ประธานมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำและประธานโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพลกล่าวรายงาน  โดยได้เริ่มยิงสไลด์ขึ้นผนังตึกอาคารเด่นฟ้า เพื่อร่างแบบและลงสีในภาพประกอบด้วยบูรพกษัตริย์มหาราชสี่พระองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช   สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช  สมเด็จพระบรมชนิกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มหาราช   และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม  อภัยวงศ์) 

    นายชวัส จำปาแสน ประธานมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำและประธานโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล กล่าวว่า  …  กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กำหนดงาน   ระหว่าง วันที่ 19 – 28 มีนาคม 2569    ณ บริเวณอาคารเต้นท์ผ้า ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี  (บริเวณร้านเด่นฟ้า ตรงข้ามธนาคารกรุงไทย)

    โดยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล 27/77 ภายใต้แนวคิด “ด้วยรักและภักดี 4 มหาราช” โดยสร้างสรรค์ผลงานสตรีทอาร์ตขนาดใหญ่ให้โดดเด่น  บนอาคาร 3 ชั้น ในพื้นที่เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี ภายใต้ชื่อผลงาน “ด้วยรักและภักดี 4 มหาราช”

    เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระมหากษัตริย์ไทย ผ่านการถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการต่อประวัติศาสตร์ไทย ด้วยรูปแบบงานศิลปะร่วมสมัยที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย และเปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้อย่างใกล้ชิดในพื้นที่สาธารณะ  นายชวัสกล่าว
    ด้านนายอัคนิษร พีชผล นายกสมาคมการท่องเที่ยว จ.ปราจีนบุรี ผลงานสตรีทอาร์ตดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี ที่ไม่เพียงสร้างความสวยงามให้กับภูมิทัศน์เมือง แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ตลอดจนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
    ทั้งนี้ โครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561  และ  มีการสร้างสรรค์ผลงานแล้วในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดปราจีนบุรีนับเป็นจังหวัดลำดับที่ 27 จากเป้าหมายรวม 77จังหวัด 
        
    จังหวัดปราจีนบุรี ภาคเอกชน และภาครัฐ  สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแห่งความจงรักภักดี จังหวัดที่ 27/77 ด้วยสตรีทอาร์ตขนาดใหญ่ บนอาคาร3   ด้วยผลงานชื่อว่า”ด้วยรักและภักดี 4 มหาราชัน”    ผ่านพระบรมสาทิสลักษณ์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   และ  เรื่องผ่านความจงรักภักดีของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคณ ที่ทุกพระองค์มีต่อปราจีนบุรีและคนไทยทุกคน    

    เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระราชดำชดำรัสในวาระต่างๆผ่านผลงานศิลปะสร้างสร้างสรรค์ งานที่เป็นประโยชน์และและเผยแพร่ความเป็นมาของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือบุคคลสำคัญที่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์ไทยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านการวาดภาพ     

    ทั้งนี้ โครงการฯจะใช้เวลาในการวาดภาพ ทุกวัน ระหว่าง  วันที่ 19 – 28 มีนาคม 2569 ช่วงแรกนี้เริ่มยิงสไลด์ขึ้นผนังตึกอาคารเด่นฟ้าร่างแบบและลงสีในภาพประกอบบูรพกษัตริย์มหาราชสี่พระองค์  จากศิลปินจำนวนมาก จะเริ่มงานช่วงเย็นถึงดึก ณ อาคารเด่นฟ้า ใกล้แยกปราจีนบุรีเก่า ถ.เทศบาลดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรมสตรีทอาร์ต”ด้วยรักและภักดี 4 มหาราชัน”ได้ทุกวัน นายอัคนิษร กล่าว

    นายไพรัตน์  อายุ 63 ปี กล่าวว่า  ตนมีภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่อยู่บนปกหนังสือที่ถูกไฟไหม้ใหญ่  ในเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่สร้างความเสียหายมากในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี   เกิดขึ้นเมื่อ ช่วงเย็นวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565    บริเวณชุมชนตลาดเก่า ย่านสี่แยกราษฎรดำริ ถนนราษฎรดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นอาคารไม้เก่าแก่ ซึ่งเป็นร้านค้าและที่อยู่อาศัย ถูกเพลิงไหม้วอดกว่า 30-36 คูหา  ตรงข้ามร้านเด่นฟ้า ที่ปาฏิหาริย์ไฟไม่ไหม้ ในขณะเกิดเหตุมาให้ชาวปราจีนบุรีดูด้วย  นายไพรัตน์  กล่าวพร้อม  พร้อมโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469929&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aBrN_r5kI-u2qd_uSVAg_

  • CMG จัดเวทีระดับโลก “จีนในฤดูใบไม้ผลิ” เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจโลก ดันความร่วมมือไทย-จีนยุคใหม่

    CMG จัดเวทีระดับโลก “จีนในฤดูใบไม้ผลิ” เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจโลก ดันความร่วมมือไทย-จีนยุคใหม่

    China Media Group (CMG) เปิดเวทีเสวนาระดับนานาชาติ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” ณ กรุงเทพฯ รวมผู้นำภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนไทย-จีน แลกเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ของจีนที่มุ่งเปิดประเทศและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

    China Media Group (CMG) จัดเวทีเสวนาระดับนานาชาติในหัวข้อ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ นายเซิ่น ไห่ส่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนและผู้อำนวยการ China Media Group ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านทางวิดีโอ ในหัวข้อ บทบาทของสื่อในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ และการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

    นายเซิ่น ระบุว่า การประชุมสองสภาของจีนซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นหน้าต่างสำคัญในการติดตามจีนยุคใหม่ ยังคงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปีนี้ได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญหลายฉบับ รวมถึง “โครงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15” พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5 ถึง 5 โดยพิมพ์เขียวการพัฒนาคุณภาพสูงของจีนถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่แก่ประชาคมโลก

    นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การเปิดตลาดโลกอย่างกว้างขวาง และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปิดกว้างของจีน

    ขณะเดียวกัน การพัฒนา “พลังการผลิตใหม่คุณภาพสูง” ของจีนตั้งแต่ต้นปีเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์อัจฉริยะในงานกาล่าตรุษจีนของ China Media Group และโมเดล “ภาพยนตร์+” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภค ตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะ “โอเอซิสแห่งความแน่นอน” ขณะที่สถานีฯ พร้อมใช้ศักยภาพด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อผลักดันความทันสมัยแบบจีนและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

    นางเลี่ยว ลี่ รองผู้อำนวยการสำนักงาน CMG Asia-Pacific ตัวแทนผู้จัดงานได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมเรียนเชิญ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในอนาคต โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

    นางเลี่ยว ลี่ กล่าวย้ำว่าการประชุมสองสภาที่เพิ่งปิดฉากลงได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่าการพัฒนาของจีนคือโอกาสของทั้งโลกและของไทย งานเสวนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอทิศทางการพัฒนาคุณภาพสูงของจีน พร้อมหารือถึงการยกระดับความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทย-จีนในยุคใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งนี้ CMG ในฐานะสื่อระดับชาติของจีน พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายและจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศ สานต่อเรื่องราวมิตรภาพ เพื่อให้ชาวไทยได้ร่วมรับผลประโยชน์จากการพัฒนาของจีนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน รวมถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    นายจาง ได้กล่าวสรุปถึงความสำเร็จของการประชุมสองสภาและการรับรอง “แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15” โดยระบุว่าประชาคมโลกต่างจับตาทิศทางของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจีนหวังว่าแผนพัฒนาดังกล่าวจะไม่เป็นเพียงพิมพ์เขียวสำหรับประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยิบยื่นโอกาสใหม่ๆ ให้กับโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านสันติภาพและการพัฒนาในปัจจุบัน

    ​เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จีนจะยังคงยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ ผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูง และเปิดประเทศสู่ภายนอกในระดับสูงต่อไป พร้อมกันนี้ จีนยินดีที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับไทย เพื่อผลักดันการสร้าง “ประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน” ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคต่อไป

    ด้าน นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึง ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมระบุความสัมพันธ์ไทย-จีน มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับภูมิภาค

    นายนิรัตน์ กล่าวว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อการประชุมสองสภาและการพัฒนาของจีน โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำและประสิทธิภาพของรัฐบาล ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนฯ ฉบับที่ 15 ซึ่งจีนยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ยานยนต์พลังงานใหม่ และอวกาศ โดยการพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนยังเอื้อประโยชน์ต่อหลายประเทศ รวมถึงอาเซียน โดยไทยหวังจะกระชับความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง

    นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่าการพัฒนาของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจีน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพสูง ซึ่งได้เปิดโอกาสอันกว้างขวางให้กับประเทศไทย งานเสวนาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมี CMG ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองชาติมาโดยตลอด จากสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ปัจจุบันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ก้าวสู่บริบทใหม่ ที่มุ่งเน้นความร่วมมือคุณภาพสูงในทุกมิติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันต่อไป

    ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISTDA กล่าวว่าจีนได้แบ่งปันผลสำเร็จจากการพัฒนาแก่ประเทศอื่นๆ เสมอมา และพลังการผลิตใหม่ที่คุณภาพของจีนเป็นประโยชน์กับโลก โดยสำหรับด้านการบินอวกาศ จีนและไทยได้ดำเนินความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจอวกาศ การร่วมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้งาน การฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินอวกาศ และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และจะสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    ขณะที่ นายหวง เหวยเหว่ย รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) และประธานฝ่ายยุทธศาสตร์ความร่วมมือจีน กล่าวว่า ตลาดอันมหาศาลของจีนคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับทั่วโลก และเป็นเสมือน “รากฐานสำคัญ” ในยุทธศาสตร์ระดับโลกของเครือซีพี จีนซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    นอกจากนี้ จีนยังมุ่งมั่นยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและขยายการเปิดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านนโยบายและเวทีระดับชาติ (เช่น งานแสดงสินค้า CIIE, CISCE และนโยบายปลอดภาษีที่มณฑลไห่หนาน) ด้วยเหตุนี้ เครือซีพีซึ่งมีเครือข่ายและทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งในไทยและจีน จึงพร้อมก้าวขึ้นเป็น “ซูเปอร์พาร์ตเนอร์” (Super Partner) เพื่อร่วมจับมือและขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมถึงวิสาหกิจจีนอย่างเต็มกำลัง

    ภายหลังช่วงการกล่าวสุนทรพจน์ ยังได้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจและภาควิชาการเข้าร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และ นายต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/284934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GLcX8aDZgTiBDxpkMhsWQ

  • ‘สิริพงศ์’ เผย รัฐบาลขับเคลื่อน Zero Dropout PLUS การศึกษายืดหยุ่น สกัดเด็กหลุดระบบสำเร็จเป็นแสน | เดลินิวส์

    ‘สิริพงศ์’ เผย รัฐบาลขับเคลื่อน Zero Dropout PLUS การศึกษายืดหยุ่น สกัดเด็กหลุดระบบสำเร็จเป็นแสน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 มี.ค.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ประธานอนุกรรมการบูรณาการการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เปิดเผยว่า ตนได้ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแนวทาง Thailand Zero Dropout PLUS พ.ศ. 2569 ซึ่งก่อนที่จะมาเป็น Thailand Zero Dropout PLUS คนไทยตื่นตัวมากและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์พักใหญ่กับตัวเลขของเด็กไทยที่ออกจากระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งในช่วงนั้นขณะเป็นผู้ช่วย รมว.ศธ. ก็ได้ทราบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงศึกษาธิการจังหวัดมีหน้าที่ในการบูรณาการข้อมูลและรายงานให้เป็นปัจจุบัน (realtime) เวลาผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบลดลงจำนวนมาก และในปีล่าสุดเหลืออยู่ประมาณ 600,000 คน

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศนโยบาย “Thailand Zero Dropout” เพื่อแก้ไขปัญหา “เด็กหลุดจากระบบการศึกษา”เพื่อ “ให้เป็นศูนย์” ซึ่งข้าราชการที่ต้องนำนโยบายไปขับเคลื่อนแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการเมือง หรือเหตุการณ์จากปัจจัยภายนอก สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ สงคราม สภาพเศรษฐกิจ ส่วนนี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนของเรามีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากขึ้น จึงเป็นที่มาของการยกระดับนโยบาย “Thailand Zero Dropout PLUS” ที่การดูแลเรื่องนี้จะต้องเข้มข้นขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง

    ศึกษาธิการจังหวัดได้ร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มีหน้าที่และอำนาจในการสั่งการและบูรณาการหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องในการดูแลเรื่องการศึกษาทุกภาคส่วน ครอบคลุมไปถึงปัจจัยปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาสุขภาวะทางจิต จนมีแนวทางจัดการศึกษาให้มีความยืดหยุ่นหลากหลายรองรับเด็กแต่ละคนที่มีความต้องการและเงื่อนไขที่แตกต่าง เช่น ปรับเป็นรูปแบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “on-site on-hand on-demand” หรือเด็กที่เข้าสู่ภาคการทำงานแล้วอาจต้องมีกลไก Learn to Earn ส่งเสริมให้นำประสบการณ์ที่มีเทียบโอนเป็นหน่วยกิตเพื่อมีวุตการศึกษาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และยังมี Learning PLUS รวมถึงการขับเคลื่อนธนาคารหน่วยกิตอย่างต่อเนื่อง

    นโยบายใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะแถลงในเร็ว ๆ นี้ ยังคงมีเรื่องของการศึกษาที่ยืดหยุ่น สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายปฏิบัติทำงานง่ายขึ้น ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะขับเคลื่อนในส่วนของภูมิภาค ศธ. มท. พม. จะร่วมมือกันตามหาเด็กที่ตกหล่นหลุดออกจากระบบให้สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบ พบช่องทางต่อยอดศักยภาพของตัวเองในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทุกคนในที่ประชุมวันนี้จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะสร้างอนาคตทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยให้มีความพัฒนามากยิ่งขึ้นไป

    ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศธ.ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการศึกษา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 11 หน่วยงานหลัก เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกันจนเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 ลดลงเหลือเพียง 603,095 คนในปี 2568 นอกจากนี้ยังได้ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน (OBEC CARE) ให้ครอบคลุม 28,549 โรงเรียนทั่วประเทศ และต่อยอดนวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ไปยังสถานศึกษานำร่อง 927 แห่งใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา

    สำหรับการก้าวสู่ “Thailand Zero Dropout PLUS” พ.ศ. 2569 ศธ.จะเดินหน้านโยบายเชิงรุก โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด จะเป็นกลไกหลักและร่วมกับ มท.สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ระดับจังหวัด โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการเพื่อค้นหาและดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเกิน 1 ปี หรือไม่พบชื่อในระบบแจ้งเหตุเพื่อรับความช่วยเหลือด้านสังคมของ พม.

    หัวใจสำคัญในปี 2569 คือการบูรณาการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ที่จะพาน้อง ๆ กลับมาสู่ระบบการศึกษา การเรียนรู้ การประกอบอาชีพ ที่มีความหลากหลาย ตรงตามความต้องการของแต่ละคนที่มีเงื่อนไขแตกต่างกัน ใช้ “การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Leaming) ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ การขยายผล 1 โรงเรียน 3 รูปแบบการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ที่จัดโดยภาคเอกชนและชุมชนการบูรณาการระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อเทียบโอนประสบการณ์เป็นวุฒิการศึกษา และการขยายแพลตฟอร์ม “โรงเรียนมือถือ” (Mobile School) เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ยึดหยุ่น มีคุณภาพ และไม่ทิ้งเด็กไทยคนใดไว้ข้างหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5705841/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TaRzQoVJ2N5Of3IsPZzTb

  • เปิดยุทธการจัดการ “งูเห่า” พรรคส้มจ่อดองเค็ม-ขับออกหลังเจอ ‘สุริยา’ โหวตหนุนอนุทิน | เดลินิวส์

    เปิดยุทธการจัดการ “งูเห่า” พรรคส้มจ่อดองเค็ม-ขับออกหลังเจอ ‘สุริยา’ โหวตหนุนอนุทิน | เดลินิวส์

    จากกรณีนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน สวนมติพรรคโหวตหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวมีการดูดงูเห่าด้วยตัวเลขล่อใจสูงถึง 20 ล้านบาท พร้อมเงินรายเดือน 4 แสนบาท รวมทั้งจะได้รับการจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่อีกหลายร้อยล้านบาทในอนาคตนั้น

    ล่าสุดพรรคประชาชนอุดรธานี ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ขอประณาม สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 จากกรณีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีสวนทางกับมติของพรรค การลงมติสวนในครั้งนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่การตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ของพรรคและการเคารพเสียงของพี่น้องประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่เป็นการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ส่วนตัว ถือเป็นการกระทำที่ผิดวินัยของพรรคอย่างร้ายแรง พรรคประชาชนจะดำเนินการลงโทษ ห้ามไม่ให้ร่วมกิจกรรมของพรรค ตัดสิทธิพึงมี และไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในอนาคต

    พรรคประชาชนอุดรธานีเห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เรื่องของระบบการเมืองที่รัฐธรรมนูญ 2560 เปิดช่องให้ สส. ทรยศเสียงของประชาชนที่เลือกเข้ามาได้โดยง่าย แม้พรรคจะขับออก สส. ยังสามารถย้ายไปพรรคใหม่ได้ โดยไม่ต้องกลับไปถามประชาชนที่เลือกเขาเข้ามาตั้งแต่แรก จึงขอเชิญชวนให้สังคมตั้งคำถามว่า เราจะยอมรับระบบการเมืองที่เป็นอยู่ ที่ สส. สามารถย้ายค่ายกันได้ผ่านการซื้อเสียงในสภา ให้เป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่

    “นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน รัฐบาลมีเสถียรภาพและจำนวนเสียงมากอยู่แล้ว ขอตั้งคำถามกลับไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าการกระทำดังกล่าวดำเนินการไปเพื่อสิ่งใด นอกจากมีเป้าหมายเพื่อมุ่งทำลายล้างความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาชน พรรคประชาชนอุดรธานีขอโทษพี่น้องประชาชนอีกครั้ง เรายืนยันจะเดินหน้าทำงานผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดช่องโหว่นี้ให้สำเร็จ สร้างระบบการเมืองที่เคารพเสียงของประชาชน” เฟซบุ๊กพรรคประชาชนอุดรธานีระบุ

    ทั้งนี้ในส่วนแกนนำของพรรคประชาชนอุดรธานี ยังมีข้อเสนอให้กรรมการบริหารพรรคประชาชนพิจารณาความผิดวินัยร้ายแรงของนายสุริยา เมื่อนายสุริยามีความผิดทางวินัยร้ายแรงต้องหลุดจากความเป็นสมาชิกพรรค และส่งยื่นตีความทางกฎหมายว่านายสุริยาขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร สส. ตั้งแต่แรก และต้องพ้นจากความเป็น สส. ด้วยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดกรณี สส. เป็นงูเห่า ย้ายค่าย เร่ขายตัวไปอยู่พรรคอื่นจนขัดเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกเข้าสภา
     
    ส่วนความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคประชาชน ภายหลังทราบความชัดเจนว่านายสุริยา จะลงมติโหวตนายอนุทิน ในช่วงค่ำของคืนวันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา แกนนำพรรคประชาชนบางรายเห็นว่าพรรคควรมีมติขับนายสุริยา พ้นสมาชิกพรรคประชาชน ให้เด็ดขาดและจบสิ้นกันไปเลย แต่ยังเผื่อใจรอดูความชัดเจนว่านายสุริยาจะกล้าโหวตสวนมติพรรคตั้งแต่การประชุมสภานัดแรกในวาระโหวตเลือกนายกฯ จริงหรือไม่  

    อย่างไรก็ตาม หลังมีความชัดเจนว่านายสุริยา โหวตสวนมติพรรคแล้ว บรรดาแกนนำและสมาชิกพรรคได้มีความเห็นแตกออกเป็น 2 ส่วน คือการขับพ้นสมาชิกพรรคไปเลย หรือดองงูเห่าไว้ โดยพรรคประชาชนจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป

    สำหรับพรรคส้มไม่ใช่ครั้งแรกที่มีกรณีงูเห่าเกิดขึ้น แต่เรียกว่าเป็น ‘ฟาร์มงูเห่าสีส้ม’ ที่ผลิตงูเข้าสภามาตลอด เริ่มจากในช่วงเปลี่ยนผ่านจากพรรคอนาคตใหม่มาเป็นพรรคก้าวไกล มีตำนานงูเห่าที่ถูกขับพ้นพรรค นำโดย น.ส.ศรีนวล บุญลือ สส.เชียงใหม่ เข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรค ภท. แต่สอบตก พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา สส.จันทบุรี เข้าสังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก่อนย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรค ภท. แต่สอบตก น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ สส.ชลบุรี เข้าสังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไท (พทท.) ก่อนย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรค พปชร. แต่สอบตก  นายจารึก ศรีอ่อน สส.จันทบุรี เข้าสังกัดพรรค พทท. ก่อนย้ายไปลงสมัครรับเลือกตั้ง 2566 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แต่สอบตก

    ต่อมาในยุคพรรคก้าวไกล มีการเปลี่ยนมาใช้วิธีการดอง สส.งูเห่า ที่โหวตสวนมติพรรค โดยมีอดีต 5 สส.สีส้มถูกดองเค็ม ประกอบด้วย นายคารม พลพรกลาง สส.บัญชีรายชื่อ นายพีรเดช คำสมุทร สส.เชียงราย นายเอกภพ เพียรพิเศษ สส.เชียงราย และนายขวัญเลิศ พานิชมาท สส.ชลบุรี นายเกษมสันต์ มีทิพย์ สส.บัญชีรายชื่อ

    ขณะที่ในยุคพรรคประชาชน ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 มีงูเห่ารายแรกกำเนิดขึ้นคือ น.ส.กฤษฎิ์ ชีวะธรรมานนท์ สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน ที่ย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม โดยพรรคประชาชนใช้วิธีการดองไว้จนสิ้นอายุสภาชุดที่ 26 จนมาถึงกรณีล่าสุดคือนายสุริยา ซึ่งต้องจับตาว่าพรรคประชาชนจะเลือกใช้วิธีการใดในการเชือดงูตัวนี้…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5705469/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Xb2CmL1BsVXxle-TTyi6