Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าไทย ชี้ตั้งรัฐบาลเร็ว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หวัง ครม.เศรษฐกิจมีเอกภาพ

    หอการค้าไทย ชี้ตั้งรัฐบาลเร็ว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หวัง ครม.เศรษฐกิจมีเอกภาพ

    วันนี้ ( 31 มี.ค.2569 ) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนามของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือ “ครม.อนุทิน 2” ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้ามาปฏิบัตหน้าที่ต่อเนื่องสามารถจัดตั้งรัฐบาลและมีคณะรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยกำลังถูกรายล้อมด้วยความท้าทายและปัญหามากมาย ทั้งประเด็นภายในและภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเราโดยตรง

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

     ดังนั้น การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารงานอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้สามารถเดินหน้าและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างๆ ได้ ซึ่งทางภาคเอกชนเองมีความเชื่อมั่นว่า คณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามานี้ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารงานเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็น คือ รูปแบบการทำงานของ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีการบูรณาการข้ามกระทรวง มีความเป็นเอกภาพสูง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจบริบทของการแข่งขันในเวทีโลก เพื่อให้รับมือกับความผันผวนได้อย่างทันท่วงที สำหรับการแต่งตั้งที่ปรึกษาหรือคณะทำงานของรัฐมนตรีแต่ละคนก็เชื่อว่าจะสามารถดึงเอาคนเก่งคนดีที่รู้จริงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้

    สำหรับสิ่งที่ภาคเอกชนได้เตรียมความพร้อมและอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนั้น นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว เราอยากให้มีแผนงานที่ชัดเจนและทำได้จริงอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องเริ่มใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

     โดยยังต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น การรับมือภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ในยุค Geo-war รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การค้าที่แม่นยำ ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ เพื่อหาจุดแข็งในการส่งออก ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับการลงทุน และที่สำคัญที่สุดคือ การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและค่าไฟให้มีเสถียรภาพและแข่งขันได้

    การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อลดต้นทุนประเทศ ทั้งการปฏิรูประบบราชการที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างแท้จริงเพื่อลดภาระของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น เพื่อลดค่าเสียโอกาสมหาศาลของประเทศ โดย เรามีทั้งข้อเสนอ Reinvent Thailand และ คณะทำงาน กกร และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption พร้อมเดินหน้ากับรัฐบาล  และการฟื้นฟูรากฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ภาพประกอบข่าว หอการค้าไทย ชี้ตั้งรัฐบาลเร็ว ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ หวัง ครม.เศรษฐกิจมีเอกภาพ

    โดยเฉพาะภาคการเกษตร ที่กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหากแก้ได้ จะเป็นการปลดล็อกวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยให้เติบโตในระดับโลก นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูล SME ให้ชัดเจน เพื่อให้ออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด พร้อมนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล AI และ Sustainability มาช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย

    โดยหอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลใหม่ เชื่อมภาคเอกชน และร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อนำพาประเทศไทยผ่านช่วงที่ท้าทายนี้ไปด้วยกัน และหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่จะเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหารอบด้าน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และร่วมกันแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไปด้วยกัน

    อ่านข่าว:

    โปรดเกล้าฯ “คณะรัฐมนตรีอนุทิน 2”

    นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่แล้ว มั่นใจเปลี่ยนผ่านรัฐบาลไม่สะดุด

    ตะวันออกกลางระอุ นักวิชาการมั่นใจไม่กระทบ ผู้แสวงบุญ “พิธีฮัจย์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ExGW2LsBf6X-rWm7WqNFz

  • เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ. ส่งสัญญาณชะลอตัว จับตาแรงกดดันส่งออก-ท่องเที่ยววูบ

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เผิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยมีสาเหตุสำคัญจากการลดลงของการส่งออกและรายรับภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญปัจจัยชั่วคราว รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่อ่อนตัวลงหลังสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ 

    อุปสงค์ในประเทศชะลอตัว หลังหมดแรงส่ง EV 3.0  ท่องเที่ยววูบ

    ในด้านอุปสงค์พบว่า การบริโภคภาคเอกชนปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดสินค้าคงทนจากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนหน้าที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง สอดคล้องกับกิจกรรมในภาคการค้าและยอดจำหน่ายยานยนต์ที่ลดลง

    ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยว รายรับปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มตลาดระยะไกลที่เดินทางเข้ามามากไปแล้วในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและมาเลเซียลดลงเนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลรอมฎอน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกจากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน 

    ส่งออก-การผลิตอุตสาหกรรม เผชิญปัจจัยลบชั่วคราว

    ด้านอุปทานและภาคการต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง โดยเฉพาะในหมวดปิโตรเลียมและอัญมณีที่เร่งตัวไปมากในเดือนก่อน ส่งผลต่อเนื่องให้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในทุกกลุ่ม โดยกลุ่มปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามแผน ขณะที่หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง

    ,

    การลงทุนเอกชน-งบรัฐฯ ยังทำหน้าที่เครื่องยนต์หลัก

    ท่ามกลางภาวะการชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนกลับขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์จากการนำเข้าสินค้าทุนสุทธิกลุ่มคอมพิวเตอร์ รวมถึงหมวดก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นทั้งอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม

    นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวโดดเด่น ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานด้านคมนาคมและโครงการภายใต้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ: เงินเฟ้อติดลบ-ค่าเงินบาทผันผวน

    สำหรับด้านเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้น มาอยู่ที่ร้อยละ -0.88 จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาหมวดอาหารสดที่ลดลงตามปริมาณผลผลิตผักและเนื้อสัตว์ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกที่ 0.56%  ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล 2.1 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ตามดุลการค้าที่เกินดุลจากการนำเข้าที่ลดลง

    ในส่วนของ ค่าเงินบาท มีความผันผวนสูง โดยแข็งค่าในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จากเสถียรภาพการเมืองที่ชัดเจนหลังการเลือกตั้ง แต่กลับมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมีนาคมตามการแข็งค่าของดอลลาร์ สรอ. และความกังวลต่อผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง

    ประเด็นเฝ้าระวังระยะข้างหน้า ธปท. ชี้เป้า 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ 

    1. พัฒนาการความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
    2. การปรับตัวของธุรกิจและประชาชนต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น
    3. ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M6_sd-vKLPfVIVFCumgrb

  • สงครามอิหร่าน: ย้อนดูวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โลกปั่นป่วนแค่ไหน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุด  – BBC News ไทย

    สงครามอิหร่าน: ย้อนดูวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 โลกปั่นป่วนแค่ไหน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุด – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, James Pozarik/Liaison via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, วิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลก
      • Author, เรเชล คลันน์
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    การปิดเส้นทางขนส่งทางน้ำที่มีความสำคัญต่ออุปทานพลังงานโลกตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก่อให้เกิดกระแสคำเตือนว่าทั่วโลกอาจกำลังเผชิญปัญหารุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970

    ลาร์ส เยนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและอดีตผู้อำนวยการบริษัทเดินเรือ เมอส์ก (Maersk) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ อาจใหญ่หลวงกว่าภาวะปั่นป่วนทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 อย่างมีนัยสำคัญ

    ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้จะออกมาให้ความเห็นข้างต้น ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล ก็เคยออกมาเตือนเมื่อต้นเดือนนี้ (มี.ค.) ว่าโลกกำลัง “เผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

    “สถานการณ์นี้ใหญ่กว่าวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 และยังรุนแรงกว่าความปั่นป่วนด้านราคาก๊าซธรรมชาติที่เราเคยเจอจากเหตุการณ์รัสเซียรุกรานยูเครน” เขากล่าวกับบีบีซี

    อย่างไรก็ตาม แม้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความปั่นป่วนต่ออุปทานทั่วโลก แต่นักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่าโลกในปัจจุบันมีความสามารถรองรับวิกฤตได้มากกว่าเดิม

    เกิดอะไรขึ้นในวิกฤตน้ำมันช่วงทศวรรษ 1970

    วิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 “มีพื้นฐานที่แตกต่าง” จากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากภาวะช็อกน้ำมัน (oil shock) ครั้งแรกในยุคนั้นเป็น “ผลจากการตัดสินใจทางนโยบายโดยเจตนา” ดร.แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทคริสตอล เอนเนอร์จี (Crystol Energy) กล่าวกับบีบีซี

    ในเดือน ต.ค. 1973 กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาหรับประกาศคว่ำบาตรต่อกลุ่มประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการที่กลุ่มประเทศเหล่านั้นสนับสนุนอิสราเอลในสงครามยมคิปปูร์ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศมุสลิมและอิสราเอลในขณะนั้น ทั้งนี้มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวดำเนินควบคู่กับการปรับลดการผลิตน้ำมันโดยประสานงานกันอย่างเป็นระบบ

    “ผลลัพธ์คือ ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบสี่เท่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน” นัคเลกล่าว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สถานการณ์นี้นำไปสู่การจำกัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่หลายแห่ง และนัคเลระบุว่า วิกฤตครั้งนั้นได้ก่อให้เกิด “ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลก” ซึ่งส่งผลกระทบตามมาอย่างยาวนาน

    ดร.เทียร์นัน ฮีนีย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ อธิบายว่าเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เงินเฟ้อก็เพิ่มสูงขึ้นตามมาในทุกภาคส่วน “ทำให้ภาคธุรกิจต้องลดกิจกรรมต่าง ๆ ลง และอัตราการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้น”

    “ผลกระทบที่ตามมาในวงกว้างนั้นสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างทางสังคมของหลายประเทศ เกิดการประท้วง การหยุดงานจำนวนมาก และความยากจนเพิ่มขึ้น เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากไม่สามารถประคับประคองค่าใช้จ่ายได้” เขากล่าว

    ทั้งสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต่างประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยยาวนานตั้งแต่ปี 1973 ถึง 1975 โดยวิกฤตครั้งนั้นยังมีส่วนทำให้รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมของเท็ด ฮีธ ในสหราชอาณาจักรต้องสิ้นสุดลงในปี 1974 ด้วย

    เกิดอะไรขึ้นในวิกฤตน้ำมันครั้งล่าสุด

    นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีทางเดินเรือแคบเป็นอย่างยิ่งก็ถูกปิดไม่ให้ใช้เดินเรือได้โดยปริยาย

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการไหลเวียนของการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญจากบรรดาประเทศในอ่าวอาหรับต้องหยุดชะงักลง ซึ่งตามปกติแล้วภูมิภาคนี้มีการส่งออกน้ำมันคิดเป็นราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พยายามสารพัดวิธีให้การส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับกลับมาดำเนินได้อีกครั้ง ทั้งเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบคุ้มกันเรือพาณิชย์ และการขู่จะโจมตีอิหร่านหนักขึ้น หากไม่ยอมให้เรือผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม เยนเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาเวสปุชชี มาริไทม์ (Vespucci Maritime) ให้สัมภาษณ์ในรายการทูเดย์ (Today) ของบีบีซีว่า น้ำมันจำนวนมากที่ออกจากภูมิภาคอ่าวอาหรับตั้งแต่ช่วงเดือนก่อนยังคงทยอยไปถึงโรงกลั่นในหลายภูมิภาคของโลก แต่สายอุปทานนั้นกำลังจะขาดห้วงลงในไม่ช้า

    “ดังนั้น การขาดแคลนน้ำมันที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ มีแต่จะเลวร้ายลง แม้ว่าจะมีปาฏิหาริย์ให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ก็ตาม” เขากล่าว

    “เราจะต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงอย่างมาก ไม่เพียงในระหว่างที่วิกฤตนี้ยังดำเนินอยู่ แต่ยังรวมถึงช่วง 6-12 เดือนหลังจากสถานการณ์ยุติด้วย”

    วิกฤตตอนนี้จะเลวร้ายยิ่งกว่าภาวะช็อกน้ำมันในทศวรรษ 1970 หรือไม่

    ทั้งนี้ ดร.แคโรล นัคเล นักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอีกตำแหน่งของเธอคือเลขาธิการสโมสรพลังงานอาหรับ กล่าวว่าตลาดน้ำมันในปัจจุบันมีความหลากหลายมากกว่าช่วงทศวรรษ 1970 และปริมาณการใช้น้ำมันโดยรวมก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    เธอมองว่า แม้ราคาน้ำมันในขณะนี้จะอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์วิกฤตยังไม่รุนแรงเท่าในอดีต

    “แม้ว่าความปั่นป่วนด้านปริมาณอุปทานที่เราเห็นในขณะนี้จะมีความรุนแรง และอาจนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ แต่ตลาดมีความยืดหยุ่นมากกว่าในทศวรรษ 1970 อย่างมาก” เธอกล่าว

    “ตลาดมีความหลากหลายมากขึ้น พึ่งพาน้ำมันน้อยลง และมีระบบป้องกันความเสี่ยงรวมถึงกลไกตอบสนองฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม”

    อย่างไรก็ตาม โจเอล แฮนค็อก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของเนทิกซิสซีไอบี (Natixis CIB) กล่าวว่าความแตกต่างสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ วิกฤตในทศวรรษ 1970 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก ซึ่งมีศักยภาพด้านการเงินและ “อำนาจทางการเมือง” ในการรับมือ

    แต่สถานการณ์ปัจจุบันกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาซึ่ง “ขาดกลไกสถาบันและความแข็งแกร่งด้านการเงินและการคลังที่จะจัดการกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก็ไม่ใช่ปัจจัยในวิกฤตเมื่อทศวรรษ 1970 แต่เป็นปัญหาในวิกฤตระลอกปัจจุบัน

    แฮนค็อกกล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้ “จะยุติได้ก็ต่อเมื่อสงครามลดระดับความตึงเครียดลง”

    ฮีนีย์กล่าวว่า ยังมีปัจจัยบางอย่างในปัจจุบันที่เป็นประโยชน์ต่อโลก เช่น ความเข้าใจต่อระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และจำนวนประเทศที่มีสำรองน้ำมันเพิ่มมากขึ้น

    “ความเสี่ยงสำคัญคือวิกฤตอาจยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้ความคาดหวังในอนาคตเลวร้ายลงมาก” เขากล่าว

    “สถานการณ์ที่ดีที่สุดคือการยุติความขัดแย้งครั้งนี้ให้เร็วที่สุด และฟื้นฟูเสถียรภาพในระดับหนึ่งให้ฟื้นกลับมา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5y76dpykqro.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22DxB7h3B2e7ap4xZOKBpn

  • ชี้น้ำมันแพงทุบเศรษฐกิจเดี้ยง หวั่นไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อแบบฟุบ

    ชี้น้ำมันแพงทุบเศรษฐกิจเดี้ยง หวั่นไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อแบบฟุบ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2921244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KrzrDi0U0udDOLIkifvvd

  • Dow มอบทุนการศึกษา จุดพลังคนรุ่นใหม่สาย STEM ปูทางสู่วิศวกร เปิดทางสู่โลกการทำงานจริง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Dow มอบทุนการศึกษา จุดพลังคนรุ่นใหม่สาย STEM ปูทางสู่วิศวกร เปิดทางสู่โลกการทำงานจริง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ผ่านการจัดพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2569 จำนวน 8 ทุน รวมมูลค่า 160,000 บาท ให้แก่นิสิตและนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีและความประพฤติดี ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย จาก 4 สถาบันชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยบูรพา

    นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการศึกษา ผู้ได้รับทุนยังมีโอกาสเข้าร่วมฝึกงานกับโรงงานของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ทั้งในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนและรูปแบบสหกิจศึกษา เพื่อเปิดประสบการณ์การทำงานจริง เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    พิธีมอบทุนจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวนุช เบญจพรบัญญัติ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน และนางสาวสุวธิดา ศรียะพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและส่งเสริมประสบการณ์พนักงาน เป็นผู้มอบทุนการศึกษา

    นางสาวนุช เบญจพรบัญญัติ กล่าวว่า “Dow เชื่อมั่นว่าการลงทุนในเยาวชน คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ทุนการศึกษานี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่สายอาชีพด้าน STEM ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและสังคมอย่างยั่งยืน เราหวังว่าเยาวชนทุกคนจะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปต่อยอดสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในอนาคต”

    โครงการทุนการศึกษาของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างบุคลากรควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน STEM เพื่อพัฒนากำลังคนคุณภาพ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/31/629872/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aWoPbzMcTzZUlhsC98FdT

  • Isuzu เปิดโอกาสให้น้องๆ มัธยมถ่ายทอดคุณค่าของ “Trusted Buddy”

    Isuzu เปิดโอกาสให้น้องๆ มัธยมถ่ายทอดคุณค่าของ “Trusted Buddy”

    ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทลรอบชิงชนะเลิศ

    บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ ในหัวข้อ “Trusted Buddy (เพื่อนที่ไว้วางใจได้เสมอ) มีคุณค่าต่อชีวิตคุณอย่างไร?” เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการผ่านผลงานศิลปะดิจิทอล ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 500,000 บาท พร้อมร่วมกิจกรรม Workshop กับกนต์ธร เตโชฬาร เจ้าของเพจ Art of Hongtae ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดิจิทอล ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

    ฮิโรยาสุ ซาโต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่เราได้นำรูปแบบการประกวดวาดภาพดิจิทอล มาประยุกต์สำหรับ “โครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากการแข่งขันวาดภาพโปสเตอร์แบบดั้งเดิม ที่ส่งเสริมการแสดงออกทางศิลปะของเยาวชนไทยมาตั้งแต่ปี 2535 โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดมากกว่า 400 ผลงาน จากนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลายทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทักษะด้านดิจิทอลได้อย่างน่าประทับใจ”

    ผลงานศิลปะที่ส่งเข้าประกวดรอบคัดเลือกในหัวข้อ “Soft Power ไทย หลากหลายกว่าที่คุณคิด” ได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตัดสินทั้งในรอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย

    • รศ.ดร.ศุภชัย อารีรุ่งเรือง คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

    • ผศ.ดร.วิชญ มุกดามณี รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร

    • ผศ.อนุพงษ์ จันทร คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ 

    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

    รอบชิงชนะเลิศจัดการแข่งขันในรูปแบบการวาดภาพดิจิทอลสดภายในเวลา 3 ชั่วโมง โดยประกาศหัวข้อซึ่งกำหนดขึ้นใหม่ภายในงานก่อนเริ่มการแข่งขันเพียงไม่กี่นาที เพื่อทดสอบทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สำหรับหัวข้อการแข่งขันในปีนี้ ได้นำแนวคิด “Trusted Buddy” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ Isuzu (อีซูซุ) ในประเทศไทย มาประยุกต์เป็นหัวข้อในการแข่งขันวาดภาพดิจิทอลรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยใช้ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการตีความความหมายของคำว่า Trusted Buddy ในมุมมองของตนเอง และถ่ายทอดผ่านผลงานศิลปะให้เห็นถึงคุณค่า และความหมายของแนวคิดนี้ต่อชีวิตของพวกเขา โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับธุรกิจของ Isuzu

    ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ

    • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

    – รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ณัฐภัสสร ใยย้อย โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร 

    ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    – รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ กชกร วิริยะวนิช โรงเรียนเกาะจันทร์พิทยาคาร จังหวัดชลบุรี 

    ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    – รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ พงศกร สาวิสัย โรงเรียนเลยพิทยาคม จังหวัดเลย

    ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    – รางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

    1. กัญญาณัฐ เหลารื่น โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์

    2. วิลาสินี ชัยชนะ โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ กรุงเทพมหานคร

    3. ปภังกร สายญาติ โรงเรียนพนัสพิทยาคาร จังหวัดชลบุรี

    4. กิตติ เล็บครุฑ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จังหวัดขอนแก่น

    5. ทนุวา สุขเกษม โรงเรียนสันป่าตองวิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่

    6. สุธี พลสังข์ โรงเรียนสว่างบริบูรณ์วิทยา จังหวัดชลบุรี

    • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

    – รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ธนกฤต มีศิริ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร 

    ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    – รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ณรัฐวัลย์ อนนตะชัย โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร

    ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    – รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ทิวาวรรณ ฉายแสง โรงเรียนวังจันทร์วิทยา จังหวัดระยอง

    ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

    – รางวัลชมเชยจำนวน 7 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

    1. วาสนา สุโกกี โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์

    2. สุคนธวา สุวรรณชาตรี โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๒ สงขลา จังหวัดสงขลา

    3. ณภาภัช คุณานนท์ โรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร

    4. ชนะเทพ สร้างสุข โรงเรียนนครพนมวิทยาคม จังหวัดนครพนม 

    5. เศกศักดิ์ เอียดนุช โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จังหวัดพัทลุง

    6. ศศิธร ชดช้อย โรงเรียนเกาะจันทร์พิทยาคาร จังหวัดชลบุรี

    7. นฤพล หยองวังปา โรงเรียนสันติวิทยาสรรพ์ จังหวัดเลย

    ณัฐภัสสร ใยย้อย โรงเรียนโยธินบูรณะ กรุงเทพมหานคร รางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เล่าถึงไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานรอบชิงชนะเลิศว่า “หนูคิดว่าเพื่อนของหนูก็คือ “ศิลปะ” นี่แหละค่ะ เพราะว่าหนูรักการวาดรูปมาตลอด หนูเลยเลือกศิลปะเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์ผลงาน หนูคิดว่าหัวข้อนี้ก็มีทั้งความยาก และง่าย เราต้องตีความออกมาในรูปแบบของเรา คำว่าเพื่อนที่เราไว้ใจที่สุด แล้วก็มีคุณค่าสำหรับเราก็ไม่เหมือนกันแต่สำหรับหนูก็คือศิลปะ หนูอยากจะเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคนมาร่วมสร้างผลงานกับ Isuzu จะได้เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็จะได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนใหม่ๆ ด้วยค่ะ”

    ธนกฤต มีศิริ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า กรุงเทพมหานคร รางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เผยว่า “แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “Trusted Buddy (เพื่อนที่ไว้วางใจได้เสมอ) มีคุณค่าต่อชีวิตคุณอย่างไร?” ตอนแรกผมก็ตีไปว่าเพื่อนแบบยืนเป็นเพื่อนคู่กัน แต่พอคิดไปคิดมาคำว่าเพื่อนก็ใช้ได้หลายแบบ ทั้งสัตว์เลี้ยง ครอบครัว ครู แล้วก็งานอดิเรกของเราก็เป็นเพื่อนของเราได้ในยามที่เราเหงา ตอนแรกก็คิดว่าหัวข้อนี้ยากเพราะว่าผมเป็นคนเพื่อนน้อย ไม่ค่อยมีเพื่อน แต่สุดท้ายก็พยายามคิดให้มันนอกกรอบไม่ซ้ำใคร การแข่งขันนี้สนุกดีครับ ผมขอเชิญชวนเพื่อนๆ ให้มาลองแข่งขันวาดรูปกับ Isuzu นะครับ แถมยังได้ฟังวิทยากรมาให้ความรู้ด้านศิลปะ วันนี้สนุกมากเลยครับ”

    นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote จำนวน 10 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 5 คน จะได้รับทุนการศึกษา คนละ 2,500 บาท ทั้งนี้สามารถติดตามประกาศรางวัลในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2568 ได้ที่ https://isuzuyouthrelations.com/ และสามารถติดตามข่าวสารของ Isuzu เพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/571234&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Xf8XyCzPHSdAoLU1Yzg7

  • ประวัติ “ลำเนา อยู่บำรุง” คู่ชีวิต “เฉลิม อยู่บำรุง” เสียชีวิตอย่างสงบ

    ประวัติ “ลำเนา อยู่บำรุง” คู่ชีวิต “เฉลิม อยู่บำรุง” เสียชีวิตอย่างสงบ

    เปิดประวัติ “ลำเนา อยู่บำรุง” คู่ชีวิต “เฉลิม อยู่บำรุง” เพิ่งฉลองครบรอบแต่งงาน 56 ปี ไปเมื่อปลายปี 2568 คุณแม่ของลูกชายทั้ง 3 คน “อาจหาญ-วัน-ดวง”

    หลังจากที่ “วัน อยู่บำรุง” ได้แจ้งข่าวการ นางลำเนา อยู่บำรุง คุณแม่ได้เสียชีวิตอย่างสงบ ส่วนกำหนดการต่าง ๆ ทางครอบครัว จะได้แจ้งให้ทราบต่อไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ประวัติ นางลำเนา อยู่บำรุง

    สำหรับ นางลำเนา อยู่บำรุง ชื่อเล่น แป้น เป็นบุตรของนายประเสริฐ คำสุภาพ 

    สมรสกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อปี 2512 และเพิ่งจะฉลองแต่งงานครบรอบ 56 ปี ไปเมื่อช่วงปลายปี 2568 มีบุตรชายด้วยกัน 3 คน คือ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง, ร.ต.ต.วัน อยู่บำรุง (หนุ่ม) และ พ.ต.ต.ดวง อยู่บำรุง 

    จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษา โรงเรียนย่านบางขุนเทียน, มัธยมศึกษา โรงเรียนสิงหราชพิทยาคม จากนั้นศึกษาต่อที่ วิทยาลัยครูสวนดุสิต และจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน 

    ประวัติการทำงาน นางลำเนา อยู่บำรุง เคยเป็นครูโรงเรียนวัดโพธิ์ทอง ก่อนเลื่อนขั้นเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ทอง จากนั้น ปี 2542 ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง และลาออกในปี 2544

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2923566&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NWzmICjE22IiiN9Q9OBZb

  • สพฐ.มอบหมายผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรรมการในคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด

    สพฐ.มอบหมายผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรรมการในคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหนังสือที่ ศธ 04009/ว523 เรื่อง การมอบหมายผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรรมการในคณะกรรมการ ศึกษาธิการจังหวัด

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศแต่งตั้งผู้แทนเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ครบทั้ง 76 จังหวัด เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณอายุราชการและการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อื่น มุ่งเน้นให้การบริหารงานบุคคลในส่วนภูมิภาคเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

    โดย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ 04009/ว523 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 เรื่อง การมอบหมายผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โดยสาระสำคัญของการประกาศในครั้งนี้ คือการยกเลิกประกาศฉบับเดิม (ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567) และแต่งตั้งผู้แทนชุดใหม่ตามรายชื่อแนบท้ายประกาศ เพื่อให้การบริหารจัดการศึกษาระดับจังหวัดขับเคลื่อนไปได้อย่างไร้รอยต่อโดยมีรายละเอียด ดังนี้





    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสารแนบ

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93259&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22w_HfPZKuXg7_rSbOp9uA

  • ผู้นำญี่ปุ่น-อินโดฯจับมือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจ เล็งร่วมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    ผู้นำญี่ปุ่น-อินโดฯจับมือกระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจ เล็งร่วมรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย บรรลุข้อตกลงในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของญี่ปุ่นในการยกระดับความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อคานอิทธิพลของจีนในภูมิภาค

    ในการแถลงข่าวร่วมหลังการหารือที่กรุงโตเกียววันนี้ (31 มี.ค.) นายกฯ ทาคาอิจิเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้ยืนยันจุดยืนที่สอดคล้องกันในการรับมือกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอลกับฝ่ายอิหร่านได้สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านอุปทานพลังงาน และดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้พุ่งสูงขึ้น

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายกฯ ทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค. ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นรับปากจะช่วยอินโดนีเซียพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางทะเล

    นายกฯ ทาคาอิจิกล่าวว่า ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านที่มีสายสัมพันธ์ฉันมิตรมายาวนาน” ขณะที่ปธน.ปราโบโวกล่าวยกย่องความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่าเป็น “แบบอย่าง” ที่ดีเยี่ยมสำหรับนานาชาติ

    ผู้นำอินโดนีเซียยังระบุด้วยว่า ทั้งสองประเทศควร “ก้าวเดินไปด้วยกัน” ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยอันตราย พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะช่วย “ลดความตึงเครียด” ซึ่งเป็นนัยว่าหมายถึงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่

    ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมองว่าความร่วมมือกับอินโดนีเซียเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันวิสัยทัศน์อินโด-แปซิฟิก “ที่เสรีและเปิดกว้าง” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลโตเกียวใช้เพื่อตอบโต้การขยายอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจของจีน

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและอินโดนีเซียได้กระชับความร่วมมือทางทหารอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมรบร่วม หรือการที่ญี่ปุ่นมอบยุทโธปกรณ์ผ่านกรอบ “ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงอย่างเป็นทางการ” ให้แก่กลุ่มประเทศที่มีจุดยืนเดียวกัน

    ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้สร้างความสั่นคลอนอย่างหนักต่อความมั่นคงทางพลังงานในเอเชีย เนื่องจากน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขณะนี้ถูกกองกำลังอิหร่านปิดกั้นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    แหล่งข่าวทางการเปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยกว่า 90% นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่อินโดนีเซียพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวราว 20-25%

    ปธน.ปราโบโวเดินทางเยือนกรุงโตเกียวอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (30 มี.ค.) ผู้นำอินโดนีเซียได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ แห่งญี่ปุ่นด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04D6Xlq6RkWfdDksceWrPD

  • “เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับศก. สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่

    “เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง วางยุทธศาสตร์ “3T” ปรับศก. สู้วิกฤตพลังงาน-ระเบียบโลกใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (31 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานสัมมนา Battle Strategy 2026: Winning the New World Order พลิกเกมรบ ชิงชัยเศรษฐกิจ ทะยานสู่เป้าหมาย GDP 3% บนสมรภูมิระเบียบโลกใหม่ ณ PARAGON HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความท้าทาย โดยย้อนถึงการขึ้นเวที Battle Strategy ครั้งแรกในช่วงสถานการณ์โควิดที่ต้องปรับรูปแบบเป็นการถ่ายทอดสดจากสตูดิโอ ซึ่งเป็นการปรับตัวในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา และสามารถผ่านพ้นไปได้ แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการผ่านวิกฤต แต่ต้องทำให้ดีกว่าเดิม โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ วิกฤตโควิดบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป สิ่งสำคัญคือการยอมรับความเป็นจริงว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่อยู่ในโลกที่พึ่งพาน้ำมัน สู่สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความขัดแย้งในโลกยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใช้มานานหลายสิบปีได้รับผลกระทบในวงกว้าง ไม่ต่างจากช่วงโควิด

    นายเอกนิติ ระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่สามารถมองระยะสั้นได้ แต่ต้องคิดในระยะยาว โดยผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ พร้อมเสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ “3T” ได้แก่ Target, Transition และ Transform

    ในส่วนของ Target ระบุว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้หลายประเทศยกเลิกการอุดหนุนราคา เนื่องจากไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ จึงต้องปรับแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด และการอุดหนุนราคาจะส่งผลให้ทุกกลุ่มได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ทั้งที่กลุ่มรายได้น้อยควรได้รับการช่วยเหลือมากกว่า

    พร้อมกันนี้ ต้องเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของประเทศ โดยระบุว่า ได้หารือกับบริษัทไมโครซอฟท์ ซึ่งมีแผนลงทุนในไทยไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัย รวมถึงต้องผลักดันภาคเกษตรให้ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า ตลอดจนส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รถยนต์ไฟฟ้า และ Wellness ควบคู่กับการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพเข้ามาทำงานในประเทศ

    ด้าน Transition เน้นการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด (Green Energy) เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มไม่กลับไปอยู่ในระดับต่ำ จากความเสียหายของโครงสร้างพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเสนอให้เร่งลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น โซลาร์ฟาร์ม และ Floating Solar ควบคู่กับการเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งไฟฟ้า (Direct PPP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

    นอกจากนี้ ยังชี้ว่าตลาดทุนจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการลงทุน โดยภาครัฐต้องมีนโยบายที่ชัดเจน และเร่งมาตรการของบีโอไอ เพื่อดึงดูดการลงทุนและสนับสนุนให้บริษัทสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนให้เติบโต

    ส่วน Transform เป็นการยกระดับคน โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ปัญหาโครงสร้างสังคม โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุ และการเพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการรายย่อย โดยยกตัวอย่างโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่จะนำ AI มาใช้วิเคราะห์ยอดขาย ช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ รวมถึงช่วยจัดทำข้อมูลทางการเงินเบื้องต้น พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังจะร่วมกับบีโอไอ นำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลา 6 เดือน

    นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจำเป็นต้องยอมรับความเป็นจริง หากยังยึดติดกับรูปแบบเดิมและยังคงอุดหนุนในลักษณะเดิม อาจไม่เพียงทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ยังเสี่ยงเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต

    ทั้งนี้ เห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยใช้กลไกตลาดทุนเป็นแหล่งเงินสำคัญ พร้อมผลักดันเครื่องมือใหม่ เช่น TISA เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/822816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GrvkpCoRgQCMAN9WZnfqf