บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” เปิดตัวบุฟเฟต์รูปแบบใหม่ “ตี๋น้อย PLUS+” ราคา 299 บาท พร้อมตั้งเป้าขยายสาขา 60 แห่งทั่วประเทศ หนุนรายได้เติบโต 42% แตะ 13,000 ล้านบาทในปี 2569
ยกระดับประสบการณ์ใหม่ด้วย ‘ตี๋น้อย PLUS+’
นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า “ตี๋น้อย PLUS+” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์คุ้มค่า ไม่ใช่เพียงความอิ่ม โดยยังคงจุดแข็งด้านราคาเข้าถึงง่าย ควบคู่การเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู
โมเดลใหม่นี้มาพร้อมหม้อน้ำซุป 3 ช่อง ตัวเลือกซุปหลากหลาย อาทิ หม่าล่าเข้มข้น และหม่าล่านม ที่ได้ “เชฟโฮ” (Mr. Kwok Hing Ho) เจ้าของ HO KITCHEN SEAFOOD เข้าร่วมพัฒนาให้มีเอกลักษณ์และรสชาติเข้มข้นยิ่งขึ้น

ผลงานโดดเด่นปี 2568-2569
บริษัทสะท้อนการเติบโตแข็งแกร่งในปี 2568 ด้วยรายได้รวม 9,147 ล้านบาท เติบโต 31% จากปีก่อน กำไรสุทธิ 864 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้บริการ 36.04 ล้านคน เพิ่มขึ้น 34%
ในไตรมาส 1 ปี 2569 มีลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโต 36% คาดรายได้เติบโต 34% จากงวดเดียวกันปีก่อน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 3.5%
ระบบสมาชิกและแผนขยายสาขา
ความสำเร็จของระบบ “TN FAMILY” มีสมาชิกปัจจุบัน 3.1 ล้านราย เข้าใช้บริการเฉลี่ย 40,000 รายต่อวัน
บริษัทวางแผนขยายสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศผ่านแบรนด์ Suki Teenoi, Teenoi PLUS+, Teenoi BBQ, Teenoi Gold และแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันครอบคลุม 35 จังหวัด เพิ่มเป็น 57 จังหวัด คาดสิ้นปี 2569 มีสาขารวม 133 แห่ง
การสนับสนุนจากเจมาร์ท กรุ๊ป
กิติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) ยืนยันการสนับสนุนการเติบโตของสุกี้ตี๋น้อยผ่านเทคโนโลยี AI และการสร้าง Synergy ร่วมกับธุรกิจในเครือ เช่น JAS ASSET, JAYMART MOBILE และ J VENTURES เพื่อเพิ่มมูลค่าลูกค้าและยกระดับความสามารถแข่งขันระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suki-teenoi-plus-revenue-target-13000-million&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yGKN5x8wKLDS5lVHriJQP














วันที่ 21 มี.ค. 2569 นายภาณุ เค้าเปี่ยมจิต นายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ พร้อมด้วย ดร.มาลิน สืบสุข อุปนายกสมาคมฯ และนายรุจิระ ธรรมศิริพงษ์ เลขาธิการสมาคมฯ ร่วมกันแถลงถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคการขนส่งในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ความเสียหายในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ แต่ต้นทุนและเวลาการทำงานได้รับผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งในภาคขนส่งและประชาชนทั่วไป ขณะที่ในสมาคมฯ มีรถบรรทุกในสังกัดหลายพันคัน ต่างประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันเช่นเดียวกัน






นายภาณุ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยระบุว่าข้อมูลปัจจุบันชี้ว่าน้ำมันในประเทศยังเพียงพอใช้อีกประมาณ 60 วัน และล่าสุดมีการแจ้งว่าสามารถใช้งานได้ถึง 104 วัน จึงเชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพในการควบคุมราคาหน้าปั๊มได้ พร้อมขอให้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลัง ผู้กลั่นน้ำมัน และพ่อค้าคนกลาง เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมันระหว่างพ่อค้าคนกลางกับราคาหน้าปั๊มมีความแตกต่างกันมากกว่า 10 บาท ซึ่งสร้างความผิดปกติในระบบตลาดและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง




นอกจากต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนด้านเวลา จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาขนส่งสินค้าเพียง 1-2 วัน แต่ปัจจุบันต้องใช้เวลา 4-5 วัน เนื่องจากต้องรอคิวเติมน้ำมันตามสถานีบริการต่าง ๆ ทำให้เกิดความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ผู้ประกอบการบางรายอาจจำเป็นต้องหยุดเดินรถ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรม เมื่อโรงงานผลิตสินค้าแล้วไม่สามารถขนส่งได้ ต้องหาพื้นที่โกดังจัดเก็บเพิ่มเติม และบางแห่งเริ่มประสบปัญหาไม่มีพื้นที่เก็บสินค้า จนอาจต้องหยุดการผลิต ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง



