Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าเชียงใหม่จัดประชุมใหญ่ สมัยที่ 25 ชูแผนการบินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    หอการค้าเชียงใหม่จัดประชุมใหญ่ สมัยที่ 25 ชูแผนการบินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 เวลา 13.00–17.00 น. ที่โรงแรมดิเอ็มเพลส จังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จัดงานประชุมใหญ่สามัญสมาชิก สมัยที่ 25 ประจำปี พ.ศ. 2568–2569 โดยมีดร.กอบกิจ อิสรชีววัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิก องค์กรพันธมิตร และสื่อมวลชน ที่เข้าร่วม

    การประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมา รวมถึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิก และร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อให้หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ สามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    โดยกิจกรรมในช่วงแรก ได้รับเกียรติจากนายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เชียงใหม่กับทิศทางการพัฒนาในทศวรรษหน้า” สะท้อนแนวโน้มและโอกาสการเติบโตของจังหวัดในอนาคต

    นอกจากนี้ นางสาวธีรนุช อำไพรัตน์ หัวหน้ากองนโยบายการบินพลเรือน ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แผนแม่บทการจัดตั้งสนามบินพาณิชย์ของประเทศ (ฉบับปรับปรุง) กับบทบาทของจังหวัดเชียงใหม่ในระบบการบินของประเทศ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินที่มีผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

    สำหรับการประชุมได้ดำเนินไปตามระเบียบวาระ อาทิ รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พิจารณางบดุลประจำปี 2568 การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี รวมถึงรายงานผลการดำเนินกิจกรรมของหอการค้าและกลุ่ม YEC ประจำปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ยังมีการสาธิตระบบลงทะเบียน E-Directory ของสมาชิกหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เสริมศักยภาพทางธุรกิจให้กับสมาชิกในยุคดิจิทัลอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1524011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sN_-hSTuj3xX3i_KsRmwA

  • ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. โจมตีช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

    ทรัมป์ขีดเส้นตาย 48 ชม. โจมตีช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

    ตะวันออกกลางบนปากเหวสงคราม

    รัฐบาลเตหะรานตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดยขู่ว่าหากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าของตน อิหร่านจะทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงผลิตน้ำจืดของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ซึ่งจะก่อให้เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างเฉียบพลัน

    CREDIT : EPA

    ความตึงเครียดยังลุกลามเมื่ออิหร่านระดมยิงขีปนาวุธโจมตีตอนใต้ของอิสราเอล และยิงขีปนาวุธพิสัยไกลพิเศษมุ่งเป้าฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-อังกฤษในมหาสมุทรอินเดีย เพื่อส่งสัญญาณข่มขู่ถึงชาติตะวันตก ในขณะที่สหรัฐฯ ได้ระดมกองเรือรบและเครื่องบินรบเข้าสู่พื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด

    ผลกระทบถึงไทย เมื่อไฟสงครามลามถึงปากท้องและชีวิต

    ประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานหลักจากตะวันออกกลางตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งนี้โดยตรง ทั้งในมิติเศรษฐกิจที่เสี่ยงเผชิญภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง ต้นทุนปุ๋ยเคมีและการขนส่งที่ทะยานขึ้น ซึ่งอาจกดดันให้ GDP ไทยในปี 2026 หดตัวลง

    ที่น่าสลดใจยิ่งกว่าคือมิติด้านชีวิตพลเมือง เมื่อเรือสินค้าสัญชาติไทย ‘Mayuree Naree’ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะช่วยเหลือลูกเรือได้ 20 ราย แต่ยังคงมีลูกเรือชาวไทยสูญหายและคาดว่าเสียชีวิตอีก 3 ราย

    CREDIT : AFP

    วิกฤตการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดให้ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการขนส่ง ก่อนที่คลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจจะรุนแรงไปกว่านี้

    ที่มา : theguardianBBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K0NX9gGD6qJibbPirfMlt

  • DSI สนธิกำลังกรมธุรกิจพลังงานปูพรมตรวจเข้มคลังน้ำมัน 8 จุด 4 จังหวัด : อินโฟเควสท์

    DSI สนธิกำลังกรมธุรกิจพลังงานปูพรมตรวจเข้มคลังน้ำมัน 8 จุด 4 จังหวัด : อินโฟเควสท์

    กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า ตามที่ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ อันเนื่องมาจากกรณีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นั้น

    รัฐบาลได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ บูรณาการการปฏิบัติงานกับกรมธุรกิจพลังงาน ในการเข้าตรวจปฏิบัติการเพื่อป้องกัน และตรวจสอบติดตามผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพื่อทราบข้อเท็จจริงและหาสาเหตุ รวมทั้งแก้ไขปัญหาภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันตามสถานีบริการต่าง ๆ โดยใน

    วันนี้ (วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569) ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พันตำรวจตรี วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ร้อยตำรวจเอก เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว สนธิกำลัง โดยมีนายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมกำลังปฏิบัติภารกิจดังกล่าว โดยในวันนี้มีการลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมัน ของผู้ประกอบการตามมาตรา 7 ฯ จำนวน 8 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรสาคร

    “ผมได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ร่วมมือปฏิบัติงานอย่างจริงจังเพื่อป้องปรามและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และจะมีการบูรณาการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันได้ตามปกติ เนื่องจากเมื่อดูจากรายงานกำลังการผลิตแล้วเห็นว่าเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ

    ทั้งนี้ หากพบมีการกระทำความผิดที่มีการซ้ำเติมประขาชนในช่วงวิกฤติ ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉียบขาด” พตท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/578867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw005haTNLFsonqJRVHZYRbG

  • สภาอุตฯ ชูแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน พยุง SME ทั้งระบบ

    สภาอุตฯ ชูแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตพลังงาน พยุง SME ทั้งระบบ

    สภาอุตสาหกรรมไทย ชู “Reinvent Thailand” ผนึกภาคการเงิน อัดมาตรการเสริมสภาพคล่อง-ค้ำประกันสินเชื่อ รับมือวิกฤตพลังงานแพง-ซัพพลายเชนป่วน เจาะ 6 อุตสาหกรรมหลัก

    ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนไทยเร่งปรับเกมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับโครงสร้างการผลิตจากฐานเดิมสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และมูลค่าเพิ่ม

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาพร้อมชุดมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการเสริมสภาพคล่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งประคองธุรกิจในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง

    ขับเคลื่อน Reinvent Thailand

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคการเงิน และภาคเอกชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกันขับเคลื่อน Reinvent Thailand เราต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากที่เคยเป็นฐานการผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ (Value-Based Economy) การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และการพัฒนาทักษะแรงงาน คือ หัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

    พยุง SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลาง

    ด้านนายอภิชิต  ประสพรัตน์ ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) กล่าวว่า การนำเสนอมาตรการ Reinvent Thailand ที่เน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 6 มาตรการหลัก

    เสริมสภาพคล่องผ่าน PromptBIZ (จากธนาคารกรุงไทย) : โดยใช้ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ช่วยให้คู่ค้าภาครัฐเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและบริหารสภาพคล่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายผลนำไปใช้กับ Supply Chain ภาคเอกชนภายใต้แนวคิด ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยธุรกิจขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนคู่ค้า SME ในห่วงโซ่อุปทาน ธนาคารมีข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านระบบ PromptBIZ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    มาตรการกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (BOI) : สำหรับการลงทุนด้านนวัตกรรม ยกระดับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อเพิ่มขีดคววามสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs โดยให้เงินสนับสนุนเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ภายใต้วงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อนิติบุคคล

    มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ: โครงการ SMEs Credit Boost (จากธนาคารแห่งประเทศไทย) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “Quick Big Win” (จาก บสย.) เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจและลดความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

    บสย.ช่วยกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก

    ขณะที่ ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า นอกจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” บสย. ยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและลูกหนี้ บสย. กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจนำเข้า-ส่งออกที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบด้วย

    1.มาตรการช่วยลูกค้า บสย. พักชำระค่าธรรมเนียมและค่าจัดการค้ำประกัน 3 เดือน สำหรับ SMEs ลูกค้า บสย. ที่จะครบกำหนดชำระ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569

    2. มาตรการช่วยลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม สามารถขอรับสิทธิ์พักชำระค่างวด 3 เดือน (ทั้งส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ย) สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่อยู่ในระหว่างผ่อนชำระตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ และไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 14 เมษายน 2569

    Reinvent Thailand เจาะ 6 อุตสาหกรรมหลัก 

    สำหรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก (Priority Sectors) รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)  ที่เกี่ยวข้องซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญและมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ได้แก่

    1. Agri & Food Processing: อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหารที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าและมาตรฐานความปลอดภัย 
    2. Automotive: การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ พร้อมต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
    3. Medical & Wellness: การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพ 
    4. Smart Electronics: การยกระดับสู่อุตสาหกรรมที่เน้นการออกแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 
    5. Tourism: การพัฒนาและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 
    6. Retail & Trading: การเสริมสร้างศักยภาพด้านการค้า การกระจายสินค้า และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศรวมถึง Supply Chain & Logistic ของกลุ่มเป้าหมาย

    6 อุตสาหกรรม ครอบคลุม SMEs 2.6 แสนราย

    ข้อมูลจากสถิติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และกระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นว่า ทั้ง 6 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยครอบคลุม SMEs จำนวน 268,004 ราย สร้างงานกว่า 10.59 ล้านคน และมีรายได้รวม 39.2 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (47% ของ SMEs, 55% ของการจ้างงาน และ 64% ของรายได้รวม)

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เชื่อมั่นว่าความร่วมมือภายใต้ Reinvent Thailand และมาตรการช่วยเหลือนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายจากสถานการณ์โลก และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปรับตัวสู่การเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739751&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1khQfpPgLlVOo2AqGEz7VW

  • เตือน! วางแผนรับแรงกระแทก ศก. ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    เตือน! วางแผนรับแรงกระแทก ศก. ต้องพร้อมถูก ‘ตัดเงิน-ตกงาน’ ใน 3-6 เดือน

    สถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่านขยายวง ทำเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว นักวิชาการธรรมศาสตร์ เตือนประชาชนอย่าคิดว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิม แนะทำตารางชีวิตใหม่ ประหยัด-ทบทวนการใช้จ่าย-ขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างประโยชน์รักษาสภาพคล่อง ชี้ต้องประเมินอนาคตอย่างแย่ที่สุดเพื่อเตรียมตั้งรับ-ต้องพร้อมถูกตัดเงินเดือน-เลย์ออฟ ใน 3-6 เดือน 

    22 มีนาคม 2569 – ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การปะทะระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านจนทำให้เกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และขยายวงไปถึงการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานในอ่าวเปอร์เซียจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาแล้วนั้น จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพลังงานและกลุ่มพลาสติก ซึ่งทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเม็ดพลาสติก ถือเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี จึงจะมีผลต่อราคาอะลูมิเนียมที่จะนำมาทำบรรจุภัณฑ์ กระทบห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงปุ๋ยเคมีสำหรับธุรกิจการเกษตร และยังทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งผ่านทางเรือ รถ เครื่องบิน ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งลงสู่หุบเหว ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ค่อนข้างแย่ กำลังซื้อจะยิ่งหดตัว เงินจะเฟ้อขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะแพงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อาจเกิดภาวะขาดแคลนได้โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ฯลฯ ซึ่งก่อนจะเกิดการปะทะใหญ่ในครั้งนี้ หากนับตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้ดีเท่าใดนัก ยังซบเซาไม่ฟื้นตัวสักเท่าใด

    นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยมีแรงต้านทานต่อวิกฤตต่ำ และที่ผ่านมาภาครัฐบาลก็เจอวิกฤตหลายดอกหลายเด้ง เงินแทบจะไม่เหลือ คงต้องรองบประมาณจากปีงบประมาณใหม่และอาจมีการกู้เงินมาเพิ่มอีก ขณะที่การจัดเก็บรายได้ในปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่าเป้า ภาคประชาชนเองก็มีหนี้ครัวเรือนเยอะ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยจึงทำได้ยาก ด้านเอกชนก็ยังมองไม่เห็นอนาคตทางเศรษฐกิจจากโปรเจ็กต์การลงทุนใหม่ๆ ส่วนวงการอสังหาริมทรัพย์จากที่ได้คุยกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์และผู้ประกอบการพบว่ามีสัญญาณที่ไม่น่าจะดี แนวโน้มการซื้อขายตกลงมาเรื่อยๆ ทุกไตรมาส และตั้งแต่ปี 2567 มาถึงต้นปี 2569

    “งบกลางเงินสำรองฉุกเฉินก็ใช้ไปมากแล้วกับน้ำท่วมหาดใหญ่และโครงการคนละครึ่งพลัส การคุมราคาสินค้าก็คงไม่สามารถทำได้ในระยะยาว สุดท้ายราคาจะพุ่งขึ้นแน่นอน เมื่อของที่ผลิตมีน้อยลงก็จะเกิดตลาดมืดด้วย เนื่องจากการไปคุมราคาคือการไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตัวเอง รวมถึงการจะให้เอกชนแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไว้ก็คงทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่สายป่านไม่ได้ยาว เรายังไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการช่วยประชาชนอย่างไรได้บ้าง” ศ.วิทวัส กล่าว

    ศ.วิทวัส กล่าวว่า จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อยากแนะนำให้ประชาชนทุกคนเริ่มทำตารางชีวิตใหม่ ทบทวนตัวเองเลยว่า ณ วันนี้ ตัวเองมีเงินเก็บสำหรับใช้ชีวิตอยู่ได้นานเพียงใดหากถูกลดเงินเดือนลง หรือรายได้ลดลง 50% หรือถูกเลย์ออฟในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ต้องวางแผนการใช้เงินโดยคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และระหว่างนี้ให้หาแนวทางการใช้ชีวิตโดยประหยัดให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ จะคิดว่าชีวิตทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ต้องกลับมาประเมินตัวเองดูและเตรียมพร้อมเอาไว้ว่ามีทรัพย์สินอะไรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่และสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้บ้าง ต้องเริ่มสำรวจและหาช่องทางในการขายไว้ หรือให้เริ่มดำเนินการขายได้เลย เพราะถ้าไม่เริ่มตอนนี้แล้วในอีก 3 – 6 เดือนข้างหน้าถูกลดเงินเดือน หรือถูกเลย์ออฟโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวจะลำบากแน่นอน เพราะจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่รายรับน้อยลง รายจ่ายสูงขึ้น ข้าวของราคาแพง การหารายได้เพิ่มยากมากในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้

    “ในกรณีที่มีสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น ทองคำ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ให้ลองมองหาลู่ทางในการนำไปขาย หรือจำนำไว้ก่อนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับตัวเอง แม้แต่บ้านที่อยู่อาศัย ถ้ามองว่ามีขนาดที่ใหญ่เกินจำเป็น หรือเป็นภาระในการผ่อนระยะยาวให้วางแผนการขายตั้งแต่เนิ่นๆ และหาเช่าที่อยู่อาศัยที่ขนาดและราคาเหมาะสมลดลงมา ในสถานการณ์เช่นนี้แม้ว่าการขายออกไปเร็วจะขาดทุนแต่ยังดีกว่าผ่อนไม่ไหวและโดนธนาคารยึดแน่นอน” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับผู้ที่มีบ้านที่พักอาศัยหรือภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต่างจังหวัดอาจจะเริ่มวางแผนดูก็ได้ กรณีที่บริษัทให้ Work Form Home ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก่อน เพราะค่าครองชีพถูกกว่าในกรุงเทพฯ มาก หากสถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา กทม. อีกครั้งก็ยังได้ ซึ่งก็เป็นโมเดลเดียวกันกับช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาดก็มีการทำเช่นนี้กันเยอะและได้ผล

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตในครั้งนี้เป็นลำดับแรกๆ มีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่ราคาปุ๋ย ลงมาถึงปลายน้ำ บรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ค่าประกันภัย ฯลฯ ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้ความสามารถในการส่งออกลดลง เพราะทำราคาสู้คู่แข่งไม่ได้ 2. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพขนส่งที่เป็นอิสระที่ต้องมีการผ่อนรถยนต์มาใช้ทำงาน หากรถถูกยึดจะไม่ได้กระทบแค่ในระยะสั้น เพราะถึงสถานการณ์ดีขึ้นแล้วก็อาจติดเครดิตบูโรจนออกรถใหม่มาทำธุรกิจต่อไม่ได้

    3. กลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการบิน เช่น ธุรกิจรถโดยสาร ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการต่างๆ ตามแหล่งท่องเที่ยว ที่จะได้รับผลกระทบคล้ายกับช่วงโควิด-19 เพราะเมื่อน้ำมันแพงขึ้นก็จะทำให้ราคาค่าโดยสารแพงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงอาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะหวาดกลัวสงครามจนลดการเดินทางท่องเที่ยว เหล่านี้จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยชะลอตัวลง 4. กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากในสถานการณ์ปกติเมื่อเทียบรายได้กับรายจ่ายก็ค่อนข้างมีความตึงตัวอยู่แล้ว และเมื่อข้าวของต่างๆ แพงขึ้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น ก็จะกระทบต่อค่าครองชีพ และทำให้ผู้มีรายได้น้อยยิ่งมีกำลังซื้อที่จำกัดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะไปก่อหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น และตัดทอนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อนำมาเป็นค่าครองชีพแทน

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้การปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสเราเอลกับอิหร่านจบลงเร็ว หรือภายใน 1 เดือนนี้ คาดว่าราคาน้ำมันในไทยก็จะยังคงสูงขึ้นไปอีกราว 2-4 เดือน และยังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องยาวทั้งปี 2569 เนื่องจากการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน ในการซ่อมแซมและฟื้นฟูจนกว่าที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกจะกลับมาปกติ อีกทั้งการที่ช่วงที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปสนับสนุนราคาน้ำมันไว้จนติดลบจำนวนมาก ซึ่งทำให้เมื่อสถานการณ์ปกติแล้วจะต้องมีการเก็บเงินมาชดเชยส่วนที่ติดลบผ่านราคาน้ำมันมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสินค้าปิโตรเคมี พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ อาจทำให้การฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แต่ภายในปี 2569 นี้ ราคาสินค้าอาจจะยังไม่กลับมาอยู่ในอัตราที่ปกติ

    “ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นแรงกดดันไปที่รัฐบาล หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่ดีก็จะนำมาสู่การประท้วงของประชาชน และหากเกิดประท้วงรุนแรงก็จะยิ่งเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภายในประเทศตามมาซ้ำอีก” ศ.วิทวัส กล่าว

    สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลภายใต้สถานการณ์นี้ นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือเร่งเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่อาจต้องการย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากตะวันออกกลาง ซึ่งก็น่าจะหันหน้ามาหาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางในเวทีโลก มีความปลอดภัยสูงกว่า และประเทศไทยเองก็มีฐานที่ค่อนข้างดีในหลายด้าน ซึ่งรัฐบาลควรใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อเอื้อในเรื่องนี้ เช่น การให้วีซ่า DTV (Digital Nomad Visa) ซึ่งถ้าไทยคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ได้จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศโดยตรง และจะส่งผลให้การเกิดเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเงื่อนไขให้เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว และการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับต่างชาติ ตัวอย่างเช่น ในกรณีอสังหาริมทรัพย์ การขยายสิทธิการเช่าให้เป็น 50 – 60 ปี หรือ 99 ปี หรือกระทั่งการทำให้สามารถจดทะเบียนที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นอาคารชุดได้ ซึ่งน่าจะเอื้อให้เป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเข้ามาซื้อ และพำนักระยะยาวในไทยได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปหากสงครามจบโลกน่าจะเปลี่ยนย้าย หรือหันเหการทำกิจกรรมต่างๆ ออกจากทางตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงการท่องเที่ยว และอยู่อาศัยด้วย อีกทั้งอย่างตัวเลขมูลค่าการซื้อขายอาคารชุดในไทยปี 2568 มีถึง 25% ที่เป็นเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยอันดับมาจากจีน ตามมาด้วยเมียนมา รัสเซีย และไต้หวัน

    “ทุกวันนี้ประเทศฝั่งตะวันออกกลางก็เข้ามาไทยในลักษณะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourist) อยู่แล้ว ถ้าสามารถทำให้เขาเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ เป็นบ้านหลังที่สอง หรือหลบภัยสงคราม และยังสามารถทำธุรกิจต่อในประเทศไทยได้ด้วยก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี การผลักดันให้ถึงการเป็นศูนย์กลางสำหรับการพำนักเพื่อบริหารธุรกิจก็มีความเป็นไปได้ เพราะอย่างพม่าหรือรัสเซียที่เข้ามาทำให้ตลาดการซื้อคอนโดของไทยเพิ่มขึ้น ก็มาจากการที่คนในประเทศเหล่านั้นเกิดความกังวลสงครามภายในประเทศของตัวเองด้วย” ศ.วิทวัส กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/967500/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O_FbEE3Dss276FsE9q_oY

  • “ก.พาณิชย์” ลุยตรวจสถานประกอบการกว่า 2 พันกรณี พบผิดไม่ติดป้ายสินค้า ย้ำใช้มาตรการกฎหมายอย่างจริงจัง

    “ก.พาณิชย์” ลุยตรวจสถานประกอบการกว่า 2 พันกรณี พบผิดไม่ติดป้ายสินค้า ย้ำใช้มาตรการกฎหมายอย่างจริงจัง

    วันที่ 22 มีนาคม 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดย น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงว่า ด้วยสถานการณ์ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตที่มีความผันผวน เพื่อดูแลความเป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐสามารถกำกับดูแลสถานการณ์ราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ได้มีการติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 1-20 มี.ค. 2569 รวม 2,321 กรณี แบ่งเป็น การลงพื้นที่ตรวจจริงทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยการตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ได้มีการตรวจสอบสถานประกอบการรวมทั้งสิ้น 2,021 กรณี

    ประกอบด้วย สถานีบริการน้ำมัน 1,262 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 433 แห่ง และตลาดค้าปลีกค้าส่ง 326 แห่ง เพื่อกำกับดูแลให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ป้องกันการปฏิเสธการจำหน่าย และดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จากการตรวจสอบระดับจังหวัด พบการกระทำผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 10 ราย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    น.ส.ญาณี  กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจจริงตามที่ประชาชนร้องเรียน ผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับราคาและปริมาณสินค้ารวมทั้งสิ้น 300 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 53 คำร้อง และต่างจังหวัด 247 คำร้อง โดยได้ตรวจสอบแล้วเสร็จจำนวน 99 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพมหานคร 42 คำร้อง และต่างจังหวัด 57 คำร้อง ซึ่งผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 12 ราย ซึ่งได้ดำเนินการปรับตามกฎหมาย ในพื้นที่เขตบางซื่อ ลาดพร้าว วัฒนา พญาไท บางกอกน้อย คลองเตย สวนหลวง ประเวศ และบางบอน นอกจากนี้พบกรณีจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง จำนวน 3 ราย ในพื้นที่คลองเตย ยานนาวา และบางขุนเทียน ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว

    น.ส.ญาณี  กล่าวว่า ขณะเดียวกัน มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าราคาเกินสมควร จำนวน 25 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน และหากตรวจพบว่า มีการตั้งราคาสูงเกินสมควรจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 79 ราย และยังมีเรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 201 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 11 คำร้อง และต่างจังหวัด 190 คำร้อง ซึ่งกรมการค้าภายใน จะติดตามการตรวจสอบเชิงรุก และรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวัน ในเวลา 15.30 น.

    น.ส.ญาณี  กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินงานเชิงรุกผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมชี้เป้าร้านค้าและแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลราคาสินค้าทั่วประเทศ ควบคู่กับการเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคา โดยกรมการค้าภายในจะร่วมกับตลาดสดในความส่งเสริมของกรม อาทิ สมาคมตลาดสด ตลาดกลาง ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าที่เป็นราคาปกติ รวมถึงใช้กลไกร้านค้าธงฟ้าและร้านอาหารราคาประหยัดที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมฯ เป็นช่องทางช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนในการรักษาระดับราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

    กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน และรักษาเสถียรภาพระบบสินค้าและบริการของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136384&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jZazxnGngg50oDGYMVgBu

  • โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช : ศักราชใหม่กำจัดขยะกทม. โซนชั้นใน-ตะวันออก

    โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช : ศักราชใหม่กำจัดขยะกทม. โซนชั้นใน-ตะวันออก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SgBAOzRlDrhQIA7z_-IW5

  • ร่ำไห้ระงม! พิธีรดน้ำศพ “ส.ต.ท.ชัยวัฒน์” ฮีโร่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พลีชีพขณะไล่ล่า 6 ล้อคลั่ง | เดลินิวส์

    ร่ำไห้ระงม! พิธีรดน้ำศพ “ส.ต.ท.ชัยวัฒน์” ฮีโร่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พลีชีพขณะไล่ล่า 6 ล้อคลั่ง | เดลินิวส์

    จากกรณีรถบรรทุก 6 ล้อ ซิ่งบ้าระหํ่าแหกด่านสายตรวจ สภ.ธัญบุรี ก่อนขับเบียดรถจักรยานยนต์ตำรวจที่ขับไล่ตาม พุ่งชนเสาไฟฟ้าพลีชีพ 1 นาย และเจ็บสาหัส 1 นาย ที่นำเสนอไปก่อนหน้าแล้วนั้น

    เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 21 มี.ค. ได้มีพิธีรดน้ำศพที่วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี ซึ่งบรรยากาศการรดน้ำศพ ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ กองอุดม บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีเพื่อนตำรวจรวมถึงญาติพี่น้องมาร่วมไว้อาลัยจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5708966/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lfHNl8fqS5Rkg8WuoDzKn

  • ตะลึง! DBD บุกชลบุรีตรวจ‘นอมินี’ พบพิรุธอื้อ ชื่อเดียวถือหุ้น 100 บริษัท | เดลินิวส์

    ตะลึง! DBD บุกชลบุรีตรวจ‘นอมินี’ พบพิรุธอื้อ ชื่อเดียวถือหุ้น 100 บริษัท | เดลินิวส์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก ตำรวจท่องเที่ยว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี ได้บูรณาการความร่วมมือลงพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องสังสัยว่าจะเป็นนอมินี โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

    ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตรวจสอบสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมาย รวม 4 แห่ง ที่ใช้ที่ตั้งบริษัทแห่งเดียวจดทะเบียนอยู่หลายบริษัท รวมถึง ผู้ถือหุ้นคนไทยคนเดียวมีชื่อถือหุ้นอยู่ในบริษัทมากกว่า 100 บริษัท ต้องลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่าสามร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่คาดว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจที่ต้องห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยกรมฯ ได้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ีมีพฤติกรรมในลักษณะคนต่างชาติใช้ให้คนไทยเป็นนอมินี เบื้องต้นพบว่า มีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของกรรมการบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) ตาม พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ปิดคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตไว้ ณ สถานประกอบการ โดยนิติบุคคล 4 รายที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ประกอบด้วย (1) บริษัท อะลิเทีย ทัวร์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 12/03325 (2) บริษัท ยอร์ อินโด-ไทย กรุ๊ป จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/00404 (3) บริษัท วาย เจ เอซ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 14/04490 และ (4) บริษัท ดิ วี-เอ็กท์ จำกัด ใบอนุญาตเลขที่ 13/03359

    นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของธุรกิจต่างด้าว ประกอบธุรกิจซื้อขายอสังหาริมทรัพย์  3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษตามบัญชีหนึ่ง (9) โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด และยังได้ตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งจากการคัดกรองข้อมูลพบว่าในพื้นที่จังหวัดชลบุรี มีธุรกิจต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 146 ราย ซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด หรือต้องได้รับอนุญาตก่อน

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวย้ำว่า “กรมฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เนื่องจากเป็นการบิดเบือนโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเสียเปรียบให้แก่ผู้ประกอบการไทย หากตรวจพบการกระทำผิด จะเร่งประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินคดีจนถึงที่สุด และจะเดินหน้าตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และขอเตือนคนไทยที่สนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดหยุดพฤติกรรมดังกล่าว สำหรับผู้กระทำผิดจะได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5709405/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25itA3p_91Pz4KpAaMgwGc

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (22 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (22 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (22 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (22 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 รวมถึง  E85 และ E20 ขึ้น 1 บาทต่อลิตร

    ด้านราคาน้ำมันดีเซลขึ้น 70 สตางค์ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 41.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 42.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 33.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 32.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 278.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 24.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 31.14 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 46.84 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 31.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (22 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/654540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KYhyxdNIsF8ezAZciVEj_