Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ปลุกกระแสเที่ยวประจวบฯ ยุคดิจิทัล! เปิดเวทีเฟ้นหา Influencer หน้าใหม่ ประชันไอเดียทำคอนเซ็ปต์ “ใจฟู”

    ปลุกกระแสเที่ยวประจวบฯ ยุคดิจิทัล! เปิดเวทีเฟ้นหา Influencer หน้าใหม่ ประชันไอเดียทำคอนเซ็ปต์ “ใจฟู”

    ภูมิภาค

    ปลุกกระแสเที่ยวประจวบฯ ยุคดิจิทัล! เปิดเวทีเฟ้นหา Influencer หน้าใหม่ ประชันไอเดียทำคอนเซ็ปต์ “ใจฟู”

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน เปิดตัวแคมเปญการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok “เที่ยวประจวบ Nextvibe ให้ใจฟู V.2” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท หวังปั้นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวมุมมองใหม่ที่ทันสมัย เข้าถึงไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

    เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน นายจตุรนต์ ภักดีพานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวและลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) สานต่อโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ส่งเสริมการท่องเที่ยว ร่วมกับ นายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวและสถาบันการศึกษาในพื้นที่

    นายสราวุธ เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในจังหวัด โดยเน้นการสื่อสารผ่านคลิปวิดีโอสั้นที่แสดงถึงเสน่ห์ของประจวบคีรีขันธ์ในแง่มุมที่สดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คาเฟ่ หรือวิถีชีวิตที่ทำให้ “ใจฟู” ได้อย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้ทั้ง Influencer มืออาชีพ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้ร่วมประลองไอเดีย

    สำหรับการประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ระดับ Micro Influencers (ผู้ติดตาม 10,000 คนขึ้นไป) และประเภทบุคคลทั่วไปหรือทีม (ไม่เกิน 5 คน) โดยกติกาต้องเป็นคลิปแนวตั้งความยาว 60-90 วินาที ถ่ายทำใหม่ตั้งแต่วันประกาศรับสมัคร และต้องติดแฮชแท็ก #เที่ยวประจวบNextVibeให้ใจฟูV2 และ #อบจประจวบคีรีขันธ์

    ทั้งนี้ ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล โโล่เกียรติยศ และใบประกาศเกียรติคุณ โดยรางวัลสูงสุดของระดับ Influencer คือเงินสด 30,000 บาท ส่วนประเภทบุคคลทั่วไปรางวัลสูงสุด 15,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษเป็นบัตรกำนัลที่พักรีสอร์ตหรูในจังหวัดมอบให้เพิ่มเติม ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 21 กรกฎาคม 2569 ประกาศผลวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ผ่านทางหน้าเพจ Facebook และ TikTok อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469973&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NDdX7B4KKf8Wc2q5aswGC

  • จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    จ.สุรินทร์ จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    21/03/2569 | 15 |

    วันที่ 21 มี.ค. 69 เวลา 10.30 น. ณ บริเวณบ่อหิน พื้นที่ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดงานการแข่งขันรถจักรยานยนต์ “พนมสวาย สุรินทร์ ฮาร์ด เอ็นดูโร่ ครั้งที่ 2” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 นักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่พนมสวาย และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สำหรับกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ มีนักแข่งเข้าร่วมมากกว่า 300 คน และมีผู้ติดตามเข้าชมกว่า 3,000 คน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้นำสินค้า อาหารพื้นบ้าน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจำหน่ายควบคู่กับการจัดงาน

    การจัดงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุรินทร์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในพื้นที่
    ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับให้พนมสวายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาและธรรมชาติที่สำคัญในอนาคต


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/487301&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32AX2t3vGLksUC_1f0g8NZ

  • เชียงใหม่ เปิดยิ่งใหญ่! “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เชียงใหม่ เปิดยิ่งใหญ่! “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” ดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ ลานประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงาน “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา : เสน่ห์ชาติพันธุ์ สู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล้านนาสร้างสรรค์ “วิถีถิ่น วิถีชาติพันธุ์ล้านนา” โดยมีนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูนประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้แทนวัฒนธรรมจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกิจกรรม

    นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน หรือดินแดนล้านนา เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งภาษา อาหาร วิถีชีวิต ประเพณี และเครื่องแต่งกาย ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างลุ่มลึกและทรงคุณค่า โดยสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมรดกจากอดีต แต่คือ “ทุนของอนาคต” ที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้ อาชีพ และความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้

    พร้อมเน้นย้ำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่เพียงผู้สืบทอดวัฒนธรรม แต่เป็น “ผู้สร้างคุณค่า” และสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม โดยหัวใจสำคัญคือ “การเล่าเรื่อง” ให้เข้าถึงความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมองหาประสบการณ์แท้จริงและอัตลักษณ์ที่แตกต่าง

    ด้านนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน พื้นที่ในภูมิภาคนี้ ถือเป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์อารยธรรมล้านนามาอย่างยาวนาน ล้วนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม อันเป็นทุนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเผยแพร่ และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ความหลากหลายของ มรดกวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีความลุ่มลึก และทรงคุณค่า รวมทั้งเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าชาติพันธุ์ ที่จะเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ อย่างทั่วถึง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมล้านนาสร้างสรรค์ ได้อย่างแท้จริง และยั่งยืน

    ขณะที่นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–24 มีนาคม 2569 ณ ข่วงประตูท่าแพ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมชาติพันธุ์ล้านนา พร้อมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ การจำลองบ้านและสาธิตภูมิปัญญา การแสดงศิลปวัฒนธรรม การออกร้านสินค้ากว่า 150 บูธ การประกวดอาหารชาติพันธุ์ และแฟชั่นโชว์ผ้าชาติพันธุ์ล้านนา สะท้อนพลัง “เศรษฐกิจวัฒนธรรม” ที่มีชีวิตและขับเคลื่อนชุมชนได้จริง

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา เพื่อร่วมกันผลักดันวัฒนธรรมให้เป็นพลังสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

    ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์วิถีชาติพันธุ์ล้านนา ระหว่างวันที่ 20 – 24 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. ณ ข่วงประตูท่าแพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1523270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oj9J0roks5PqSbxxQUbOm

  • ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

    ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

    “BLS” เผยรายชื่อ 4 กลุ่มหุ้นเสี่ยง หลังประเมินผลกระทบเหตุการณ์ในตะวันออกกลางต่อหุ้นแต่ละกลุ่มด้วย “Stress Test Score” สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจท่ามกลางต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นและดีมานด์ที่ชะลอตามภาวะเศรษฐกิจ

    นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยในบทวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบด้านกำไรและความแข็งแกร่งของแต่ละบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม จากกรอบการวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์มหภาคร่วมกับ “Stress Test Score” ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ

    พบว่าแม้เหตุการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทโดยตรงค่อนข้างน้อย แต่ก็มีแนวโน้มส่งผ่านในรูปแบบต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและดีมานด์ที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ

    ผลกระทบต่อลูกค้าชาวตะวันออกกลางจำกัด แต่ส่งผ่านในต้นทุนพลังงานและดีมานด์ที่ชะลอลง

    จากผลการศึกษาพบว่า การพึ่งพารายได้จากลูกค้าชาวตะวันออกกลางของธุรกิจมีจำกัด จากโดยทั่วไปสัดส่วนรายได้จากตะวันออกกลางอยู่ในระดับ 1-5% ของยอดขายในเกือบทุกอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มโรงพยาบาลและท่องเที่ยวซึ่งเป็นสองอุตสาหกรรมที่พึ่งพารายได้จากตะวันออกกลางโดยตรงมากที่สุด

    ในกลุ่มโรงพยาบาล BH มีการพึ่งพาผู้ป่วยจากตะวันออกกลางสูงสุด โดยการปิดน่านฟ้าชั่วคราวส่งผลให้การเดินทางของผู้ป่วยลดลงแล้ว คิดเป็น 25–30% ของรายได้รวม

    ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากตะวันออกกลางของ BH ใน 1Q26 อาจลดลงเหลือประมาณ 10–15% จาก 18% ใน 1Q25 เสี่ยงต่อรายได้หายไปราว 300–400 ล้านบาท และอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในระยะสั้น

    ในกลุ่มท่องเที่ยว สัญญาณเบื้องต้นจากผู้ประกอบการโรงแรมชี้ให้เห็นว่าการยกเลิกการจองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง โดยผู้ประกอบการโรงแรมที่มีธุรกิจในไทยมีสัดส่วนรายได้จากภูมิภาคนี้ในระดับปานกลาง ได้แก่ ERW และ MINT ที่ราว 8%

    ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

    อย่างไรก็ตาม ในแง่การส่งผ่านพบผลกระทบหลักใน 2 ด้านได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และดีมานด์ที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยบริษัทที่มีความเสี่ยงทั้งสองด้านพร้อมกัน เช่น BGRIM, GPSC, CBG, OSP, TU, DOHOME และ AOT จะเผชิญความเสี่ยงที่ซับซ้อนที่สุด

    ส่อง 4 กลุ่ม “หุ้นเสี่ยง” ในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ใครรับผลกระทบมากสุด?

    ราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร

    ผลกระทบต่อกำไรภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมัน $80-$189 ต่อบาร์เรล พบ SCC มีความเปราะบางต่อกำไรมากที่สุด โดยกำไรลดลง -24% แบบถ่วงน้ำหนักความน่าจะเป็น ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์หลักจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้แก่ PTTEP (+77%) และ SPRC (+91%)

    จากการประเมินภายใต้ทั้งสามฉากทัศน์ SCC เป็นบริษัทที่มีความเปราะบางมากที่สุด โดยมีกำไรที่ลดลงราว 24% ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภค เช่น BGRIM และ GPSC ก็จัดอยู่ในกลุ่มบริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างสูงเช่นกัน

    ธุรกิจสายการบินและการท่องเที่ยวยังเป็นอีกกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์นี้ โดย AAV มีความเสี่ยงที่กำไรอาจลดลงประมาณ 14% สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นด้านการเดินทางที่อ่อนตัวลงร่วมกัน ขณะที่ CENTEL, ERW, MINT และ AOT มีความเสี่ยงด้านกำไรลดลงในช่วงประมาณ6–8% สะท้อนความอ่อนไหวต่อความผันผวนของความต้องการเดินทางระหว่างประเทศ

    อุตสาหกรรมที่เปราะบางมากที่สุด

    ด้านความแข็งแกร่งของกลุ่มอุตสาหกรรมจากการประเมินผ่าน Stress Test Score พบว่า PR9, SPRC และ COM7 มีความแข็งแกร่งสูงสุด

    ขณะที่บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงกว่าทั้งจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน หรือจากความอ่อนไหวต่ออุปสงค์ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ ได้แก่กลุ่มท่องเที่ยว เช่น MINT, AOT และ ERW มีคะแนนต่ำ อ่อนไหวต่อการเดินทางระหว่างประเทศ ขณะที่บริษัทขนส่งอย่าง BTS และ AAV ต่ำจากความเสี่ยงต้นทุนพลังงานและความผันผวนเศรษฐกิจ

    ในกลุ่มสาธารณูปโภค GPSC และ BGRIM ก็อยู่กลุ่มล่างของการจัดอันดับ เนื่องจากมีการพึ่งพาต้นทุนพลังงานในโครงสร้างต้นทุนค่อนข้างสูง

    กลยุทธ์การลงทุน

    จากผลการวิเคราะห์ Stress Test กับการปรับตัวของราคาหุ้นในตลาด BLS แนะนำมองใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

    กลุ่มที่ 1 : PR9, GULF, CPN, KTC และ WHA เป็นบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความทนทานต่อความผันผวน แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงมากเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานสะท้อน

    กลุ่มที่ 2 : SPRC, TOP, PTT, PTTGC และ GUNKUL เป็นกลุ่มบริษัทที่กำไรมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ผลบวกต่อกำไรยังไม่ได้สะท้อนในราคาหุ้นอย่างเต็มที่

    กลุ่มที่ 3 : COM7, TFG, ADVICE และ MRDIYT เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบต่อกำไรค่อนข้างจำกัดภายใต้สมมติฐานใน Stress Test ขณะเดียวกันยังมีคะแนนความแข็งแกร่งทางการเงินในระดับสูง และราคาหุ้นยังคงยืนได้ค่อนข้างดีแม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัวลง

    สะท้อนถึงความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของธุรกิจ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจมหภาค ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในสภาวะตลาดที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1225891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R6aYyEWKnnhwOcWDCfau7

  • ระบบชำระเงินดิจิทัล: รางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการในยุคที่งานที่สองกลายเป็นความจำเป็น

    ระบบชำระเงินดิจิทัล: รางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการในยุคที่งานที่สองกลายเป็นความจำเป็น

    ในเย็นวันธรรมดาทั่วไป เราเห็นพนักงานออฟฟิศรีบกลับบ้านเพื่ออบขนม ส่งดอกไม้ หรือไลฟ์ขายของ ขณะที่อีกหลายคนเปิดคาเฟ่เล็กเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ภาพเช่นนี้สะท้อนความจริงใหม่ของเศรษฐกิจไทย คนจำนวนมากไม่ได้พึ่งพาอาชีพเดียวอีกต่อไป และเมื่อ ‘งานที่สอง’ ขยายตัวอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง สิ่งที่ยกระดับจาก ‘รายได้เสริม’ ให้กลายเป็น ‘ธุรกิจจริง’ คือ โครงสร้างพื้นฐานการรับชำระเงินดิจิทัล ที่พร้อมใช้งาน เข้าถึงง่าย และเชื่อมต่อได้ทุกช่องทาง

    SME ไทย 3.18 ล้านราย: โครงสร้างหลักที่เกิดจากคนตัวเล็ก

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าไทยมี SME ราว 3.18 ล้านราย คิดเป็น 99.6% ของธุรกิจทั้งหมด จ้างงานกว่า 12.7 ล้านคน หรือประมาณ 71% ของแรงงานทั้งประเทศ และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 35% ของ GDP ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียง “จำนวนธุรกิจ” หากสะท้อน “โครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก” ที่วันนี้โอบรับผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนมาก โดยจำนวนไม่น้อยเริ่มจาก รายได้เสริมก่อนค่อยๆ สเกลขึ้นเป็นกิจการจริง

    ควบคู่กันนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ชี้ว่าธุรกิจจดทะเบียนใหม่ยังคงกระจุกในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีกและธุรกิจออนไลน์ กิจกรรมที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินลงทุนไม่สูง และเหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยหรือครัวเรือน สิ่งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างชำระเงิน หากรับเงินได้หลายรูปแบบ เข้าถึงลูกค้าได้หลายช่องทาง รายได้ก็ยืนระยะและขยายได้จริง

    จากเงินสดสู่ดิจิทัล: “ช่องทางรับเงิน” ที่เปลี่ยนเป็น “ข้อได้เปรียบการแข่งขัน”

    ในอดีตร้านเล็กจำนวนมากพึ่งเงินสด ทำให้พลาดลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิตและนักท่องเที่ยว รวมถึงไม่สะดวกต่อการขายข้ามแพลตฟอร์ม แต่วันนี้ PromptPay และ QR Payment เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่จุดรับชำระดิจิทัลกระจายตัวทั่วประเทศ จากร้านริมทางถึงหน้าร้านออนไลน์ สำคัญกว่านั้น การรับชำระแบบดิจิทัลไม่ใช่แค่ “สะดวกขึ้น” สำหรับลูกค้า แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น ผ่านข้อมูลการขายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มยอดขายในแต่ละช่วงเวลา กลุ่มลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ หรือสินค้าที่ได้รับความนิยมในโอกาสต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ร้านค้าสามารถวางแผนการขายและกิจกรรมทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อสารกับลูกค้าได้ตรงความต้องการ จัดการสต็อกและกระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น จากเดิมที่เน้นเพียงการขายในแต่ละวัน สู่การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และต่อยอดการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โครงสร้างชำระเงิน คือทางด่วนเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    เมื่ออีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซกำลังกลายเป็นช่องทางหลักของการซื้อขาย ระบบรับชำระที่รับได้ทั้งบัตรเครดิตและ QR ใช้งานได้บนสมาร์ทโฟน ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และพร้อมรองรับ ระบบชำระเงินระหว่างประเทศผ่านการสแกน QR Code (Cross‑border QR) สำหรับนักท่องเที่ยว จึงกลายเป็น “ทางด่วน” ให้คนตัวเล็กเข้าถึงลูกค้าที่กว้างกว่าเดิมทันที โดยไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ราคาแพง

    ตัวอย่างคือโซลูชัน “KTC Merchant” ที่ออกแบบมาเพื่อร้านค้า SME และผู้ประกอบการรายย่อย รองรับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต/เดบิต (Visa, Mastercard) Thai QR พร้อมเพย์ และ QR Cross‑border สำหรับลูกค้าต่างชาติ ใช้งานผ่านสมาร์ตโฟนได้ง่าย มีมาตรฐานความปลอดภัยสากล ค่าธรรมเนียมเข้าถึงได้ และบริการดูแลร้านค้า 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มรับเงินดิจิทัลได้ทันที ลดงานหลังบ้าน และแปลงทุกยอดขายให้เป็นข้อมูลวิเคราะห์ธุรกิจ ระบบชำระเงินที่ดีไม่เพียง “ปิดการขาย” แต่ “เปิดประตู” สู่ข้อมูลการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจวางแผน เติบโต และเข้าถึงโอกาสใหม่ได้รวดเร็วขึ้น

    งานที่สองคือธุรกิจจริง: พลังใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง “งานประจำ” กับ “ธุรกิจส่วนตัว” จางลง โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยิ่งต้องการรางใหม่ที่ให้คนตัวเล็กวิ่งได้เร็วขึ้น และรางนั้นคือระบบรับชำระเงินดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย เชื่อมต่อทุกช่องทาง ตั้งแต่หน้าร้านในชุมชน สู่หน้าจอมือถือ และหน้าร้านออนไลน์

    สุดท้ายแล้ว ความสามารถในการรับเงิน ที่ยืดหยุ่นและโปร่งใส คือข้อแตกต่างระหว่าง “รายได้เสริมที่ไม่แน่นอน” กับ “ธุรกิจที่เติบโตได้จริง” และนั่นกำลังทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยกลายเป็นพลังใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากขึ้นสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/967075/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XI2DTLZovKHvDKlyuV72q

  • ราคาพลังงานพุ่ง  เกษตรไทยเร่งปรับตัว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ราคาพลังงานพุ่ง  เกษตรไทยเร่งปรับตัว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น- วิกฤติในตะวันออกกลางอาจดูไกลตัว แต่แรงกระเพื่อมกำลังมาถึง “ครัวของไทย” เต็มๆ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

    SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบจะส่งผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ ราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย อุปสงค์จากตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือ และเศรษฐกิจโลก ซึ่งทั้งหมดกำลังกดดันภาคเกษตรพร้อมกัน

    เกษตรกร “ต้นทุนพุ่ง แต่กำไรหด”

    ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ระบุว่า ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันและปุ๋ยที่สูงขึ้น เกษตรกรทั้ง 5 พืชมีแนวโน้ม “ขาดดุลสุทธิ” เพราะต้นทุนเพิ่มเร็วกว่าราคาขาย

    โดย “ข้าว” กระทบหนักสุด เพราะไม่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานเหมือนพืชอื่น แต่ต้องแบกทั้งต้นทุนและการแข่งขันในตลาดโลก

    โรงงานแปรรูป “ยังพอมีแรงหนุน”

    ในทางกลับกัน โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่ยังได้ประโยชน์จากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นปาล์ม ได้แรงหนุนจากไบโอดีเซล มันสำปะหลัง จากเอทานอล

    น้ำตาล จากราคาตลาดโลก ยางพารา จากการใช้ทดแทนยางสังเคราะห์แต่ก็ยังต้องรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและต้นทุนขนส่ง ขณะที่ “โรงสีข้าว” เป็นกลุ่มเดียวที่ยังติดลบ

    เกมนี้วัดกันที่ “ใครปรับตัวทัน”

    SCB EIC มองว่า แต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือไม่เหมือนกันปาล์มต้องจับตานโยบายไบโอดีเซลมันสำปะหลังต้องดู GDP โลกและ E20

    น้ำตาลต้องมองเกมบราซิลยางต้องเร่งกระจายตลาดส่วนข้าวต้อง “ลดต้นทุน + หาตลาดใหม่” พร้อมกัน

    รัฐต้องเร่งช่วย “ข้าว” ก่อน

    เพราะเป็นกลุ่มเดียวที่โดนทั้งต้นทุน โลจิสติกส์ และการแข่งขันพร้อมกันระยะสั้น ต้องเปิดตลาดใหม่ระยะยาว ต้องยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/21/627407/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yNaIkQrUnnQ5pP6iXJWpG

  • ดีป้า เร่งสร้าง “IP-Driven Economy” ดันทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

    ดีป้า เร่งสร้าง “IP-Driven Economy” ดันทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ


    ดีป้า เดินหน้าสร้าง “IP-Driven Economy” ผ่านเวที Thailand Digital IP Forum 2026 รวมผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการกว่า 400 คน ร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ จัดงาน Thailand Digital IP Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Reimagining Intellectual Property for Creative and Sustainable Futures” เพื่อผลักดันทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย

    ภายในงานมีผู้เข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการดิจิทัล นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา เข้าร่วมทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์รวมกว่า 400 คน พร้อมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ สะท้อนถึงความตื่นตัวของประเทศไทยในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

    การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานสำคัญ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานยูเนสโกระดับภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และบริษัทกฎหมายชั้นนำของประเทศ เช่น บริษัท อินเทลเล็คชวล ดีไซน์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท อาร์.ดับบลิว.ที. อินเตอร์เนชั่นแนล ลอว์ออฟฟิศ จำกัด บริษัท เบเคอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ จำกัด บริษัท ดิจิทัล คอร์ปอเรท เมเนจเม้นท์ จำกัด ในเครือเดชอุดม บริษัท ไอแอลซีที จำกัด และบริษัท ลอว์พลัส จำกัด

    คุณกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานยุทธศาสตร์และความมั่นคง ดีป้า กล่าวว่า ปัจจุบัน “ความคิด ความรู้ และจินตนาการ” ถือเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงสุดของโลก เมื่อถูกพัฒนาเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและผสานเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยตลาดดิจิทัลไทยมีสัดส่วนราว 20% ของ GDP และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    ภายในงานมีการบรรยายและเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศและนานาชาติ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การใช้ AI ในการสร้างและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเพิ่มมูลค่า IP สู่โอกาสทางธุรกิจ อนาคตอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย และบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานจากเวที IP Digital Solutions Pitch 2026 ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาโซลูชันนำเสนอแนวคิดเพื่อยกระดับระบบ IP ของประเทศ

    ดีป้ายังเดินหน้าส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะดิจิทัลและกำลังคนด้าน AI การสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ ไปจนถึงการผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการสนับสนุนการยื่นจดสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือพื้นที่ Connect & Consult ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับคำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาจากผู้เชี่ยวชาญและบริษัทกฎหมายชั้นนำ เพื่อสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง

    ทั้งนี้ การจัดงาน Thailand Digital IP Forum 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (IP-Driven Economy)” โดยดีป้ายืนยันจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้าง คุ้มครอง และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ ดีป้ายังเปิดให้ผู้ประกอบการสมัครขอรับการสนับสนุนผ่านมาตรการ “คูปองดิจิทัล” สำหรับการจัดทำหรือยื่นขอรับสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.depa.or.th และ Line OA: @depathailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oM_blpdMUCyNoUWvBbc93

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็น GI น้องใหม่ ยกระดับของดีเมืองปากน้ำ เป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ เจาะตลาดพรีเมียม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็น GI น้องใหม่ ยกระดับของดีเมืองปากน้ำ เป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ เจาะตลาดพรีเมียม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ มุ่งยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยมาตรฐานและระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มข้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมความเชื่อมั่นในตลาด ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาดีและมีราคาคงที่ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ที่เข้มแข็ง ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนผ่านการแปรรูป การตลาด การท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” GI น้องใหม่ของเมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและทรัพยากรได้อย่างแท้จริง โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยงในอำเภอบางบ่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความชื้นสูงและฝนตกชุก อีกทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองไหลผ่านกว่า 63 สาย ส่งผลให้น้ำในพื้นที่มีลักษณะเป็นทั้งน้ำจืดในช่วงฤดูฝนและน้ำกร่อยในช่วงฤดูร้อน เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลากะพงขาวที่เจริญเติบโตได้ดีในระบบสองน้ำ

    ผู้ประกอบการในพื้นที่จะทำการเพาะเลี้ยงปลากระพงในบ่อดินที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยตามธรรมชาติ เพื่อให้ปลาสามารถว่ายน้ำและหาอาหารได้อย่างอิสระ ทำให้ปลาไม่เครียด ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและการเผาผลาญพลังงานของปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดี โดยมีลำตัวอ้วน มีปริมาณเนื้อมาก เนื้อขาวแน่น นุ่ม ให้รสหวาน ไม่คาว และไม่มีกลิ่นโคลน ซึ่งปลาที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไปจะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อตัว และสามารถเติบโตจนมีน้ำหนักมากถึง 18 กิโลกรัม เมื่อมีอายุประมาณ 36 เดือน ทั้งนี้ ผลผลิตที่เป็น GI ครอบคลุมทั้งรูปแบบปลากะพงสด ปลากะพงแช่แข็ง (แบบทั้งตัวและแบบตัดแต่งเป็นชิ้น) และปลากะพงแดดเดียว ซึ่งมีเนื้อแน่น มีไขมันแทรกตามธรรมชาติ เมื่อนำไปทอดจะมีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม กรอบนอกนุ่มใน สะท้อนเอกลักษณ์และมาตรฐานคุณภาพของปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการได้อย่างชัดเจน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการในพื้นที่กว่า 166 ราย ผลิตปลาจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก ในปริมาณกว่า 4,467 ตันต่อปี ขายได้ราคาเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 536 ล้านบาทในปี 2568 โดยปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการนับเป็นสินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัด ต่อจากมะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า ปลาสลิดบางบ่อ และมะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ ซึ่งล้วนเป็นสินค้า GI ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่น
    ทั้ง 4 สินค้าช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 850 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กลไกการคุ้มครองและควบคุมคุณภาพ GI จะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ตอกย้ำศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจการค้าภายในจังหวัดเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวย้ำว่า หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานและควบคุมคุณภาพการผลิตปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคผ่านการใช้ตรา GI และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของสินค้าที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ จัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โมเดิร์นเทรด งานแสดงสินค้าระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดพรีเมียมและกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร โดยใช้เสน่ห์วิถีชุมชนดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนประมง ทั้งในด้านมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่กับการผลักดันการคุ้มครอง GI ในต่างประเทศที่เป็นตลาดศักยภาพ เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1005526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nJODiLIYqJ9gag7-kbwWn

  • ยิ่งใหญ่ 200 ปีวีรกรรมย่าโม! “มาดามหน่อย” ทุ่มงบจัดหนัก แสงสีเสียงตระการตา กระตุ้นเศรษฐกิจโคราชคึกคัก 12 วัน 12 คืน

    ยิ่งใหญ่ 200 ปีวีรกรรมย่าโม! “มาดามหน่อย” ทุ่มงบจัดหนัก แสงสีเสียงตระการตา กระตุ้นเศรษฐกิจโคราชคึกคัก 12 วัน 12 คืน

    ภูมิภาค

    ยิ่งใหญ่ 200 ปีวีรกรรมย่าโม! “มาดามหน่อย” ทุ่มงบจัดหนัก แสงสีเสียงตระการตา กระตุ้นเศรษฐกิจโคราชคึกคัก 12 วัน 12 คืน

    วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อบจ.นครราชสีมา แถลงความพร้อมจัดงาน “วันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569” สุดยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 200 ปีวีรกรรมคุณย่าโม และสมโภชเมืองโคราช 558 ปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร่วมสมัย” อัดแน่นกิจกรรม แสง สี เสียง และถนนสายวัฒนธรรม ตลอด 12 วัน 12 คืน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเต็มสูบ

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ เวทีกลางน้ำคูเมือง หน้าสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นายสาทิช บวชสันเทียะ รองนายก อบจ., นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม นายกสมาคมกีฬาจังหวัดฯ ร่วมกันแถลงข่าวจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนนี้

    ดร.ยลดา หรือ “มาดามหน่อย” เปิดเผยว่า ปีนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องจากครบรอบ 200 ปี วีรกรรมคุณย่าโม อบจ. จึงจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อสร้างความสุขให้ชาวโคราชและนักท่องเที่ยว ไฮไลต์สำคัญคือการแสดง แสง สี เสียง ชุด “ย่าฉันท่านชื่อโม ตอน สัญญาเก่า 200 ปี” โดยนักแสดงสายเลือดโคราช จัดแสดง ณ สวนสุรนารี (สวนรัก) ในวันที่ 24, 25, 28, 29, 31 มีนาคม และ 1 เมษายน ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป พร้อมชมพลุดอกไม้ไฟ 4 มุมเมืองในพิธีเปิดวันที่ 23 มีนาคม

    นอกจากนี้ ยังมี “ถนนสายวัฒนธรรมทางเมืองย่า” รวบรวมร้านค้ากว่า 160 แห่ง สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และ Food Truck บริเวณถนนราชดำเนินและหน้าวัดสุทธจินดา รวมถึงโซน “เมื่อย นวด ฟิน” บริการนวดแผนไทย และเวทีการประกวดที่หลากหลาย อาทิ Cover Dance, วงดนตรี, DJ, การเดินแบบผ้าไทย และการประกวด Pride Night ในวันที่ 3 เมษายน

    ทาง อบจ. ได้เนรมิตพื้นที่คูเมืองและหน้าศาลากลางให้เป็นจุดพักผ่อนและแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม ผสมผสานศิลปะดนตรีสมัยใหม่ให้เข้ากับวิถีดั้งเดิม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก รวมถึงรถสุขาเคลื่อนที่ไว้บริการตลอดงาน เพื่อรองรับคลื่นมหาชนที่จะมาร่วมสดุดีวีรกรรมคุณย่าโมในวาระพิเศษนี้

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i-Hu40MSNBkPfopMvR9lN

  • จีนดัน “เศรษฐกิจฤดูหนาว” กระตุ้นภาคบริการ-ปลุกกำลังซื้อ | ทันโลก EXPRESS | 21 มี.ค. 69

    จีนดัน “เศรษฐกิจฤดูหนาว” กระตุ้นภาคบริการ-ปลุกกำลังซื้อ | ทันโลก EXPRESS | 21 มี.ค. 69

    รัฐบาลจีนปรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ด้วยการหันมาลงทุนในภาคบริการและอุตสาหกรรมน้ำแข็ง – หิมะ หวังสร้างอุปสงค์ใหม่และฟื้นการบริโภคภายในประเทศ ท่ามกลางเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนที่เกินจำเป็นและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง

    #จีน #เศรษฐกิจฤดูหนาว #อุตสาหกรรมน้ำแข็ง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/214517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N0SsVnuLaDNatqminF1fX