Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • DUSIT เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ประกาศเข้าร่วมสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลกหรือ GSTC ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขยายแนวปฏิบัติสู่โรงแรมในเครือทั่วโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DUSIT เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ประกาศเข้าร่วมสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลกหรือ GSTC ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมขยายแนวปฏิบัติสู่โรงแรมในเครือทั่วโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มดุสิตธานี เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ด้วยการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนสู่ธุรกิจโรงแรมในเครือทั่วโลก

    นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบัน ความยั่งยืนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ขณะที่กลุ่มดุสิตธานีให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การพัฒนา และการทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในระดับสากล การเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก หรือ GSTC ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มดุสิตธานีในเส้นทางการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Tree of Life ที่มุ่งมั่นสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับจุดหมายปลายทางและชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ

    GSTC เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรระดับโลกที่รวมความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน การเป็นสมาชิกในครั้งนี้ทำให้กลุ่มดุสิตธานีร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การทำงานร่วมกัน และการผลักดันการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในอุตสาหกรรม

    กลุ่มดุสิตธานี ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2492 และเติบโตเป็นบริษัทด้านบริการต้อนรับแบบครบวงจร ครอบคลุมธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท การศึกษาอาหารและการโรงแรม ธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีโรงแรม รีสอร์ท และวิลล่าหรูกว่า 290 แห่ง ใน 18 ประเทศ รวมมากกว่า 11,800 ห้อง ภายใต้ 9 แบรนด์

    หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มดุสิตธานี คือโครงการ Tree of Life ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานในระดับองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) อาทิ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริโภคอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน

    ในด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มดุสิตธานีได้นำระบบบริหารจัดการพลังงานมาใช้ในระดับโรงแรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งติดตั้งแล้วในหลายแห่ง อาทิ ดุสิตธานี มัลดีฟส์, ดุสิต บีช รีสอร์ท กวม, ดุสิตธานี เกียวโต, อาศัย เกียวโต ชิโจ และดุสิตธานี ลูบี แพลนเทชัน รีสอร์ท

    ขณะที่การบริหารจัดการน้ำ กลุ่มดุสิตธานีดำเนินการผ่านมาตรการประหยัดน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้เพื่อรดน้ำต้นไม้และดูแลภูมิทัศน์ พร้อมกันนี้ยังได้นำมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น อุปกรณ์แบบเติมได้ ขวดน้ำแบบใช้ซ้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    ด้านการจัดการขยะอาหาร ดุสิตใช้แนวทาง 3 ด้าน ได้แก่ การลดของเสียในกระบวนการเตรียมอาหาร การส่งต่ออาหารส่วนเกินให้กับชุมชนท้องถิ่นเมื่อเป็นไปได้ และการนำขยะอินทรีย์ไปผลิตปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในสวนและโครงการชุมชน

    กลุ่มดุสิตธานียังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในมิติสังคม โดยได้เข้าร่วม The Code ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติเพื่อคุ้มครองเด็กจากการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 พร้อมบูรณาการแนวทางป้องกันในนโยบายองค์กร และฝึกอบรมพนักงานในโรงแรมทั่วประเทศไทย รวมถึงลงนามในคำประกาศของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (WTTC) ว่าด้วยการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ตอกย้ำจุดยืนด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และนโยบายไม่ยอมรับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

    การมีส่วนร่วมกับชุมชนเป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของกลุ่มดุสิตธานี ผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Dusit Smiles ความร่วมมือกับมูลนิธิ Operation Smile ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดยสามารถระดมทุนได้มากกว่า 13 ล้านบาท เพื่อช่วยสนับสนุนการผ่าตัดและการดูแลรักษาที่เปลี่ยนชีวิตเด็กไทยกว่า 750 คน

    “ที่ผ่านมาเราดำเนินการด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในทุกมิติ และเรามั่นใจว่า การเป็นสมาชิกของ GSTC ในครั้งนี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนในระดับโลก ที่กลุ่มดุสิตธานีพร้อมจะยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวที่จะขยายแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนไปสู่โรงแรมในเครือของดุสิตธานีที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย” นายชนินทธ์กล่าว

    ด้าน มร. แรนดี้ เดอร์แบนด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) กล่าวว่า GSTC ยินดีต้อนรับกลุ่มดุสิตธานีในฐานะสมาชิก และชื่นชมในความมุ่งมั่นในการสนับสนุนพันธกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน พร้อมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญนี้ในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/24/627980/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0m7H5VjOy808maMWkakHHD

  • HTC ประกาศจ่ายปันผลปี 68 ที่ 0.99 บาท พร้อมสู้เศรษฐกิจปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 3-5% ผ่านสินค้าใหม่และเร่งเพิ่มยอดขายขวดแก้ว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    HTC ประกาศจ่ายปันผลปี 68 ที่ 0.99 บาท พร้อมสู้เศรษฐกิจปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 3-5% ผ่านสินค้าใหม่และเร่งเพิ่มยอดขายขวดแก้ว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2569 – บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ HTC ประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท พร้อมเตรียมสู้เศรษฐกิจผันผวน ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โต 3-5% แตะระดับ 8,500 ล้านบาท ผ่านการออกนวัตกรรมใหม่ที่โดนใจผู้บริโภคและการเพิ่มสัดส่วนยอดขายของผลิตภัณฑ์ขวดแก้ว แค่ไตรมาส 1 เปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว 3 ผลิตภัณฑ์ซึ่งรวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียมแบรนด์ “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” โดยได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

    บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือโคคา-โคล่าในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ แถลงผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจปี 2569 โดยระบุว่าปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายมากจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังซื้อที่อ่อนตัว และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี โดยข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) บ่งชี้ว่าตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcoholic Ready-to-Drink: NARTD) ในพื้นที่ภาคใต้ปี 2568 เติบโตเพียง 1% ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น บริษัทฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์และจัดโปรโมชั่นที่ “คุ้มค่า” ในสายตาผู้บริโภค ได้แก่ การเพิ่มปริมาณ และแถมสินค้าที่เป็นที่นิยม เช่น แก้ว “โค้ก” และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมถึงการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท หรือเติบโต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากการลงทุนด้านกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และรายการพิเศษบางประการ ซึ่งสะท้อนแนวทางของบริษัทฯ ในการให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว

    จากผลประกอบการดังกล่าว ทำให้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เสนอผู้ถือหุ้นขออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.99 บาท ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในวันที่ 23 เมษายน 2569 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของปี 2568 ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท คงเหลือเป็นเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท โดยจะจ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

    พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทายจากแรงกดดันด้านกำลังซื้อ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการปรับตัวอย่างรวดเร็วและการดำเนินงานอย่างมีวินัยเพื่อรักษารายได้และความสามารถในการแข่งขันในตลาด เราเชื่อเสมอว่ารากฐานของการเติบโตที่เข้มแข็ง คือการทำธุรกิจอย่างใส่ใจต่อผู้บริโภคและคู่ค้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ ฉะนั้น เราจึงได้ปรับแผนกลยุทธ์ตามแนวทางนี้ รวมถึงเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนและพันธมิตรคู่ค้า เพื่อร่วมทุกข์ ร่วมสุข และพลิกฟื้นธุรกิจสู่เส้นทางการเติบโตไปด้วยกัน”

    โดยปี 2569 บริษัทฯ มองว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนวัตถุดิบ และราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีแนวทางบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการติดตามและบริหารความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้วและบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากสภาวะความขัดแย้งต่าง ๆ ไม่ลุกลามบานปลาย บริษัทฯ ประเมินว่าจะสามารถสร้างรายได้จากการขายได้ที่ประมาณ 8,500 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3-5%

    สำหรับกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้นั้น บริษัทฯ จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 3 รายการ ได้แก่ “แฟนต้า” รสสับปะรด และ “สไปรท์” ชิลล์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม ได้แก่ “มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้” ซึ่งได้ออก
    สู่ตลาดแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี บริษัทฯ เชื่อมั่นว่านวัตกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและสร้างความคึกคักให้กับตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้ตลอดปี 2569

    “แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนและสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมเหนือสินค้าคู่แข่งค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราไม่ประมาทและสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลามบานปลายจนเกินไปนัก เราจะสามารถจัดการกับความผันผวนและกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย” พลตรี พัชร กล่าว

    ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัท นีลเส็น (ประเทศไทย) จำกัด ประจำปี 2568 “หาดทิพย์” ยังคงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่ม NARTD ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดในภาพรวมที่ 23.2% และสำหรับตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมนั้น บริษัทฯ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งที่ 78.2%

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/24/628068/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hltfKWIQ0aqoqof3AjKar

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 24/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 24/03/69

    วันที่ 24 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 24 มี.ค.69 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 32.11 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 32.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136710&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37KQNb4KSsNF-nOMeiIhbH

  • สนพ. ปั้นแผน PDP2026 รับเศรษฐกิจดิจิทัล-EV ดันดีมานด์พุ่ง 7.7 หมื่นเมกะวัตต์

    สนพ. ปั้นแผน PDP2026 รับเศรษฐกิจดิจิทัล-EV ดันดีมานด์พุ่ง 7.7 หมื่นเมกะวัตต์

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เดินหน้ารับฟังความคิดเห็นการจัดทำ “ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)” เพื่อใช้เป็นฐานสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสะอาด

    นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานอนุกรรมการพยากรณ์ และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดทำค่าพยากรณ์ครั้งนี้มีการ “ยกเครื่องสมมติฐานใหม่” ให้ทันต่อสถานการณ์ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ประชากร และเทคโนโลยี

    โดยนำปัจจัยใหม่ที่มีบทบาทสูงเข้ามาประเมินอย่างรอบด้าน อาทิ การขยายตัวของ Data Center เศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) รวมถึงมาตรการอนุรักษ์พลังงาน และการบริหารจัดการโหลด

    ทั้งนี้ การพยากรณ์ยังคงยึดฐานจากการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ควบคู่กับ “ดีมานด์ใหม่” จากโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายสำคัญ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน และความต้องการไฟฟ้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งรวมถึงดีมานด์จาก EV และ Data Center ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระยะข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน สนพ.ได้นำปัจจัย “ฝั่งลดความต้องการ” เข้ามาประกอบการประเมินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Solar Rooftop ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และมาตรการอนุรักษ์พลังงานเชิงรุก ส่งผลให้ภาพรวมความต้องการไฟฟ้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ “ชะลอลง” เมื่อเทียบกับอดีต

    ผลการพยากรณ์พบว่า ในกรณีต่ำ (Low Case) ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จะเพิ่มจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 เป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือเติบโตเฉลี่ย 2.9% ต่อปี โดยมีการใช้ไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 386,081 ล้านหน่วย ขณะที่กรณีสูง (High Case) ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มเป็น 77,374 เมกะวัตต์ หรือเติบโตเฉลี่ย 3.2% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้ารวม 434,371 ล้านหน่วย ซึ่งมีแรงหนุนหลักจากการเติบโตของ EV และ Data Center

    อีกประเด็นสำคัญคือ “พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ที่มีแนวโน้มเลื่อนจากช่วงกลางวันไปสู่ช่วงกลางคืน จากการชาร์จรถ EV และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจดิจิทัล ส่งผลต่อรูปแบบการวางแผนระบบไฟฟ้าในอนาคต

    ในเชิงนโยบาย สนพ.มองว่าจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุน และพฤติกรรมการใช้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าใช้เอง รวมถึงการเปิดให้ใช้โครงข่ายไฟฟ้า (Open Access) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของระบบ

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ปรับปรุงค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า เพื่อจัดทำแผน PDP2026 ให้มีความแม่นยำ และยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว โดยถือเป็น “จุดตั้งต้นสำคัญ” ของการกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าไทยในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1226522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw030u0O3ja3Xzf8_2tqWA3l

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและประชาชน

    ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและประชาชน

    ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและประชาชน

    ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ รองศาสตราจารย์ ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันยกระดับการให้บริการห้องสมุด แบ่งปันทรัพยากรสารสนเทศ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ระหว่างกัน ตลอดจนเพื่อร่วมกันดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับสังคม ในช่วง 3 ปีต่อจากนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายโอกาสการเรียนรู้ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ธปท. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและประชาชน

    ภาพบรรยากาศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260324.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_CLZCbdGe8BoVMee5Bo3x

  • กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างและยกระดับชั้นทางถนนสาย พล.2043 จังหวัดพิษณุโลก คืบหน้ากว่า 50% หนุนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งภาคเหนือตอนล่าง รองรับการขยายตัวของเมือง คาดเปิดใช้งานอย่างเต็มศักยภาพกลางปี 2569

    กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างและยกระดับชั้นทางถนนสาย พล.2043 จังหวัดพิษณุโลก คืบหน้ากว่า 50% หนุนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งภาคเหนือตอนล่าง รองรับการขยายตัวของเมือง คาดเปิดใช้งานอย่างเต็มศักยภาพกลางปี 2569

    กรมทางหลวงชนบท ก่อสร้างและยกระดับชั้นทางถนนสาย พล.2043 จังหวัดพิษณุโลก คืบหน้ากว่า 50% หนุนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่งภาคเหนือตอนล่าง รองรับการขยายตัวของเมือง คาดเปิดใช้งานอย่างเต็มศักยภาพกลางปี 2569


    24/03/2569 | 84 |

    กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนและยกระดับชั้นทาง ถนนสาย พล.2043 บ้านสนามคลี อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจภาคการขนส่งสินค้าทางการเกษตร รองรับการขยายตัวของเมืองในอนาคต แบ่งเบาปริมาณการจราจรบนถนนสายหลัก ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถสัญจรไปยังสถานศึกษา โรงพยาบาล หน่วยงานราชการได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. เปิดเผยว่า เนื่องจากเดิมประชาชนในพื้นที่หมู่ 7 บ้านท่าทอง ตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ได้รับความเดือดร้อนในการเดินทาง ถนนเดิมคับแคบเพียง 6 เมตร ไม่มีไหล่ทาง ประกอบกับปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การคมนาคมขนส่งเป็นไปด้วยความล่าช้า นักเรียนและผู้ปกครองต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทช. จึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งในด้านเศรษฐกิจภาคการขนส่งจะช่วยสนับสนุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ข้าวให้สามารถลำเลียงไปยังแหล่งรับซื้อหรือตลาดได้สะดวกรวดเร็ว ลดเวลาและต้นทุนในการขนส่งสินค้า มีส่วนช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจระดับชุมชน ท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ ถนนสายนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 7 โรงพยาบาลพุทธชินราช สาขาบึงแก่งใหญ่ วัดป่าจันทราวาส (ธ) ตลาดชุมชน และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการยกระดับในด้านสังคม คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุขและกิจกรรมทางศาสนา โครงการฯ มีจุดเริ่มต้นเชื่อมกับ ทล.126 บริเวณ กม. ที่ 0+400 และจุดสิ้นสุดเชื่อมต่อกับ ทล.1065 บริเวณ กม. ที่ 69+250 เป็นถนนผิวจราจรแบบแอสฟัลท์คอนกรีต กว้าง 10 เมตร ช่องจราจรกว้าง 7 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร รวมระยะทาง 2.800 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 39.992 ล้านบาท ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 50 อยู่ในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้างชั้นรองพื้นทาง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรได้ภายในกลางปีนี้

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162531


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/487974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1Lo-F8VxUzGFTZMUYuJ6

  • “พาณิชย์” ผนึก “ยุติธรรม” แถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปกป้องผู้บริโภค ดูแลผู้ค้าถูกกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล

    “พาณิชย์” ผนึก “ยุติธรรม” แถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปกป้องผู้บริโภค ดูแลผู้ค้าถูกกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล

    เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมแถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเป็นผลจากการยกระดับมาตรการปราบปรามเชิงรุก เพื่อกวาดล้างสินค้าละเมิดฯ และตัดวงจรเครือข่ายการกระทำผิด ตอกย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง

    นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักแน่นในการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยประเด็นทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการเจรจาการค้าของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิด ทั้งในเชิงป้องกัน ปราบปราม และขยายผลไปยังเครือข่ายการกระทำผิดอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และมีประสิทธิผลในเชิงป้องปรามยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการจัดการกับแหล่งต้นตอของสินค้าละเมิดฯ และผู้กระทำความผิดรายใหญ่ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เจ้าของสิทธิ และผู้ประกอบการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงต้นเหตุได้อย่างแท้จริง

    ล่าสุด ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยความร่วมมือระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและตรวจยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้กว่า 48,000 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดัง อาทิ Louis Vuitton, Dior, Chanel, Celine, Versace, Gucci, Hermes, Loewe และ Prada เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทรองเท้า (26,620 รายการ) เสื้อผ้า (17,777 รายการ) กระเป๋า (2,464 รายการ) รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมขยายผลไปสู่การจับกุมแหล่งผลิต แหล่งกระจายสินค้า รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิดและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด

    ทั้งนี้ ผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมศุลกากร สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วประเทศ 1,180 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.5 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,175 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่าจำนวนของกลางมีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 และความเสียหายเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ขณะที่ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ทั้ง 4 หน่วยงานได้ยกระดับมาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง สามารถจับกุมคดีละเมิดฯ รวม 118 คดี ยึดของกลางรวม 390,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 92 ล้านบาท

    ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การคุ้มครองดูแลเจ้าของสิทธิและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม โดยทุกหน่วยงานจะเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อกวาดล้างและตัดวงจรการกระทำผิด โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดรายใหญ่และเครือข่ายข้ามชาติ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดดิจิทัล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อปลูกจิตสำนึกในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สร้างแรงจูงใจในการเลือกใช้สินค้าที่ถูกกฎหมาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดในทุกรูปแบบในระยะยาว

    การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ตลอดจนทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงถูกจับตามองจากประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่หยิบยกประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านการค้า ทั้งนี้ ตามรายงาน Notorious Markets ประจำปี 2568 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แม้ไม่ปรากฏรายชื่อตลาดออนไลน์ของไทย แต่ยังคงระบุรายชื่อศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครอยู่ในกลุ่มตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง อย่างไรก็ดี ในรายงานดังกล่าว USTR ได้สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการปราบปรามการละเมิดฯ ของไทย โดยเฉพาะการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายและกดดันผู้กระทำละเมิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญต่อการประเมินสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะต่อไป

    นายวุฒิไกรฯ ย้ำว่า รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง สอดรับกับมาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1006418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cQPk-H_Ww3dryXZ35u5cx

  • ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

    ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

    วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

    24 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำทางการเมืองด้านภาคเกษตร กล่าวถึงรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และสะเทือนถึงภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า สิ่งที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญคือต้นทุนชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย และค่าขนส่ง ซึ่งล้วนเป็นภาระโดยตรงต่อชาวนาและเกษตรกรที่อยู่ฐานรากของประเทศ พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทาง “Smart & Hard” ให้รัฐบาลใช้เป็นหลักคิดในการแก้ปัญหา โดยต้อง “อ่านเกมโลกให้ขาด” ควบคู่กับ “การตัดสินใจที่เด็ดขาด” เพื่อรับมือกับวิกฤตอย่างทันท่วงที

    ผมขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลควรดำเนินการทันที ได้แก่

    1.ปฏิรูปโครงสร้างปุ๋ย มุ่งลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการแจกจ่าย โดยเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดหาปุ๋ยราคาถูก

    2.บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ชลประทานและนอกชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในภาคเกษตร

    3.แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และสามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน

    ร.อ.ธรรมนัส ยังเน้นย้ำว่า เกษตรกรคือ “กระดูกสันหลังของประเทศ” ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องรอความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ ทั้งด้านสถาบัน อำนาจต่อรอง และคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และขอเรียกร้องให้ข้าราชการปรับบทบาทในการทำงานในภาวะวิกฤต โดยต้องทำงานอย่างรวดเร็ว กล้าตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเตือนว่า ความล่าช้า คือความเสียหายของชีวิตประชาชน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/954543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36jhh5AAEE7qka4IzOJMwh

  • กลุ่ม สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ รธน. แม้อยู่ในช่วงวิกฤตสงคราม-น้ำมัน แต่ทำควบคู่กันได้

    กลุ่ม สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ รธน. แม้อยู่ในช่วงวิกฤตสงคราม-น้ำมัน แต่ทำควบคู่กันได้

    “สว.นรเศรษฐ์-พรชัย” จี้รัฐบาลชี้แจงกรอบเวลาและแผนงานที่ชัดเจนในการนำประเทศไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ประเทศเผชิญวิกฤตสงครามและราคาพลังงาน แต่ประชาชนจำนวนมากยังรอคอย รธน.ใหม่ รัฐบาลสามารถทำควบคู่ไปกับการแก้วิกฤตดังกล่าวได้

    24 มีนาคม 2569 – ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา พร้อมด้วย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. ร่วมกันแถลงติดตามความชัดเจนและโรดแมปการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลชุดใหม่ ว่า จากผลประชามติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชัดเจนว่าประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่การถามว่าจะทำหรือไม่ แต่ต้องการทราบว่ารัฐบาลจะเดินหน้าต่ออย่างไร จึงขอเรียกร้องให้ชี้แจงกรอบเวลาและแผนงานที่ชัดเจนในการนำประเทศไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

    “แม้ขณะนี้ประเทศเผชิญวิกฤตจากสงครามและราคาพลังงาน รวมถึงของอุปโภคบริโภค ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไข แต่ประชาชนจำนวนมากยังรอคอยความชัดเจนเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่เช่นกัน จากผลประชามติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชัดเจนว่าประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม”นายนรเศรษฐ์ กล่าว

    นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาชี้แจงถึงกรอบเวลา และแผนงานที่ชัดเจน ในการที่จะนำประชาชนเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอยากถามว่ารัฐบาลจะบรรจุแผนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ เพราะการเริ่มกระบวนการดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น แก้ไขความขัดแย้ง และเพิ่มความชอบธรรมทางการเมือง
    ด้านนายพรชัย กล่าวถีงกระแสสังคมที่หลายฝ่ายมองว่าจะรีบแก้รัฐธรรมนูญ ไปทำไม เนื่องจากขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันนั้น ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิตประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียง 1–2% ต่อปี ขณะที่ประเทศในอาเซียนอย่างเวียดนามและกัมพูชามีอัตราการเติบโตสูงกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุด เป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

    นายพรชัย กล่างว่า นับตั้งแต่เป็น สว. ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลครั้งที่ 3 ในรอบประมาณ 1 ปีครึ่งเท่านั้น จึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลที่เดินแล้วสะดุดเช่นนี้ จะสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้อย่างไร จึงเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยใช้เพียงการตั้งกรรมาธิการร่วม สส.-สว. จำนวนไม่มาก เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการ ซึ่งหากได้รัฐธรรมนูญที่ดีขึ้น จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ความโปร่งใสเพิ่มขึ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบองค์กรอิสระได้มากขึ้น

    “ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องมีแผนงานและลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด”นายพรชัย กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/968488/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dvxnp508GHThqjjiQ-FKE

  • อบจ.สงขลาเปิดโครงการ “เทศกาลทองอุไรบาน ณ บ้านวังปริง” | เดลินิวส์

    อบจ.สงขลาเปิดโครงการ “เทศกาลทองอุไรบาน ณ บ้านวังปริง” | เดลินิวส์

    ที่ ถนนเฉลิมพระเกียรติ เส้นทางสร้างสุข สายคลองแงะ–วังปริง ตำบลเขามีเกียรติ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เทศกาลทองอุไรบาน ณ บ้านวังปริง” โดยมีนายปรีชัย สนิทมัจโณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขามีเกียรติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอสะเดา และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

    นายสุพิศ กล่าวว่า การจัดงานเทศกาลทองอุไรบานในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งเสริมและต่อยอดศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชน โดยนำความโดดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ โดยเฉพาะความงดงามของดอกทองอุไรที่บานสะพรั่งตลอดสองข้างทางถนน มาพัฒนาเป็นจุดเช็คอินและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของอำเภอสะเดาและจังหวัดสงขลา

    นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนเกิดความรัก หวงแหน และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงแนวคิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของตนเองอย่างแท้จริง และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5715689/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkUgCn7VCsPQmRVDSJUpv