Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569: เทรนด์เมืองรองโต เซนไดแซงโตเกียว

    ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569: เทรนด์เมืองรองโต เซนไดแซงโตเกียว

    ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569

    Trip.com Group เผยข้อมูลการจองล่าสุดพบว่า เทรนด์ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569 กำลังเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ นักท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มหนีความแออัดในเมืองหลัก หันไปสำรวจเมืองรองที่มีอัตราการเติบโตเกินกว่าโตเกียวอย่างชัดเจน พร้อมกระแส Screen Tourism ที่ดันยอดจองสถานที่ถ่ายทำซีรีส์พุ่งหลักร้อยเปอร์เซ็นต์

    ซีรีส์ดังปั้น “คามาคุระ” สู่จุดหมายฮิต

    แรงขับเคลื่อนสำคัญของปีนี้คือ Screen Tourism หรือการท่องเที่ยวตามรอยสื่อบันเทิง โดยรายงานของ Trip.com Group ระบุว่านักท่องเที่ยวกว่า 70% เลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่เห็นบนหน้าจอ

    ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดมาจากซีรีส์ Netflix เรื่อง Can This Love Be Translated? ที่นำเสนอภาพของ คามาคุระ และ เอโนชิมะ จังหวัดคานากาวะ ซึ่งห่างจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมง หลังซีรีส์ออกฉาย ตั๋วรถไฟไปคามาคุระพุ่ง +66% ต่อเดือน การจองโรงแรม +55% และกิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่โต +64% ต่อเดือน

    ฝั่ง K-Drama ก็มีบทบาทไม่แพ้กัน ตั้งแต่ Winter Sonata ที่ทำให้เกาะนามิกลายเป็นสัญลักษณ์โรแมนติก ไปจนถึงสวน ยออีโด ที่ปรากฏใน Squid Game และ The Penthouse จนกลายเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมของโซล

    เซนได-ซัปโปโร โตแซงโตเกียว

    แม้ Golden Route อย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต ยังคงสัดส่วนมากกว่าสองในสามของการจองทั้งหมด แต่เกือบ 1 ใน 3 ของการจองเริ่มกระจายสู่เมืองรองแล้ว และหลายเมืองมีอัตราการเติบโตที่ทิ้งห่างโตเกียว (31.5% YoY) อย่างเห็นได้ชัด

    นำโดย เซนได +89.7% YoY จุดเด่นคืออุโมงค์ซากุระริมแม่น้ำชิราอิชิ บรรยากาศเงียบสงบในช่วงกลางเดือนเมษายน ตามมาด้วย โอกินาวา +66.4% YoY ซากุระบานเร็วสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอากาศอบอุ่น, ซัปโปโร +56.2% YoY ซากุระยาวถึงต้นพฤษภาคม, และ ฟุกุโอกะ +54.9% YoY ที่ผสมเสน่ห์ชายฝั่งกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ อุทยานชินจูกุเกียวเอน ของโตเกียวยังคงครองอันดับ 1 ของโลกด้านการจองชมซากุระ

    ท่องเที่ยวชมซากุระ 2569

    เกาหลีใต้-จีน ดาวรุ่งซากุระระดับภูมิภาค

    ญี่ปุ่นอาจยังเป็นจุดหมายหลัก แต่เกาหลีใต้และจีนต่างติดอันดับ Top 5 จุดหมายชมซากุระที่ถูกค้นหามากที่สุดในโลก สะท้อนว่าตลาดนี้กำลังขยายออกสู่ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง

    ในเกาหลีใต้ คยองจู โตถึง +207% YoY และ เกาะเชจู +143% YoY ขณะที่ จินแฮ ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าภาพเทศกาลซากุระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้านจีน อุทยานซากุระผิงป้า ในกุ้ยโจวติดอันดับทัวร์ที่ถูกจองมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม ตามมาด้วยสวนซากุระอีสต์เลคในอู่ฮั่น และสวนประติมากรรมจิ้งอันในเซี่ยงไฮ้

    ผู้หญิงและครอบครัวเล็กคือกลุ่มขับเคลื่อนหลัก

    โปรไฟล์นักท่องเที่ยวชมซากุระปี 2569 มีความหลากหลายชัดเจน โดย 62.9% เป็นผู้หญิง กลุ่มอายุ 25–49 ปีคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจองทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ ทริปครอบครัวที่มีเด็กเล็ก +150% YoY และนักท่องเที่ยวอายุ 60 ปีขึ้นไป +29.5% YoY

    ภาพรวมชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวชมซากุระไม่ใช่แค่กิจกรรมตามฤดูกาล แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์ที่ถูกออกแบบจากอิทธิพลของสื่อ ข้อมูล และความต้องการหาพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น — และในปีนี้ “เมืองรอง” คือคำตอบที่ตลาดเลือก

    ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techoffside.com/2026/04/travel-sakura-2569-secondary-city-trend/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw366SEaR-_woD77IO4BD08I

  • อบจ. เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันหน้าปั๊ม 4.5 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระประชาชนและกระตุ้นท่องเที่ยวรับสงกรานต์ปี 2569

    อบจ. เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันหน้าปั๊ม 4.5 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระประชาชนและกระตุ้นท่องเที่ยวรับสงกรานต์ปี 2569

    อบจ.เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันชั่วคราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร หวังลดภาระค่าครองชีพและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

    เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เมื่อปัญหาน้ำมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่ประชาชนเชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ยังคุกคามชีวิตประจำวัน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานจากผลสะเทือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำถามที่ดังขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันจะขึ้นอีกเท่าไร” แต่กลายเป็นคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคือ “ถ้าราคายังขยับขึ้นต่อ คนท้องถิ่นจะพยุงชีวิตอย่างไร” และ “ก่อนถึงสงกรานต์ นักท่องเที่ยวจะยังกล้าเดินทางมาเชียงรายหรือไม่”

    คำตอบเบื้องต้นจากฝั่งท้องถิ่นในเวลานี้ คือการขยับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่อำนาจหน้าที่จะเอื้ออำนวย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานสมาพันธ์ อบจ. ภาคเหนือ เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบด้านพลังงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมโยนแนวคิดที่กำลังเป็นประเด็นสาธารณะอย่างมากออกมา นั่นคือการพิจารณางดจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราว แล้วผลักเงินส่วนนี้กลับไปเป็นส่วนลดที่หน้าปั๊ม เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อน้ำมันถูกลงในภาวะวิกฤต

    แม้ข้อเสนอนี้ยังไม่ใช่มาตรการที่ประกาศใช้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกจับตาอย่างมาก คือมันเป็นข้อเสนอที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงทันที ไม่ต้องรอแผนระดับชาติที่อาจใช้เวลา เพราะหากทำได้จริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายน้ำมันโดยตรง ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเชิงการเมืองและเชิงบริหารว่า ท้องถิ่นไม่ได้รอรับผลกระทบอย่างเดียว แต่พยายามใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่เข้ามาประคองสถานการณ์

    ท้องถิ่นกำลังเดินในพื้นที่ที่ทำได้ แต่ยังต้องรอกฎหมายรองรับ

    ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สะท้อนชัดว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกโยนขึ้นมาแบบลอยๆ หากแต่มีการคำนวณเบื้องต้นไว้แล้วว่า ภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากหัวจ่ายน้ำมันที่ อบจ.เชียงราย จัดเก็บอยู่ มีอัตราราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร และหากงดจัดเก็บชั่วคราวในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้รายได้ที่ อบจ. จะได้รับลดลงราว 4 ล้านบาทเศษ ซึ่งฝ่ายการเมืองท้องถิ่นประเมินว่าเป็นวงเงินที่ยอมรับได้ หากแลกกับการบรรเทาภาระของประชาชนทั้งจังหวัดในช่วงที่สถานการณ์ตึงตัว

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องย้ำให้ชัด คือการงดจัดเก็บดังกล่าวไม่สามารถทำได้ด้วยคำประกาศทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ตั้งแต่การเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชิญผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันมาหารือเพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน การนำเรื่องเข้าสภา อบจ. และเมื่อสภาเห็นชอบแล้ว ยังต้องเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามก่อนประกาศใช้จริงได้ ดังนั้น ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 สิ่งที่เชียงรายมีอยู่จึงยังเป็น “ข้อเสนอที่กำลังเร่งผลักดัน” ไม่ใช่ “สิทธิส่วนลดที่มีผลแล้วทั่วจังหวัด”

    ตรงนี้คือจุดที่ทำให้ชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ปักธงมาเที่ยวเชียงรายมีทั้งความหวังและข้อจำกัดอยู่ในเวลาเดียวกัน เพราะหากมองจากมุมประชาชน ข้อเสนอแบบนี้ดูเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่หากมองจากมุมกฎหมายท้องถิ่นและการคลังสาธารณะ ทุกขั้นตอนต้องทำให้รัดกุม มิฉะนั้นมาตรการที่ตั้งใจช่วยเหลืออาจกลายเป็นประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจได้

    • กลไกการช่วยเหลือ: ปกติ อบจ. เชียงราย จะจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันที่ 4.45 สตางค์ต่อลิตร (สร้างรายได้ประมาณ 19 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา)
    • นโยบายใหม่: อบจ. เตรียมงดเก็บภาษีส่วนนี้เป็นเวลา 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่า ปั๊มน้ำมันต้องนำส่วนที่ อบจ. ไม่เก็บ ไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในสัดส่วนที่เท่ากัน”
    • Timeline: * ภายใน 3 วัน: ออกประกาศรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
      • หารือผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันกว่า 200-300 รายทั่วจังหวัด
      • 8 เมษายน: เสนอเข้าสภา อบจ. เพื่อขอมติเห็นชอบ
      • 9 เมษายน: หากผู้ว่าฯ ลงนาม สามารถประกาศใช้ได้ทันที

    รายได้ภาษีที่หายไปประมาณ 4 ล้านเศษในช่วง 3 เดือนนี้ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับการได้ช่วยลดค่าครองชีพให้คนเชียงราย เพราะน้ำมันขึ้นราคาหนึ่งอย่าง สินค้าอื่นก็ขึ้นตามหมด” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าว

    ตัวเลขจากกราฟที่แนบมาบอกอะไรกับสังคมเชียงราย

    กราฟประกอบที่แนบมาให้ภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก และควรถูกอ่านอย่างจริงจังก่อนจะตัดสินว่าข้อเสนอคืนภาษีน้ำมัน “เล็กเกินไป” หรือ “ช่วยได้จริงแค่ไหน”

    กราฟแรกแสดงจำนวนสถานประกอบการน้ำมันในจังหวัดเชียงรายตามปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 โดยจัดเก็บในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์ พบว่าจำนวนสถานประกอบการในฐานการจัดเก็บลดลงต่อเนื่องจาก 667 แห่ง ในปี 2566 เหลือ 641 แห่ง ในปี 2567 ลดลงอีกเป็น 609 แห่ง ในปี 2568 และเหลือ 529 แห่ง ในปี 2569 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้เชียงรายยังมีฐานภาษีด้านน้ำมันอยู่มาก แต่ฐานดังกล่าวไม่ได้ขยายตัว หากกลับหดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ขณะที่กราฟที่สองแสดงรายรับภาษีบำรุง อบจ. จากการค้าน้ำมัน เปรียบเทียบงบประมาณรับจริงในปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 พบว่า ปี 2566 ตั้งงบไว้ 14 ล้านบาท แต่รับจริง 15,893,678.73 บาท ปี 2567 ตั้งงบ 14 ล้านบาท รับจริง 17,771,428.58 บาท ปี 2568 ตั้งงบ 18 ล้านบาท รับจริง 19,611,032.40 บาท และปี 2569 ตั้งงบ 18.6 ล้านบาท แต่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 รับจริงอยู่ที่ 9,679,758.95 บาท

    ตัวเลขเหล่านี้บอกเราหลายอย่างพร้อมกัน ข้อแรก เชียงรายมีรายได้จากภาษีส่วนนี้ในระดับหลายสิบล้านบาทต่อปีจริง จึงไม่ใช่ข้อเสนอที่ไร้ฐานทางการเงิน ข้อสอง หากงดจัดเก็บบางช่วง รายได้ที่หายไปอาจอยู่ในระดับที่ท้องถิ่นยังพอรับได้เมื่อเทียบกับขนาดงบประมาณทั้งองค์กร ข้อสาม มาตรการนี้แม้จะไม่สามารถชดเชยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด แต่ก็อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบรรเทาเฉพาะหน้าและเป็นการ “คืนเงินจากฐานภาษีเดิมกลับสู่ผู้ใช้น้ำมัน” ในช่วงที่ประชาชนแบกรับต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น

    กล่าวอีกแบบหนึ่ง มาตรการนี้ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นการใช้พื้นที่ทางนโยบายขนาดเล็กที่ท้องถิ่นพอจะขยับได้จริง

    พลังงานระดับชาติกำลังแก้เกมใหญ่ ส่วนเชียงรายกำลังรับมือเกมหน้าเคาน์เตอร์

    หากมองในระดับประเทศ กระทรวงพลังงานเริ่มขยับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม กระทรวงพลังงานระบุว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่กระทบปริมาณสำรองในประเทศในทันที และขณะนั้นไทยมีน้ำมันคงเหลือรวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งเพียงพอต่อการใช้ราว 61 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน พร้อมลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินบางส่วนเพื่อลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีก

    จากนั้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศมาตรการเพิ่มเติม โดยให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนสำรองตามกฎหมายจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเดินหน้าปรับส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเตรียมจูงใจการใช้ E20 ให้มากขึ้นเพื่อช่วยพยุงอุปทานในประเทศ

    ต่อเนื่องถึงวันที่ 17 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศว่าจะทยอยปรับดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมทางเลือก B10 และ B20 ราคาต่ำกว่า และเร่งแก้ปัญหาปั๊มขาดแคลนน้ำมัน ส่วนวันที่ 19 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันในจังหวัดปทุมธานีและระบุว่าไม่มีการกักตุน แต่ยอมรับว่าช่วงแรกมีความต้องการพุ่งสูงจนเที่ยวขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และสั่งให้ติดตามการกระจายเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิดต่อไป

    ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าโจทย์ของรัฐบาลส่วนกลางคือการคุมเสถียรภาพทั้งระบบ ส่วนโจทย์ของเชียงรายคือการทำอย่างไรให้ผลกระทบที่ไปถึงหน้าปั๊ม หน้าร้าน และกระเป๋าเงินประชาชนเบาลงที่สุดในช่วงรอผลของมาตรการใหญ่จากส่วนกลาง

    ทำไมข้อเสนอของเชียงรายจึงถูกจับตาแม้ส่วนลดจะไม่มาก

    หากดูตัวเลขแบบตรงไปตรงมา การลดภาระราว 4.5 สตางค์ต่อลิตรย่อมไม่สามารถลบแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ประชาชนรู้สึกว่าขยับขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายรู้ดี

    แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่ขนาดของส่วนลดเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความหมายของมันในทางนโยบาย

    ประการแรก มันคือมาตรการที่อาศัยรายได้ท้องถิ่นกลับมาช่วยคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ต้องรอโครงการกลางแบบเดียวทั้งประเทศ

    ประการที่สอง มันเป็นข้อเสนอที่สื่อสารได้ง่ายและตรวจสอบได้ง่าย หากมีการทำข้อตกลงกับปั๊มจริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายทันที ไม่ใช่มาตรการเชิงเทคนิคที่จับต้องยาก

    ประการที่สาม มันอาจเป็นการซื้อเวลาให้กับเศรษฐกิจครัวเรือนในช่วงเทศกาลที่ความต้องการใช้น้ำมันและการเดินทางจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

    ประการสุดท้าย มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของท้องถิ่นว่า ในภาวะวิกฤต อบจ. ไม่ได้มีบทบาทแค่ทำถนนหรือจัดบริการสาธารณะตามฤดูกาล แต่ต้องกล้าหยิบเครื่องมือทางรายได้และการคลังที่มีอยู่มาทบทวนเพื่อช่วยประชาชน

    เพราะฉะนั้น แม้ตัวเลขส่วนลดจะไม่มาก แต่ในทางสัญญะ มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายาม “จัดการสิ่งที่ทำได้เองก่อน” แล้วค่อยรอแผนใหญ่จากรัฐบาลส่วนกลางในเรื่องอุปทานและโครงสร้างราคา

    สงกรานต์กำลังมาถึง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวคืออีกสมรภูมิหนึ่ง

    หนึ่งในประเด็นที่บทสัมภาษณ์สะท้อนออกมาชัดที่สุด คือความกังวลของฝ่ายท้องถิ่นต่อช่วงสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนจะใช้น้ำมันมากขึ้น แต่เพราะเชียงรายกำลังเตรียมรับนักท่องเที่ยวจากหลายกิจกรรม ทั้งงานในอำเภอเมือง งานตามชุมชน และโดยเฉพาะงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน

    สิ่งที่ท้องถิ่นพยายามทำจึงไม่ใช่เพียงลดภาษี แต่รวมถึงการสำรวจว่าในพื้นที่จัดงานจะมีปั๊มน้ำมันใดพร้อมเปิดถึงเที่ยงคืน เพื่อให้คนที่เดินทางมาจากต่างอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียงมั่นใจว่าเมื่อเที่ยวงานเสร็จแล้วจะยังมีน้ำมันเติมขากลับ และสามารถจัดโควตาน้ำมันให้เพียงพอในจุดท่องเที่ยวหลักได้

    นี่เป็นรายละเอียดที่เล็ก แต่สำคัญมากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันเฉพาะจำนวนคนมาเยือน แต่ยังวัดกันที่ความรู้สึก “เดินทางได้อย่างมั่นใจ” ด้วย หากนักท่องเที่ยวเชื่อว่ามาเชียงรายแล้วเติมน้ำมันยาก ต่อคิวนาน หรือไม่แน่ใจว่าขากลับจะมีปั๊มเปิดหรือไม่ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ยอดขายน้ำมัน แต่จะลามไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร ตลาดชุมชน และกิจกรรมสงกรานต์ทั้งจังหวัด

    ในมุมนี้ ข้อเสนอของเชียงรายจึงเป็นมากกว่ามาตรการด้านราคา แต่เป็นความพยายามรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจของจังหวัดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของปี

    ความมั่นใจช่วงสงกรานต์: “น้ำมันไม่ขาด ปั๊มเปิดถึงเที่ยงคืน”

    อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำกับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมางาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” (13-18 เม.ย.) และจุดท่องเที่ยวอื่นๆ อบจ. ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับนายอำเภอและปั๊มน้ำมันในพื้นที่:

    1. ขยายเวลาเปิด: ขอความร่วมมือปั๊มน้ำมันใน อ.เชียงแสน ให้เปิดถึง 24.00 น. เพื่อรองรับคนกลับจากคอนเสิร์ต
    2. โควต้าน้ำมัน: ประสานพลังงานจังหวัด ขอจัดสรรโควต้าน้ำมันพิเศษให้ปั๊มที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะมีน้ำมันเติมกลับบ้านแน่นอน

    เฟสต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีเดินทางทั้งจังหวัด

    สิ่งที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ คือฝ่ายท้องถิ่นไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงการดับไฟเฉพาะหน้า แต่เริ่มโยงไปถึงคำถามระยะยาวว่า จะลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างไรในจังหวัดที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูงและปัญหามลพิษอากาศ

    แนวคิดที่ถูกพูดถึงมีอย่างน้อยสองทาง

    ทางแรก คือการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถบริการไฟฟ้าหรือรถ EV สำหรับประชาชนในเส้นทางที่ยังไม่ทับซ้อนกับสัมปทานเดิมของขนส่ง โดยอาจเริ่มจากจุดที่มีความจำเป็นจริง เช่น เส้นทางรับส่งคนทำงาน คนเรียน และคนที่ต้องเข้าศูนย์ราชการในช่วงเวลาเร่งด่วน แนวคิดนี้ยังอยู่ในระยะศึกษาความเป็นไปได้ แต่สะท้อนว่าท้องถิ่นกำลังมองเรื่องการเดินทางเป็นเครื่องมือแก้ทั้งค่าครองชีพและฝุ่นควันไปพร้อมกัน

    ทางที่สอง คือการหารือเรื่องพลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นการลดต้นทุนของภาคเกษตร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และอาจเชื่อมโยงไปถึงการลดการเผาในภาคการเกษตรได้ด้วย

    มาตรการระยะกลาง: รถเมล์ไฟฟ้า (EV) และเส้นทาง “นอกสัมปทาน”

    นอกจากเรื่องภาษี อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ายังเล็งเห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเดินทาง โดยวางแผนเฟส 2 ในการนำรถไฟฟ้า (EV) มาให้บริการประชาชน

    • เน้นพื้นที่สีขาว: มอบหมายเจ้าหน้าที่ประสานขนส่งจังหวัด ดูเส้นทางที่ไม่มีรถสัมปทานเดิม (เช่น โซนริมกก หรือพื้นที่รอบนอก) เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับผู้ประกอบการเดิม
    • Feeder System: วางแผนรับคนจากนอกเมืองหรือศูนย์ราชการ เข้ามาส่งตามจุดเชื่อมต่อในตัวเมืองเพื่อลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว
    • ความคุ้มค่า: เน้นวิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน (เช้า-เย็น) ที่คนไปเรียนหรือไปทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    เมื่อมองให้ลึก ทั้งสองแนวคิดนี้ชี้ไปยังทิศทางเดียวกัน คือเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการ “แก้วิกฤตน้ำมัน” ไปสู่การ “ลดความเปราะบางทางพลังงาน” ของตัวเองในระยะยาว

    สิ่งที่สังคมต้องจับตา ไม่ใช่แค่จะลดได้หรือไม่ได้ แต่ลดแล้วถึงมือประชาชนจริงหรือไม่

    ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคำตอบชัดเจนต่อคำถามสำคัญสามข้อ

    ข้อแรก หาก อบจ. งดจัดเก็บจริง ผู้ประกอบการสถานีบริการจะส่งผ่านส่วนลดให้ประชาชนเต็มจำนวนหรือไม่ และจะมีวิธีตรวจสอบอย่างไร

    ข้อสอง หากงดจัดเก็บ 3 เดือน รายได้ของ อบจ. ที่หายไปราว 4 ล้านบาทเศษจะกระทบโครงการบริการสาธารณะส่วนใดบ้าง และจะชดเชยอย่างไร

    ข้อสาม หลังหมดช่วงมาตรการชั่วคราวแล้ว จังหวัดจะมีเครื่องมือใดต่อ หากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศยืดเยื้อเกินคาด

    คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นการคัดค้านมาตรการ แต่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้มาตรการมีความน่าเชื่อถือและยืนอยู่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะประสบการณ์จากหลายพื้นที่ชี้ให้เห็นเสมอว่า มาตรการลดภาระที่ดูดีบนกระดาษ อาจไม่ถึงมือประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากไม่มีระบบติดตามและข้อตกลงที่ชัดเจนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

    ระหว่างรอคำตอบจากรัฐบาลกลาง เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่าท้องถิ่นไม่ได้นิ่งเฉย

    ในท้ายที่สุด ข่าวนี้อาจไม่ใช่เรื่องน้ำมันอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของบทบาทรัฐท้องถิ่นในภาวะวิกฤตด้วย

    รัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่รับมือปัญหาในระดับมหภาค ทั้งการตรึงราคา การบริหารน้ำมันสำรอง การเพิ่มสัดส่วนสำรอง การเร่งกระจายเชื้อเพลิง และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ท้องถิ่นอย่างเชียงรายกำลังทำอีกหน้าที่หนึ่ง คือพยายามหาวิธีลดแรงกระแทกที่ประชาชนรู้สึกทันทีในชีวิตประจำวัน

    ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจึงควรถูกอ่านอย่างเป็นธรรม ไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะพลิกวิกฤตราคาพลังงานทั้งระบบได้เพียงลำพัง แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นมาตรการเล็กน้อยไร้ความหมาย เพราะในภาวะที่ผู้คนกำลังนับทุกบาททุกสตางค์ การลดภาระที่ตรวจสอบได้จริง แม้ไม่มาก ก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยต่ออายุความสามารถในการใช้ชีวิตของครัวเรือนจำนวนมาก

    และสำหรับเชียงราย เมืองที่กำลังรับศึกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งพลังงาน ฝุ่นควัน ค่าครองชีพ และโจทย์การท่องเที่ยว การที่ท้องถิ่นลุกขึ้นมาบอกว่า “ส่วนที่ทำได้ เราจะทำก่อน” อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตเดียวกัน ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะเลือกนั่งรอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

    จากนี้ สิ่งที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด คือผลการรับฟังความคิดเห็น การประชุมกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน การเสนอเข้าสภา อบจ. และท่าทีของจังหวัดกับพลังงานจังหวัดว่า จะสามารถผลักแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้หรือไม่ หากทำได้ทันก่อนสงกรานต์ มาตรการนี้ย่อมมีนัยสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงจิตวิทยาต่อคนเชียงรายอย่างยิ่ง

    แต่หากทำไม่ได้ ข่าวนี้ก็ยังมีคุณค่าในอีกแบบหนึ่ง เพราะอย่างน้อยมันได้เปิดพื้นที่ให้สังคมถามอย่างจริงจังแล้วว่า ในยามที่พลังงานโลกปั่นป่วน ท้องถิ่นไทยควรมีอำนาจและเครื่องมือมากกว่านี้หรือไม่ในการช่วยประชาชนของตนเอง

    ในระยะยาว นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวปิดท้ายว่าได้มีแนวคิดดึง “พลังงานจังหวัด” และ “เกษตรจังหวัด” มาร่วมกันศึกษาการผลิต พลังงานทดแทน (เช่น น้ำมันปาล์ม/ไบโอดีเซลจากพืช) เพื่อให้เชียงรายซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรมสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดย อบจ. พร้อมเป็นตัวกลางในการสนับสนุนงบประมาณครุภัณฑ์และการจัดอบรมให้ความรู้ 

    สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
    • กระทรวงพลังงาน

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-pao-fuel-tax-waiver/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5P-1zYSjfOnKTOvjrYXt

  • ผู้ใช้รถอ่วม! ‘ปตท.-บางจาก’ ประกาศขึ้นน้ำมันดีเซล 3.50 บาท กลุ่มเบนซิน 70 สต. | เดลินิวส์

    ผู้ใช้รถอ่วม! ‘ปตท.-บางจาก’ ประกาศขึ้นน้ำมันดีเซล 3.50 บาท กลุ่มเบนซิน 70 สต. | เดลินิวส์

    เมื่อช่วงเย็น วันที่ 2 เม.ย. พีทีที สเตชั่น และบางจาก ได้ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียมดีเซล เพิ่มขึ้น 4.00 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.70 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมี่ยม GSH95 คงเดิม มีผล 3 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

    โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ เบนซิน = 52.54 บาท, GSH95 = 43.95 บาท, E20 = 38.95 บาท, E85 = 35.69 บาท, GSH91 = 43.58 บาท, พรีเมี่ยม GSH95 = 53.04 บาท, HSD B7 = 47.74 บาท, ดีเซล B20 = 42.74 บาท, พรีเมียมดีเซล = 63.94 บาท โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5745700/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wpQ4_TleMP-5z59QGNAA6

  • เปิดเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชั่นใหม่ แจกเงิน 2,000 บาท เริ่ม เม.ย.นี้

    เปิดเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชั่นใหม่ แจกเงิน 2,000 บาท เริ่ม เม.ย.นี้

    เปิดเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชั่นใหม่ หลักการ-เงื่อนไขยังคงเดิม วงเงินอยู่ที่คนละ 2,000 บาท เท่ากันทั้งคนเสียภาษีและไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ทยอยจ่ายเดือนละ 200 บาท นาน 10 เดือน คาดเริ่มเมษายนนี้

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการออกโครงการคนละครึ่งพลัสเวอร์ชั่นใหม่ เบื้องต้นจะใช้เงินดำเนินการประมาณ 1 แสนล้านบาท จากงบฯ กลางปี 69 และบางส่วนจากงบประมาณปี 70 โดยจะจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท

    หลักการและรูปแบบของโครงการ ยังคงเงื่อนไขเดิม แต่อาจปรับเพิ่มอายุผู้มีสิทธิจากเดิม 16 ปี เป็นอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 ล้านคน ทั้งผู้ที่เสียภาษีและไม่เสียภาษี รัฐจะให้เงินคนละ 2,000 บาท ผ่านแอปเป๋าตังและทยอยโอนให้เดือนละ 200 บาท มีระยะเวลาการใช้จ่าย 10 เดือน คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ และยาวไปจนถึงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570

    ทั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินของโครงการ จะต้องลงทะเบียน แบบใครมาก่อนได้ก่อน และหากใช้ไม่หมดใน 9 เดือนแรก สามารถทบวงเงินไปใช้ในเดือนสุดท้ายได้ แต่ถ้ายังใช้ไม่หมดจะถูกตัดโดยอัตโนมัติ

    กระทรวงการคลังกำลังสรุปรายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 6 เมษายนนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/460311&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30cT_mf0TBf70yPNBsrEOo

  • IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

    IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

    IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกระแทกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอีกระลอก ท่ามกลางช่วงเวลาที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตที่ผ่านมา โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศในพื้นที่ แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังระบบเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงิน 

    รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานเป็นกลไกส่งผ่านผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการขนส่งพลังงานของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันราว 25-30% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ส่งผลให้การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานในทันที

    ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงดันต้นทุนการผลิต แต่ยังบีบกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันด้านดุลการค้าและค่าเงินจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น

    ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัยเพิ่มขึ้น รวมถึงระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ การขนส่งวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวสูงถึงประมาณหนึ่งในสามของโลก ยังถูกกระทบ ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและอาหารในระยะถัดไป

    IMF ประเมินว่า ไม่ว่าสงครามจะดำเนินไปในทิศทางใด ผลลัพธ์หลักจะนำไปสู่ “ราคาที่สูงขึ้น และการเติบโตที่ชะลอลง” โดยในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นและกดดันเศรษฐกิจในวงกว้าง

    แรงกดดันดังกล่าวมีผลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยประเทศรายได้ต่ำและประเทศที่มีฐานะการคลังจำกัด จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่า เนื่องจากประชาชนมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศผู้ส่งออกพลังงานบางแห่งอาจสามารถรับมือได้ดีกว่า

    ในส่วนของตลาดการเงินโลก สงครามยังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์ทั่วโลก โดยราคาหุ้นปรับลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลง และเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ

    IMF เตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียงระดับราคาพลังงานหรือเงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่รวมถึง “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของประชาชนและภาคธุรกิจ หากมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การควบคุมเงินเฟ้อในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น และจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจแลกมากับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

    รายงานยังชี้ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศมีระดับหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบมีจำกัด

    IMF ระบุว่า การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีทุนสำรองจำกัดและฐานะการคลังเปราะบาง จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    สถานการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายระลอก แต่ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เส้นทางการฟื้นตัวมีความไม่แน่นอนสูงกว่าที่คาดการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/655663&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06qlXtmlOUJoKX7liCa6n4

  • หนุนงานวิจัยแพทย์ต่อยอดเชิงธุรกิจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    หนุนงานวิจัยแพทย์ต่อยอดเชิงธุรกิจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ


    กองทุนววน. หนุนงานวิจัยและนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพสู่ เชิงพาณิชย์ ดึง SME จับคู่นวัตกรรมใหม่สร้างผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ยกระดับคุณภาพชีวิต

    ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Lab to Life: ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทยสุขภาพดี”ในงาน “Healthspan Festival 2026”  ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้างด้านสุขภาพ ทั้งสังคมสูงวัย โรค NCDs และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายเชิงสุขภาพ แต่คือ “โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ” ที่ส่งผลกระทบทั้งคุณภาพชีวิต และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเด็นคำถามสำคัญที่ตามมา คือ “จะทำอย่างไร ให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาว…และมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบของโจทย์นี้ต้องอาศัย “การเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ” และพลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบนี้ คือ วิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม

    ทั้งนี้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำซึ่งสวนทางกับอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นประชากรวัยแรงงานจำเป็นต้องอยู่อย่างมีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ซึ่งภาพเหล่านี้สะท้อนชัดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนด้านการแพทย์และสุขภาพ เพราะ “สุขภาพ คือ ความมั่นคงของประเทศ” ที่ผ่านมา กองทุน ววน. ได้จัดสรรงบประมาณด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการลงทุนด้านการแพทย์และสุขภาพจะช่วยสร้างทั้งความมั่นคงและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    นอกจากนี้ “ระบบ ววน.” ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน “ระบบสุขภาพ” ในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างกำลังคน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ การเชื่อมโยงพันธมิตร ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ การสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการร่วมขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพจากฐานงานวิจัย

    อย่างไรก็ดีตัวอย่างความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมให้ไปถึงประชาชน ได้แก่ การผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่น ถุงทวารเทียม หรือ AI เพื่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งทำให้นวัตกรรมที่พัฒนาในประเทศสามารถเข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้าง อีกทั้งระบบ ววน. ยังมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศครอบคลุมกว่า 7,000 แห่ง ครอบคลุมประชาชนกว่า 5 ล้านคน

    “Lab to Life คือ การเปลี่ยนงานวิจัยให้ไปอยู่ในชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยากเกินความสามารถ หากเราเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมได้สำเร็จ และร่วมมือขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประเทศไทยของเราก็จะเป็นประเทศที่สุขภาพดี มีนวัตกรรมที่ประชาชนเข้าถึง และคนไทยทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุที่ยืนยาว”

    ด้าน ศ. ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง จำเป็นต้องมีกลไกเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างภาควิจัย ภาคธุรกิจ และผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตั้งแต่ต้นทาง พร้อมระบุว่า สกสว. มุ่งออกแบบและขับเคลื่อนระบบสนับสนุนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การทดสอบและรับรอง ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาด เพื่อเร่งให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการได้จริง ซึ่ง “หัวใจสำคัญ คือ การลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

    ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  กล่าวว่า สสว. มีแนวทางในการนำ SME ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจหรือ ค้าขายเป็นอยู่แล้ว มาจับคู่กับนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เช่น ค่าพลังงานหรือค่าขนส่ง และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ  มีกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ภายใต้การสนับสนุนทั้ง ทุนด้าน IDE ทุนสำหรับ ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ

    “การนำ Ecosystem มาใช้เพื่อให้ SME ซึ่งเป็นกลุ่มหลักถึง 99.5% ของประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง สสว. ร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ เช่น สกสว. เพื่อช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตและการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อีกทั้งการสร้างเวทีเชื่อมโยง อย่างงาน Healthspan Festival 2026 เป็นเวทีให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยได้มาพบกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจ และการซื้อขาย ต่อยอดเทคโนโลยี”

    น.ส. อรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co-founder & CEO Techsauce Media กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่ภาคเอกชนจะได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน Healthspan ซึ่งไม่ใช่แค่การทำอย่างไรให้อายุยืนยาว แต่จะต้องเป็นช่วงที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานที่สุด โดยจะใช้เครือข่ายที่มีทั้งนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกและในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสให้นักลงทุนและนักวิจัยได้ทำงานร่วมกัน โดยพัฒนากลไกการเตรียมความพร้อมตั้งแต่กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการในกลุ่ม IDE (Innovation-Driven Enterprise) ให้สามารถนำนวัตกรรมไปสร้างรายได้และอาชีพได้จริง

    สำหรับงาน Healthspan Festival 2026 นอกจากเป็นเวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร ครั้งแรก ที่รวมทุกภาคส่วนในระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) มาไว้ในที่เดียวแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ และนักวิจัยได้เจรจาธุรกิจ และเป็นช่องทางในการต่อยอด และซื้อขายผลงานนวัตกรรม ซึ่งเป็นการดึงเอาระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยเข้าสู่ระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P9KH3Z3d8ROEwcf8l0dvs

  • คลัง ออกโรงแจง “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 แบ่งโอน 200 บาท 10 เดือน จริงไหม?

    คลัง ออกโรงแจง “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 แบ่งโอน 200 บาท 10 เดือน จริงไหม?

    คลังย้ำชัด ไม่เป็นความจริง ข่าวลือ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 แจก 200 บาทต่อเดือน นาน 10 เดือน 

    จากกระแสข่าวที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ โดยระบุว่าจะมีการโอนเงินช่วยเหลือให้ประชาชนเดือนละ 200 บาท ต่อเนื่องนาน 10 เดือน ล่าสุดกระทรวงการคลังออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยืนยันว่า ยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ ตามที่มีการเผยแพร่ และตัวเลข 200 บาทต่อเดือนนั้น ไม่สอดคล้องกับแนวทางการออกแบบมาตรการช่วยเหลือในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    โอน 200 บาทต่อเดือน จริงไหม

    คำตอบคือ “ไม่จริง” โดยกระทรวงการคลังระบุชัดว่า ข่าวลือเรื่องการจ่ายเงิน 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือนนั้น ไม่ใช่ข้อมูลจากภาครัฐ และไม่ใช่รูปแบบมาตรการที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้

    เมื่อพิจารณาจากมาตรการในอดีต รัฐบาลเคยให้ความช่วยเหลือในระดับที่สูงกว่า เช่น การสนับสนุนวงเงิน 2,000 บาท ภายในระยะเวลา 2 เดือน ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน

    ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หลักการสำคัญของมาตรการใหม่คือ การช่วยเหลือต้องมีวงเงินที่ “ไม่น้อยกว่าเดิม” เพื่อให้เกิดผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง

    เร่งทำแพ็กเกจใหญ่ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบในชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยยังไม่มีการสรุปรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องจำนวนเงิน ระยะเวลา และกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบงบประมาณและศักยภาพทางการคลังของประเทศ รวมถึงการจัดหาแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการ

    แหล่งข่าวระบุว่า การกำหนดตัวเลขต้องผ่านการประเมินอย่างรอบคอบ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

    เตรียมเสนอ ครม. ชุดใหม่ทันที

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมในการเสนอแพ็กเกจ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมนัดแรกทันทีที่มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย

    มาตรการดังกล่าวถูกจับตาว่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความท้าทายสูง

    สรุปชัด ข่าวลือ vs ข้อเท็จจริง

    • ข่าวลือ: แจกเงิน 200 บาทต่อเดือน นาน 10 เดือน
    • ข้อเท็จจริง: กระทรวงการคลังยืนยัน “ไม่เป็นความจริง”
    • แนวทางจริง: เตรียมออกมาตรการใหม่ วงเงินต้องไม่น้อยกว่าเดิม
    • สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด ยังไม่เคาะตัวเลข

    ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากข่าวลือที่อาจสร้างความสับสน

    แหล่งอ้างอิง

    1. กระทรวงการคลัง: ชี้แจงข่าวลือโครงการคนละครึ่งและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9881694/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hSr1l1uCFAjsSelvB5eSr

  • จับเรือเขมรโอดไทยปิดด่านกระทบหนัก ลอบขนของเถื่อนกลางทะเลหาค่าเทอมลูก | เดลินิวส์

    จับเรือเขมรโอดไทยปิดด่านกระทบหนัก ลอบขนของเถื่อนกลางทะเลหาค่าเทอมลูก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ณ ท่าเทียบเรือคลองใหญ่อเนกประสงค์ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด น.อ.วุฒิฉัตร ราชรัตนารักษ์ รอง ผอ.ศรชล.จว.ตราด พร้อมกำลังทหารนาวิกโยธิน ได้เข้าตรวจสอบเรือประมงสัญชาติกัมพูชาจำนวน 3 ลำ พร้อมลูกเรือรวม 6 คน ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถสกัดจับได้ในช่วงคืนของวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่เรือลำหนึ่งกำลังลักลอบนำสินค้าเข้ามาส่งให้กับพ่อค้าชาวไทย และอีกสองลำกำลังเตรียมมารับสินค้าจากฝั่งไทยข้ามไปยังฝั่งกัมพูชา

    จากการตรวจสอบเรือประมงขนาด 15 เมตร ลำที่บรรทุกลังโฟม พบของกลางเป็นปูแกะแช่แข็งจำนวน 66 ลัง น้ำหนักแต่ละลังประมาณ 25-35 กิโลกรัม รวมน้ำหนักสินค้าทั้งหมดประมาณ 1,650-1,980 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานพร้อมควบคุมตัวลูกเรือ 2 คน ในขณะที่เรือประมงอีก 2 ลำ ขนาด 45 ตันกรอส พร้อมลูกเรือลำละ 2 คน เป็นเรือที่ขับข้ามแดนเข้ามาตามนัดหมายเพื่อรอรับสินค้าอุปโภคบริโภค บริเวณชายหาดแห่งหนึ่งในตำบลหาดเล็กและตำบลคลองใหญ่ ซึ่งถูกจับกุมได้ในเวลาไล่เลี่ยกันเนื่องจากขับเรือตามกันมา

    ทางด้านนายโซ๊ะ อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดเกาะกง ผู้รับจ้างขับเรือขนส่งปูแกะแช่แข็ง ได้ให้การสารภาพว่าเป็นเพียงผู้รับจ้างขับเรือตามคำสั่งโดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 1,000 บาท ซึ่งจะใช้วิธีนัดแนะผ่านสัญญาณไฟจากฝั่งไทย เมื่อเห็นแสงไฟสัญญาณจึงจะขับเรือเข้าเทียบท่าตามจุดนั้น โดยยอมรับว่าเพิ่งทำเป็นครั้งที่ 2 เพราะมาทำงานแทนคนอื่นและรู้สึกหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา

    ทั้งนี้ยังระบุด้วยความอัดอั้นว่าสาเหตุที่ต้องทำผิดกฎหมายมาจากปัญหาความยากจนและภาระค่าเทอมลูกที่กำลังจะเข้าโรงเรียน จึงตัดสินใจคิดสั้นเพื่อหาเงินให้ลูกเรียนหนังสือโดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียระยะยาว พร้อมยืนยันว่าหากพ้นผิดไปได้จะเลิกทำอย่างเด็ดขาด

    นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความลำบากของคนในพื้นที่ว่าตั้งแต่ปิดด่านชายแดน ทำให้การประกอบอาชีพสุจริตอย่างการรับจ้างยกของทำได้ยากขึ้น จึงอยากให้มีการเปิดด่านตามปกติ เพื่อให้ชาวบ้านกลับมาทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ตามเดิม

    ส่วนนายโนด อายุ 63 ปี ชาวบ้านปากคลอง อำเภอมณฑลเสมา จังหวัดเกาะกง ซึ่งทำหน้าที่เป็นไต๋เรืออีกราย สารภาพว่าตนได้รับว่าจ้างด้วยเงิน 1,000 บาท ให้ขับเรือเปล่ามารับสินค้าตามจุดนัดหมายในช่วงกลางดึก เพื่อพรางตัวจากสายตาเจ้าหน้าที่ โดยติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก เมื่อถึงจุดหมายจะมีกลุ่มบุคคลทำการขนถ่ายสินค้าด้วยวิธีการโยนลงเรือ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องนุ่งห่ม อาทิ นอต เชือก ถังสี และเคมีภัณฑ์ โดยไม่มีสินค้าประเภทอาหารปะปนอยู่ ซึ่งตนยอมรับว่าทำมาแล้วประมาณ 4-5 ครั้ง เนื่องจากไม่มีงานทำและอายุมาก จึงไม่มีใครจ้างงาน

    น.อ.วุฒิฉัตร ราชรัตนารักษ์ รอง ผอ.ศรชล.จว.ตราด ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังการปิดด่านพรมแดนถาวร ศรชล. ได้ยกระดับการเฝ้าตรวจทางทะเลในระยะ 12 ไมล์ทะเลอย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มุ่งเน้นสกัดกั้นการขนส่งเสบียงทุกรูปแบบ ทั้งอาหาร น้ำมัน และสิ่งของอุปโภคบริโภคไม่ให้หลุดรอดไปยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้ได้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ในการล็อกเป้าและติดตามเรือต้องสงสัยจนนำไปสู่การจับกุม สำหรับสถานการณ์การลักลอบน้ำมันในปัจจุบันยังไม่พบการกระทำผิดเนื่องจากมีการคุมเข้มเป็นพิเศษ พร้อมกันนี้ยังได้ฝากขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการเห็นแก่ความมั่นคงของชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน เพราะการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามอาจส่งผลกระทบย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในชาติเองในที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5743421/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-5-pefJUuY2LAKd8utjH6

  • ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ

    ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ

    ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ

    กังวลกฎหมายซ้ำซ้อนและภาระงบประมาณการตั้งหน่วยงานใหม่
    นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แสดงทัศนะต่อที่ประชุมสภาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด โดยระบุว่าเนื้อหาของร่างกฎหมายมีความทับซ้อนกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง และกฎหมายจราจร ซึ่งความไม่ชัดเจนในการประสานงานหรือการยกเลิกกฎหมายเดิมอาจสร้างความสับสนอย่างรุนแรงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

    นอกจากนี้ การเสนอให้จัดตั้ง “สำนักงานอากาศสะอาด” ขึ้นมาใหม่นั้น ถือเป็นการสร้างโครงสร้างองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับภารกิจของกรมควบคุมมลพิษที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นโดยไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ควรจะเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ค้านโครงสร้างคณะกรรมการและอำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้นไร้หมาย
    ประเด็นต่อมาที่น่ากังวลคือโครงสร้างการบริหารจัดการที่กำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุด ทั้งระดับนโยบาย ระดับวิชาการ และระดับจังหวัด ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นการขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่เน้นให้มีหน่วยงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานในระดับที่สูงเกินสมควร เช่น การให้อำนาจตรวจค้น ยึดอายัดทรัพย์สิน หรือสั่งหยุดประกอบกิจการได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล ทั้งยังตัดสิทธิ์ประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบและการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนภายใต้หลักนิติธรรมที่ควรจะเป็นในสังคมประชาธิปไตย

    หวั่นต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งและระบบค้ามลพิษอาจไม่เหมาะกับไทย
    ในด้านเศรษฐกิจ นายศุภชัยชี้ให้เห็นว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและระบบประกันความเสี่ยงที่ระบุในร่างกฎหมาย จะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง อีกทั้งการนำแนวคิดการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) จากยุโรปมาใช้ อาจยังไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยในขณะที่ระบบการกำกับดูแลยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ

    นอกจากนี้ บทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและการพิสูจน์ความผิดกรณีมลพิษข้ามพรมแดนยังทำได้ยากในทางปฏิบัติ นายศุภชัยจึงเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ให้จริงจังและปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ETfriGD5_C6OZzDLyi1jq

  • “เอกนิติ” เรียกประชุมด่วน คตร.นัดแรก ถกโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” เรียกประชุมด่วน คตร.นัดแรก ถกโครงสร้างต้นทุนราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เรียกประชุมด่วนนัดแรก คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่กระทรวงการคลัง หลังจากเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งให้นายเอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าว เพื่อเพื่อเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ท่ามกลางผลกระทบจากวิกฤตสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีหน้าที่สำคัญในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการคำนวณราคา และกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น และราคาที่ขายให้กับผู้ค่าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้ ครม.พิจารณา ด้วยเช่นกัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582198&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jJBMPqv2KokkDwePCURKZ